Faith and Reason

I am attending a seminar organized by the Thousand Stars Foundation, and the topic being discussed by the panellists concern the role of faith in society. One speaker talks about faith in Buddhism. He used to travel to Kailash mountain in Tibet and experienced the tremendous faith shown by the Tibetans many of whom prostrated their ways for thousands of kilometers from their hometown to Kailash. He said that faith cannot be described in words. One has to experience it oneself; it is a kind of feeling. You believe that Kailash is the abode of the gods; Tibetan Buddhists believe that the mountain is the center of spiritual power of the world; Hindus believe that the Great God Shiva resides there; Jains believe that their liberated saints–those who have attained nirvana–take up their eternal residing place on top of this mountain. He tried to describe this undescribable feeling with tears welling up in his eyes when he did so. His main point that he would like to carry across is that one cannot get at the main message of Buddhism if one is not touched by the kind of faith that he is trying to describe.

They also talked about the role of faith and religious beliefs in modern society. How can today’s youths experience the kind of devotion and faith that the panellist talked about? Then I was reminded of the traditional question in philosophy concerning faith and reason. Is it really necessary that one has to have the kind  of faith described by the panellist in order to fully understand the Buddha’s message?

I don’t think faith and reason cannot be separated. That is, one cannot rely on faith alone without making any effort at cognitive understanding and using logic to a certain extent. On the other hand one cannot rely on logic a nd understanding alone either. This is why the Buddha’s mesage can be exceedingly difficult. If either logic or faith is reequired then we would have much more “stream enterers” or “those who have totally defeated all defilements” than we do. The trick is to find a right balance. In fact not even a right balance, for that presupposes that faith and reason stands on the opposite sites, so to speak, and the right balance is where the two maintain an equilibrium.

That would be a good metaphor or heuristic device for teaching. But that might not be a totally accurate picture. Instead faith contains reason within itself and reason contains faith within itself too. The kind of faith that leads you to understand, to become one with the Buddha’s message, would have to be the kind that is already imbued with right understanding and reason. And the cognitive reason that we have about the Buddha’s message would not be complete if we did not have the right kind of faith, or in other words, the kind of feeling that arises within ourselves when one fully understands something right down to the core.

I said this is a difficulty, but alternatively this can be a strong point of Buddhism. There can be so many different ways to arrive at what the Buddha wants us to achieve. You can arrive at this end point through faith at the beginning, or you can start with reasoning and cognitive understanding. Or any mixture of the two in any measure. No matter. If any of these lead you to the final destination, then it is all right.

ปัญญากับบารมีหก (ตอนจบ)

บารมีประการสุดท้ายที่กุงกาซังโปริมโปเชได้บรรยายไว้คือปัญญาบารมี หรือในภาษาสันสกฤตว่า “ปรัชญาปารมิตา” ปัญญาบารมีเป็นขั้นสุดท้ายของบารมีทั้งหกของพระโพธิสัตว์ และก็เป็นขั้นตอนที่ทำให้การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นไปได้ อาจกล่าวได้ว่าบารมีห้าประการแรก ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ และสมาธิ เป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การบรรลุบารมีที่หกนี้ ดังนั้นในแง่นี้ปัญญาบารมีจึงถือได้ว่าเป็นบารมีที่สำคัญที่สุดของพระโพธิสัตว์ อย่างไรก็ตามหากไม่มีบารมีที่มาก่อนทั้งห้า ปัญญาบารมีก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ด้วยเหตุนี้บารมีทั้งหกจึงมีสถานะเท่าเทียมกัน เนื่องจากไม่อาจขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่ถึงกระนั้้นปัญญาบารมีก็ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะเป็นแก่นแท้ของการบรรลุธรรม

Kunga Sangbo Rinpoche

Kunga Sangbo Rinpoche

ปัญญาบารมีได้แก่การรู้แจ้งเห็นจริงถึงสภาวธรรมตามที่เป็นอยู่จริงๆ และหัวใจของการรู้แจ้งนี้ก็คือการมองเห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเป็น “ของว่าง” หรือ “ศูนยตา” คำว่า “ศูนยตา” (หรือเขียนว่า “สุญญตา” ในภาษาบาลี) ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและการตีความที่ไม่ถูกต้องเป็นอันมาก บางคนเข้าใจไปว่าอะไรที่เป็นของว่างก็คือไม่มีอะไรเลย สูญไปหมด ไม่เหลืออะไรไว้ ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง การเป็น “ของว่าง” ไม่ได้หมายความว่าของต่างๆล่องหนไปแบบถูกเสกโดยนักมายากล บางคนก็คิดว่าการเป็น “ของว่าง” หรือ “ศูนยตา” นี้เป็นสภาวะในระดับหนึ่งที่แยกออกจากโลกธรรมชาติที่เรามองเห็นรับรู้อยู่ เช่นมีสวรรค์ของศูนยตาที่บรรดาของว่างทั้งหลายไปรวมกันอยู่ แล้วคนที่เข้าถึงศูนยตาได้ก็คือคนที่ได้รับสิทธิให้เข้าไปท่องเที่ยวในสวรรค์แห่งนี้ ความคิดนี้ยิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปใหญ่ แท้จริงแล้วศูนยตาไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลตัวจากเรา แต่อยู่ที่นี่ เวลานี้ อยู่กับตัวเราทุกเวลานาที เพียงแต่ว่าเราไม่ได้สนใจที่จะไปรับรู้ศูนยตานี้ ก็เลยคิดไปว่าอยู่ไกลไปจากเรามาก

จะว่าไปศูนยตาก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งต่างๆในโลกธรรมชาติที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ของพื้นฐานต่างๆเช่นโต๊ะ เก้าอี้ ก็เป็น “ของว่าง” หรือจะพูดให้ถูกก็น่าจะบอกว่าเป็น “ความว่าง” เพราะการเป็น “ของว่าง” เท่ากับมีของอยู่ แล้วของนั้นมีคุณสมบัติว่าง แต่ความเป็นศูนยตาหมายถึงว่า ไม่มีของอะไรเลยที่อยู่เป็นแก่นสาร ดังนั้นจึงไม่มี “ของ” อะไรให้ “ว่าง” แต่การพูดเช่นนี้ก็ต้องระวังว่าไม่ใช่การยืนยันว่าจริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ ต่างก็มีอยู่จริง เพียงแต่ว่ามันไม่มีมีอยู่จริง จริงๆ เท่านั้นเอง

การที่โต๊ะเก้าอี้มีอยู่จริงในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีอยู่จริงจริงๆ เป็นตัวอย่างของ “ความจริงสองระดับ” ที่กุงกาซังโปริมโปเชพูดถึงในการบรรยายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ความจริงสองระดับนี้ได้แก่ความจริงขั้นสูง (“ปรมัตถสัจจะ”) กับความจริงพื้นๆหรือความจริงธรรมดา (“สมมติสัจจะ”) ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ว่าความจริงขั้นสูงจะแยกตัวออกไปเป็นอีกโลกหนึ่ง โต๊ะเก้าอี้ก็เป็นทั้งความจริงขั้นสูงและความจริงธรรมดาไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งโต๊ะกับเก้าอี้ต่างก็ไม่ได้มีความเป็นแก่นแท้ของตัวเอง หมายความว่าโต๊ะตัวนี้ไม่ได้เป็นโต๊ะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เพิ่งมาเป็นโต๊ะเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อไม้ท่อนนี้ถูกเปลี่ยนรูปในเป็นโต๊ะในโรงงาน เก้าอี้ตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน และเราก็เข้าใจว่าในอนาคตอีกไม่นาน ทั้งโต๊ะกับเก้าอี้ตัวนี้ก็จะไม่มีอยู่ ถ้าไม่ถูกขายทอดตลาดเป็นขยะ ก็อาจจะถูกไฟเผา หรือพังทลายสูญสลายไปด้วยวิธีอื่น ดังนั้นที่มันเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้อยู่ได้ ก็เพราะเราไปมองมันแล้วก็ไปยึดถือว่ามันเป็นเช่นนั้น

แต่ในระดับของความจริงสมมติ โต๊ะเก้าอี้ก็มีความเป็นจริงแบบเดียวกับสิ่งอื่นๆที่อยู่ในสถานะเดียวกัน ความจริงสมมติหรือความจริงธรรมดา ก็คือความจริงที่เราคุ้นเคยอยู่เป็นอย่างดี โต๊ะกับเก้าอี้ในระดับความจริงธรรมดานี้ ก็คือโต๊ะกับเก้าอี้ตามปกตินั่นเอง ความจริงสองระดับนี้แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือโต๊ะกับเก้าอี้เป็นทั้งตัวมันตามที่ปรากฏ และเป็นความว่างไปด้วยในขณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความว่างหรือศูนยตาที่สามารถกำจัดอวิชชาได้นั้น จะต้องเป็นปัญญาที่มาจากการทำสมาธิและประกอบด้วยการเห็นความจริงตามที่เป็นอยู่จริงๆ การเห็นเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการคิดตามหลึกของตรรกวิทยาเท่านั้น คนบางคนอาจมีความสามารถในการคิดตามหลักเหตุผลหรือตรรกวิทยาเป็นอย่างมาก เขาอาจอธิบายเรื่องความว่างได้เป็นคุ้งเป็นแคว แต่ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำสมาธิแลไม่ได้เห็นความว่างด้วยจิตอันสงบเป็นสมาธิ ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเขาเข้าถึงปัญญาบารมีจริงๆ เรื่องนี้เปรียบได้กับการว่ายน้ำ คนที่ว่ายน้ำเป็นจะทราบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างการลงไปว่ายน้ำให้น้ำสัมผัสตัวจริงๆ กับการพูดถึงการว่ายน้ำในเชิงทฤษฎีแต่ไม่ได้ลงไปว่าย ในทำนองเดียวกันการอธิบายความว่างหรือศูนยตาตามหลักของเหตุผล กับการมีประสบการณ์ตรงหรือการเห็นความว่างโดยตรงก็แตกต่างในแบบเดียวกัน

