Soraj's Weblog

Icon

Posts, mostly about Buddhism

นิพพานสองแบบ

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมหรือนักเรียนนักศึกษาพระพุทธศาสนายังไม่ค่อยเข้าใจกัน ก็คือเหตุใดพระพุทธศาสนามหายานจึงถือว่า พระโพธิสัตว์ระดับสูงเช่นพระอวโลกิเตศวร หรือพระแม่ตารา จึงบรรลุพระนิพพานแล้วแต่ยังอยู่ดูแลสรรพสัตว์อยู่ แถมยังสามารถ “แบ่งภาค” หรือสร้าง “นิรมาณกาย” มาเกิดในร่างมนุษย์ เช่น ชาวพุทธทิเ้บตถือกันว่า สมเด็จดาไลลามะทรงเป็น “นิรมาณกาย” หรือ “กายนิรมิต” ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ไม่ค่อยเข้าใจกันก็คือว่า เหตุใดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั้น บรรลุนิพพานไปแล้ว แต่ก็ยังดำรงอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ที่บรรลุนิพพานแล้วจะยังดำรงอยู่?

ก่อนจะตอบคำถามอันสำคัญนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระพุทธศาสนามหายานถือว่า มีพระนิพพานอีกแบบหนึ่งต่างหากจากพระนิพพานแบบที่มีอยู่ในเถรวาท พระนิพพานที่มีอยู่ในเถรวาทนั้นเป็นสภาวะอันดับทุกข์โดยสิ้นเชิง หมดสิ้นเชื้อที่จะทำให้มาเกิดอีกในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าศากยมุนี กับพระอรหันต์ทั้งปวงต่างก็บรรลุพระนิพพานนี้ ท่านเหล่านี้จึงไม่มีใครมาเกิดอีก และเราก็ไม่ควรพูดว่า ท่านเหล่านี้ “ดำรงอยู่” เช่นอยู่ในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสวรรค์ไม่ว่าชั้นใดก็เป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้หมดสิ้นซึ่งเหตุที่จะเกิดใหม่ ถือชาติภพใหม่อีกต่อไป เนื่องจากการดำรงอยู่ในสังสารวัฏนั้นเป็นการดำรงอยู่โดยมีเหตุที่จะทำให้เกิดใหม่อีกต่อไป พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ดำรงอยู่ในสังสารวัฏแต่ประการใด ดังนั้นจึงพูดไม่ได้ว่าพระองค์กับพระอรหันต์ทรงดำรงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในสังสารวัฏ

แต่พระพุทธศาสนามหายานถือว่า พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้นทรงเป็น “นิรมาณกาย” ของการตรัสรู้ปรมัตถธรรมหรือพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พูดง่ายๆก็คือว่า ทรงเป็นตัวแทนของการรู้แจ้งที่ทำลายอวิชชาจนหมดสิ้น เป็นการ “ตรัสรู้” ที่ทำลายมูลเหตุของความทุกข์ทั้งสิ้นทั้งปวง และตัว “ความรู้” หรือ “การตรัสรู้” นี้เองที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวแทน ความรู้อันยิ่งหรือที่เรียกว่าพระสัมโพธิญาณนี้ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พระพุทธเจ้าอาจประสูติมาในตระกูลศากยะเมื่อกว่าสองพันปีก่อน ดำรงพระชนมชีพอยู่แปดสิบพรรษา นั่นเป็นเพียง “กายเนื้อ” เท่านั้น แต่พระสัมมาสัมโพธิญาณนั้นไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ เป็นสภาวะที่ดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มีวิธีการพูดเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า พระพุทธองค์นั้นทรงเป็น “รูปกาย” หรือ “กายเนื้อ” หรือ “นิรมาณกาย” ซึ่งแปลว่า “กายนิรมิต” เท่านั้น แต่ก็ยังทรงเป็นตัวแทนของ “ธรรมกาย” หรือ “กายแห่งธรรม” ซึ่งก็ได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณนี้เอง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้น ทรงปรากฏพระองค์มาเป็นกายเนื้อให้ผู้คนเห็นได้ จับต้องได้ ฟังพระสุรเสียงได้ ฯลฯ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ให้สรรพสัตว์ได้มีโอกาสฟังคำสอนของพระองค์ ซึ่งแท้จริงแล้ว พระองค์กับธรรมกายอันได้แก่การตรัสรู้ธรรมนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน เพียงแต่เมื่อมองอย่างหนึ่ง จะเห็นว่าพระองค์ปรากฏเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อสองพันปีมาแล้ว และพระวรกายแตกดับเช่นคนทั่วไป แต่มองอีกมุมหนึ่งพระองค์ทรงเป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมให้คนเห็นนั่นเอง

จากเรื่องพื้นหลังที่เล่ามานี้ ก็เลยได้ข้อสรุปว่า พระนิพพานสองแบบนั้นคือแบบที่เข้าใจกันโดยทั่วไปในพระพุทธศาสนาเถรวาท กับแบบที่มีเฉพาะในมหายาน เรียกว่า “อประดิษฐิตนิรวาณ” ซึ่งแปลว่า “พระนิพพานที่ไม่อยู่นิ่ง” (non-abiding nirvana) หมายความว่าเป็นพระนิพพานที่ไม่ได้ตัดขาดออกจากสังสารวัฏ แต่ผู้ที่ดำรงอยู่ในนิพพานแบบนี้จะประกอบไปด้วยจิตตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ จึงไม่ได้ดำรงอยู่เฉยๆในพระนิพพาน แต่จะออกมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ด้วยวิธีการและหนทางต่างๆกัน ในแง่หนึ่งผู้ที่อยู่ในพระนิพพานที่ไม่อยู่นิ่งนี้ ได้ตัดขาดกิเลสทั้งหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ท่านจะอยู่ในนิพพานแบบของเถรวาทก็ย่อมได้ แต่ท่านไม่ทำเช่นนั้นเนื่องจากยังมีจิตที่ปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ และตั้งปณิธานว่าตราบใดที่สัตว์โลกคนสุดท้ายหรือตัวสุดท้ายยังไม่พ้นทุกข์ ตราบนั้นก็จะยังอยู่ในสังสารวัฏเพื่อช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นต่อไป แม้ว่าตนเองจะได้พ้นทุกข์เข้าถึงพระนิพพานไปแล้วก็ตาม พระโพธิสัตว์ที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ได้ตั้งจิตตั้งปณิธานว่าจะช่วยเหลือดูแลสรรพสัตว์ต่อไป ซึ่งตามคัมภีร์ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุภูมิที่สิบในภูมิทั้งสิบของพระโพธิสัตว์ ซึ่งพระอวโลกิเตศวร พระแม่ตารา พระมัญชุศรี พระวัชรปาณี ก็เป็นตัวอย่างของพระโพธิสัตว์เหล่านี้

