หมุนกงล้อธรรม

ผมตั้งใจว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังๆนี่ไม่ค่อยเขียนอะไรเกี่ยวกับธรรมะมากนัก มัวแต่ไปพูดกับเขียนเรื่องอื่นๆ เลยต้องกลับมาที่ธรรมะก่อนที่จะห่างออกไปเรื่อยๆ

ผมจำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชามาแล้วในบล๊อกนี้ แต่เนื่องจากเป็นวันสำคัญก็เลยต้องคิดหาหัวข้อใหม่ที่ไม่ซ้ำกับหัวข้อเดิมมาเขียน แต่เราก็คิดได้ว่าหัวข้อธรรมะไม่เคยล้าสมัย เรื่องเดียวกันสามารถเอามาพูดใหม่ได้ตลอด เพราะหัวใจอยู่ที่การทำซ้ำๆ พูดซ้ำๆ จนกว่าจะซึมซับเข้าไปในกระแสเลือดกับในกระดูก หัวข้อธรรมะต่างจากหัวข้อพูดคุยเรื่องอื่นๆตรงนี้แหละ ฟังธรรมต้องฟังซ้ำๆบ่อยๆจนกว่าความหมายของถ้อยคำจะซึมเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเราจากภายใน

วันอาสาฬหะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง “หมุนกงล้อธรรม” เป็นครั้งแรก พูดอีกอย่างก็คือเป็นวันเกิดของพระพุทธศาสนา ผมอยากจะมองว่าวันนี้สำคัญกว่าวันวิสาขะเสียด้วยซ้ำ เพราะวันวิสาขะเน้นที่ตัวบุคคลของพระพุทธเจ้าเพียงคนเดียว แต่วันอาสาฬหะเป็นวันเกิดของ “ศาสนา” ใหม่ของโลก อันเป็นศาสนาที่มุ่งเสนอว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไพร่หรือผู้ดี พราหมณ์หรือศูทร ผู้หญิงหรือผู้ชาย คนรวยหรือคนจน ต่างก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้เขาปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจและอย่างมีความเพียรเท่านั้น

ลักษณะนี้ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณของอินเดียอย่างสิ้นเชิง หลักของคำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่ที่ว่า คนที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้ จะต้องเป็นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อ่านและศึกษาพระเวท แนวคิดพื้นฐานก็คอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะบรรลุธรรมได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิพิเศษ สิทธิพิเศษนี้ก็มาจากชาติกำเนิดเป็นหลัก ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าการแบ่งคนออกเป็นวรรณะต่างๆ เป็นพื้นฐานความจริงของโลกและจักรวาล พราหมณ์มีหน้าที่สาธยายพระเวทและประกอบพิธีกรรมเพราะถือกำเนิดมาจากปากของพระพรหม ส่วนวรรณะอื่นๆก็มีหน้าที่อื่นๆในสังคมเพราะถือกำเนิดมาจากอวัยวะส่วนอื่นๆของพระพรหม ความจริงพื้นฐานของจักรวาล (พระพรหม) เป็นตัวกำหนดว่าใครจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม โดยที่เจ้าตัวไม่มีบทบาทอะไรแม้แต่น้อย ถึงคุณจะขยันทำความเพียรจนสิ้นใจ ถ้าคุณไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีสิทธิจะไปฟังหรือไปจับคัมภีร์พระเวท ก็ขยันไปเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้นหากคุณขืนไปจับคัมภีร์เข้าทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ ก็จะเป็นการทำบาปอย่างรุนแรง เทพเจ้าจะไม่ให้อภัยแน่ๆ

เราจึงเห้นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการปฏิวัติสังคมอย่างรุนแรง และก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหล่าพราหมณ์ต้องปรับตัวสู้กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน จนในที่สุดพระพุทธศาสนาก็สูญสิ้นไปจากอินเดีย แต่ไปเจริญงอกงามในดินแดนแถบอื่นๆแทน สาเหตุที่ผมคิดว่าวันอาสาฬหะน่าจะสำคัญมากกว่าวันวิสาขะก็คือว่า หากพระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนสิ่งที่ทรงค้นพบในคืนวันตรัสรู้ โลกก็จะไม่มีพระพุทธศาสนา ก็ไม่รู้ว่าผู้คนจะมืดบอดกันต่อไปอีกกี่ร้อยกี่พันปี เราเป็นหนี้พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่งตรงนี้