ปัญญาในปัญญาบารมี ก็คือการปฏิบัติปัญญาบารมีอย่างถูกต้อง ด้วยความเข้าใจและด้วยจิตมุ่งมั่นที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์โลกอย่างแท้จริง การทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าผู้ปฏิบัติได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระมัญชุศรี

ในตอนท้ายของการบรรยายริมโปเชได้พูดถึงพระมัญชุศรี และก็ได้สอนให้ผู้ฟังสวดมนตราประจำพระองค์ไปด้วยกัน มนตรานี้ก็คือ “โอม อา รา ปา ชา นา ธี” หรือในสำเนียงของริมโปเชว่า “โอม อา รา ปา ซา นา เตอ” และก่อนจะจบ อ. กฤษดาวรรณก็ได้ประกาศว่า มูลนิธิพันดาราจะจัดการบรรยายครั้งใหญ่รวมทั้งพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุศรีในปีหน้า เมื่อกุงกาซังโปริมโปเชเมตตากลับมาสอนลูกศิษย์ลูกหาในเมืองไทยอีกครั้ง

 

ปัญญากับบารมีหก (ต่อ)

ในโพสที่แล้วเราพูดกันเกี่ยวกับการบรรยายธรรมของกุงกาซังโปริมโปเช เรื่องปัญญากับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศซึ่งได้ขอให้เขียนบทความต่างๆนี้ใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็จะทำตามนั้น แต่คงหลังจากโพสเรื่องนี้เสร็จสักระยะหนึ่ง

(I wrote about the teaching of Kunga Sangbo Rinpoche in the last post, and it generated quite a lot of interest from non-Thai speakers who requested me to translate or to write about the teaching again in English. This I will certainly do soon after finishing writing about the other four perfections that Rinpoche talked about last week.)

ริมโปเชได้พูดถึง “ปัญญาในบารมีหกประการ” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติบารมีหกประการอย่างมีปัญญา ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ารวดเร็วบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา ในโพสนี้เราก็จะพูดถึงบารมีอีกสี่ประการที่เหลือ

Shantideva

ท่านศานติเทวะ

ริมโปเชกล่าวว่าขันติบารมีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนตนเองในแนวทางของพระโพธิสัตว์ หััวใจของการปฏิบัติตามเส้นทางนี้ก็คือ การมุ่งมั่นบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อให้มีความสามารถเต็มเปี่ยมในการช่วยเหลือสัตว์โลกให้ก้าวข้ามพ้นจากสังสารวัฏเข้าไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง อันได้แก่ฝั่งของพระนิพพาน การมีจิตใจที่มุ่งมั่นเช่นนี้เรียกว่า “โพธิจิต” และเนื่องจากเส้นทางเป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ก้ได้แก่การมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและกรุณาแก่สรรพสัตว์ การมีจิตใจเช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการฝึกปฏิบัติขันติบารมี ขันติบารมีได้แก่การที่เราฝึกฝนสั่งสมบ่มเพาะในจิตใจ ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและไม่ถือโกรธ ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาทใดๆแม้แต่น้อยแตสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์โลกนั้นจะมาให้ร้ายหรือทำร้ายเรามากเพียงใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าขันติบารมีเป็นแก่นกลางของการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ก็ว่าได้ ริมโปเชได้กล่าวถึงข้อเขียนของท่านศานติเทวะใน “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า อันความโกรธนั้นหากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่ววูบเดียว ก็อาจทำลายบุญบารมีที่ตนเองได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันนับชาติไม่ถ้วน แต่หากความโกรธวูบเดียวนั้นก็จะเหมือนกับเพลิงที่เผาผลาญบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาให้หายไปหมดสิ้นในเวลาชั่วพริบตา

ริมโปเชเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่ทิเบตจะแตกแก่จีนไม่นาน มีพระอาจารย์รูปหนึ่งปฏิบัติธรรมจนมองเห็นอนาคตได้ ท่านได้มองเห็นอนาคตอันน่ากลัวที่ทิเบตจะต้องได้รับและก็ได้กล่าวตักเตือนผู้คนถึงภัยคุกคามที่กำลังมาเยือน เมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ก็มีคนผู้หนึ่งคนไม่ได้ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เมื่อเขาได้ยินว่าทิเบตจะประสบภัยหายนะอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เกิดความโกรธเป็นกำลัง และก็ได้ลุกขึ้นมาชกหน้าพระอาจารย์ท่านนี้เข้าอย่างแรง พระอาจารย์มิได้ตอบโต้ใดๆ และก็มิได้มีความรู้โกรธเคืองใดๆ ตรงกันข้ามท่านกลับกล่าวขึ้นว่าท่านได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกขันติบารมีอย่างจริงๆจัง เพิ่งมีคราวนี้นี่แหละที่ได้มีโอกาสปฏิบัติบารมีข้อนี้อย่างจริงจัง

การปฏิบัติขันติบารมีมิได้หมายความเพียงแค่ว่า เมื่อมีใครมาทำร้ายเรา เราจะไม่ทำร้ายตอบและข่มความโกรธขึ้นในใจไว้ แต่หมายความว่าเมื่อเกิดอะไรร้ายแรงหรือเจ็บปวดแก่ตัวเรา เราจะรับเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ และมองความเจ็บปวดนั้นว่าเป็นครูของเรา ที่มาช่วยเหลือเราให้เดินทางไปบนเส้นทางแห่งโพธิจิตอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเรา แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงหรือความเจ็บปวดขึ้น เราก็จะไม่เสียใจหรือร้องโวยวายว่าเหตุใดโรคร้ายกับความเจ็บปวดนี้จึงเกิดแก่เรา ทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นบ้าง ทำไมต้องมาเป็นเรา การคิดเช่นนี้สวนทางกับการฝึกปฏิบัติขันติบารมีอย่างยิ่ง แทนที่จะคิดว่าทำไมต้องเป็นเราที่เกิดมาเจ็บป่วยตรงนี้ เราก็คิดว่าความเจ็บป่วยและเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกระทำในอดีต ซึ่งสัตว์โลกที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏทุกตัวตนต้องประสบทั้งสิ้น แทนที่เราจะมาเสียใจหรือโกรธเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราน่าจะมองความเจ็บปวดนี้ว่าเป็นบททดสอบที่มาทดสอบว่า เราผ่านการปฏิบัติหัวช้อขันติบารมีหรือยัง การปฏิบัติเช่นนี้ที่ประกอบไปด้วยความเข้าใจแจ้งถึงบทบาทหน้าที่และความสำคัญยิ่งของโพธิจิตและแนวทางของพระโพธิสัตว์ ก็คือการปฏิบัติขันติบารมีด้วยปัญญาอันยิ่งนั่นเอง

บารมีหัวข้อต่อไปได้แก่วิริยบารมี วิริยะก็คือความพากเพียร ท่านศานติเทวะกล่าวว่าความพากเพียรนี้ไม่ได้หมายความแต่เพียงความไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และตั้งใจจริงที่จะทำให้สำเร็จ แต่ยังหมายถึงการมีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ไม่ท้อถอยแม้งานข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด วิริยบารมีจึงไปควบคู่กับขันติบารมีในแง่นี้ การดูว่าผู้ปฏิบัติคนใดเกิดมีวิริยบารมีแล้วก็คือดูว่าเขามีจิตใจที่เบิกบานในการปฏิบัติของเราหรือไม่ หรือว่าปฏิบัติไปเพียงเพราะถูกบังคับ หรือเพราะมีจิตปรารถนาเป้าหมายอื่นใดอันไม่ใช่เป้าหมายทางธรรม เช่นบางคนปฏิบัติธรรมเพราะอยากขึ้นสวรรค์ แบบนี้ริมโปเชบอกว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ถูกต้องของวิริยบารมี จริงอยู่คนที่อยากขึ้นสวรรค์นั้นอาจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติมาก แต่เนื่องจากแรงจูงใจและเป้าหมายของเขาไม่ถูกต้อง เขาจึงไม่มีจิตใจที่เบิกบานอย่างแท้จริง การจะมีจิตใจที่เบิกบานไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆของการปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิบัติ และความสำคัญของการปฏิบัตินี้ ซึ่งก็คือปัญญาในวิริยบารมี