เรื่องพวกนี้เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เราอาจมองได้แบบนี้ คือเราอาจเปรียบว่าผู้ที่บรรลุธรรมหรือบรรลุพระนิพพาน คือผู้ที่ได้ขึ้นฝั่งแล้ว ไม่ต้องว่ายเวียนอยู่ในทะเลวัฏฏสงสารอีกต่อไป พระอรหันต์ทั้งหลายนั้นได้ทรงขึ้นฝั่งกันหมดแล้ว (การบรรยายว่าฝั่งที่ว่านี้เป็นอย่างไรนั้นทำไม่ได้ด้วยภาษามนุษย์ เพราะภาษามนุษย์เป็นการปรุงแต่งทั้งสิ้น ดังนั้นการบอกว่าฝั่งนี้เป็นเหมือนสถานที่หรือวิมาน ฯลฯ จึงเป็นการเข้าใจผิดทั้งหมด)  พระโพธิสัตว์ที่บรรลุภูมิที่สิบ เช่นพระอวโลกิเตศวร ก็ขึ้นฝั่งแล้วเหมือนกัน แต่ท่านไม่ทรงพอใจที่จะอยู่แค่บนฝั่ง แต่ท่านตั้งใจจะลงไปว่ายกับสัตว์โลกในวัฏฏสงสารด้วย เพราะสงสารสัตว์โลกเหล่านั้นเหลือประมาณ เมื่อไปว่ายท่านก็ทรงปรากฏพระองค์เป็นรูปแบบต่างๆ อันเป็นตัวแทนของความเมตตากรุณาอันเป็นคุณสมบัติประจำของพระองค์ การปรากฏพระวรกายนี้ก็เป็นแบบเดียวกับที่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณปรากฏออกมาเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนีที่ได้พูดไว้ข้างต้นนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มองเห็นว่าจริงๆแล้วคำสอนของเถรวาทกับมหายานนั้นก็ไม่แตกต่างกันในเนื้อหาสาระ ทั้งสองฝ่ายเข้าใจพระนิพพานตรงกัน เพียงแต่มหายานมีการเน้นเพิ่มเติมว่ามีพระนิพพานอีกแบบหนึ่งที่ผู้บรรลุนิพพานแบบนี้ไม่อยู่นิ่งแต่สามารถปรากฏกายเป็น “นิรมาณกาย” ให้สัตว์โลกมองเห็น จับต้อง ฟังเสียง ได้ จุดสำคัญก็คือว่า เราไม่ได้เพียงแค่ทำความเข้าใจผ่านทางภาษาหรือมโนทัศน์ (concept) ซึ่งเป็นการปรุงแต่งล้วนๆ แต่เราต้องเพียรปฏิบัติเพื่อกำจัดมูลเหตุต้นตอของความทุกข์ให้หมดสิ้นไป จากนั้นแล้วก็ขึ้นอยู่กับปณิธานของเราเองว่า จะมุ่งปฏิบัีติเพื่อเป็นพระอรหันต์ หรือเพื่อเดินตามเส้นทางของพระโพธิสัตว์ที่จะไปจบที่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างเต็มที่

Filed under: Mahayana , , , , , , , , ,

โพธิจิต

คำสอนของท่านอสังคะว่าด้วยมหากรุณา

เพื่อตั้งจิตที่อธิษฐานแน่วแน่ไปสู่การหลุดพ้นเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ หรือที่เรียกว่าโพธิจิต ท่านควรพัฒนาจิตอันเป็นอุเบกขาต่อสัตว์โลกทั้งมวล จากนั้นจึงพิจารณาคำสอนว่าด้วยสาเหตุและผลเจ็ดประการที่พระโพธิสัตว์ไมเตรยะได้ให้ไว้แก่ท่านอสังคะ ในเบื้องแรกขอให้ท่านคิดอยู่เบื้องหน้าของท่าน ว่ามีสัตว์โลกผู้หนึ่งที่ไม่เคยช่วยเหลือท่าน และก็ไม่เคยทำร้ายท่าน คิดว่าจากมุมมองของสัตว์ผู้นี้ เขาต้องการได้ความสุข และไม่ต้องการความทุกข์ เหมือนกับคนอื่นทุกๆคน ข้าพเจ้าจะทำตนเองให้ปลอดจากความผูกพันและความรังเกียจ ข้าพเจ้าจะไม่รู้สึกใกล้ชิดกับคนบางคนกับช่วยเหลือเขา ในขณะที่รู้สึกห่างเหินจากคนอื่นๆกับทำร้ายเขา ข้าฯจะพัฒนาจิตอุเบกขาต่อสัตว์ทั้งมวล ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่เป็นกลางๆกับท่านแล้ว ก็ขอให้นึกถึงผู้ที่น่ารักใคร่ น่ายินดี ซึี่งท่านรู้สึกผูกพันด้วย พยายามตั้งจิตอันเป็นอุเบกขากับคนผู้นี้ คิดว่าความรู้สึกลำเอียงที่ข้าพเจ้ามีเกิดมาจากความผูกพัน เนื่องจากข้าพเจ้าได้เคยอยากได้สิ่งสวยงามน่าดังดูดใจมาตลอด ข้าพเจ้าจึงต้องเกิดใหม่มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ไม่จบสิ้นด้วยวิธีนี้ขอให้ท่านยับยั้งความปรารถนาและทำจิตให้เป็นสมาธิ

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่ท่านผูกพันด้วยแล้ว ก็ขอให้นึกถึงผู้ที่ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่ายินดี พยายามตั้งจิตอันเป็นอุเบกขาต่อคนผู้นี้ คิดว่าเนื่องจากเคยมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งระหว่างเราทั้งสอง ข้าพเจ้าจึงมีจิตรังเกียจคนผู้นี้ จึงไม่มีอุเบกขา หากไม่มีอุเบกขาแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่สามารถตั้งอธิษฐานไปสู่การหลุดพ้นได้เลย!” ด้วยวิธีนี้ขอให้ท่านยับยั้งความรังเกียจนั้นและทำจิตให้เป็นสมาธิ

เมื่อท่านรู้สึกว่าจิตเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่ท่านรังเกียจแล้ว ก็ขอให้คิดถึงคนทั้งคู่นี้ ได้แก่ผู้ที่ท่านรู้สึกผูกพันด้วย กับผู้ที่ท่านรังเกียจ แล้วคิดว่าคนทั้งสองนี้ก็เหมือนๆกันตรงที่จากมุมมองของตนเอง ต่างก็ต้องการความสุข และไม่ต้องการความทุกข์ จากมุมมองของข้าพเจ้า ผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกผูกพันด้วยได้เคยเกิดมาเป็นศัตรูของข้าพเจ้าเป็นจำนวนชาติอันประมาณมิได้ และผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกรังเกียจ ไม่ชอบก็เคยเกิดมาเป็นมารดาที่ได้เอาใจใส่ดูแลข้าพเจ้าด้วยความรักเป็นจำนวนนับชาติไม่ถ้วน ข้าพเจ้าควรชอบคนไหน? ข้าพเจ้าควรเกลียดคนไหน? ข้าพเจ้าจะรู้สึกเป็นอุเบกขาและหลุดพ้นจากความผูกพันและความรังเกียจ ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายโปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าให้เป็นเช่นนี้ด้วยเถิด!”

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาเช่นนี้แล้ว ก็แผ่ขยายความรู้สึกนี้ให้แก่สัตว์โลกทั้งมวลสัตว์โลกทั้งหลายเสมอเหมือนกัน ต่างก็อยากได้ความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ สัตว์โลกทั้งหลายเป็นญาติของข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจะเรียนรู้การตั้งจิตเป็นอุเบกขา และหลุดพ้นจากความรู้สึกผูกพันและรังเกียจที่มีต่อสัตว้ืโลกไม่ว่าใกล้หรือไกล จากการช่วยเหลือบางคนและทำร้ายบางคน ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายโปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าให้ประสบความสำเร็จด้วยเถิด!”

