Soraj's Weblog

Icon

Posts, mostly about Buddhism

เราจะรับกรรมแทนผู้อื่นได้มั้ย?

ในการพูดเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานเกี่ยวกับความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น กับการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่นในโพสที่ผ่านมา อาจทำให้เกิดมีคำถามว่า แล้วการรับกรรมแทนคนอื่นเป็นไปได้มั้ย? คำตอบก็คือว่า จริงๆแล้วเป็นไปไม่ได้ กรรมของใครก็เป็นของคนๆนั้น รับกรรมแทนกันไม่ได้

เรารู้ว่าเรื่องนี้เป็นจริงก็เพราะว่า ถ้าหากรับกรรมแทนกันได้จริง เหล่าพระพุทธเจ้ากับพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ที่ท่านต่างก็ได้ตั้งปณิธานเพื่อรับทุกข์ของสรรพสัตว์ ก็คงจะรับทุกข์ของเราไปหมดแล้ว ไม่เหลือทุกข์ให้เราอีก แต่ความจริงก็คือว่า เราท่านยังมีทุกข์กันทั่วทุกตัวคน ไม่งั้นเราคงไม่ต้องมาว่ายเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารเช่นนี้

จุดหลักของการปฏิบัติเรื่องความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น กับการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น แท้จริงแล้วไม่ใช่อยู่ที่ผู้อื่น แต่อยู่ที่ตัวเราเอง องค์ดาไลลามะได้ตรัสสอนว่า หากเราจะเห็นแก่ตัว ก็จงเห็นแก่ตัวอย่างฉลาด ด้วยการเห็นแก่ผู้อื่นและด้วยการปฏิบัติกรรมฐานนี้ การเห็นแก่ผู้อื่นนี่แหละจะเป็นหนทางไปสู่ความสุขความเจริญในธรรม (รวมทั้งทางโลก) ของผู้ปฏิบัติเอง

มีนิทานชาดกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยเสวยชาติอยู่ในนรก ตัองทนทรมานอยู่ด้วยการที่ต้องลากเกวียนอันมีน้ำหนักมาก แล้วก็มีนายนิรยบาลคอยเฆี่ยนตีอยู่ตลอดเวลา พระโพธิสัตว์ทรงลากเกวียนเล่มนี้คู่กับสัตว์นรกอีกตนหนึ่ง ปรากฏว่าสัตว์นรกตนนี้อ่อนแอมากกว่าท่าน ประสบความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสที่จะต้องลากเกวียนเล่มนี้ พระโพธิสัตว์ทรงเห็นเช่นนั้นก็เกิดความสงสารเต็มกำลัง ทรงกล่าวแก่นายนิรยบาลว่า ขอให้ปล่อยสัตว์นรกตนนี้ไปเถิด เพราะเขาจะลากเกวียนไม่ไหวแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองยังพอมีกำลังอยู่บ้าง จะลากเกวียนเล่มนี้แต่เพียงผู้เดียว นายนิรยบาลได้ฟังดังนั้นก็โกรธจัด เอาแส้เฆี่ยนไปที่พระโพธิสัตว์อย่างรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง กล่าวด้วยเสียงอันดังว่า สัตว์ตนใดทำบาปกรรมอันใดไว้ ก็ต้องรับผลกรรมอันนั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่มีใครรับกรรมแทนใครได้ นายนิรยบาลเฆี่ยนพระโพธิสัตว์อย่างรุนแรง จนพระโพธิสัตว์เสียชีวิตไปในนรกนั้น แล้วก็จุติมาเป็นเทพบุตรอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตในบัดนั้นเอง

ชาดกเรื่องนี้บอกเราว่า ไม่มีใครรับกรรมแทนใครได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การที่เรามีจิตสงสาร เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์ให้เขาพ้นจากทุกข์นั้น เป็นบุญกุศลมหาศาล ทำให้พระโพธิสัตว์พ้นจากนรกไปในทันที และไปเสวยชาติเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ เรารับกรรมแทนคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารถพัฒนาจิตอันมีเมตตากรุณา และมุ่งไปที่ความทุกข์ของเขาได้ และผลดีในท้ายที่สุดก็จะตกอยู่แก่ตัวของเราเอง

Filed under: Bodhisattva, meditation , , ,

การแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น

หากมีคนถามว่า การปฏิบัติธรรมแบบใดเป็นการปฏิบัติหลักของผม ก็คงจะตอบว่าการปฏิบัติเรื่อง “ความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น และการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Sameness of Self and Others and Exchanging Oneself and Othersการปฏิบัตินี้เป็นหัวใจหลักของผู้ปฏิบัติธรรม ที่มุ่งจะบรรลุการเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแบบเถรวาท ก็สามารถนำการปฏิบัตินี้ไปใช้ได้อย่างดี

พูดกันจริงๆก็คือว่า การปฏิบัติแบบนี้เป็นการปฏิบัติภาวนาเรื่อง “อัปปมัญญา” นั่นเอง อัปปมัญญาเป็นกรรมฐานเกี่ยวกับพรหมวิหาร ๔ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เมตตาคือความปรารถนาจะให้ผู้อื่น (และสัตว์โลกทั้งหมด) มีความสุข กรุณาคือความปรารถนาที่จะให้สัตว์โลกทั้งหมดพ้นจากทุกข์ มุทิตาคือความสุขหรือความยินดีเมื่อสัตว์โลกมีความสุข และอุเบกขาได้แก่การมองสัตว์โลกทั้งหมดว่ามีความเสมอเหมือนกัน ไม่มีสัตว์โลกใดที่เหนือกว่า ด้อยกว่า หรือแตกต่างกัน ต่างก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏทั้งสิ้น

การปฏิบัตินี้เริ่มจากการมองว่า ตัวเราเองนั้นไม่มีอะไรที่แตกต่างจากสัตว์โลกอื่นๆในสังสารวัฏ การที่เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ เป็นเพราะว่าเรามีอวิชชาหรือความไม่รู้แจ้ง ที่เป็นตัวจักรขับเคลื่อนเราให้หมุนวนเวียน ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอยู่อย่างนี้เป็นเวลาอันประมาณมิได้ อวิชชานี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจาก ความเห็นผิดๆที่ว่า มีตัวตนของเรา หรือมีตัวเรา ที่เราต้องพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ

สัตว์โลกอื่นๆที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ต่างก็มีอวิชชานี้เป็นตัวจักร เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทั้งสิ้นนอกจากนี้เราก็มองเห็นว่า สัตว์โลกทั้งหลายนั้นต่างก็ปรารถนาความสุข และไม่มีใครปรารถนาความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น ลองไปถามใครดูก็ได้ว่ามีใครชอบเป็นทุกข์หรือไม่ มีแต่สัตว์โลกที่อยากมีความสุขทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ก็ให้เรามองว่า ตัวเราเองนี้แตกต่างอะไรจากสัตว์โลกทั้งหมดในสังสารวัฏ เวลาเรามองอะไร เรามักจะมองออกจากมุมมองของเราเอง เรามองสัตว์อื่นๆว่า “ไม่ใช่ตัวเรา” และด้วยการมองนี้ เราก็เกิดความเชื่อว่าตัวเรานั้น แตกต่างจากสัตว์อื่นๆในสังสารวัฏอย่างสิ้นเชิง เราอาจมองว่า สัตว์อื่นๆบางตัวด้อยกว่าเรา บางตัวดีกว่าเรา บางตัวเท่าๆกับเรา แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็มีการเปรียบเทียบสัตว์โลกกับตัวเราทั้งสิ้น

เรารู้สึกว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ตัวเราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ก็คือ ตัวเราเป็น “ตัวเรา” นี่แหละ ทุกๆคนมีความรู้สึกเช่นนี้ เป็นธรรมชาติอยู่ในสัตว์โลกทุกตัวแต่ความรู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” หรือนี่คือ “ตัวเรา” นี่แหละ ที่เป็นแก่นรากของอวิชชา ที่เป็นเหตุให้เรายังวนเวียนอยู่ในทะเลแห่งทุกข์นี้ เราคิดว่าเราต้องดูแลตัวเรา และเราจะมี “ความสุข” ถ้าเผื่อ “ตัวเรา” นี้ได้รับการพะเน้าพะนอ ต้องการอะไรก็หามาให้ ไม่ต้องการอะไร ก็ผลักสิ่งนั้นออกไปไกลๆ ฯลฯ แต่เมื่อเราพิจารณาให้ละเอียด ก็จะพบว่า การมีตัวเรานี่แหละที่เป็นเหตุของความทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น เราอยากได้อะไรสักอย่างหนึ่ง ที่จะมาทำให้ “ตัวเรา” พอใจ อาจจะเป็นการได้กินอะไรอร่อยๆ ทีนี้เมื่อไม่ได้กิน เช่นเงินไม่พอ ก็เกิดอาการทุกข์ขึ้นมา นี่เป็นเรื่องง่ายๆที่เกิดขึ้นกับทุกคน ความทุกข์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มีที่มาจากความคิดว่ามีตัวตนนี้ทั้งสิ้น

แต่หากเรามองสัตว์โลกทั้งหมดรวมทั้งตัวเราจากอีกมุมมองหนึ่ง เราก็จะเห็นว่า ที่เราคิดว่ามี “ตัวเรา” ที่ทำให้เรานี้พิเศษกว่าสัตว์อื่นๆนั้น เป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง ลองมองตัวเราจากมุมมองระยะไกล เช่น มองลงมาจากข้างบน มองเห็นตัวเราเองกำลังทำโน่นทำนี่ หรือคิดถึงตัวเราไม่ใช่ในฐานะที่เป็นผู้คิด แต่เป็นผู้ สังเกต ความคิดนั้นๆ เหมือนกับว่า เราไม่ใช่ตัวเราแต่เป็นคนอื่นที่กำลังสังเกตความคิดของเรา เหมือนกับว่า เรากำลังอ่านใจคนอื่น แต่เป็นแต่เพียงว่าในขณะนี้เรากำลังอ่านใจของเราเอง

เมื่อทำอย่างนี้ เราก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรที่แยกตัวเราออกจากสัตว์โลกอื่นๆเลย ที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา ก็เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น เหมือนกับเรามองเห็นว่ามีน้ำอยู่บนถนนข้างหน้าในวันที่แดดแรงๆ แต่จริงๆแล้วไม่มีน้ำ สัตว์โลกอื่นๆก็เป็นแบบเดียวกันกับเราทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน เมื่อเราทำอย่างนี้ให้มากเข้าจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ก็หมายความว่าเราได้ภาวนาเรื่องความเสมอเหมือนของตนเองกับผู้อื่นแล้ว

ข้างต้นนี้เป็นการภาวนาเรื่องความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น ต่อไปก็เป็นการปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น ท่านศานติเทวะกล่าวว่า การปฏิบัติทั้งสองอย่างนี้เป็น “The great mystery” ของพระพุทธศาสนา ซึ่งหมายความว่า เป็นการปฏิบัติที่สูงที่สุดและเป็นหนทางที่พระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ได้ปฏิบัติมา เพื่อบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ในท้ายที่สุดหัวใจของการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่นก็คือว่า เมื่อเราทำสมาธิเรื่องความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่นแล้ว เราก็พิจารณาเห็นว่า สัตว์โลกทั้งหลายต่างก็วนเวียนอยู่ในความทุกข์ การปฏิบัติอะไรที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกเหล่านี้ให้พ้นไปจากทุกข์ได้ ก็ย่อมเป็นสิ่งประเสริฐ เราทำสมาธิว่าความทุกข์ทั้งหมดของสัตว์โลกในสังสารวัฏ ลอยมาที่ตัวเรา และเราก็แผ่บุญกุศลและความสุขทั้งหมดของเราไปยังสัตว์โลกเหล่านี้ เมื่อเราได้รับความทุกข์ทั้งหมดของสัตว์โลก สัตว์โลกก็จะปลอดจากความทุกข์ทั้งปวง เหมือนกับมีคนมาช่วยยกเอาของที่กดทับสัตว์โลกเหล่านี้ออกไป ทำให้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ และเมื่อเราส่งความสุขออกไป สัตว์โลกก็เปี่ยมไปด้วยความสุข อันเป็นความสุขที่สมบูรณ์สูงสุด อันได้มาจากการตระหนักรู้ความจริงแท้ของสรรพสิ่ง

ท่านศานติเทวะแนะนำว่า ให้เราฝึกสมาธิดังต่อไปนี้ เราเคยเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัวเองมาตลอดเวลาอันยาวนานในสังสารวัฏ นี่เป็นเหตุให้เรายังว่ายวนอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุก็มาจากการพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ “ตัวตน” ดังที่ได้พูดมาแล้ว เราเห็นว่าตัวเราสำคัญกว่าผู้อื่น และเราสนใจแต่ที่จะหาสิ่งต่างๆมาตอบสนองความอยากต่างๆของ “ตัวตน” นี้ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เราไม่สนใจผู้อื่นหรือสัตว์อื่นๆ คิดแต่เพียงว่าสัตว์อื่นๆเหล่านี้จะมาตอบสนองความต้องการของ “ตัวตน” ของเราได้อย่างไร ถ้าสัตว์อื่นมีประโยชน์แก่ตัวตนของเรา เราก็สนใจ และอยากได้สัตว์นั้นมายังประโยชน์ให้ (เช่นคนไปเลือกปลาเป็นๆมากินในร้านอาหาร โดยไม่คิดว่าปลาจะรู้สึกอย่างไร) แต่ถ้าสัตว์นั้นจะมาทำอันตรายแก่ “ตัวตน” ก็จะเกิดความโกรธ อยากจะผลักไสสัตว์นั้นออกไป แต่ถ้าไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ก็จะไม่สนใจสัตว์อื่นๆ ราวกับว่าสัตว์เหล่านั้นไม่มีตัวตนอยู่

ท่านศานติเทวะแนะนำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ โดยให้การพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจที่เรามีนี้ เป็นการพะเน้าพะนอสัตว์อื่นๆ แทนที่จะเป็นการพะเน้าพะนอตนเอง แทนที่เราจะสนใจตัวเราว่าตัวเราจะได้อะไร หรือหลีกหนีจากอะไร ก็ให้คิดว่า สัตว์อื่นจะได้อะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา และจะหลีกหนีอะไรเพื่อให้พ้นจากอันตราย สรุปก็คือให้เราเปลี่ยนจุดยืนจากการยึดตัวตนของเราเป็นจุดศูนย์กลาง ไปเป็นการยึดผู้อื่นเป็นจุดศูนย์กลาง ต่อไปนี้เราจะพยายามเพื่อให้สัตว์โลกมีความสุข แทนที่จะเป็นตัวเองที่มีความสุข เพราะประสบการณ์บอกเราว่า การทำเช่นนั้นมีแต่ยังความทุกข์มาให้ และความสุขทั้งหมดก็มีที่มาจากการยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและสัตว์อื่นทั้งสิ้น

*

ในการทำสมาธิ ก็เริ่มจากการทำจิตให้สงบ วิธีที่ทำอยู่ก็คือการนับลมหายใจ นั่งสมาธิตามแบบปกติ แล้วก็สูดลมหายใจเข้าออกยาวๆให้สุดปอด สักสามครั้ง จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจให้ร่ายกายหายใจตามปกติ แล้วก็ตามรู้ว่าเมื่อไหร่หายใจเข้า เมื่อไหร่หายใจออก ท่านอสังคะแนะนำว่า ให้เรานับรอบของการหายใจเข้า-ออกหนึ่งรอบนับหนึ่ง แล้วก็สอง … สาม … สี่ ไปเรื่อยๆจนถึงสิบ แล้วก็นับถอยหลัง … เก้า … แปด … เจ็ด จนถึงหนึ่ง แล้วก็ย้อนไปข้างหน้าใหม่ คราวนี้นับจนถึงยี่สิบ แล้วก็ถอยหลัง … สิบเก้า … สิบแปด … จนถึงหนึ่ง แล้วก็เริ่มใหม่อีก พอทำไปเรื่อยๆจิตจะสงบลง และความคิดฟุ้งซ่านต่างๆก็จะดับลงไป

ต่อไปก็ให้เริ่มคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความทุกข์นั้น มาจากตัวเราทั้งสิ้น และต่อไปนี้เพื่อให้พ้นจากทุกข์ และมีความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ด้วย เราก็จะเพียรปฏิบัติเพื่อทำลายความคิดผิดๆว่ามีตัวตนอันนี้เราเริ่มจากการภาวนาเรื่อง ความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น อย่างที่ได้พูดไปแล้ว พอจิตใจคุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีแล้ว ก็ทำสมาธิเรื่อง การแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น ตอนแรกก็คิดถึงคนที่เรารักมากๆ เช่นแม่ของเราเอง เรามองเห็นว่า แม่ต้องมีความทุกข์อย่างไรบ้าง แล้วก็นึกว่าความทุกข์ของแม่ ลอยมาจากตัวแม่เป็นควันดำๆ มาที่ตัวเรา ตัวเราซึมซับความทุกข์ที่เป็นควันนี้ไว้จนหมดสิ้น ซึ่งก็ทำให้แม่หมดจากความทุกข์ทั้งหมดของแม่

จากนั้นก็นึกต่อไปว่า ความสุขทั้งหมดของเรา รวมทั้งบุญบารมี บุญกุศลต่างๆของเรา ลอยออกจากตัวเราเป็นควันขาวๆ ไปที่ตัวแม่ ซึ่งทำให้แม่มีความสุขอย่างสูงสุด ความสุขอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากการเข้าใจความเป็นจริงตามที่เป็นจริงๆเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความสุขได้เช่นนี้ เมื่อเราทำกับแม่อย่างนี้แล้ว ก็ขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเรานึกถึงสรรพสัตว์ทั้งหมด ไม่มียกเว้นแม้แต่ตัวเดียว ในสังสารวัฏทั้งหกภพภูมิ

Filed under: Bodhisattva, Happiness, meditation , , , , , , , , ,

Mantra Stupa and Bodhicitta Prayer

Here is another video featuring the Mantra Stupa dubbed with the Bodhicitta Prayer by Kandroma Palden Chotso. The text translates as:

May non-existent bodhicitta arise,

and may existent bodhicitta grow and grow!

Filed under: Tara Khadiravana , , , ,

Mantra Stupa

Here is a beautiful video of the Mantra Stupa at Tara Khadiravana, a retreat center founded by the Thousand Stars Foundation in Nongphlub Subdistrict, Hua-hin, Prachuab Khiri Khan, Thailand.

Filed under: Happiness , , , , ,

On the Mahayana Path

In the past I used to be a staunch Theravada Buddhist. Perhaps ’staunch’ is not really a correct word here because I did not go to stay in a long retreat in a temple or anything like that. But I read quite a few books on Theravada Buddhism, including the Tipitaka and the Visuddhimagga, which were the standard scriptures, as well as works by Ven. Buddhadasa and Ven. P. Payutto. I thought of Mahayana Buddhism then as something that I would like to know more about, but I did not have the means to actually study and experience it. The names such as Nagarjuna, Asanga, Vasubandhu and others sounded really interesting and I thought I would like to study them closely. Only that at that time their teachings were almost ‘vacant’ to my mind because I did not have the appropriate background with which to understand them. I did not look down on Mahayana at all because if it is a Buddhism at all then it deserves respect.

However, after I started practicing Mahayana Buddhism when a number of Tibetan lamas came to Thailand and gave teachings, I began to appreciate and understand Mahayana Buddhism more fully. The key moment happened when I studied the Bodhicitta Prayer that was the beginning point of all Mahayana (and Vajrayana) practices. Somehow something dawned upon me and I realized that this was something really great. The key in the Bodhicitta Prayer is that we are making a vow to become enlightened as a Buddha so that we will be enabled to help all the sentient beings who are wandering about in the samsara. Somehow I saw that there was a very real connection between myself and all other sentient beings. We are not alone in the universe. We are what we are simply because of these other beings. So it is much more meaningful to practice for their sake rather than for our individual’s sake alone.