บารมีประการที่ห้าได้แก่การปฏิบัติสมาธิ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ฌานบารมี” (ภาษาสันสกฤตว่า “ธฺยานปารมิตา”) ฌานบารมีหรือการปฏิบัติสมาธิในที่นี้ได้แก่การปฏิบัติสมถสมาธิ จิตใจของเราจะจดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ริมโปเชกล่าวว่าแนวทางหนึ่งของการปฏิบัติได้แก่การนั่งสมาธิมองดูองค์พระพุทธรูป หรือไม่ก็มองดอกบัวสีน้ำเงิน เป้าหมายคือให้จิตใจแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ริมโปเชได้เน้นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิสองแบบ คือแบบที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิธีการทำสมาธิว่าถูกหรือไม่ถูก แต่อยู่ที่เป้าหมายและแรงจูงใจในการปฏิบัติเป็นสำคัญ หากเป้าหมายถูกต้อง คือปฏิบัติสมาธิไปเพื่อให้เข้าถึงความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในพ้นจากสังสารวัฏ ก็จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเป็นเป้าหมายอื่น เช่นเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง เช่นปฏิบัติไปเพื่ออยากขึ้นสวรรค์ ก็จะเป็น “มิจฉาสมาธิ” คือสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ริมโปเชเล่าถึงพระญาติของพระพุทธเจ้าท่านหนึ่ง ชื่อว่าพระนันทะ พระนันทะเป็นพระภิกษุที่หลงติดยึดกับรูปรสกลิ่นเสียงเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าต้องการให้พระนันทะถอนตัวออกจากเรื่องเหล่านี้ ในขณะนั้นพระนันทะกำลังหลงรูปของผุ้หญิงคนหนึ่งเป็นอย่างมาก เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดไม่มีใครเสมอเหมือน พระพุทธเจ้าทรงถามพระนันทะว่าอยากเห็นคนที่สวยกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าหรือไม่ พระนันทะบอกผู้หญิงแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าบอกว่ามี แล้วก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ซึ่งบนนั้นมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่สวยกว่าผู้หญิงของพระนันทะคนนั้นอย่างที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ พระนันทะเมื่อเห็นสาวงามบนสวรรค์แล้วก็เกิดจิตใจอยากครอบครองสาวๆเหล่านั้น และก็ลืมผู้หญิงคนเดิมเสียสนิท เมื่อกลับมายังโลกพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างแข็งขันด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่า จะไปเสวยสุขกับสาวงามบนสวรรค์เมื่อถึงเวลา แต่พระพุทธเจ้าก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์อีก และก็เร่งเวลาให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่เทพบุตรเทพธิดาบนสวรรค์ เมื่อเทพเหล่านี้หมดบุญต้องออกจากสวรรค์ เทพเหล่านี้เมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่บนสวรรค์อีกต่อไป ก็เกิดอาการเศร้าโศกเสียใจต่างๆนานา ด้วยผลกรรมของความรู้สึกเช่นนี้เหล่าเทวดาจึงต้องไปเกิดในนรกภูมิ พระนันทะเห็นเช่นนี้แล้วจึงมองเห็นว่า ความสวยงามของมนุษย์หรือเทพธิดานั้นเป็นของลวงตาเท่านั้น ไม่มีสาระอะไร ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติ คราวนี้ไปตามแนวทางที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์อีกรูปหนึ่ง

บารมีประการสุดท้ายได้แก่ “ปัญญาบารมี” ซึ่งถือเป็นการสุดสิ้นเส้นทางของการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์ ผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อจากโพสนี้ในเวลาอีกไม่นาน

ปัญญากับบารมีหก

manjushriกุงกาซังโปริมโปเชมาบรรยายธรรมและมาร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิพันดาราเป็นเวลาสิบกว่าวันในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ กิจกรรมแรกที่ท่านทำได้แก่การบรรยายธรรมเรื่อง “ปัญญากับพระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ที่บ้านมูลนิธิฯ ถนนลาดพร้าว เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา ริมโปเชได้บรรยายเกี่ยวกับบทบาทของปัญญากับการปฏิบัติบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สำคัญมีประโยชน์แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมาก จึงคิดว่าเอามาเล่าให้ฟังกันในที่นี้

ก่อนอื่นก็ต้องปูพื้นก่อน สำหรับคนที่อาจยังไม่คุ้นกับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ในหนังสือเรื่อง “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” หรือ “โพธิจรรยาวตาร” ของท่านศานติเทวะ ท่านได้วางแนวทางการประพฤติปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ตามหลักของบารมีหกประการเอาไว้ ซึ่งได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีทั้งหกนี้เป็นเหมือนจุดผ่านหกจุดที่ผู้ปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์จะต้องผ่านและจะต้องสั่งสม เพื่อที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมาย ได้แก่การบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้หมดสิ้น ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นหัวใจของพระโพธิสัตว์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการปฏิบัติธรรมตามแนวของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีพระคุณแก่เราทั้งหมด และก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตอบแทนคุณของสัตว์โลกเหล่านี้ ซึ่งวิธีการตอบแทนดังกล่าวแบบสูงสุดก็ได้แก่การนำมาสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ให้พ้นจากทุกข์ของสังสารวัฏ

พระมัญชุศรีเป็นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา หรือพูดอีกอย่างก็คือว่าพระองค์ทรงเป็นพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่งแสดงตัวออกมาเป็นองค์พระโพธิสัตว์ การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรีก็คือการน้อมนำเอาพระปัญญาธิคุณนี้มาไว้ในตน ให้ตนเองมีคุณสมบัตินี้ซึ่งจะสมบูรณ์แบบในท้ายที่สุด กุงกาซังโปริมโปเชเริ่มการบรรยายด้วยการพูดถึงปัญญาในการปฏิบัติธรรม ปัญญามีอยู่สามระดับ ได้แก่ปัญญาจากการฟังหรือการอ่าน ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนาหรือการทำสมาธิ ทั้งสามอย่างต้องอิงอาศัยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะมีปัญญาระดับสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่เกิดจากการอ่านการฟังและการคิดใคร่ครวญ ดังนั้นการอ่านการฟังกับการนำมาคิดใคร่ครวญไตร่ตรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราอย่าเห็นว่าการฟังธรรมเป็นเรื่องธรรมดาๆ แล้วมุ่งไปที่การทำสมาธิเลย ถ้าทำอย่างนั้นมีโอกาสสูงที่แนวทางของสมาธิของเราจะไปผิดทาง ซึ่งจะเป็นการออกนอกแนวทางของพระพุทธเจ้าไปได้

การปฏิบัติให้เกิดปัญญา ก็ทำควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติสั่งสมบารมีหกของพระโพธิสัตว์ได้ เราเริ่มด้วยทานบารมี การให้อย่างมีปัญญาได้แก่การให้ที่ประกอบไปด้วยการเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการให้ ความหมายที่แท้จริงของการให้ก็คือเรารับรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ท้ายที่สุดแล้วตัวตนของเรานั้นไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้นการให้โดยหวังผลตอบแทนกลับเข้ามาหาตัวเรา จึงเป็นการให้ที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา ซึ่งจะทำให้ออกนอกแนวทางของพระโพธิสัตว์และจะทำให้เราไม่บรรลุถึงเป้าหมายทางธรรม ในทางตรงข้ามเราควรตระหนักว่าการให้นั้นเป็นการช่วยเหลือใครก็ตามที่เราให้ ให้เขาได้พ้นจากความทุกข์ เราเห็นผลประโยชน์ของสัตว์โลกมากกว่าของเราเอง ท่านศานติเทวะได้ให้แนวทางการคิดไว้ว่า ให้เราพยายามคิดทบทวนให้เห็นตระหนักถ่องแท้ว่า ตัวเรากับสัตว์โลกทั้งมวลนั้นเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างหรืออยู่ในสถานะที่พิเศษมากกว่าใคร นอกจากนี้ท่านก็ยังแนะนำอีกว่า ให้เราลองพยายามแลกเปลี่ยนตัวเราเองกับสัตว์โลกอื่นๆ คือคิดว่าสัตว์โลกเป็นเรา และเราเป็นสัตว์โลก อะไรที่เป็นสิ่งดีๆแก่เรา ที่เราเคยคิดแสวงหามาบำรุงบำเรอความสุขชั่วครู่ชั่วยามของเรา เราก็คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งดีๆแก่สัตว์โลก มอบสิ่งเหล่านั้นให้แก่สัตว์โลกทั้งหมด การทำทานจากมุมมองเช่นนี้ เป็นการทำจากมุมมองของปัญญาที่แท้จริง และจะเป็นการสร้างสมบารมีอันจะนำไปสู่การบรรลุพระพุทธภูมิที่ถูกต้อง