เมื่อท่านได้พัฒนาจิตอันเป็นอุเบกขาแล้ว ก็ขอให้ท่านปฏิบัติขั้นแรกของคำสอนเจ็ดประการเพื่อบรรลุถึงพระโพธิจิต ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน ทำสมาธิพิจารณาดังนี้เหตุใดสัตว์โลกทั้งหลายจึงเป็นญาติของข้าพเจ้า? เนื่องจากสังสารวัฏไม่มีการเกิด การเกิดมาในชาติต่างๆของข้าพเจ้าจึงมีจำนวนไม่อาจประมาณได้ ในการดำเนินชีวิตจำนวนนับชาติไม่ถ้วนเช่นนี้ จึงไม่มีชีวิตรูปแบบใดเลยที่ข้าพเจ้าไม่เคยถือกำเนิดมาเป็น และก็ไม่มีประเทศหรือดินแดนใดที่ข้าพเจ้าไม่เคยเกิดมาในนั้น ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายไม่มีใครเลยที่ไม่เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามาเป็นเวลานับครั้งไม่ถ้วน และต่างก็ได้เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน และก็จะมาเป็นมารดาของข้าพเจ้าอีกเป็นจำนวนนับชาติไม่ถ้วนอีกในอนาคต

เมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความรักความกรุณาที่สัตว์โลกทั้งหลายมีให้แก่ท่านเมื่อสัตว์เหล่านั้นเป็นมารดาของท่าน ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน แล้วก็ทำสมาธินึกภาพมารดาของท่านในชาตินี้ให้แจ่มชัดที่สุด ทั้งในเวลาที่ท่านยังสาวอยู่กับในเวลาที่ท่านมีอายุมากแล้วไม่เพียงแต่ท่านจะเป็นมารดาของเราในชาตินี้เท่านั้น แต่ท่านยังได้ดูแลฟูมฟักเลี้ยงดูเรามาในชาติต่างๆอันประมาณมิได้ ในชาตินี้ท่านได้ปกปักรักษาเรามาอย่างดีในมดลูกของท่าน และเมื่อข้าพเจ้าเกิดมาก็อุ้มเราวางบนฟูกกับหมอนอันอ่อนนุ่ม กับอุ้มข้าพเจ้าไว้แนบอกอันอบอุ่น กับให้ข้าพเจ้าดูดนมอันมีรสหวานโอชะ ท่านต้อนรับข้าพเจ้าด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความรัก และมองข้าพเจ้าด้วยสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความสุข ท่านเช็ดน้ำมูกออกจากจมูก กับเช็ดอุจจาระของข้าพเจ้า เมื่อยามที่ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคอันใดแม้แต่น้อย ท่านก็เป็นทุกข์เสียยิ่งกว่าจะสูญเสียชีวิตของท่านเอง ท่านดูแลข้าพเจ้าอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่คำนึงถึงร่างกายของท่านเองว่าจะเจ็บปวดทรมานเพียงใด ท่านให้อาหารกับที่พักแก่ข้าพเจ้าอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะหามาได้ ท่านได้มอบความสุขกับประโยชน์อันประมาณมิได้แก่ข้าพเจ้า กับทั้งปกป้องข้าพเจ้าจากภัยอันตรายทุกสิ่งทุกอย่างขอให้ท่านพิจารณาความกรุณาอันใหญ่ยิ่งของมารดา จากนั้นก็พิจารณาความกรุณาของบิดา และคนอื่นๆที่ใกล้ชิดกับท่าน ซึ่งต่างก็เคยเป็นมารดาของท่านมานังครั้งไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน

เมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาสรรพสัตว์ที่ท่านรู้สึกเป็นกลางๆแม้จะดูเหมือนว่าสัตว์โลกเหล่านี้มิได้มีความผูกพันอันใดเป็นพิเศษกับข้าพเจ้า แต่สัตว์เหล่านี้ก็เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วน ในชาติเหล่านั้นสัตว์โลกนั้นก็ได้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยความรักความกรณาเมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาสรรพสัตว์ที่เป็นศัตรูกับท่าน นึกถึงสัตว์เหล่านี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดว่ามาอยู่ต่อหน้าท่าน พิจารณาดังนี้ข้าพเจ้าจะรู้สึกได้อย่างไรว่าสัตว์เหล่านี้เป็นศัตรูของข้าพเจ้า? เนื่องจากชาติต่างๆในสังสารวัฏมีจำนวนมากจนไม่อาจประมาณได้ สัตว์เหล่านี้ก็ย่อมเคยเกิดมาเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน เมื่อสัตว์เหล่านี้เป็นมารดา ท่านก็ได้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยความสุขและประโยชน์อันประมาณมิได้ และก็ได้ปกป้องข้าพเจ้าจากความทุกข์และภัยอันตรายทั้งปวง หากไม่มีท่านเหล่านี้ข้าพเจ้าก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้แม้เพียงชั่วขณะ และเช่นเดียวกันหากไม่มีข้าพเจ้าท่านเหล่านี้ก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้แม้เพียงชั่วขณะ เรามีความผูกพันต่อกันอย่างมากมาเป็นเวลานับชาติไม่ถ้วน การที่ท่านเหล่านี้มาเป็นศัตรูของข้าพเจ้าในเวลานี้ ก็เป็นแต่ด้วยเหตุของกรรมที่ได้เป็นมาจากอดีต ในเวลาหนึ่งในอนาคตท่านเหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นมารดาของข้าพเจ้าผู้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าอีกเมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความกรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ

หลังจากนั้นก็ทำสมาธิพิจารณาการตอบแทนความกรุณาของสัตว์ทั้งหลายผู้ต่างก็เป็นมารดาของท่าน ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน แล้วพิจารณาว่า​จากเวลาอันประมาณไม่ได้ในอดีต มารดาเหล่านี้ได้ปกป้องข้าพเจ้ามาด้วยความกรุณา แต่ด้วยเหตุที่จิตของท่านถูกรบกวนจากปิศาจอันได้แก่กิเลสทั้งหลาย ท่านจึงไม่ได้รับรสของความเป็นอิสระและก็ยังเฝ้าวนเวียนอยู่ราวกับได้เสียสติไป ท่านไม่มีดวงตาสำหรับมองเห็นหนทางสู่สถานะอันสูงของมนุษย์และเทวดา หรือหนทางสู่พระนิพพานอันเป็นสุดยอดของความดี ท่านไม่มีพระอาจารย์คอยดูแล ผู้เป็นดั่งผู้นำทางให้แก่คนตาบอด ท่านถูกทุบถองอยู่ตลอดเวลาด้วยผลของอกุศลกรรม ท่านจึงลื่นไถลลงไปในหุบเหวอันน่าสะพรึงกลัวของการเกิดใหม่และสังสารวัฏ โดยเฉพาะในแดนอบาย การละเลยไม่เอาใจใส่มารดาเหล่านี้เป็นสิ่งน่าละอายอย่างยิ่ง เพื่อตอบแทนบุญคุณที่มารดาเหล่านี้ได้เคยเลี้ยงดูข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะปลดปล่อยพวกท่านออกจากความทุกข์ของสังสารวัฏ กับทั้งให้ท่านเหล่านี้ได้ตั้งมั่นอยู่ในบรมสุขอันเกิดจากการหลุดพ้น ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

จากนั้นขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความรัก นึกภาพผู้ที่ท่านมีความรู้สึกรักผูกพันด้วยอย่างมาก เช่นมารดาของท่านเองท่านจะมีความสุขอันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินได้อย่างไร ในเมื่อท่านมิได้มีแม้กระทั่งความสุขแปดเปื้อนในสังสารวัฏ? สิ่งที่ท่านจะคุยได้ว่าเป็นความสุขก็ไหลออกไป มีความทุกข์เข้ามาแทนที่ ท่านอยากได้ ไฝ่ฝัน พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะได้ความสุขมา แม้จะเป็นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งก็ตาม แต่ท่านก็ยังสร้างเหตุแห่งทุกข์ในอนาคตกับการเกิดใหม่ในสังสารวัฏต่อออกไปในอบายภูมิ ในชีวิตนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านแสนจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ท่านก็ยังสร้างเหตุแห่งทุกข์ต่อไปอีก ท่านมิได้มีความสุขที่แท้จริงเลย จะน่าอัศจรรย์เพียงใดหากท่านมีความสุขและเหตุทั้งหลายแห่งความสุข! ขอให้ท่านมีเหตุเหล่านั้น! ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