So this is the essence of the Mahayana path.  Asanga said that all the sentient beings used to look after us and take care of us for eons, and all of them actually used to be our mothers. So it is logical to repay them so that they are liberated from the endless life cycles of birth, death and rebirth (and redeath) which comprise sufferings. Only a fully enlightened Buddha is able to help bring these beings who are our mothers out of this situation, so it is fitting that we make a vow and practice in earnest in order to achieve this result of becoming a Buddha in order to help them.

An ordinary follower of the Theravada path would tend to think that to become a Buddha is a hugely difficult task. After all, it is said in the Pali scripture that it would take at least 4 incalculable eons and one hundred thousand kalpas for one to actually become a Buddha.  This is true, but in fact one who follows the Bodhisattva path is undeterred by this difficulty, or any other difficulty that will surely be present along the Path. This is to be expected; one might say “it comes with the territory.” In fact the many incalculable eons and kalpas are beside the point. The point is not how many eons the Bodhisattva has to wander in samsara; the point is how many sentient beings are there to be saved. If in order to save all these beings it is necessary to stay for four or more incalculable eons, then the Bodhisattva would gladly undertake it.

Furthermore, there are many helps along the way. The Bodhisattva is not working alone. All the Buddhas and Bodhisattvas will be there to help, because these beings all have made vows such that all beings will be enlighetened and achieve Buddhahood. Thus the final goal, instead of the Theravada conception of Nirvana, or the total extinguishing of all causes and conditions that would lead to further rebirths, is “non-abiding Nirvana,” or the state of Buddhahood itself.

Filed under: Bodhisattva, Mahayana , , , , , , , , , ,

Medicine Buddha

I am about to give an interview to a video production on the Medicine Buddha. His full name is “Bhaisajyaguru Vaiduryaprabha” which means something like “The Medicine Teacher whose Light is that of Lapis Lazuli.” There is a big difference between a Buddha like Medicine Buddha, and the historical Buddha Shakyamuni. Buddha Shakyamuni was a historical person who was born as a prince and later abandoned his princely and very luxurious life to pursue the life of a wandering ascetic. He founded Buddhism, which became one of the world’s greatest religions. He lived between the 5th and 6th centuries before Christ and died (or “entered Parinirvana”) when he was 80 years old.

Medicine Buddha, on the other hand, is completely different. He is an embodiment of the wish to free all beings from all illnesses, not only physical ones, but also mental and spiritual ones. He does not, strictly speaking, live among us in flesh and blood; however, it is neither the case that he lives in heaven like the gods. After all, gods in heaven belong to samsara and they also have to die and be born again so long as they have not attained nirvana.

Medicine Buddha is a completely enlightened Buddha. When he was a bodhisattva practicing to achieve Buddhahood, he made twelve vows to alwalys help sentient beings to be free from all kinds of illness once he became a Buddha. This is why he is now Medicine Buddha. It is said in the Medicine Buddha Sutra that those who recite his name will never be reborn in the lower realms of animals, hungry ghosts or hell beings. Even those who are now suffering in hell or other lower reams will be immediately reborn in the higher realms once they recollect having recited his name.

Medicine Buddha resides in a Buddha realm in the East. This is an opposite direction from the Buddha realm of Amitabha Buddha which is in the West. A Buddha realm, or Buddhaksetra in Sanskrit, is the place where there is a Buddha. Thus our world today is a Buddha realm, presided by Buddha Shakyamuni, only that his physical body perished more than two thousand years ago in northern India, but he told his disciples that his teachings will be their Master after he passed away.

I told the interviewer that there are many merits in practicing Medicine Buddha, one of which is that one will be free from illnesses. This is not only a matter of faith, but there is ample scientific evidence showing that meditation is a very effective way to combat a variety of diseases, such as stress, eating disorders and so on. One scientist concluded that meditation is at least as effective as stopping smoking or regular exercises as a way to stay healthy. One can meditate on Medicine Buddha by reciting his name, or his heart mantra:

Om Bekandze Bekandze Maha Bekandze Radza Samudgate Soha

This is the Tibetan pronunciation. The Sanskrit version is perhaps harder to pronounce:

Om Bhaisajye Bhaisajye Mahabhaisajye Raja Samudgate Svaha

May the power of the twelve vows of Lord Medicine Buddha protect all sentient beings from illnesses and may all beings be free from sickness and death! May they realize Buddhahood in a short time!

(The interview is part of a video production on Medicine Buddha by Wat Songthamkalayani, who is about to consecrate a large statue of Medicine Buddha on April 6th.)

Filed under: Tibetan medicine , , , , ,

Manjushri Mantra Remix

I found this video on Youtube and it’s captivated me ever since.

Om A Ra Pa Dza Na Dhi

Homage to the ever youthful Manjushri!

Filed under: Bodhisattva, Mahayana , ,

Understanding the Dharma

เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา Georges Dreyfus จาก Williams College ได้มาบรรยายที่คณะอักษรศาสตร์ เรื่อง “Learning to Philosophize the Tibetan Way” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “การทำปรัชญาแบบทิเบต” คำว่า “การทำปรัชญา” หมายถึงการทำกิจการต่างๆที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาปรัชญา ซึ่งรวมถึงการคิดปรัชญาและการถกเถียงอภิปรายต่างๆ และการอ่านกับการเขียนด้วย อย่างไรก็ตาม การทำปรัชญาแบบทิเบตที่ Dreyfus เสนอมีแต่การพูดกับการถกเถียงกับการอ่านเท่านั้น ไม่รวมถึงการเขียน ด้วย Dreyfus เล่าถึงการศึกษาของพระภิกษุในวัดทิเบตนิกายเกลุกปะ ที่เขาได้ไปศึกษามาเป็นเวลากว่า 15 ปี จนได้ปริญญา Geshe Lharampa ซึ่งเป็นปริญญาสูงสุดของระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนาทิเบต Dreyfus เข้าไปเป็นพระภิกษุในวัด Namkyal ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นวัดของสมเด็จดาไลลามะ

 

การศึกษาของพระภิกษุเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น งานประจำของพระภิกษุประกอบด้วยการประกอบพิธีในวัด เช่นการสวดมนต์และทำพิธีต่างๆ นอกจากนี้ส่วนสำคัญก็ได้แก่การศึกษาเล่าเรียน ซึ่งการทำพิธีกับการศึกษานี้กินเวลาทั้งวัน และวันหนึ่งของพระภิกษุจบลงที่เวลาประมาณ 23 นาฬิกา เป้าหมายของการศึกษานี้ก็ได้แก่การบรรลุถึง “พระพุทธภาวะ” อันเป็นเป้าหมายหลักของผู้ปฏิบัติธรรมมหายานทุกคน