ต่อจากนั้นริมโปเชก็พูดถึงการปฏิบัติศีล ศีลมีสามแบบกว้างๆ ได้แก่ศีลปาฏิโมกข์ ศีลพระโพธิสัตว์ และศีลตันตระ อย่างแรกได้แก่การปฏิบัติแบบสำรวมระวังและข้อห้ามต่างๆอันเป็นของนักบวชทั่วไป อย่างที่สองได้แก่แนวทางการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ อย่างหลังสุดคือศีลที่ผู้ปฏิบัติตันตระต้องยึดถือ ในการบรรยายนี้ริมโปเชเน้นที่ศีลของพระโพธิสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยการประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ดำรงตนอยู่ในเส้นทางของพระโพธิสัตว์ ได้แก่การไม่ทำร้ายสัตว์โลกและมุ่งมั่นที่จะนำพาสัตว์โลกนั้นให้พ้นทุกข์ ที่สำคัญคือการถือศีลไม่ใช่การมีกรอบจากภายนอกมาบังคับเรา แต่เราควรคิดว่าศีลออกมาจากภายใน มาจากความเข้าใจของเราเองว่าต้องสำรวมระวังไม่ให้กาย วาจา ใจของเราไปทำอะไรที่เป็นการทำร้ายสัตว์โลก และระวังไม่ให้สิ่งภายนอกเข้ามารบกวนหรือทำให้เราต้องไขว้เขวออกจากเส้นทางหรือเปิดโอกาสให้กิเสลเข้ามารบกวนจิตใจเราได้ นอกจากนี้ก็มาจากการเข้าใจว่าภูมิต่างๆในสังสารวัฏต่างก็มีแต่ความทุกข์ไม่จบสิ้น การเข้าใจเช่นนี้นำไปสู่การตั้งใจมั่นว่าจะรักษาศีล เพื่อที่จะไม่ทำร้ายและยังประโยชน์ให้แก่สัตว์โลกอย่างดีที่สุด  การปฏิบัติด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องเช่นนี้ ก็คือการปฏิบัติศีลบารมีด้วยปัญญาอันแท้จริง

ริมโปเชยังได้กล่าวถึงบารมีอื่นๆอีก แต่เวลาหมดเพียงแค่นี้ในคราวนี้ บารมีอื่นๆจะมาพูดถึงในโพสหน้า การบรรยายของริมโปเชเราสามารถฟังได้ด้วยการ คลิกที่นี่

กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ

กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ

Good News

The organizing committee of the APSAFE 2013 Conference has agreed to extend the last date for “early bird” registration period to August 16. So if you are deciding whether to register for the conference please do so now, or at least until that day in order to be eligible for the early bird fees. I will post more details and information about the conference regularly at this website.

-Soraj

หมุนกงล้อธรรม

ผมตั้งใจว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังๆนี่ไม่ค่อยเขียนอะไรเกี่ยวกับธรรมะมากนัก มัวแต่ไปพูดกับเขียนเรื่องอื่นๆ เลยต้องกลับมาที่ธรรมะก่อนที่จะห่างออกไปเรื่อยๆ

ผมจำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชามาแล้วในบล๊อกนี้ แต่เนื่องจากเป็นวันสำคัญก็เลยต้องคิดหาหัวข้อใหม่ที่ไม่ซ้ำกับหัวข้อเดิมมาเขียน แต่เราก็คิดได้ว่าหัวข้อธรรมะไม่เคยล้าสมัย เรื่องเดียวกันสามารถเอามาพูดใหม่ได้ตลอด เพราะหัวใจอยู่ที่การทำซ้ำๆ พูดซ้ำๆ จนกว่าจะซึมซับเข้าไปในกระแสเลือดกับในกระดูก หัวข้อธรรมะต่างจากหัวข้อพูดคุยเรื่องอื่นๆตรงนี้แหละ ฟังธรรมต้องฟังซ้ำๆบ่อยๆจนกว่าความหมายของถ้อยคำจะซึมเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเราจากภายใน

วันอาสาฬหะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง “หมุนกงล้อธรรม” เป็นครั้งแรก พูดอีกอย่างก็คือเป็นวันเกิดของพระพุทธศาสนา ผมอยากจะมองว่าวันนี้สำคัญกว่าวันวิสาขะเสียด้วยซ้ำ เพราะวันวิสาขะเน้นที่ตัวบุคคลของพระพุทธเจ้าเพียงคนเดียว แต่วันอาสาฬหะเป็นวันเกิดของ “ศาสนา” ใหม่ของโลก อันเป็นศาสนาที่มุ่งเสนอว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไพร่หรือผู้ดี พราหมณ์หรือศูทร ผู้หญิงหรือผู้ชาย คนรวยหรือคนจน ต่างก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้เขาปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจและอย่างมีความเพียรเท่านั้น

ลักษณะนี้ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณของอินเดียอย่างสิ้นเชิง หลักของคำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่ที่ว่า คนที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้ จะต้องเป็นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อ่านและศึกษาพระเวท แนวคิดพื้นฐานก็คอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะบรรลุธรรมได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิพิเศษ สิทธิพิเศษนี้ก็มาจากชาติกำเนิดเป็นหลัก ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าการแบ่งคนออกเป็นวรรณะต่างๆ เป็นพื้นฐานความจริงของโลกและจักรวาล พราหมณ์มีหน้าที่สาธยายพระเวทและประกอบพิธีกรรมเพราะถือกำเนิดมาจากปากของพระพรหม ส่วนวรรณะอื่นๆก็มีหน้าที่อื่นๆในสังคมเพราะถือกำเนิดมาจากอวัยวะส่วนอื่นๆของพระพรหม ความจริงพื้นฐานของจักรวาล (พระพรหม) เป็นตัวกำหนดว่าใครจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม โดยที่เจ้าตัวไม่มีบทบาทอะไรแม้แต่น้อย ถึงคุณจะขยันทำความเพียรจนสิ้นใจ ถ้าคุณไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีสิทธิจะไปฟังหรือไปจับคัมภีร์พระเวท ก็ขยันไปเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้นหากคุณขืนไปจับคัมภีร์เข้าทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ ก็จะเป็นการทำบาปอย่างรุนแรง เทพเจ้าจะไม่ให้อภัยแน่ๆ

เราจึงเห้นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการปฏิวัติสังคมอย่างรุนแรง และก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหล่าพราหมณ์ต้องปรับตัวสู้กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน จนในที่สุดพระพุทธศาสนาก็สูญสิ้นไปจากอินเดีย แต่ไปเจริญงอกงามในดินแดนแถบอื่นๆแทน สาเหตุที่ผมคิดว่าวันอาสาฬหะน่าจะสำคัญมากกว่าวันวิสาขะก็คือว่า หากพระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนสิ่งที่ทรงค้นพบในคืนวันตรัสรู้ โลกก็จะไม่มีพระพุทธศาสนา ก็ไม่รู้ว่าผู้คนจะมืดบอดกันต่อไปอีกกี่ร้อยกี่พันปี เราเป็นหนี้พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่งตรงนี้