การสอนพระธรรมมักจะเปรียบกับการหมุนกงล้อธรรม คำสอนแรกของพระพุทธเจ้าก็คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ก็แปลตรงตัวได้ทำนองว่า “คำสอนว่าด้วยการหมุนกงล้อธรรม” นี่เอง หัวใจของพระสูตรนี้ก็คือหัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้แก่เรื่องทางสายกลาง อริยสัจสี่ กับมรรคมีองค์แปด ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจสี่ ในระดับต้นๆมักจะสอนกันว่าทางสายกลางได้แก่การละเว้นจากสุดโต่งสองข้าง ได้แก่การทรมานตนเองมากเกินไป กับการบำรุงบำเรอความเพลิดเพลินทางกายมากเกินไป คนที่เพิ่งเริ่มศึกษาก็เลยอาจเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องของการแสวงหาทางเดินตรงกลาง เหมือนกับนักไต่ลวดที่พยายามอยู่ตรงกลาง ไม่หล่นไปข้างซ้ายหรือขวา แต่หากเราพิจารณาให้ละเอียดยิ่งขึ้น จะพบว่า การปฏิบัติตามทางสายกลางมีอะไรมากกว่านั้น หลักการไม่ใช่แต่เพียงว่าไม่ทรมานตัวเองมากไป แล้วก็ไม่ตามใจตัวเองมากไป ราวกับว่าต้องเอาสองข้างนี้มาบวกกันแล้วหารสอง (เช่นไม่กินมากไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่กินเลย) แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจหลักการพื้นฐานของคำสอนเรื่องนี้ การไม่ทรมานตัวเองมากไป กับการไม่ตามใจตัวเองมากไป มาจากว่าหากเราทำสุดโต่งทั้งสองข้าง จะเท่ากับว่าเราไปยึดถือหรือไปจับเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วไปยึดว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงๆ หรือการไม่ยึดถืออะไรเลยเพราะเชื่อไปว่าไม่มีอะไรอยู่เลย การทรมานตัวเองก็หมายความว่า เราเชื่อว่าการอดข้าว หรือทรมานตัวเองแบบอื่นๆ เป็นเหตุให้บรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าทรงทำมามากแล้ว จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็เลยพบว่าทางนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จริงๆแล้วทางนี้ก็คือการไปยึดเอาว่า มีวิธีการหรือมีสิ่งของบางอย่างที่จะนำพาเราไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เช่นการอดข้าว แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อีกแนวทางหนึ่งก็คือการบำรุงบำเรอตัวเองจนมากไป ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยทำมาแล้วเช่นเดียวกัน ตอนยังเป็นเจ้าชายอยู่ในวัง ได้รับการปรนเปรอมากมายจากบรรดาข้าราชบริพาร จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรมากกว่านี้ได้อีก ก็ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์เช่นเดียวกัน จุดที่ทรงค้นพบก็อยู่ตรงนี้เอง คือแทนที่จะคิดว่ามีอะไรให้ยึดมั่น หรือไม่มีอะไรเลยแล้วเลยไม่ยึดมั่นอะไรเลย (หรือไปยึดมั่นเอาความไม่มีเข้า) ก็คิดใหม่ว่าสิ่งต่างๆก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้นต่างก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยทั้งสิ้น การไปรับเอาสิ่งเหล่านั้นเข้าไปเต็มๆ หรือการปฏิเสธหันหลังให้สิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ต่างก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องทั้งสิ้น คำสอนเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในศาสดาผู้ใด นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในพระสูตรมีบอกว่า ทางสายกลางนี้ก็ได้แก่มรรคมีองค์แปดนั่นเอง “มรรค” แปลว่า “เส้นทาง” ก็คือเส้นทางไปสู่ความดับทุกข์ตามอริยสัจสี่ ใครก็ตามที่เดินตามทางที่พระองค์ทรงชี้ไว้ให้ จะถึงเป้าหมายแน่นอน ไม่มีผิดพลาด หน้าที่ของชาวพุทธ (ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า) ก็คือเดินตามเส้นทางนี้ แต่พระพุทธศาสนาก็มีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือไม่บังคับให้ใครเดินตามทางที่ชี้เอาไว้ ไม่ใช่ว่าใครไม่เดินตามแล้วจะถือเป็นบาปเพราะไปขัดโองการของพระพุทธเจ้าที่ “สั่ง” ให้ผู้คนเดิน อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าแน่นอน ทางมีอยู่แล้ว ใครเห็นว่าสำคัญแก่ชีวิตตน ก็เลือกเดิน ใครยังเห็นว่ายังไม่อยากเดิน ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของคนมีปัญญา คนที่มีปัญญาใคร่ครวญด้วยตนเอง ไม่ช้าไม่นานก็จะเห็นว่า ต้องเดินตามทางนี้เท่านัน ถึงจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