เมื่อท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งนี้แล้ว ก็ทำสมาธิต่อไป ในเบื้องแรกพิจารณาถึงผู้คนอื่นๆที่อยู่ใกล้ชิดกับท่าน เช่นบิดา ต่อจากนั้นก็พิจารณาผู้ที่เป็นกลางๆ แล้วก็ศัตรู และในท้ายที่สุดก็พิจารณาสัตว์โลกทั้วมวล

จากนั้นก็ทำสมาธิเกี่ยวกับมหากรุณากับความรับผิดชอบต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ ดังนี้:

บิดาและมารดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งจำนวนของท่านมีมากมายจนเต็มท้องฟ้า ต่างก็ถูกพันธนาการอยู่ด้วยวิบากกรรมและกิเลสต่างๆ แม่น้ำทั้งสี่อันได้แก่โลภะ โทสะ โมหะ และอวิชชา ได้พัดพาพวกท่านไปในกระแสของสังสารวัฏ จนทำให้พวกท่านต้องทนทุกข์อยู่กับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พวกท่านถูกผูกมัดอยู่ด้วยเชือกอันได้แก่วิบากกรรมประเภทต่างๆอย่างแน่นหนา ยากที่จะหลุดไปได้ นับตั้งแต่กาลเวลาอันไม่มีจุดตั้งต้นพวกท่านได้เดินเข้าไปสู่กรงเหล็กของการยึดมั่นว่ามีตัวกูและของกูในหัวใจ กรงเหล็กนี้เปิดออกได้ยากอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกท่านถูกม่านหมอกอันได้แก่อวิชชามาปิดบัง จึงทำให้การตัดสินความดีความชั่วผิดพลาดไป และพวกท่านจึงมองไม่เห็นแม้แต่หนทางสู่การมีความสุข อย่าว่าแต่หนทางไปสู่การหลุดพ้นและการตรัสรู้เลย

สรรพสัตว์เหล่านี้ทนทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้จบสิ้นอยู่ด้วยความทุกขเวทนา ความทุกข์อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง และความทุกข์ทั่วไปของสรรพสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมา ข้าพเจ้าได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย มารดาทั้งหลาย ต้องทนทรมานอยู่ในทะเลของการเวียนว่ายตายเกิด หากข้าพเจ้าไม่ช่วยท่านเหล่านี้ ใครเล่าจะช่วยได้? หากข้าพเจ้าจะละเลยไม่สนใจท่านเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็จะเป็นคนไร้ยางอายและอยู่ในที่ๆต่ำที่สุด ความปรารถนาของข้าพเจ้าที่จะเรียนมหายานจะเป็นเพียงแค่คำพูดกับลมปาก และข้าพเจ้าจะไม่สามารถไปปรากฏตัวต่อเบื้องหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้ากับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะสั่งสมความสามารถที่จะดึงมารดาผู้ทนทุกข์ของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ให้พ้นจากทะเลของสังสารวัฏ และนำพาพวกท่านให้ตั้งมั่นอยู่บนเส้นทางอันนำไปสู่พระพุทธภาวะ

ขอให้ท่านคิดพิจารณาประเด็นนี้ และสร้างจิตอันเข้มแข็งและใสสะอาดที่มุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ

ท้ายที่สุด ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาโพธิจิต อันเป็นจิตตั้งมั่นที่จะไปสู่การตรัสรู้ ถามตัวท่านเองว่าท่านจะนำพาสัตว์ทั้งหลายไปสู่พระพุทธภาวะได้หรือไม่ แล้วคิดคำนึงว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากำลังไปทางไหน แล้วจะนำพาสัตว์แม้แต่ตนหนึ่งไปสู่พระพุทธภาวะ เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? แม้แต่ผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ยังสามารถทำได้เพียงช่วยให้สรรพสัตว์บรรลุเป้าหมายเล็กๆของตนเองเท่านั้น และไม่สามารถนำพาสัตว์เหล่านี้ให้ไปสู่การเป็นพระพุทธเจ้าได้ มีแต่เพียงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเท่านั้นที่จะนำพาสรรพสัตว์ไปสู่การตรัสรู้ได้หมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าจะบรรลุถึงพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย!”

(จาก สารพันดารา เล่ม 2)

Filed under: Mahayana , , , ,

ความเป็นเลิศสามประการ

ในการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติควรคำนึงถึงความเป็นเลิศสามประการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายอันได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ได้

ความเป็นเลิศประการแรกได้แก่ ความเป็นเลิศของความตั้งใจ การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การฟังการบรรยายธรรม ก็คือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ การนำเอาคำสอนมาพิจารณาไตร่ตรอง อ่านหนังสือธรรมะ อธิบายหัวข้อธรรมะให้แก่ผู้อื่น ทำบุญให้ทาน เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยทำงานทางธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ ถือศีล ต่างก็เป็นการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราควรมีทำการนั้นเพื่อเป็นการมุ่งหน้าไปสู่การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อจะได้สามารถยังประโยชน์อันแท้จริงสูงสุดให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ได้อย่างบริบูรณ์ นี่ถือเป็นความเป็นเลิศประการแรก

เหตุที่การปฏิบัติของเราควรมีความเป็นเลิศประการนี้ก็คือว่า หากความตั้งใจหรือแรงจูงใจของเรา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สูงสุดของเหล่าสรรพสัตว์แล้ว แต่กลับเป็นเหตุผลส่วนตัวของเรา ซึ่งจะยังประโยชน์ให้แก่เราเพียงคนเดียว การกระทำนั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติที่สมบูรณ์ และไม่อาจพาเราไปสู่เป้าหมายสุดท้ายนี้ได้ ตัวอย่างเช่น หากเราฟังธรรม แต่แทนที่จะคิดว่า เราจะเข้าใจธรรมะเพื่อยังประโยชน์ให้แก่สัตว์โลก แต่เรากลับคิดว่า ฟังธรรมไปเพื่อเอาไปอวดภูมิรู้กับคนอื่นๆ แรงจูงใจของเราก็เรียกได้ว่า “เป็นพิษ” และไม่อาจเป็นการปฏิบัติที่จะให้ผลอย่างแท้จริงได้

การมีจิตตั้งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ เพื่อการตรัสรู้ของเหล่าสรรพสัตว์ในท้ายที่สุด เรียกว่า “โพธิจิต” โพธิจิตจะทำให้เรามีกำลังใจเอาชนะอุปสรรคทุกประการ ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะหนักหนาสาหัสเพียงใดก็ตาม แม้แต่คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างหนัก โพธิจิตก็จะทำให้เขาแช่มชื่นสดใส เพราะการเจ็บไข้ของเขานั้นเท่ากับว่าเขาได้รับเอาความเจ็บไข้ของสัตว์โลกมาไว้ สัตว์โลกจะได้ไม่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยอีก ความสุขของสัตว์โลกที่พ้นจากความเจ็บไข้นั้นก็คือความสุขของเราเอง (เพราะไม่มีตัวเรา ไม่มีสัตว์โลกที่แบ่งออกจากกัน) และเมื่อเรามีความสุขหรือเกิดปิติจากบุญกุศลใดๆ ความสุขหรือความปิตินั้นก็เป็นของสัตว์โลกทั้งมวล แทนที่จะมีเพียงคนเดียวที่มีความสุขนั้น ก็เป็นสัตว์โลกทั้งหมดในจักรวาลที่มีความสุข ลองคิดดูว่าบุญกุศลจากการคิดอย่างจริงใจเช่นนี้จะมีมากเพียงใด