การสอนพระธรรมมักจะเปรียบกับการหมุนกงล้อธรรม คำสอนแรกของพระพุทธเจ้าก็คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ก็แปลตรงตัวได้ทำนองว่า “คำสอนว่าด้วยการหมุนกงล้อธรรม” นี่เอง หัวใจของพระสูตรนี้ก็คือหัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้แก่เรื่องทางสายกลาง อริยสัจสี่ กับมรรคมีองค์แปด ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจสี่ ในระดับต้นๆมักจะสอนกันว่าทางสายกลางได้แก่การละเว้นจากสุดโต่งสองข้าง ได้แก่การทรมานตนเองมากเกินไป กับการบำรุงบำเรอความเพลิดเพลินทางกายมากเกินไป คนที่เพิ่งเริ่มศึกษาก็เลยอาจเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องของการแสวงหาทางเดินตรงกลาง เหมือนกับนักไต่ลวดที่พยายามอยู่ตรงกลาง ไม่หล่นไปข้างซ้ายหรือขวา แต่หากเราพิจารณาให้ละเอียดยิ่งขึ้น จะพบว่า การปฏิบัติตามทางสายกลางมีอะไรมากกว่านั้น หลักการไม่ใช่แต่เพียงว่าไม่ทรมานตัวเองมากไป แล้วก็ไม่ตามใจตัวเองมากไป ราวกับว่าต้องเอาสองข้างนี้มาบวกกันแล้วหารสอง (เช่นไม่กินมากไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่กินเลย) แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจหลักการพื้นฐานของคำสอนเรื่องนี้ การไม่ทรมานตัวเองมากไป กับการไม่ตามใจตัวเองมากไป มาจากว่าหากเราทำสุดโต่งทั้งสองข้าง จะเท่ากับว่าเราไปยึดถือหรือไปจับเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วไปยึดว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงๆ หรือการไม่ยึดถืออะไรเลยเพราะเชื่อไปว่าไม่มีอะไรอยู่เลย การทรมานตัวเองก็หมายความว่า เราเชื่อว่าการอดข้าว หรือทรมานตัวเองแบบอื่นๆ เป็นเหตุให้บรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าทรงทำมามากแล้ว จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็เลยพบว่าทางนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จริงๆแล้วทางนี้ก็คือการไปยึดเอาว่า มีวิธีการหรือมีสิ่งของบางอย่างที่จะนำพาเราไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เช่นการอดข้าว แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อีกแนวทางหนึ่งก็คือการบำรุงบำเรอตัวเองจนมากไป ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยทำมาแล้วเช่นเดียวกัน ตอนยังเป็นเจ้าชายอยู่ในวัง ได้รับการปรนเปรอมากมายจากบรรดาข้าราชบริพาร จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรมากกว่านี้ได้อีก ก็ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์เช่นเดียวกัน จุดที่ทรงค้นพบก็อยู่ตรงนี้เอง คือแทนที่จะคิดว่ามีอะไรให้ยึดมั่น หรือไม่มีอะไรเลยแล้วเลยไม่ยึดมั่นอะไรเลย (หรือไปยึดมั่นเอาความไม่มีเข้า) ก็คิดใหม่ว่าสิ่งต่างๆก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้นต่างก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยทั้งสิ้น การไปรับเอาสิ่งเหล่านั้นเข้าไปเต็มๆ หรือการปฏิเสธหันหลังให้สิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ต่างก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องทั้งสิ้น คำสอนเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในศาสดาผู้ใด นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในพระสูตรมีบอกว่า ทางสายกลางนี้ก็ได้แก่มรรคมีองค์แปดนั่นเอง “มรรค” แปลว่า “เส้นทาง” ก็คือเส้นทางไปสู่ความดับทุกข์ตามอริยสัจสี่ ใครก็ตามที่เดินตามทางที่พระองค์ทรงชี้ไว้ให้ จะถึงเป้าหมายแน่นอน ไม่มีผิดพลาด หน้าที่ของชาวพุทธ (ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า) ก็คือเดินตามเส้นทางนี้ แต่พระพุทธศาสนาก็มีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือไม่บังคับให้ใครเดินตามทางที่ชี้เอาไว้ ไม่ใช่ว่าใครไม่เดินตามแล้วจะถือเป็นบาปเพราะไปขัดโองการของพระพุทธเจ้าที่ “สั่ง” ให้ผู้คนเดิน อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าแน่นอน ทางมีอยู่แล้ว ใครเห็นว่าสำคัญแก่ชีวิตตน ก็เลือกเดิน ใครยังเห็นว่ายังไม่อยากเดิน ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของคนมีปัญญา คนที่มีปัญญาใคร่ครวญด้วยตนเอง ไม่ช้าไม่นานก็จะเห็นว่า ต้องเดินตามทางนี้เท่านัน ถึงจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

**

ก่อนจบ ก็มีคลิปวิดิโอเพลง “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” สำเนียงอินเดีย เอาไว้ฟังให้ชื่นใจ

ความตายคืออะไร?

ความตายคืออะไร?

บทความที่ผมจะเสนอในวันนั้นก็เป็นเรื่องของการพินิจความเป็นจริงเกี่ยวกับความตายจากมุมมองของปรัชญา ซึ่งอันที่จริงจะเอามาเสนอที่นี่ในบทนำหรือบทบรรณาธิการของหนังสือก็ไม่ผิดเกินไปนัก เพราะเป็นการกำหนดบริบทของหนังสือ และเป็นการนำเสนอทิศทางของบทความต่างๆอีกทางหนึ่ง ก่อนอื่นเราคงต้องเริ่มที่ประเด็นว่าความตายคืออะไร ในตอนต้นเราได้เห็นกันไปบ้างแล้วเกี่ยวกับนิยามของคำว่า ‘ความตาย’ กับ ‘การตาย’ อย่างแรกเป็นสภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนอย่างหลังเป็นกระบวนการของสิ่งที่กำลงเกิดอยู่ ที่น่าสนใจก็คือ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีนี้ แม้แต่ความหมายของคำว่า ‘ตาย’ ก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา สมัยก่อนเราไม่ค่อยลำบากใจเวลาบอกว่าใครตาย ถ้าหัวใจหยุดเต้น หรือหัวหลุดจากบ่า หรือตัวแข็งทื่อ เย็นชืด ก็เรียกว่าตายแล้ว แต่การแพทย์สมัยใหม่ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก จนทำให้ต้องมีการกำหนดความหมายของคำๆนี้กันใหม่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันแพทย์มีความสามารถในการประคับประคองผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของสมองไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้ป่วยนั้นยังหายใจได้ ตัวยังอุ่นๆอยู่ ปัญหาอยู่ที่ว่าการรักษาคนไข้รายอื่นๆนั้น หลายครั้งมีความจำเป็นต้องได้อวัยวะสดๆจากคนที่ยังหายใจอยู่ เอามาผ่าตัดเปลี่ยนทดแทนให้ ที่ใช้มากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ไต การรักษาโรคไตวายนั้น วิธีการที่ได้ผลมากที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งหากผู้ป่วยโรคไตมีญาติที่ยินดีบริจาคไตข้างหนึ่งให้ก็หมดปัญหาไป แต่ในกรณีที่หาญาติไม่ได้ ก็จำเป็นต้องรับบริจาคจากคนอื่น ทีนี้พอร่างกายของคนตายลงตามความหมายดั้งเดิม อวัยวะต่างๆของเขาจะเริ่มใช้ไม่ได้ เพราะจะเน่าเปื่อยไปเนื่องจากขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จึงมีแนวคิดว่าผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของสมองไปอย่างสิ้นเชิง แต่ยังหายใจอยู่ น่าจะถือได้ว่าตายแล้ว เพื่อประโยชน์ในการนำเอาอวัยวะของเขาไปเปลี่ยนให้แก่ผู้ป่วยอื่นๆที่ต้องการอวัยวะนั้นๆ ผู้ที่สมองตายทั้งหมดแบบนี้ ถ้าไม่มีเครื่องช่วยหายใจ จะหยุดหายใจไปเองในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดแพทย์ส่วนใหญ่จึงตกลงกันว่าผู้ที่สมองตายแบบนี้ น่าจะถือได้ว่าตายแล้ว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็เริ่มมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่สมองไม่ได้ตายทั้งหมด แต่ตายไปบางส่วนทำให้ยังหายใจเองได้ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ดังนี้เรียกกันว่า ‘เจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา’ ผู้ป่วยเหล่านี้ก็น่าจะถือว่าตายแล้วเช่นกัน เพราะชีวิตไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป วงการแพทย์โดยทั่วไปยังไม่ยอมรับเกณฑ์นี้ว่าเป็นเกณฑ์ความตายจริงๆ เพราะหลายคนยังคิดอยู่ว่า หากคนไข้ยังหายใจเองได้โดยไม่ต้องมีเครื่องช่วยหายใจ ก็ไม่น่านะถือได้ว่าเขาตายไปแล้ว การที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องคนเราตายเมื่อใด นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาด เพราะในสมัยก่อน หรือตามสามัญสำนึกของเรา เราดูจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เหตุที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็เพราะว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้มีเครื่องช่วยหายใจ ที่ทำให้ผู้ป่วยสมองตายสามารถหายใจและมีหัวใจที่ยังเต้นอยู่ กล่าวโดยสรุป ปัญหาของเกณฑ์วินิจฉัยการตายอยู่ที่ว่าการหยุดทำงานของอวัยวะส่วนใด เป็นเหตุของการตาย อาจารย์รื่นเริงจะเสนอประเด็นนี้อย่างละเอียดในบทความของท่านในหนังสือ

ปัญหาทำนองนี้ทำให้เรามาคิดว่า ความตายคืออะไรกันแน่ จากที่กล่าวมาข้างต้น บางฝ่ายบอกว่า การตายเกิดจากการที่สมองหยุดทำงาน แม้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่แต่ถ้าสมองไม่ทำงานก็ถือว่าตายแล้ว แต่บางฝ่ายบอกว่าต้องหัวใจหยุดทำงานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจคิดว่าความตายได้แก่การที่วิญญาณออกจากร่าง ทีนี้ปัญหาก็คือว่า ในทางวิทยาศาสตร์เรายังไม่มีวิธีการที่จะชั่ง ตวง วัดวิญญาณได้ ในเมื่อทำเช่นนี้ไม่ได้ นอกจากนี้การอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ก็ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องอาศัยวิญญาณแต่อย่างใด (เช่นอธิบายว่ามีชีวิตอยู่และคิดได้ เพราะว่าสมองกำลังทำงานอยู่ ไม่จำเป็นต้องอ้างว่ามีวิญญาณ) ด้วยเหตุนี้วิญญาณจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ไม่ต่างกัน นั่นคือมีความแตกต่างกันระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ ศาสนาทุกศาสนาต่างให้ข้อมูลตรงกันว่า การตายไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต แต่วิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์แผนใหม่ บอกเราอีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการสนทนากัน

อภิปรัชญากับปรากฏการณ์วิทยาของความตาย

อภิปรัชญาเป็นแขนงหนึ่งของวิชาปรัชญาที่ว่าด้วยธรรมชาติเนื้อแท้ของความเป็นจริง ตัวอย่างของประเด็นทางอภิปรัชญาก็มีเช่น ความเป็นจริงที่เราสัมผัสจับต้องได้ ที่ประกอบด้วยแม่น้ำ ภูเขา ต่างๆนี้ แท้จริงแล้วเป็นอะไรกันแน่ ทรรศนะกระแสหลักในปัจจุบันได้แก่วิทยาศาสตร์ ซึ่งบอกเราว่าภูเขา แม่น้ำ โต๊ะเก้าอี้ ต่างก็ประกอบด้วยธาตุมูลฐาน มีอยู่ร้อยกว่าธาตุ ตัวอย่างก็เช่นอ๊อกซิเจนก็เป็นธาตุหนึ่ง เหล็กก็เป็นอีกธาตุหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นธาตุเหล่านี้ก็ยังประกอบไปด้วยอนุภาคที่เล็กมากๆ ได้แก่อะตอมกับโมเลกุล ซึ่งก็แยกย่อยออกไปได้เป็นประจุไฟฟ้า และฟิสิกส์ในปัจจุบันก็มีทฤษฎีว่าอนุภาคเหล่านี้ก็ยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กลงไปอีก ฯลฯ ประเด็นก็คือว่า อนุภาคเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่างก็เป็นสสาร (หรือพลังงาน) ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม มีอีกทรรศนะหนึ่งที่บอกว่า ความเป็นจริงภายนอกนั้นไม่ใช่สสาร แต่เป็นจิต การที่เราเห็นโต๊ะตัวหนึ่งว่ามีคุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพราะสายตาเราเป็นอย่างนี้ และมุมมองที่โต๊ะปรากฏแก่เราเป็นเช่นนี้ และหากวิเคราะห์ให้ตลอด (ตามทรรศนะนี้) ก็จะพบว่าสสารวัตถุนั้นแท้จริงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากภาพปรากฏของจิตเอง ดังนั้น อภิปรัชญาของความตายก็ได้แก่การศึกษาความตายในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงหรือธรรมชาติที่มีอยู่เป็นอยู่ ปัญหาก็คือว่าความเป็นจริงที่ว่านี้เป็นอย่างไร

เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นหัวข้อหลักๆของปรัชญา ซึ่งผู้ที่เคยเรียนวิชานี้มาคงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทีนี้ หากเรามาพิจารณาอภิปรัชญาของความตาย เรื่องจะอยู่ที่ว่าความตายนั้นแท้จริงเป็นอะไรกันแน่ มีความสัมพันธ์หรือความสำคัญแก่เรามากน้อยเพียงใด เพื่อให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น ขอให้เรามาพิจารณาข้อเสนอของนักปรัชญาคนหนึ่งในโลกตะวันตก ได้แก่เอพิคิวรัส (Epicurus) ซึ่งเสนอคำสอนต่อไปนี้

Death is nothing to us: for that which is dissolved is without sensation; and that which lacks sensation is nothing to us.

แปลเป็นไทยได้ว่า

ความตายไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เพราะว่าสิ่งที่ตายไปแล้วไม่มีผัสสะ และสิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกียวข้องอะไรกับเรา

คำสอนนี้ลึกซึ้งมาก (แต่ไม่เป็นความจริง) ความหมายก็คือ เอพิคิวรัสต้องการจะให้เราเชื่อว่าความตายไม่มีความหมายก็อะไรแก่เราเลย ไม่มีบทบาทใดๆ ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ เขากล่าวว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ “สิ่งที่ตายไปแล้วไม่มีผัสสะ” ความหมายก็คือคนตายไม่สามารถมีผัสสะ ไม่สามารถมีความรู้สึกใดๆได้อีกต่อไป คนตายไม่รู้ร้อนรู้หนาว ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ลิ้นไม่ได้รับรส ฯลฯ เพราะคนตายไม่นานก็เปื่อยยุ่ยสลายไปหมด อีกอย่างหนึ่งก็คือ “สิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรา” เนื่องจากว่าตามปกติคนที่กลัวตายนั้น อาจจะเพราะกลัวว่าเมื่อตนเองตายไป จะไปพบเข้ากับผัสสะที่น่ากลัว เช่นตกนรกแล้วลงกระทะทองแดง หรือถูกไล่ให้ไปปีนต้นงิ้ว แต่เอพิคิวรัสบอกเราว่าคนตายไม่มีผัสสะ หรือความรู้สึกใดๆ เพราะฉะนั้นการกลัวความตายจึงเป็นเรื่องน่าหัวร่อ เราจะกลัวสิ่งที่เราไม่เคยสัมผัส ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลยได้อย่างไร เราจะกลัวสิ่งที่ไม่มีผัสสะเช่นก้อนหินก็ต่อเมื่อก้อนหินนั้นอาจมาชนตัวเรา ดังนั้นเหตุเดียวที่เราจะกลัวคนตายได้ ก็คือว่า มีคนใช้ศพคนตายเป็นอาวุธ เหวี่ยงมาโดนตัวเรา ในแง่นี้เราก็อาจกลัวคนตายได้ (แต่จริงๆแล้วต้องกลัวคนที่ใช้ศพเป็นอาวุธมากกว่า) แต่ในกรณีนี้เรากับคนตายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คนที่กลัวตายจะกลัวว่า ตนเอง นั่นแหละที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับคนตาย ไม่ใช่กลัวถูกคนตายเหวี่ยงมาโดน การที่สิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย ก็หมายความว่าหากเราตายไปจริง และเราไม่มีผัสสะใดๆ ก็เท่ากับว่าทุกอย่างในจิตสำนึกของเราดับสูญไปหมด ไม่มีตาจะมอง ไม่มีหูจะฟัง ไม่มีลิ้นจะรับรส ไม่มีจมูกจะดม ไม่มีผิวไว้รับสัมผัส เมื่อเป็นแบบนี้ เอพิคิวรัสถามเราว่าแล้วจะกลัวการเปลี่ยนสภาพเป็นคนตายไปทำไม

เราอาจคิดว่าข้อเสนอของเอพิคิวรัสฟังดูแปลกๆ แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่มีอะไรขัดแย้งกับข้อเสนอนี้เลย ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ คนตายเป็นเพียงกลุ่มของสารอินทรีย์ที่หยุดทำงานแล้วก็กำลังรอการย่อยสลาย ถ้าจะมีบทบาทก็คงเป็นแบบเดียวกับการที่มีคนใช้ศพเป็นอาวุธ กล่าวคือศพคนตายเป็นเพียงสสารวัตถุที่มีมวลอยู่ปริมาณหนึ่ง สามารถใช้เป็นอาวุธมาเหวี่ยงใส่กันได้ หรือสารอินทรีย์ในศพอาจใช้เป็นปุ๋ยได้ แล้วถ้าเราสนใจประเด็นเรื่องจิตรู้สำนึก ซึ่งเรารู้ตัวอยู่ว่าในขณะนี้เรากำลังมีอยู่ วิทยาศาสตร์ก็บอกอะไรเราไม่ได้มากไปกว่าจิตสำนึกนี้เป็นผลของการทำงานของร่างกาย ซึ่งก็หมายความว่าหากการทำงานของร่างกายหยุดลง จิตสำนึกก็ย่อมหมดไปด้วย แบบเดียวกับที่เอพิคิวรัสเสนอ
ประเด็นนี้นักปรัชญารู้จักกันในชื่อว่า ‘ปรากฏการณ์วิทยาของความตาย’ หรือ phenomenology of death ในภาษาอังกฤษ (The phenomenology of death, embodiment and organ transplantation Author: Haddow Gillian 1 Source: Sociology of Health & Illness, Volume 27, Number 1, January 2005, pp. 92-113(22)) ปรากฏการณ์วิทยาเป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ของจิตรู้สำนึกจากมุมมองของผู้มีประสบการณ์เอง ซึ่งมักจะเรียกว่าจากมุมมองของ ‘บุรุษที่หนึ่ง’ (first person point of view) ได้แก่สรรพนามบุรุษที่หนึ่งที่เราใช้เวลาเราคิดถึงตัวเอง ด้วยเหตุนี้การศึกษาคนตายในฐานะที่เป็นสสารหรือเป็นอาวุธ จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์วิทยา แต่การศึกษาว่าคนที่ตายอยู่ มีจิตสำนึกอย่างไร รู้สึกอะไร คิดอะไร มองเห็นภาพอะไรอยู่ เหล่านี้ได้แก่การศึกษาปรากฏการณ์วิทยาของความตาย วิทยาศาสตร์หรือปรัชญาแบบสสารนิยมจะพยายามบอกเราว่า ปรากฏการณ์วิทยาของความตายเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะคนตายคิดไม่ได้ สมองไม่ทำงาน แต่ประสบการณ์ยาวนานจากศาสนาต่างๆกลับบอกเราว่า ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต จิตสำนึกยังคงอยู่เพียงแต่ร่างกายไม่อยู่ด้วยแล้ว ดังนั้นมีความแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม ฝ่ายหนึ่งบอกว่าความตายไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการหยุดทำงานของเซลล์ ทำให้ชีวิตของคนๆนี้หมดลง ทุกอย่างจบสิ้นลงสำหรับเขา แต่ศาสนากลับบอกอีกอย่างหนึ่ง ศาสนายอมรับความตายของคนหรือสัตว์ว่าเป็นการหยุดทำงานของเซลล์ ฯลฯ แต่ยังยืนยันอีกด้วยว่ายังมีแง่มุมของปรากฏการณ์วิทยาของความตายที่วิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดถึง

เอพิคิวรัสกล่าวว่าเนื่องจากความตายไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เราก็ไม่ควรกลัวตาย คนกลัวตายเป็นคนที่ไร้เหตุผลเนื่องจากกลัวไม่สิ่งที่ไม่มีทางมาทำอะไรเราได้ อย่างไรก็ตามทรรศนะของเขาไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากปฏิเสธความมีอยู่ของประสบการณ์หลังตายโดยสิ้นเชิง ปัญหาก็คือว่าในทางปรัชญาเราต้องพิสูจน์ทรรศนะของเราด้วยวิธีการที่เป็นสาธารณะ หมายความว่าให้ทุกคนสามารถใช้วิธีนั้นๆและเห็นความจริงได้เหมือนๆกัน นักปรัชญาในโลกตะวันตกส่วนใหญ่ที่เขียนเรื่องความตายมักจะยอมรับความคิดตรงนี้ของเอพิคิวรัส แม้ว่าอาจจะมีบางคนที่ไม่เห็นด้วย (Termination Thesis paper) แต่ไม่ว่าอย่างไรเกือบทั้งหมดก็ยอมรับโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าการมีประสบการณ์หลังความตายเป็นไปไม่ได้ หนทางที่จะถกเถียงกับเอพิคิวรัสก็เห็นจะต้องไปถกเถียงกับโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์แทน

เราอาจจะเก็บรักษาความคิดของเราที่เชื่อเรื่องประสบการณ์หลังตายเอาไว้ โดยที่ยังไม่ปฏิเสธโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ หรือไม่ปฏิเสธว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เราได้ วิธีการก็คือยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เราในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และเป็นไปได้เสมอที่วิทยาศาสตร์จะให้ข้อมูลหรือทฤษฎีที่ผิดพลาด เมื่อประสบการณ์ของเรามีมากขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะมีการพิสูจน์เรื่องประสบการณ์หลังตายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์กับคนทั่วไปในอนาคตก็อาจเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ หรือประสบการณ์หลังตายเป็นเรื่องธรรมดาๆ เหมือนกับที่เราเชื่อเรื่องการมีอยู่ของดาวเคราะห์กับดาราจักรในปัจจุบัน ในอนาคตความเชื่อเรื่องดาวเคราะห์ที่เหมือนโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อาจเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกันคนในอนาคตก็อาจเชื่อเรื่องโลกนี้ โลกหน้า สวรรค์ นรก อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ คือเชื่อจริงๆไม่ใช่เพียงแค่รับไว้ตามประเพณีแบบในปัจจุบัน หากเรื่องเหล่านี้เป็นไปได้จริง ก็หมายความว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์รับว่าจริงในปัจจุบันอาจไม่เป็นที่ยอมรับในอนาคตก็ได้

หัวใจของทรรศนะแบบของเอพิคิวรัสก็คือความเชื่อที่ว่าเมื่อเราตายไป เราจะไม่มีอยู่ เมื่อพิจารณาดูคำพูดนี้ก็เป็นจริงไม่น้อย เพราะเมื่อเราตายไป เช่นโสรัจจ์คนนี้ตายไป โสรัจจ์ก็จะไม่เหลืออยู่ คือไม่มานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ตรงนี้ ไม่มาจัดประชุมสหวิทยาการ ฯลฯ พูดง่ายๆคือโสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์จะไม่มีอยู่ เช่นเดียวกับที่คนเป็นอันมากที่ได้ตายไป ก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในปัจจุบัน แต่ศาสนาบอกเราว่าเมื่อโสรัจจ์ตายไป ตัวตนในบางรูปแบบของโสรัจจ์ยังอยู่ อาจจะอยู่ในสวรรค์ (หากทำดีมาพอสมควร) หรือในนรก หรือบางศาสนาเช่นพุทธหรือฮินดู ก็เชื่อว่าอาจกลับมาเกิดใหม่เป็นชีวิตใหม่ อาจเป็นคนหรือเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ (อย่างไรก็ตาม ในพระพุทธศาสนาก็มีคำสอนหลักว่า หากคนๆหนึ่งเข้าใจแก่นแท้ของธรรมะก็อาจไม่ต้องมาเกิดอีกก็ได้ การกลับมาเกิดไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน และก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เมื่อตายไปแล้ว จะมีประสบการณ์หลังตายอย่างไรหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญเพราะหากไม่มีอะไรเลย ก็จะไม่ต่างกับที่เอพิคิวรัสบอกไว้ ถ้าไม่มีอะไรเลยหลังตาย ก็จะปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระอรหันต์ไปทำไม เพราะเชื่อแบบเอพิคิวรัสก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้วเหมือนกัน) ไม่ว่าจะอย่างไรก็คือมีประสบการณ์หลังตายในบางรูปแบบ

แนวทางหนึ่งในการยืนยันเรื่องความต่อเนื่องของบุคคลผ่านการเกิดการตาย อาจจะอยู่ในรูปของการอ้างเหตุผลต่อไปนี้

• ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลไม่มีอะไรที่เป็นบังเอิญ (คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัย สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น)
• มีข้อเท็จจริงอยู่ว่าคน (หรือสัตว์) ที่เกิดมา มีความไม่เท่าเทียมกัน เช่นบางคนรวย บางคนจน บางคนปัญญาดี บางคนปัญญาไม่ค่อยดี ฯลฯ
• ดังนั้น สภาพความไม่เท่าเทียมกันนี้ต้องมีคำอธิบาย
• คำอธิบายที่เป็นเรื่องของสสารนิยมล้วนๆไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ เนื่องจากอธิบายไม่ได้ว่า เหตุใด คนๆนี้ จึงเกิดมารวยหรือปัญญาดี และเหตุใดจึงไม่ใช่ คนๆนั้น ที่เกิดมาไม่ค่อยรวยหรือปัญญาไม่ค่อยดี
• ดังนั้น คำอธิบายที่เป็นไปได้ จึงต้องก้าวข้ามสสารนิยม และอ้างอิงถึงสภาพของบุคคลก่อนที่บุคคลคนนั้น จะเกิดมามีสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
• นั่นคือ คนแต่ละคนมีอดีตที่ยาวนานไปกว่าการถือกำเนิดมาในชาติปัจจุบันเพียงชาติเดียว แสดงว่ามีอดีตชาติ และในเมื่อชาติปัจจุบันนี้ไม่ได้แตกต่างกับชาติก่อนๆ จึงต้องมีอนาคตชาติด้วย ซึ่งก็แสดงว่าการตายไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะวาดภาพเรื่องนี้ได้ชัดเจน คือสมมติว่าคุณกับผมซื้อล็อตเตอรี่มาคนละใบ เมื่อมาตรวจผล ปรากฏว่าของคุณถูกรางวัลที่หนึ่ง แต่ของผมไม่ถูกอะไรเลย ตามการอ้างเหตุผลนี้ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นการที่คุณถูกรางวัลที่หนึ่งต้องมีคำอธิบาย หากคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งเป็นสสารนิยมแล้ว คำอธิบายที่ว่านี้จะหาไม่ได้เลย ถ้าหากการออกล็อตเตอรี่เป็นไปอย่างถูกกติกา ไม่มีการโกง เหตุที่คุณถูกแต่ผมไม่ถูกนั้นเป็นเรื่องของโอกาสหรือ chance ล้วนๆ นั่นคือไม่มีคำอธิบายนั่นเอง เพราะการอ้างโอกาสเช่นนี้ก็เท่ากับยอมรับว่า ไม่มีคำอธิบายอะไรที่อธิบายได้ว่า เหตุใดจึงเป็นคุณที่ถูกล็อตเตอรี่ ไม่ใช่ผม อาจมีคำตอบว่า ก็เพราะคุณไปซื้อเอาใบที่ถูกเข้า แต่ผมไม่ได้ซื้อ แต่คำตอบนี้ก็ไม่น่าจะใช้ได้ เพราะถ้าผมรู้ว่าเบอร์ไหนถูก ผมก็ย่อมซื้อเบอร์นั้น และคุณก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่าเบอร์ใดจะถูก แต่ถ้าหากคิดเรื่องผลกรรมที่ได้ทำมาก่อนแล้ว ก็จะสามารถอธิบายได้