**

ก่อนจบ ก็มีคลิปวิดิโอเพลง “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” สำเนียงอินเดีย เอาไว้ฟังให้ชื่นใจ

บทสวดเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในชีวิตให้ส่งผลดีแก่การปฏิบัติธรรม

โดยภิกษุเกียลเซทกเมซังโป

ขอนอบน้อมแด่พระอาจารย์

ร่างกายอันเป็นมายาอันข้าพเจ้าถือครองอยู่ เช่นเดียวกับที่ผู้อื่นถือครองร่างของเขาอยู่นี้
หากต้องเจ็บป่วยลงไป ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะปิติยินดี
เนื่องจากจะได้ชำระล้างบาปกรรมที่ได้สั่งสมมาแต่อดีต
การปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่หลากหลาย
ก็เป็นไปเพื่อชำระล้างกิเลสทั้งสองนี้ให้บริสุทธิ์

หากข้าพเจ้ามีสุขภาพดี ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด เมื่อข้าพเจ้าปลอดจากโรคภัย ก็จะปิติยินดี
เมื่อกายกับใจอยู่ดีมีความสบาย
การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าและเข้มแข็งขึ้น
การทำให้ชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้เกิดความหมายขึ้นมา
ก็คือการอุทิศร่างกาย คำพูดและจิตใจแก่การปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศล

หากข้าพเจ้าเผชิญกับความยากไร้ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดี
ข้าพเจ้าจะปราศจากสิ่งใดที่จะต้องมาคอยปกป้องดูแล และจะไม่มีสิ่งใดให้ต้องสูญเสียไป
การทะเลาะวิวาทหรือการขัดแย้งใดๆ
ล้วนแล้วแต่เกิดจากความโลภอยากได้ทรัพย์สมบัติ นี่เป็นของแน่นอน

หากข้าพเจ้ามีทรัพย์สมบัติ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดีในทรัพย์สมบัติ
หากข้าพเจ้าจะเพิ่มพูนบุญบารมี การมีทรัพย์สมบัตินี้ก็เพียงพอแล้ว
ไม่ว่าประโยชน์หรือสุขใดๆที่จะเกิดขึ้นในบัดนี้และในกาลข้างหน้า
ต่างก็เกิดจากบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมมา นี่เป็นของแน่นอน

หากข้าพเจ้าต้องตายไปในเวลาอันใกล้ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดี
เมื่อปราศจากสถานการณ์อันเป็นอกุศลที่มาแทรกแซง
รวมทั้งเมื่อได้รับแรงหนุนจากวิบากอันเป็นกุศลที่ได้สั่งสมมา
ข้าพเจ้าก็จะตรงแน่วไปบนเส้นทางที่แท้จริงและไม่ผิดพลาด

หากข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาว ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น เมื่อข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่ ก็จะปิติยินดี
ทันทีที่พืชผลแห่งการบรรลุธรรมได้ปลูกไปแล้ว
ตราบเท่าที่แดดยังออกและฝนยังตก
หากได้ดูแลพืชผลนั้นอย่างดี ก็จะสุกงอมให้ผลอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ขอให้เราปิติยินดีอยู่เสมอ

บทสวดนี้ประพันธ์ขึ้นจากคำถามของเกเชสาเกียปะรูปหนึ่ง ซึ่งถามว่าเราควรต้องทำอะไรเมื่อเราเกิดความเจ็บไข้และอื่นๆ ข้าพเจ้า พระภิกษุทกเม ผู้สาธยายพระธรรม ได้ประพันธ์แนวทางเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนแปลงความเจ็บไขได้ป่วยและสถานการณ์อันเลวร้ายอื่นๆ ให้เป็นเส้นทางสู่การบรรลุธรรม