ความเป็นเลิศประการที่สอง ได้แก่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติ ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศลนั้น ไม่ว่าจะเป็นฟังธรรม ถือศีล ให้ทาน หรือนั่งสมาธิ เราทำไปโดยรู้อยู่ว่า โดยแท้จริงแล้ว แม้ตัวเราผู้ปฏิบัติก็ไม่มีอยู่ ผู้รับการกระทำของเราก็ไม่มีอยู่ ตัวการกระนั้นก็ไม่มีอยู่ ตัวอย่างเช่นการให้ทาน เราที่เป็นผู้ให้แท้จริงแล้วก็ไม่มีอยู่ ผู้รับของที่เราให้ก็ไม่มีอยู่ ของที่ให้ก็ไ่ม่มีอยู่ แม้บุญกุศลที่เกิดขึ้นก็ไม่มีอยู่ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองของปรมัตถธรรม อันเป็นความเป็นจริงอันแท้จริงที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ข้อดีประการหนึ่งของการตระหนักเช่นนี้ก็คือว่า จะเป็นการหยุดยั้งหรือทำลายความคิดผิดๆที่คิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะก่อให้เกิดบุญกุศลแต่ตนเอง หลายคนที่ปฏิบัติธรรมมักมีความคิดเช่นนี้ เช่นคิดว่าจะปฏิบัติธรรมไปเพื่อให้ตนเองได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเพื่อให้ตนเองได้รับผลทางโลก เช่นมีชื่อเสียง หรือได้รับยกย่องในทางต่างๆ การคิดเช่นนี้จะทำให้การปฏิบัติธรรมของเรา หรือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดบุญกุศลใดๆ เสียไปหมด ตัวอย่างเช่น เราให้ทาน หากเราให้เพื่อหวังว่าจะได้รับชื่อเสียงจากการให้นั้น เช่นจะได้มีคนมามองว่า เรานี้เป็นคนดี ชอบให้ทาน แทนที่จะคิดว่า การให้ทานนั้นเป็นการฝึกตัวเราเองให้ละจากการยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้ก้าวหน้าไปบนเส้นทางสู่พระพุทธภาวะ ก็จะทำให้การให้ทานของเราเป็นการทำกุศลที่บกพร่อง ขาดปัจจัยที่จะทำให้การกระทำของเรานี้เป็นกรรมอันบริสุทธิ์ ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายอันแท้จริงได้ ดังนั้นเราคิดว่า แม้บุญกุศลก็ไม่มีจริง เพราะที่เราคิดว่าเป็น “บุญกุศล” นั้นก็เป็นเพียงการปรุงแต่งไปด้วยคำพูด เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็ปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศลไปได้อย่างอิสระ ไร้ข้อผูกมัดใดๆว่าจะต้องมีบุญกุศลเท่านั้นเท่านี้

ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นเลิศของการปฏิบัตินี้ยังบอกเราว่า แม้แต่ตัวเราก็ไม่มี ดังนั้นเมื่อมีการประกอบกุศลกรรมหรือปฏิบัติธรรม ก็ไม่มีความคิดว่า “นี่คือตัวเราผู้กำลังปฏิบัติ” นอกจากการคิดเช่นนี้จะทำให้เราเกิดความหลงผิดว่า มีตัวมีตนแล้ว ยังจะก่อให้เกิดภัยอันใหญ่หลวงขึ้นมาได้แก่ผู้ปฏิบัติ ได้แก่การคิดว่าตนเองดีกว่า เก่งกว่า เหนือกว่าคนอื่น การประจักษ์แจ้งชัดว่าแท้จริงแล้ว เราผู้ปฏิบัติไม่มีอยู่ เป็นการกำจัดต้นตอของการที่อาจจะคิดไปว่า ตัวเราจะดีกว่า หรือเหนือกว่า หรือแม้แต่จะคิดว่าตัวเราด้อยกว่า หรือเท่าเทียมกับผู้อื่น ทั้งนี้เพราะไม่มีตัวเราให้เปรียบแต่อย่างใดเลยนั่นเอง

ความเป็นเลิศประการสุดท้ายได้แก่ความเป็นเลิศของการลงจบ ในการปฏิบัติธรรมหรือประกอบกุศลกรรมใดๆ เช่น ถือศีล ให้ทาน นั่งสมาธิ ฟังธรรม ภาวนาหัวข้อธรรม เมื่อถึงเวลาที่จะจบการกระทำนั้น เราต้องไม่ลืมอุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นให้แก่สรรพสัตว์เสมอ เราทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เราไม่อาจเก็บบุญกุศลนั้นไว้ที่เราเพียงผู้เดียว แต่เรากำลังเดินทางสู่การบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ดังนั้นที่เราทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพียงเพื่อเหล่าสัตว์โลกนี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีเหตุผลอันมีน้ำหนัก ที่เราจะต้องอุทิศบุญกุศลนี้ให้แก่สัตว์โลก หลังจากการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง

ตัวอย่างเช่น หลังจากให้ทาน เช่นถวายของแก่พระ เสร็จแล้ว เราก็อุทิศบุญกุศลให้แก่สรรพสัตว์ด้วยการคิดว่าขอให้บุญกุศลที่ได้จากการถวายของแก่พระภิกษุนี้ จงเป็นปัจจัยให้สรรพสัตว์ทั้งปวงจงเข้าถึงเป้าหมายอันสูงสุด อันเป็นประโยชน์สูงสุดทุกคนๆหรือทุกตัวๆ เราทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เราเข้าใจว่าไม่มีตัวเราที่จะเป็นผู้รับบุญกุศลนั้น แต่บุญกุศลนั้นกลับเป็นประโยชน์แก่เหล่าสัตว์โลกในสังสารวัฏอย่างมหาศาล เพราะสัตว์โลกเหล่านี้ยังมีกิเลสปิดบังดวงตา ทำให้มองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้วตัวตนของพวกเขามิได้มีอยู่จริง แต่เมื่อพวกเขายังถูกปิดบังอยู่เช่นนี้ เราก็ช่วยเหลือพวกเขาด้วยการให้อำนาจของบุญกุศลที่เราทำนี้แผ่ไปยังสัตว์โลกทั้งมวล ให้สัตว์โลกได้รับประโยชน์สุขจากบุญกุศลของเรานี้ทั้งหมด

นอกจากนี้ประโยชน์และความเป็นเลิศของการอุทิศบุญกุศลก็คือว่า จะทำให้การปฏิบัติธรรมของเรานั้นได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งก็ต้องทำไปควบคู่กับความเป็นเลิศสองประการแรกด้วย เหตุที่ทำให้มีประสิทธิภาพเช่นนี้ก็เพราะว่า แทนที่เราจะเก็บบุญกุศลไว้ที่ตัวเราคนเดียว ซึ่งจะทำให้บุญกุศลนั้นเหือดแห้งไปเพราะแปดเปื้อนไปด้วยการยึดมั่นกับตัวตน เรากลับแผ่บุญกุศลนั้นออกไปทุกทิศทุกทาง บุญกุศลนั้นก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล เพราะประกอบไปด้วยการไม่ยึดมั่นกับตัวตน และด้วยความปรารถนาอันจริงใจที่ยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์

(จากคำสอนของเตชุง ริมโปเชใน การเห็นทั้งสาม)

Filed under: Mahayana, meditation , , , , , , , , ,

Public Talk by Jan Nattier

ANNOUNCEMENT

Public Talk by Prof. Jan Nattier, Soka University, Japan

Topic: Authority and Authenticity: How Mahayana Literature Began

Date and Time: Monday, January 12, 2009, Room 706, Boromratchakumari Bldg., Faculty of Arts, Chulalongkorn University, 1 – 3 pm

Some information about Jan Nattier:

Professor, International Research Institute for Advanced Buddhology, Soka University (beginning in January 2006)

Most recent major publication:

A Guide to the Earliest Chinese Buddhist Translations: Texts from the Eastern Han 東漢 and Three Kingdoms 三國 Periods (Hachioji, Tokyo, Japan: International Research Institute for Advanced Buddhology, Soka University, 2008).