คนที่เชื่อฝ่ายสสารนิยมก็อาจเถียงว่า การอ้างเหตุผลของผมนี้ตั้งอยู่บนการยอมรับว่าไม่มีสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ก็แน่นอนว่าเขาท้าทายประเด็นนี้ เขาจะถามว่าผมมีเหตุผลอะไรที่มาสนับสนุนข้อความนี้ วิทยาศาสตร์ศึกษาเรื่องความบังเอิญมาช้านาน ผลก็คือมีวิชาสถิติที่เป็นการทำความบังเอิญให้เป็นระบบ ผมก็จะตอบว่าเราไม่สามารถหาบทพิสูจน์ที่ยืนยันตายตัวได้ว่าไม่มีความบังเอิญอยู่ แต่ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ เรื่องความบังเอิญหรือไม่บังเอิญนี้เป็นทรรศนะทางอภิปรัชญา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ (เพราะเราไม่สามารถออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ได้) ดังนั้นวิทยาศาสตร์ที่เป็นอยู่จึงได้แต่ยอมรับไว้ว่าความบังเอิญเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ ในเมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่พิสูจน์ว่าเหตุใดจึงมีความบังเอิญ จะมาให้ผมพิสูจน์บ้างได้อย่างไร บางคนอาจคิดด้วยซ้ำว่าการที่มีความบังเอิญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแปลว่าวิทยาศาสตร์ยังอธิบายเรื่องนั้นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อาจจะแสดงว่า ไม่มีความบังเอิญอยู่จริง

(จากบทบรรณาธิการหนังสือเรื่อง “ความตายกับการตาย: มุมมองจากศาสนาและวิทยาศาสตร์” สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา)

พระพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมได้รับเชิญจากช่อง ThaiPBS ให้ไปออกรายการเรื่อง “เถียงให้รู้เรื่อง” ที่ได้ออกอากาศไปเมื่อสักครู่ในวันอาทิตย์นี้เวลาเที่ยงๆ บังเอิญผมไม่ได้ดูอีกตามเคย แต่คราวนี้ตั้งใจจะไม่ดู เพราะไม่ชอบเห็นตัวเองในทีวี แล้วอีกอย่างเรื่องที่ออกก็พูดกันไปแล้ว จำได้หมดแล้ว ก็ไม่รู้จะดูไปทำไม

หัวข้อในการพูดก็ได้แก่ “พระพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์” โจทย์หลักของการสนทนากันก็คือ พระพุทธศาสนาจะปรับตัวให้ข้ากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร จะเห็นได้ว่าโลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก มีเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัว มีสมาร์ทโฟน มีเฟสบุ๊ค มีอะไรหลายอย่างที่ในสมัยพุทธกาลไม่มี ก็เลยเป็นเหตุให้มาถกกันว่า เมื่อโลกเปลี่ยนไปรวดเร็วเช่นนี้ พระพุทธศาสนาควรจะปรับตัวอย่างไร

แต่เวลาออกรายการจริงๆ โจทย์ที่ตั้งไว้ก็ไม่ได้พูดถึงกันจริงๆจัง แต่ไปพูดถึงเพียงแค่ประเด็นหนึ่งในนั้นแทน คือบทบาทและความประพฤติของพระภิกษุ จริงๆแล้วพระภิกษุเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทั้งหมด แต่บังเอิญว่าในระยะนี้มีข่าวเกี่ยวกับพระภิกษุเกิดขึ้นหลายข่าวติดกัน ก็เลยพูดกันเรื่องนี้เป็นธรรมดา เริ่มตั้งแต่เณรคำ แล้วก็อดีตพระมิตซูโอะ แล้วก็หลวงปู่พุทธอิสระที่มีกรณีโต้เถียงกับหลวงพ่อเกษม แล้วก็กรณีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวสหรัฐฯแล้วถ่ายรูปมา ทำให้บางฝ่ายเดือดร้อน เป็นต้น

ผมไม่ค่อยอยากจะพูดเรื่องความประพฤติของพระสงฆ์มากนัก เพราะคนพูดกันมากแล้ว ปัญหาหลักก็คือว่ามักมีการมองว่าเรื่องพระเป็นเรื่องของพระเท่านั้นที่จะพูดกันหรือจัดการกัน คนที่ได้รับเชิญมาออกรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในวันศุกร์ที่ผ่านมาก็มีแต่ผมคนเดียวที่ไม่เคยบวชเรียน หรือผ่านการศึกษาแบบพระๆมา ทำให้การพูดกันเรื่องพระเป็นเรื่องของคนในวงการเป็นหลัก คือคุยกันว่าทำอย่างไรจึงจะให้สถาบันสงฆ์เป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนอยู่ต่อไป และทำอย่างไรให้สถาบันนี้ยังคงได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูอยู่ต่อไป การพูดกันก็เลยใช้เวลาพอสมควรไปกับประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมือง รวมทั้งรูปแบบของการสนับสนุนสถาบันสงฆ์โดยรัฐ เรื่องพวกนี้พูดกันมามากแล้ว ท่านที่สนใจรายละเอียดก็สามารถหาอ่านเอาจากที่อื่นๆในอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก นัยยะของการคุยเรื่องศาสนากับรัฐก็คือว่า มีความเชื่อว่าหากรัฐสนับสนุนหรือ “เอาจริง” กับพระแล้ว ปัญหาพระประพฤตินอกรีตนอกรอยก็จะไม่มี ทั้งหมดนี้เป็นไปภายใต้ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณที่ว่า ปัญหาอะไรในประเทศไทยนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะแก้ทั้งหมด ประชาชนไม่สามารถ หรือไม่มีความประสงค์ จะแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง

ประเด็นที่ผมอยากจะพูดมากกว่าเป็นประเด็นนี้พูดกันนิดเดียวในรายการ แต่ก็เป็นประเด็นหลักที่จั่วหัวไว้ในตอนแรก คือพระพุทธศาสนาควรจะปรับตัวอย่างไรในโลกยุคใหม่ที่มีสมาร์ทโฟนกับเฟสบุ๊ค ผมอยากจะเสนอว่า อะไรจะเกิดขึ้นในวัดก็เกิดไป แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ เราสามารถบรรลุเป้าหมายของการเป็นชาวพุทธ โดยไม่ต้องพึ่งพาพระภิกษุกับวัดได้หรือไม่ คำตอบคือได้แน่นอน เป้าหมายที่ว่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่เป้าหมายของการเป็นชาวพุทธมีหลายระดับ และหลายระดับนั้นฆราวาสผู้ครองเรือนก็สามารถบรรลุได้ อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องเป้าหมายที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์เลยแม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยการพูดถึงเป้าหมายก็หมายความว่า ผู้ปฏิบัติธรรมรับเอา “คำมั่นสัญญา” ของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า หากทำแบบนี้แล้ว จะได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ หากชาวพุทธไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นชาวพุทธจริงๆได้

เป้าหมายหลักของคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือ การพ้นทุกข์ แน่นอนว่าการพ้นทุกข์มีหลายระดับ นับตั้งแต่พ้นโดยสิ้นเชิงเป็นพระอรหันต์ และก็มีระดับรองๆลงมาอีกหลายระดับ เนื่องจากการไปเป็นพระภิกษุไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ยังต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ก็ไม่น่าจะเป็นว่าเขาถูกตัดขาดจากการบรรลุเป้าหมายทางธรรม ลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่ก็คือ เส้นแบ่งระหว่างพระภิกษุกับฆราวาสเริ่มจางลง หมายความว่าฆราวาสก็สามารถปฏิบัติธรรมได้แบบเดียวกับพระภิกษุ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ก็ตาม ในโลกของเฟสบุ๊ค มีความพยายามเกิดขึ้นจากหลายกลุ่มมากที่รวมตัวกันจากกลุ่มคนที่สนใจเรื่องธรรมะ ซึ่งก็เป็นคนรุ่นใหม่ธรรมดาๆที่ไม่บวชเป็นพระแต่อย่างใด ข้อดีอีกประการก็คือว่า การไม่บังคับว่าผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นพระภิกษุ ทำให้ผู้หญิงสามารถปฏิบัติธรรมได้เท่าเทียมกับผู้ชายในทุกมิติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับโลกสมัยใหม่

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร หัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่ว่าจะมีไอโฟน หรือการติดต่อรวดเร็วแบบสามหรือสี่จีก็ตาม แต่คนก็ยังมีความทุกข์อยู่ และเมื่อเป็นอย่างนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังมีประโยชน์อยู่เสมอในแง่นี้ โจทย์ของคนรุ่นใหม่ก็คือว่า ทำอย่างไรให้คำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าไปสัมผัสจิตใจของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เขาเข้าถึงแก่นของคำสอน และกลายเป็นเนื้อเดียวกับคำสอนได้ ซึ่งจะทำให้เขาเห็นทางที่จะรอดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ไปได้ การทำอย่างนี้หากมีพระภิกษุมาร่วมด้วยก็จะดี แต่เนื่องจากพระภิกษุกับสถาบันสงฆ์ยังติดยึดอยู่กับอดีตและประเพณีต่างๆ ซึ่งอาจมีคนบางกลุ่มยังให้ความสำคัญ แต่เนื่องจากคนรุ่นใหม่หลายกลุ่มเริ่มเหินห่างออกจากประเพณีดั้งเดิมเหล่านี้ ปัญหาก็คือว่าเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้าใจและซาบซึ้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เขาเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในในทางที่ดีขึ้นมาได้ ผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดของเรื่องพระพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์