ในการศึกษาเล่าเรียนเพื่อบรรลุพระพุทธภาวะ พระภิกษุต้องศึกษางานสำคัญๆ ของพระพุทธศาสนามหายาน ที่ทิเบตรับมาจากอินเดีย จำนวนห้าเล่ม ได้แก่

  • อภิสมยาลังการะ ของท่านไมเตรยะ (หรือบางตำราก็บอกว่าของพระโพธิสัตว์ไมเตรยะโดยตรง) เล่มนี้เป็นบทอรรถาธิบายคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา
  • ประมาณวรรติกะ ของท่านธรรมกีรติ ซึ่งเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับตรรกวิทยา และญาณวิทยาของพระพุทธศาสนา
  • มาธยมิกะ ซึ่งประกอบด้วยคัมภีร์ มูลมัธยมกการิกา ของท่านนาคารชุน
  • คัมภีร์อรรถกถาพระวินัย และ
  • อภิธรรมโกศะ ของท่านวสุพันธุ

การศึกษาเหล่านี้เป็นไปเพื่อพัฒนาปัญญา และแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุพระพุทธภาวะ ซึ่งปัญญานี้ประกอบด้วยสามระดับ เริ่มจากปัญญาจากการฟัง (สุตมยปัญญา) ปัญญาจากการคิด (จินตมยปัญญา) และปัญญาจากการภาวนา (ภาวนามยปัญญา) การศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุนั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาปัญญาในสองระดับแรก คือจากการฟังกับการคิด และในท้ายที่สุดหากพระรูปใดประสงค์จะปฏิบัติเต็มที่ ก็จะออกไปจำศีลภาวนาเป็นเวลาระยะหนึ่ง เช่นสามปีหรือมากกว่า เพื่อพัฒนาภาวนามยปัญญา แต่ในวัดเกลุกปะตามปกติแล้วพระภิกษุจะออกไปจำศีลได้ ก็ต่อเมื่อสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนี้แล้ว

 

dharmakirti.jpg

Dreyfus เล่าว่าการศึกษาของพระภิกษุนั้นประกอบไปด้วยส่วนสำคัญที่สุด คือการท่องจำคัมภีร์ และนอกจากนี้ก็มีการอธิบายความหมายกับการโต้วาที การท่องจำเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาของพระภิกษุในทุกๆแนวทาง ส่วนการอธิบายความหมาย ก็เป็นการศึกษาคำอธิบายความหมายที่อาจารย์สั่งสอน แล้วก็นำไปศึกษาให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจดีแล้ว ก็จะมีการโต้วาทีอันเป็นการทดสอบความเข้าใจเนื้อหาของคัมภีร์ ซึ่งเรื่องการโต้วาทีก็เป็นเนื้อหาหลักของการบรรยายครั้งนี้

 

การศึกษาทั้งหมดนี้กินเวลายาวนานถึงราวๆสิบห้าปี และในการผ่านการทดสอบครั้งสุดท้ายผู้ศึกษาก็จะต้องผ่านการโต้วาที ต่อหน้าพระภิกษุจำนวนมากจากวัดหลักๆของสายเกลุกปะ ได้แก่กานเต็น เซราและเตรปุง เมื่อผ่านการศึกษาแล้วก็จะได้ชื่อว่า Geshe อันเป็นคำเรียกพระนักวิชาการที่ได้ศึกษาคัมภีร์มาอย่างช่ำชอง ในการโต้วาทีนั้นจะประกอบด้วยพระสองรูป รูปหนึ่งเป็น “ผู้ป้องกัน” ซึ่งจะนั่งเฉยๆ ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็น “ผู้ตั้งคำถาม” ซึ่งจะป้อนคำถามไปยังผู้ป้องกัน ผู้ตั้งตำถามจะพยายามถามคำถามต่างๆเกี่ยวกับเนื้อหาในคัมภีร์ เพือให้ผู้ป้องกันจนมุมไม่สามารถตอบได้ หรือตอบคำตอบที่ขัดกันเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะถือว่า ผู้ป้องกันเป็นฝ่ายแพ้ ในการถามนั้นก็จะมีกระทู้ขึ้นมา เช่น กระทู้เกี่ยวกับความเป็นอนิจจัง

ตัวอย่างมีกระทู้ว่า “สิ่งใดๆล้วนเป็นอนิจจัง” ผู้ตั้งถามคำถามก็จะถามคำถามเกี่ยวกับกระทู้นี้ เช่น “ดังนั้นจึงตามมาว่าสิ่งทั้งหลายต่างก็อยู่เพียงชั่วขณะ เพราะเป็นอนิจจัง” จากนั้นผู้ป้องกันก็จะพยายามตอบตำถามของผู้ตั้งคำถาม ซึ่งจะพยายามทำให้คำตอบของฝ่ายแรกขัดกันเอง คำตอบของผู้ป้องกันมีได้เพียงสามลักษณะเท่านั้น ได้แก่ (1) ยอมรับข้อสรุป (2) ปฏิเสธว่าข้อเสนอไม่ถูกต้อง และ (3) ปฏิเสธว่าเหตุผลไม่ถูกต้อง ดังนั้นคำตอบ (1) เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอนิจจัง ก็จะได้แก่ “ข้าพเจ้ายอมรับว่าสิ่งต่างๆมีอยู่เพียงชั่วขณะเท่านั้น” แบบ (2) ได้แก่ “สิ่งทั้งหลายไม่ได้อยู่เพียงชั่วขณะ” และ (3) ได้แก่ “การเป็นอนิจจัง ไม่ได้เป็นเหตุผลของการมีอยู่เพียงชั่วขณะของสิ่งต่างๆ” คำตอบแบบ (2) เป็นคำตอบที่ขัดกับหลักการของพระพุทธศาสนา ดังนั้นหากผู้ป้องกันตอบเช่นนี้ ก็จะถูกถามอีกมากมายเกี่ยวกับความเข้าใจเนื้อหาของพระพุทธศาสนา และก็จะมีการโต้วาทีในหัวข้ออื่นๆตามมาอีกมาก เกี่ยวกับการป้องกันคำสอน คำตอบแบบ (3) ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการขัดแย้งกับความที่ตกลงกัน ระหว่างผู้ป้องกันกับผู้ตั้งคำถามตั้งแต่ต้น คือการตกลงกันว่า “ความเป็นอนิจจัง” เป็นเหตุของการที่สิ่งต่างๆอยู่เพียงชั่วขณะ ดังนั้น หน้าที่ของผู้ตั้งคำถามคือ พยายามให้ผู้ป้องกันตอบในแบบที่ (1) คือยอมรับข้อสรุป ดังนั้น เมื่อผู้ตั้งคำถามถามว่า “ดังนั้น ภูเขาก็จะอยู่เพียงชั่วขณะละหรือ?” และหากผู้ป้องกันตอบว่า “เป็นเช่นนั้น” ก็จะแพ้ทันที เพราะคำตอบของผู้ป้องกันขัดแย้งกับความเป็นจริง ดังนั้น เพื่อป้องกันสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ป้องกันก็จะต้องชี้แจงว่า มีความแตกต่างกันระหว่าง “อยู่เพียงชั่วขณะ” กับ “อยู่มากกว่าหนึ่งชั่วขณะ” หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งผู้ตั้งคำถามก็จะพยายามนำให้ผู้ป้องกันกลับมาที่การขัดแย้งอีก เนื่องจากคำตอบแบบ (2) กับ (3) เป็นไปไม่ได้ ผู้ป้องกันมีทางเลือกทางเดียวคือแบบ (1) ซึ่งผู้ป้องกันจะต้องพยายามไม่ให้เกิดการขัดกันเอง ด้วยการอธิบายไปเรื่อยๆว่า การยอมรับข้อสรุปจะไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งได้อย่างไร และหากผู้ป้องกันสามารถทำกระทู้ให้กระจ่างชัด จนผู้ตั้งคำถามจนปัญญา ไม่รู้จะตั้งคำถามอะไรได้อีก ก็แปลว่าผู้ป้องกันชนะ หรือไม่เช่นนั้นหากการโต้วาทีจบลงก่อนที่จะรู้่ผล ก็หมายความว่าทั้งสองฝ่ายเสมอกัน