Filed under: Mahayana , , , , , ,

Bhavaviveka and Candrakirti

Those who study Mahayana Buddhism perhaps know about Bhavaviveka as one who espouses the position known as “Svatantrika Madhyamika”, and that this is opposed by Candrakirti, whose position is “Prasangika Madhayamika”. All schools of Tibetan Buddhism follow Candrakirti, and the Svatantrika school is kind of denigrated by the Tibetan schools as being incomplete or as having been soundly refuted by Candrakirti.

This is an arcane issue. At the heart of the dispute is the nature of argumentation leading to the conclusion of the doctrine of Emptiness. According to Nagarjuna, no views are tenable. That is, the correct “view” of the Madhayamika is the “extinguishing of all views.” This is deeply ironic, but the intent of Nagarjuna is that the correct view is not describable through language. Since it is language itself, together with conceptualization and mental fabrication that accompany it, that is the culprit, then any view that is expressible through language in propositional or logical form is ultimately misguided.

Bhavaviveka

Bhavaviveka

Bhavaviveka was known as one of the greatest exponents of Nagarjuna’s teaching. He was a Madhyamika after all. He tried to found Nagarjuna’s teaching on a sound logical basis by constructing a system of argument purporting to show, as logical conclusion, the truth of the Emptiness doctrine. By doing this, it is necessary to posit an existence of some referents of the statements used in the argument. Without it, no logical argumentation would be possible because if you do not posit anything as putatively real (perhaps only for the purpose of the argument), then you don’t have any fixed point at which to tie up the argument, so to speak.

So this is Bhavaviveka’s strategy. He is known to criticize the work of Buddhapalita, who claimed, on the contrary, that it was actually impossible to found Nagarjuna’s teaching on any logical argumentation because no fixture was possible. Then Candrakirti came about after Bhavaviveka’s time and defended Buddhapalita, thereby refuting Bhavaviveka in his celebrated works, Madhyamakavatara and Prasannapada.

We don’t have all the time and space to deal adequately with this dispute here. Works abound on this topic. My goal here in this post is to point out that perhaps Bhavaviveka has been unjustly portrayed in the scholarly literature, and perhaps the distinction between the Prasangika and the Svatantrika might not be as great as sometimes mentioned.

The strategy of Buddhapalita and Candrakirti was different from that of Bhavaviveka. Instead of attempting to formulate an argument aiming to establish as logical conclusion the truth of Nagarjuna’s Emptiness Doctrine, they employ the strategy of reductio ad absurdum. No positive statement is made. Any posited statement at all is deduced to get at their conclusions and these conclusions would be shown to be contradictory, thereby refuting the posited statement. This is the standard method of the reductio. The idea is that, since according to Nagarjuna no statement can be defended (“extinguishing of all views”), no posited statement can be allowed which is necessary to construct a positive argument purporting to prove the Doctrine. So no positive argument. Everything that is asserted of anything is refuted completely.

Candrakirti

Candrakirti

In fact both sides can’t avoid their own paradoxes. Bhavaviveka has to answer how it is possible to posit fixed statement in order just to argue that no fixed statement is possible. Candrakirti, on the other hand, also has to say how it is possible that understanding anything through language is possible at all. No fixed category, no fixed meaning. Furthermore, the reductio itself is a form of an argument, so in order for even the reductio to work, some fixed categories have to be presupposed too.

The typical answer is that one has to bear in mind the distinction between the conventional truth (samvrtti-satya) and the ultimate truth (paramartha-satya). But this is equally applicable both to Bhavaviveka and Candrakirti. So it appears that their disagreement is only superficial and deep down they completely agree on the import of Nagarjuna’s and in fact the Buddha’s teaching. Since emptiness is very difficult to spell out through language, one either has to remain silent, or if one ventures out loud, one has to be willing to accept the paradoxes.

Filed under: Mahayana , , , , , , , , , , , , , , ,

Medicine Buddha Mantra

Medicine Buddha, or Bhaisajyaguru, is the Buddha who specializes in healing all the ills of human beings and other sentient beings. Diseases come in many guises, bodily, mentally and spiritually. In the Medicine Buddha Sutra, Bhaisajyaguru Buddha made a vow when he was a bodhisattva that when he achieved Buddhahood rays of many lights would come out of his body, curing all sentient beings of all their sicknesses. The mantra of Bhaisajyaguru, Om Teyatha Bekandze Bekandze Mahabekandze Raja Samudgate Soha, is the essence of Bhaisajyaguru’s meditative power and his vows. So meditating on this mantra is a really powerful way to achieve the goal of practice, for it means that our mind stream becomes one and the same as that of Bhaisajyaguru.

Filed under: Mahayana , , , , , , ,

Non-abiding Nirvana

An important concept of Mahayana Buddhism which is not there in Theravada is that of “non-abiding nirvana” or apraḍiṣṭhita nirvāṇa in Sanskrit. The word ‘apraḍiṣṭhita’ actually means ‘non-stationary’ or ‘not fixed in one place’ or something like that, so the translation as ‘non-abiding’ seems quite appropriate. Many Theravada followers, when they hear about non-abiding nirvana have a hard time understanding what it is really about.

Well, non-abiding nirvana is the state of Buddhahood itself. It is the goal that all bodhisattvas, namely those who have made a vow to become a Buddha for the sake of all sentient beings, aspire to. In fact to call it a ‘nirvana’ is not quite correct because it is the state which is neither samsara or nirvana. This is very hard to understand. But we can begin to approach it by looking at the usually perceived distinction between samsara and nirvana. Samsara is the ocean of sufferings. Beings drown in this and try to find solace and resting place in the ocean any way they can, but due to their own ignorance of the very nature of things as empty they keep on deluding themselves and as a result they keep on swimming in the ocean. The arhats are those who have destroyed all the ignorance and defilements that keep them within samsara. So they are, so to speak, ashore. They do not swim in samsara any more. Less metaphorically, they are not born again. They are forever cut off from samsara, residing in the blissful space of static nirvana.

This ’static’ nirvana is what the Buddha talked about when he first taught to his students, and it is the goal of all Theravana practitioners. However, the Theravadins do not regard this nirvana as ’static’ because for them there is only one kind of nirvana. In Mahayana, however, there is another kind, the non-abiding, or non-static nirvana, which is the state of attainment of perfect Buddhahood and not the arhats.