Dreyfus ยกตัวอย่างของวิธีการอ้างเหตุผลในการศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดียสองแบบ ได้แก่แบบ “ประโยคะ” กับแบบ “ประสังคะ” แบบแรกเป็นการเสนอข้อเสนอออกมาแล้วมีเหตุผลสนับสนุน ส่วนแบบหลังเป็นการเสนอข้อสรุปเชิงตรรก แล้วหาความขัดแย้งจากข้อเสนอนั้น โดยมิได้เสนอข้อเสนออะไรของตนเอง ในอินเดียนั้นการอ้างเหตุผลแบบประโยคะดูจะใช้กันมากกว่า ในขณะนี้ในทิเบต จะใช้แบบ “ประสังคะ” มากกว่า แนวคิดของการอ้างเหตุผลแบบ “ประสังคะ” ก็คือว่า ในพระพุทธศาสนานั้นไม่อาจเสนออะไรที่เป็น “ความจริง” ที่เป็นเช่นนั้นตรงตามที่ภาษาในประโยคบรรยายได้ ซึ่งตรงกับที่ท่านนาคารชุนในงานเรื่อง มูลมัธยมกการิกา หรือ โศลกพื้นฐานว่าด้วยทางสายกลาง ได้สอนไว้ว่า ไม่ว่าทรรศนะใดๆก็ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ทั้งสิ้น เนื่องจากธรรมทั้งหมดเป็นศูนยตา จึงไม่มีอะไรเลยในความเป็นจริงที่เราใช้ภาษาเรียก ที่เป็นจริงในตัวของมันเอง ทั้งนี้รวมทั้งส่วนประกอบย่อยๆของความเป็นจริงทั้งหมด เช่น อณู หรือปรมาณูด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า คำเช่น “อณู” หรือ “ปรมาณู” นั้น เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกความเป็นจริง ซึ่งเป็นการปรุงแต่งของจิต ไม่มีอณูหรือปรมาณูในความเป็นจริงในตัวของมันเอง ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า “ศูนยตา” หรือ “ความว่าง” ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือเป็นเพียงคำพูดที่ไม่มีความหมายรองรับในด้านของความเป็นจริงของตัวเอง พูดอีกอย่างก็คือว่า แม้แต่ศูนยตาเองก็เป็นของว่าง ประโยชน์ของการโต้วาทีก็คือ ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดียิ่งขึ้น การเรียนไม่ใช่เพียงแต่ท่องจำ และพยายามเข้าใจความหมายตามที่อาจารย์อธิบายเท่านั้น แต่ยังนำความเข้าใจนี้มาทดสอบ เพื่อให้เกิดความตระหนักว่า ที่ตนคิดว่าเป็นความจริงนั้น อาจถูกเปิดโปงว่าเต็มไปด้วยความข้ดแย้งและไม่เป็นความจริงจริงๆก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ศึกษาเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน คิดว่าความเข้าใจของตนเองนั้นอาจไม่ถูกต้องเมื่อใดก็ได้

ไฟล์คำบรรยายของ Dreyfus ในรูป mp3

Audio file of Georges Dreyfus’ Talk on “Learning to Philosophize the Tibetan Way,” given at Chulalongkorn University on March 10, 2008.

Filed under: Buddhism , , , ,

Who is a Buddha (2)?

(ต่อจากโพสแรก)

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่เพียงแค่ร่างๆหนึ่ง แต่เป็นคุณสมบัติของการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งคุณสมบัตินี้เองก็ได้แก่ “พระธรรม” ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ใครก็ตามที่เห็นธรรม คนนั้นเห็นเรา” คนที่เข้าใจพระธรรม ก็คือผู้ที่ปฏิบัติจนมองเห็นความเป็นจริงตามที่เป็น รู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร รู้ว่าเหตุแห่งทุกข์เป็นอย่างไร รู้ว่าเมื่อใดมีทุกข์ รู้ถึงหนทางที่จะดับทุกข์ และรู้ถึงสภาวะอันเป็นการดับทุกข์ คนๆนั้นก็ได้ชือว่า “มองเห็น” พระพุทธเจ้า

Gautama Buddha

ดังนั้น ในคำพูดยุคหลังๆจึงมีการพูดถึง “พระธรรมกาย” อันหมายถึงคุณลักษณของการเป็นผู้ตื่นที่ดำรงอยู่ตลอดไม่สูญสลายไปไหน ที่ไม่สูญสลายก็เพราะว่า คุณสมบัติของพระธรรมไม่สูญสลาย เพราะเป็นจริงเช่นนี้อยู่ตลอดกาล ในแง่นี้ พระธรรมกับพระพุทธเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ ในพระพุทธศาสนามหายาน ก็ยังมีการพูดเกี่ยวกับ “พระสัมโภคกาย” อันแปลว่า “กายรื่นรมย์” ของพระพุทธเจ้า ได้แก่กายที่อยู่ระหว่างกายเนื้อ หรือ “รูปกาย” กับ “ธรรมกาย” กายเนื้อหรือ “รูปกาย” ก็ได้แก่พระพุทธเจ้าที่อยู่ในรูปของกายเนื้อหนังปกติที่เรารู้จักกันดี ส่วน “ธรรมกาย” ก็ได้แก่กายพระธรรม หรือกายบริสุทธิ์อันเป็นคุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้า ที่ได้พูดถึงไปแล้วข้างต้น เราอาจจะพูดได้ว่า ที่เรียกว่า “พระธรรมกาย” นั้น คำว่า “กาย” ในคำนี้เป็นคำพูดเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่หลุดพ้นจากการคิดแบบติดกับภาษา หรือยึดติดกับรูปร่าง  ได้เข้าใจว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหากผู้ฟังหลุดออกจากกับดับของภาษา และเข้าใจความจริงตามที่เป็นอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะไม่มีความจำเป็นต้องพูดเรื่อง “กาย” อีกต่อไป

ทีนี้ “กายรื่นรมย์” ของพระพุทธเจ้า ก็คือกายที่ข้างหนึ่งอยู่อย่างเป็นอิสระ เป็นคุณลักษณะของการเป็นพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับธรรมกาย แต่อีกข้างหนึ่ง ก็เป็นกายที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสได้ หรือรับรู้ได้ว่าเป็นกายที่มีรูปร่าง มีเครื่องทรง มีพระสุรเสียง ฯลฯ เช่นเดียวกับ “รูปกาย” สาเหตุที่มีพระสัมโภคกาย หรือกายรื่นรมย์ก็เพราะว่า ในการปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมต้องมีขั้นตอนระหว่างกลาง คือระหว่างการเป็นผู้เริ่มปฏิบัติธรรม กับการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นผู้ตื่นอย่างสมบูรณ์ เราอาจเปรียบได้ว่า รูปกายของพระพุทธเจ้านั้น มีไว้สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติพระธรรม ยังไม่อาจเข้าใจพระธรรมอันลึกซึ้ง อันเป็นการปรากฏของพระธรรมกายได้ ส่วนพระธรรมกายเองนั้นก็เป็นสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุด เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติทั้งหมด แต่เนื่องจากการปฏิับัติหรือการเดินทางตามเส้นทางนั้น จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา และอาจมีอุปสรรคต่างๆ จึงมีพระสัมโภคกายขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนของการปฏิบัติอยู่บนเส้นทางสู่การบรรลุพระพุทธภาวะ

เราอาจทำความเข้าใจเรื่องนี้อีกแบบหนึ่งได้เช่นนี้ พระธรรมกายนั้นเป็นสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดของพระธรรม ส่วนพระสัมโภคกายนั้น ก็ได้แก่พระธรรมกายนั่นแหละ แต่ปรากฏออกมาในรูปแบบที่ “เป็นรูปธรรม” มากขึ้น คือมีเครื่องทรง มีภูษาอาภรณ์ มีพระพักตร์ มีลักษณะเป็นชายหรือหญิง ฯลฯ แต่สภาวะ “รูปธรรม” ของพระสัมโภคกายนั้น ก็ยังมิใช่รูปธรรมแบบ “รูปกาย” ซึ่งคนทั่วไปทั้งหมดสามารถจับต้องได้ เพราะถึงแม้มีการทรงภูษาอาภรณ์ ฯลฯ ก็ยังเป็นสภาพที่เป็นนามธรรมอยู่ในสายตาของผู้เริ่มปฏิบัติ มีแต่ “รูปกาย” หรือเรียกอีกอย่างว่า “นิรมาณกาย” หรือ “กายนิรมิต” เท่านั้น ที่ ทุกคน สามารถมองเห็น จับต้อง ได้ยินเสียง ฯลฯ ได้

กล่าวโดยสรุป ก็คือว่า พระพุทธเจ้าทรงปรากฏพระองค์ได้ในหลายรูปแบบ หรือเป็นสามรูปแบบใหญ่ๆ ในสภาพอันเป็นสิ่งสมบูรณ์สูงสุดนั้น ทรงเป็นพระธรรมกาย แต่เพื่อให้พระพุทธเจ้าและคำสอนสามารถเข้าถึงคนทุกคน และสัตว์โลกทั้งหมดในสังสารวัฏได้  จึงปรากฏพระองค์ออกมาเป็นรูปกายหรือนิรมาณกาย และเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสองสถานะนี้ ก็ปรากฏพระองค์เป็นพระสัมโภคกาย ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งสิ้น ทรงปรากฏพระองค์เป็นรูปกาย เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลกที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติ ทรงปรากฏพระองค์เป็นสัมโภคกาย เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลกที่อยู่บนเส้นทางของการปฏิบัติ หรือผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์ ส่วนพระธรรมกายนั้น ได้แก่กายอันแท้จริงของพระพุทธเจ้า

Filed under: Buddhism , , , ,

Who is a Buddha (Thai)?

พระพุทธเจ้าคือใคร?

คำว่า “พุทธะ” ในภาษาบาลีหรือสันสกฤตแปลว่า “ผู้ตื่น” หมายความว่า ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้า เป็นผู้มองเห็นความจริงทั้งหมดอย่างไม่มีอะไรปิดบัง และเป็นเหมือนกับคนที่ตื่นขึ้นมา ในขณะที่คนอื่นๆยังคงหลับใหลกันอยู่ คนธรรมดาๆที่ไม่บรรลุธรรมจะเหมือนกับคนที่ยังหลับอยู่ แม้ว่าเขาอาจจะคิดว่าเขาตื่นอยู่ แต่เขาหลับอยู่เพราะเขายังมองไม่เห็นความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของว่าง ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระ ไม่มีอะไรที่จะยึดถือได้ว่าเป็นแก่นแท้ของสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเขา” ที่เขาปรนเปรอตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ

คนที่ยังหลับอยู่เหล่านี้เหมือนกับคนที่อยู่ในโลกของความฝัน ในความฝันเรามองเห็นว่ามีสิ่งต่างๆ เช่น อาจฝันไปว่ากำลังเดินเล่นอยู่ หรือว่ายน้ำอยู่ จริงๆแล้วไม่มีสถานที่ที่กำลังเดิน แล้้วก็ไม่มีน้ำให้ว่าย เพราะกำลังนอนอยู่ ในทำนองเดียวกัน คนที่มองไม่เห็นความจริงตามที่เป็น ก็จะคิดไปว่า สิ่งที่เขามองเห็น สัมผัสจับต้อง ได้ยิน ฯลฯ เป็นจริง โลกที่เขาใช้ชีวิตอยู่นี้ เขาคิดว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งเมื่อคิดเช่นนี้ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ อันเป็นลักษณะประจำของสังสารวัฏ ความทุกข์เป็นสิ่งสากลที่มนุษย์และสัตว์โลกทุกคนหรือทุกตัวต้องประสบ และที่เกิดขึ้นมาก็เพราะการมองเห็นผิดๆแบบนี้ ลักษณะสำคัญของความทุกข์ได้แก่การไม่เป็นที่พึงพอใจ การเป็นอะไรที่ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น สภาวะที่มีการกดดันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ลักษณะเหล่านี้เกิดขึ้นมาก็เพราะว่า เมื่อมองเห็นผิดๆของของที่เห็น ที่จับต้อง ฯลฯ เป็นตัวเป็นตน เมื่อของเหล่านี้เสื่อมสลายไป หรือเป็นของที่ไม่เป็นอิสระในตัวเอง ก็เกิดความทุกข์ ยิ่งไปกว่านั้นของที่เป็นเช่นนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นทุกข์ในตัวเอง อันเป็นผลมาจากการมองเห็นที่ผิดๆนั้นเอง