The main difference between static and non-abiding nirvana is that those who attain the latter actually speaking reside neither in samsara or nirvana. For them the distinction between samsara and nirvana breaks down completely. The arhats believe that there is such a distinction and they forever remain on the side of the static nirvana. The Buddhas and highly realized Bodhisattvas, on the other hand, do not remain in this static condition, for they are always motivated by their bodhicitta vows to help ferry sentient beings across to the other shore. So they cannot remain completely still and static. They have to move and act. So on the one hand we can say that they are in nirvana (or they have attained nirvana) because they, being Buddhas, have completely destroyed all causes of being compelled by the force of karma, but on the other they do not have to remain in that blissful, static state. As a result they can take up many forms in order to realize their vow. These forms are known as ‘nirmanakaya’ or emanation bodies. One who completely embodies the qualities of a Bodhisattva is an emanation body of that Bodhisattva.

However, being neither in samsara or nirvana, Buddhas and highly realized Bodhisattvas (such as Avalokiteshvara, Tara, Manjushri and others), are free to travel anywhere. They can take up emanation bodies and stay in samsara. They are even there in pure forms within samsara which only highly attained practitioners can directly perceive. So in a real sense the Buddha himself, as well as Avalokiteshvara, Tara and others are now here watching over us.

But don’t take this to mean that they really exist like those deluded beings in samsara are attached to existence. It is not like that at all. Once you see that they really exist, then you are deluded. Everything is empty of their inherent nature, Buddhas and Bodhisattvas not excluded. So they are empty too. So on the one hand they do exist, because they reside neither in samsara or nirvana, and hence can be in either way, but on the other since they are empty they are not there to exist anywhere to begin with. You will get a hang of this after you contemplate on emptiness for quite some time :-)

So how does one know that non-abiding nirvana actually exists? Well, the best we unenlightened beings can do is to use our reasoning faculty. Since nirvana (of either kind) is a state that results from total elimination of all causes of suffering which lead a being to continue to swim in the samsaric ocean, then one who attains nirvana (of either kind) does not have to be born again. But here is the difference between the arhat and the realized Buddha. The arhat does not make the bodhicitta vow, so once he (or she) attains nirvana, then everything is over for him (or her). The Buddha, on the other hand, is moved by the sufferings of all the sentient beings so he (or she) cannot remain still. Realizing that both samsara and nirvana are all empty, the Buddha transcends that distinction and can remain wherever he or she is needed. Hence his state is called “non-abiding.”

Filed under: Buddhism, Mahayana , , , , , , , , , , ,

Tara Mantra by Ani Choying Drolma

I came across this very beautiful rendition of the Green Tara Mantra, “Om Tare Tuttare Ture Soha” by Ani Choying Drolma. Listen and meditate on her exquisite qualities for the sake of all sentient beings.

Filed under: Mahayana , , , , , , ,

Three Stages of Compassion

In the practice of generating compassion toward sentient beings, Deshung Rinpoche teaches that we need to distinguish among three kinds of compassion. in fact they all go with one another and to focus on only one or two would not be complete.

The context is meditation on the need for compassion and on how to generate compassion. This is the beginning and end point of Mahayana Buddhism and in fact all Buddhism, because without compassion it becomes very difficult to go any further on the path of a practitioner.

As is perhaps well known, compassion, or karuna in Sanskrit, is the desire to rid sentient beings of their sufferings. We feel compassion when, for example, we perceive a suffering being and feel the same pain as it does and wishes to help free it from the suffering. If we can do it, certainly we will do it, such as when we see an insect being drowned or other situations. However, the most effective way of all is to generate a thought, a sincere wish out of the bottom of your heart, so that not only some beings here and there, but ALL beings there are in the six realms, be free from suffering. This is the beginning of the meditation on compassion.

Now we are entering into the three kinds of compassion mentioned earlier. The first kind is the compassion that naturally arises when you perceive the beings who suffer. There are so many beings around; the text says that they fill the entire space, and all of them do suffer. Now no one wants to suffer; everyone, every sentient being wants to be happy. We also want to be happy and don’t want to suffer. We keep on thinking of these beings and feeling the same feeling that they are having. We recognize their sufferings.

Now the second stage of compassion occurs when we realize that the reason why these beings do suffer is their illusory belief that there exists a self. Each being suffers because of this erroneous belief. It is the root cause of all sufferings in samsara. We survey all the suffering beings, and all of them do suffer because of this belief. How good it would be then for these beings to be free from the shackle of this belief!

So we contemplate during this stage on the root cause of suffering, which is the illusory belief that there is an existing, enduring self, and keep on doing this until this stage of compassion becomes our nature to the very bones. Now we enter the third stage of compassion, which Deshung Rinpoche calls “objectless compassion.” This is the awareness and understanding that in the ultimate reality there are no beings, no suffering, no meditator, nothing to be compassionate to. Beings do not realize this, instead they think that things have their inherent characteristics and their independent beings; that is why they continue to suffer in samsara. We meditate on this too.

Among all the practices in Buddhism, meditation on compassion is among the most powerful. This is a sure path toward true realization of non-self and emptiness. Emptiness and compassion do go with each other and cannot miss each other. You have genuine compassion when you realize emptiness, and you do appreciate and realize emptiness when you have the three stages of compassion described here.

Filed under: Mahayana, meditation , , , , , , , , ,

ความกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย

เราจะกล่าวถึงคำสอนที่จะช่วยปลูกฝังความกรุณาทั้งสามประเภทนี้โดยเริ่มจากประเภทแรกก่อน การปลุกความกรุณาต่อสัตว์โลกทั้งปวงประกอบด้วยการสร้างความปรารถนาให้สัตว์ทั้งปวงพ้นจากความทุกข์โดยไม่มีข้อยกเว้น
ท่านจันทรกีรติกล่าวไว้ว่า มหากรุณานั้นโดยเนื้อแท้แล้วเป็นท่าทีที่เราปกป้องคุ้มครองสัตว์โลกที่กำลังทนทุกข์ วิธีที่เราปฏิบัติก็เป็นเช่นเดียวกับการปฏิบัติมหาไมตรี คือเริ่มจากแม่ของเราเองก่อน เราทำสมาธินึกถึงแม่ของเราเป็นอารมณ์ของสมาธิ ขอให้เรานึกถึงพระคุณที่ท่านมีแก่เรา และคิดคำนึงว่าท่านได้เคยเป็นแม่ผู้มีพระคุณแก่เรามาหลายภพหลายชาติแล้ว จากนั้นก็ภาวนาเช่นนี้

แทนที่แม่ของเราจะแสวงหาความหลุดพ้นให้แก่ตัวท่านเองเพื่อประโยชน์ของท่านเอง แต่ท่านกลับใช้เวลามากมายในชีวิตของท่านในชาตินี้ และในชาติก่อนๆ เพื่อดูแลเลี้ยงดูเราแทนที่จะดูแลตัวของท่านเอง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏมาเป็นระยะเวลายาวนาน ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพของเรา และด้วยความที่ท่านไม่ห่วงอะไรแก่ตัวท่านเองเลย ท่านได้สั่งสมเหตุต่างๆที่มีแต่จะทำให้ท่านต้องอยู่ในสังสารวัฏต่อไป ท่านอาจจะต้องทนทุกข์กับความทุกข์ยากความเจ็บปวดมากมายทั้งๆที่ท่านมิได้ประสงค์เช่นนั้น