พระพุทธเจ้าคือผู้ที่สลัดการเห็นผิดๆออกหมดโดยสิ้นเชิง และการที่พระองค์ทรงเห็นเช่นนี้ ก็ทรงเห็นด้วยว่าสัตว์โลกทั้งหลาย ต่างก็ต้องแบกความทุกข์กันทั่วทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงทรงเกิดความกรุณาอันมหาศาลที่แผ่ไปยังสัตว์โลกทั่วทั้งสังสารวัฏ ความกรุณาคือการรู้สึกร่วมถึงความทุกข์ของสัตว์อื่นๆ รับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นและสัตว์อื่นๆ และความปรารถนาที่จะให้สัตว์เหล่านี้พ้นไปจากทุกข์ เราเองก็มีความกรุณาเวลาเราเห็นคนอื่นเจ็บปวด เรารู้ว่าเจ็บนั้นเป็นอย่างไร แล้วเราก็รีบเข้าไปช่วยเหลือ แต่ความกรุณาของพระพุทธเจ้านั้นแผ่ไพศาลไปยังทั่วทั้งจักรวาล ทรงรับเอาความทุกข์ของสัตว์ทั้งหมดมาไว้ที่พระองค์เอง ด้วยความปรารถนาจะช่วยสัตว์เหล่านั้นให้พ้นจากทุกข์

เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงปรากฏพระองค์ออกมาเป็นหลายรูปแบบ รูปแบบที่เราคุ้นกันมากที่สุดก็ได้แก่รูปแบบที่ทรงมีกายเนื้อ ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ธรรมดาๆแบบเราๆ ท่านๆ แต่คำถามก็คือว่า กายเนื้อกายนี้หรือที่ เป็น พระพุทธเจ้า? หากเป็นเช่นนี้จริง เมื่อพระพุทธเจ้าองค์นี้ “ปรินิพพาน” (หรือ “ตาย”) ไป ก็จะไม่มีพระพุทธเจ้าอีกเลยไม่ว่ากรณีใดๆ การกราบไหว้บูชาหรือยึดพระพุทธเจ้าที่ที่พึ่ง ก็จะไม่มีความหมายใดๆ เพราะเราจะไปยึดคนตายไปแล้วเป็นที่พึ่งได้อย่างไร? การที่เราชาวพุทธยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ไปยึดคนตายเป็นที่พึ่ง แต่เรายึด “พระพุทธคุณ” เป็นที่พึ่ง “พระพุทธคุณ” ก็ได้แก่คุณสมบัติต่างๆที่ทำให้เจ้าชายสิทธิัตถะเป็นพระพุทธเจ้า (หากจะพูดถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ซึ่งก็หมายความว่า คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้เจ้าชายสิทธิัตถะทรงกลายเป็น “ผู้ตื่น” ในความหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ดังนั้น เราจึงเห็นพ้องกันว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่เนื้อหนังหรือกองกระดูกของร่างมนุษย์ร่างหนึ่ง แต่เป็นคุณสมบัติของการเป็น “ผู้ตื่น” หรือจะพูดให้ครบก็ได้ว่า “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” ซึ่งหากคุณสมบัติเหล่านี้มีในผู้ใด ผู้นั้นก็ย่อมเป็นพระพุทธเจ้า พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า คำว่า “พระพุทธเจ้า” ไม่ใช่ชื่อเฉพาะ (วิสามานยนาม) แต่เป็นคำนามทั่วไป (สามานยนาม) ซึ่งก็คือคำๆนี้สามารถใช้ได้กับใครที่มีคุณสมบัติเป็น “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน”

ใน พระมหาปรินิพพานสูตร เมื่อพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จดับขันธ์ ท่านได้ตรัสแก่เหล่าสาวกว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไป พระธรรมนี่แหละจะเป็นพระศาสนาของเหล่าสาวกนั้น ความหมายไม่ใช่ว่า ให้ยกพระธรรมวางไว้บนหิ้งบูชา แล้วมาเคารพกราบไหว้ว่าเป็นพระศาสนา แต่ความหมายก็คือว่า ไม่ว่าพระพุทธเจ้า (พระองค์นี้) จะทรงดำรงชีพมีเนื้อหนังที่หายใจอยู่ หรือไม่มีก็ตาม แต่ก็ไม่ต่างกัน เพราะพระสาวกที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ก็ย่อมปฏิบัติไปตามที่ตนได้เคยได้รับการสั่งสอนมา การคิดว่ามีอะไรต่างกัน เป็นอาการของโรคยึดติด (อุปาทาน) ที่ไปยึดเอาว่า ร่างๆนี้เท่านั้นที่จะเป็นครูสั่งสอนเราได้ และหากไม่มีร่างนี้ทุกอย่างจะสูญสลายไปหมด

Filed under: Buddhism , , , ,

About this Blog

This is where I post my thoughts, which are usually about Buddhism. I also post occasional pieces about politics and other things. As for Buddhism, it is mainly philosophical and concerns more the Mahayana tradition.

Visitors’ Location

Blogged.com

Sonamsangbo’s Twitter

  • @isamare I am just saying that those who want to arrest people they don't like accuse others of being witches. 15 hours ago
  • @isamare Oh I am NOT saying that you are a witch <smile> 15 hours ago
  • RT @thaidemocracy: TIMESการันตีแม้วไม่หมิ่นซักคำ สื่อไทยเฉยหลังรุมตื้บหนำใจ แถมละเว้นมาร์คจ้อสื่อนอกหนักกว่า http://bit.ly/xqI1L 17 hours ago
  • เดี๋ยวนี้กม.หมิ่นกลายเป็นกม. witch hunt เอาไว้จับคนที่ตัวเองไม่ชอบ 17 hours ago
  • RT @0pensource: Chrome Beta for Mac Comes December http://is.gd/4T7pw 18 hours ago
  • @isAMare จะตอฟังจ้า 18 hours ago
  • RT @KillerPress: กมธ.มั่นคงฟันธงเขมรแตกหากทักษิณยังอยู่///ความเห็นระดับหิ่งห้อย/โถคิดได้แค่นี้เอง 18 hours ago