จากนั้นก็เตือนตัวเราเองว่าเรามีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องตอบแทนพระคุณของแม่ ในการทำเช่นนี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่ามีน้อยมากๆที่เราทำได้ให้แก่ท่าน ที่จะเป็นการช่วยเหลือท่านอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะเทียบเท่ากับความกรุณาที่ท่านมีแก่เรา นอกเสียจากการถอนความทุกข์และเหตุแห่งความทุกข์ให้หมดสิ้นไปจากท่าน การปลอบประโลมท่านในยามชราหรือการให้เงินทองแก่ท่านไม่เป็นการเพียงพอ รวมทั้งการพูดจาอ่อนหวานหรือคิดดีๆถึงท่านก็ไม่เพียงพอ ตราบเท่าที่ท่านยังต้องทนทุกข์อยู่ในสังสารวัฏ เรายังมิได้หลุดพ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบที่เราต้องทดแทนพระคุณของท่าน
ดังนั้นเราควรจะเต็มใจที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปได้ เพื่อปลดเปลื้องแม่ผู้ใจดีของเราให้หลุดพ้นจากความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ เราต้องถอนท่านออกจากเหตุแห่งทุกข์โดยทางอ้อม ซึ่งเหตุนั้นก็ได้แก่อกุศลกรรมของท่านที่ท่านได้ทำไปด้วยอวิชชา ท่านได้ประสบกับความทุกข์ทางกายและใจ และยังคงต้องประสบกับความทุกข์ต่อๆไป หน้าที่ของเราก็จะปลดปล่อยท่านออกจากความทุกข์นี้
ขอให้เราพิจารณาสถานการณ์นี้ มองให้เห็นว่าท่านทนทุกข์ทรมานจากความแก่ ความเจ็บไข้ กับความตายอย่างไร รวมทั้งความทุกข์จากการที่ท่านต้องพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักของท่าน การที่ต้องเผชิญกับความน่ากลัวของการเกิดใหม่ และการพบกับสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวและเจ็บปวดที่ท่านอาจจะไม่เข้าใจ คิดต่อไปว่าท่านจะต้องทนทรมานกับสถานการณ์อันเป็นทุกข์เช่นนี้อย่างไม่จบสิ้น ตราบเท่าที่ท่านยังไม่หลุดพ้นจากเหตุแห่งทุกข์ เมื่อเราเห็นแม่ของเราในสภาพอันเป็นทุกข์เช่นนี้ ซึ่งท่านก็จะต้องพบกับความทุกข์ในอนาคตอีกด้วย เราก็จะเกิดความรู้สึกสงสารอย่างไม่อาจทนได้ต่อความทรมานความเจ็บปวดของท่าน และเกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะปลดปล่อยท่านออกจากสถานะของความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เราจะมีความปรารถนาอันเป็นหนึ่งเดียวที่จะทำทุกอย่างในอำนาจของเราเพื่อปลดปล่อยท่าน
เมื่อเรามาถึงสถานะของจิตเช่นนี้ ก็ขอให้เริ่มเชื่อมความรู้สึกสงสารกับความรู้สึกตกใจต่อความทุกข์ยากของแม่ของเรา ให้เข้ากับความตั้งใจหรือปณิธานที่จะทำอะไรบางอย่าง เริ่มจากการสวดมนตร์ถึงพระอาจารย์และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อช่วยเหลือท่านด้วยการทำอะไรบางอย่างในทันทีให้แก่ท่าน ขอให้เรารับรู้ว่าเราเองนั้นยังไม่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือท่านได้อย่างที่เราต้องการ แต่พระพุทธเจ้ากับพระอาจารย์ทั้งหลายมีความสามารถเช่นนั้น ขอพรจากพระพุทธเจ้าและพระอาจารย์เพื่อช่วยเหลือท่าน นี่จะทำให้ปณิธานของเราเข้มแข็งมากขึ้นที่จะช่วยเหลือท่านได้จริงๆ

หลังจากที่เราภาวนาด้วยวิธีนี้ถึงแม่ของเราแล้ว ก็ภาวนาถึงพ่อ โดยเริ่มจาก (1) นึกถึงท่าน (2) นึกถึงความกรุณาประการต่างๆที่ท่านมีแก่เรา (3) ตระหนักรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือท่าน (4) ตั้งจิตมั่นที่จะช่วยปลดเปลื้องท่านออกจากความทุกข์ และ (5) ขอพรจากพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพื่อช่วยเหลือท่าน จากนั้นก็พิจารณาสัตว์โลกอื่นๆที่กำลังทนทุกข์ สัตว์โลกที่เป็นบ้า เจ็บป่วย ถูกทำร้าย หรือทนทรมานด้วยหนทางต่างๆ
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราเริ่มจากการภาวนาถึงสิ่งที่ง่ายที่สุดก่อน คือถึงใครที่เราผูกพันเป็นพิเศษ จากนั้นก็รวมไปถึงผู้ที่เรามิได้เกิดความกรุณาขึ้นมาโดยธรรมชาติ เช่นผู้ที่อยู่ห่างไกลหรือคนที่เราเฉยๆด้วย
ท้ายที่สุด ขอให้เราเรียนรู้ที่จะรวมเอาศัตรูที่ร้ายที่สุดของเราในการภาวนาด้วย ขอให้เราตระหนักว่าด้วยการที่ศัตรูมาทำร้ายเรานั้น พวกเขาเพียงแค่ทำสิ่งเหล่านี้จากความหลง และกำลังสั่งสมเหตุแห่งคามทุกข์ต่อๆไป เมื่อเราเกิดความกรุณาอันไม่อาจทนได้แก่ศัตรูแม้ว่าศัตรูนั้นกำลังทำร้ายเรา เมื่อเราเกิดแรงจูงใจที่จะปกป้องศัตรูให้พ้นจากกรรมชั่วของเขา และเมื่อเรารับรู้ว่าแท้จริงแล้วศัตรูก็เป็นแม่ผู้ใจดีของเราเอง เมื่อนั้นเราก็จะแน่ใจได้ว่าเราได้เกิดความรู้มหากรุณาขึ้นมาแล้วจริงๆ
ในการทำเช่นนี้ คิดถึงศัตรูว่าเป็นแม่ผู้ใจดีของเรา ผู้ที่ได้เคยทะนุถนอมเรามาในชาติก่อนๆ แต่ด้วยอำนาจของความหลงกลับจำเราไม่ได้ และก่อให้เกิดอุปสรรคประการต่างๆในเส้นทางธรรมแก่เรา หากเมื่อพิจารณาเช่นนี้ เราเกิดความรู้สึกกรุณายิ่งมากขึ้นและยิ่งอยากช่วยเหลือผู้ที่เป็นศัตรูนี้ เราก็จะบรรลุขั้นตอนของการปฏิบัติเรื่องมหากรุณานี้แล้ว

(จาก “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุง ริมโปเช)

Filed under: Mahayana, meditation , , , , , , , , , , , ,

About this Blog

This is where I post my thoughts, which are usually about Buddhism. I also post occasional pieces about politics and other things. As for Buddhism, it is mainly philosophical and concerns more the Mahayana tradition.

Visitors’ Location

Blogged.com

Sonamsangbo’s Twitter

  • @isamare I am just saying that those who want to arrest people they don't like accuse others of being witches. 15 hours ago
  • @isamare Oh I am NOT saying that you are a witch <smile> 15 hours ago
  • RT @thaidemocracy: TIMESการันตีแม้วไม่หมิ่นซักคำ สื่อไทยเฉยหลังรุมตื้บหนำใจ แถมละเว้นมาร์คจ้อสื่อนอกหนักกว่า http://bit.ly/xqI1L 17 hours ago
  • เดี๋ยวนี้กม.หมิ่นกลายเป็นกม. witch hunt เอาไว้จับคนที่ตัวเองไม่ชอบ 17 hours ago
  • RT @0pensource: Chrome Beta for Mac Comes December http://is.gd/4T7pw 18 hours ago
  • @isAMare จะตอฟังจ้า 18 hours ago
  • RT @KillerPress: กมธ.มั่นคงฟันธงเขมรแตกหากทักษิณยังอยู่///ความเห็นระดับหิ่งห้อย/โถคิดได้แค่นี้เอง 18 hours ago