สรฺว มงฺคลํ!

http://www.lotsawahouse.org/lojong/transform_sickness.html

Don’t Think about the Result

A trick in practicing the Dharma is that when you do it, you should not expect any result to come by. To do so would mean that you are thinking ahead and do not focus on the present, which is what you need to do. Many people who are interested in practicing seem to be more interested in getting the result rather than just practicing. For them they want to know whether they are already a Stream Enterer (sotapanna) or not, and what he needs to be in order to become one. But the point of practicing is not just to become a Stream Enterer it is to focus one’s mind so that one gets rid of defilements so that we are free from suffering.

So don’t think of whether you have achieved any level of accomplishment. Just stay in the present. If you think of whether you have become this or that, or what you must do in order to become this or that, you won’t get very far in your practice. It’s like when you practice the piano. Instead of focusing on the piece you are practicing at the moment, you are worried about whether you have achieved the same level of accomplishment as this or that pianist. But then you won’t be focusing on the actual practice of the piece, which is the real point.

จิตใสกับจิตว่าง

ผู้ที่ได้ฟังกุงกาซังโบริมโปเชบรรยายธรรมเมื่อหลายวันที่ผ่านมา คงจำได้ว่าริมโปเชได้สอนนั่งสมาธิ โดยให้กำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้า-ออกหนึ่งรอบนับหนึ่ง แล้วก็นับสอง …​ สาม … สี่ ไปเรื่อยๆจนถึงยี่สิบเอ็ด แล้วก็เริ่มนับใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ เมื่อจิตของเราจดจ่ออยู่กับลมหายใจแล้ว ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆจะค่อยๆสงบลง จนเมื่อจิตจดจ่อเต็มที่อยู่กับลมหายใจจนแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือสมาธิได้เกิดขึ้นแล้ว

การทำให้จิตสงบแนบแน่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจนี้เรียกว่า “สมถะ” อันที่จริงเราอาจมีวิธีการต่างๆเพื่อให้จิตสงบก็ได้ เช่นในวัชรยานมีการทำสมาธิโดยนึกภาพพระโพธิสัตว์ เช่นพระมัญชุศรีหรือพระแม่ตารา แล้วก็ให้จิตสงบกับภาพนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถทำสมาธิง่ายๆด้วยการจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เมื่อจิตสงบแล้ว จิตก็จะมีความ “อ่อนตัว” หรือมีความสามารถที่จะช่วยให้เราเข้าใจประเด็นข้อธรรมต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง เหมือนกับจิตนั้นเองเป็นอาจารย์ของเราเอง การเข้าใจนี้ไม่เหมือนกับการเข้าใจปกติธรรมดาๆในห้องเรียน แต่เป็นการเข้าใจที่เกิดจากการ “มองเห็น” ประเด็นข้อธรรมนั้นโดยตรง เช่นเมื่อเราพิจารณาความเป็น “ศูนยตา” หรือความว่างของสรรพสิ่ง เราก็มองเห็นความว่างนั้นโดยตรงในสมาธิ การมองเห็นนี้ภาษาบาลีเรียกว่า “วิปัสสนา” ความรู้ที่ได้จากวิปัสสนานี่แหละที่เป็นเหมือนดาบแห่งปัญญาของพระมัญชุศรี ที่ทำให้เราตัดอวิชชาให้ขาดเพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้

พระมัญชุศรี

เมื่อจิตเราสงบได้ที่ ริมโปเชก็สอนให้เรานึกถึงจิตของเราเอง (ซึ่งก็เป็นทางหนึ่งในการพิจารณาศูนยตา) ให้เราถามตัวเองว่า “จิตอยู่ที่ไหน?” “จิตมีลักษณะอย่างไร?” “มีสีอะไร?” มีรูปร่าง ขนาด เป็นอย่างไร?” เราก็จะพบว่าจิตนั้นบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน บอกไม่ได้ว่ามีลักษณะอย่างไร หรือมีสีอะไร หรือมีรูปร่าง ขนาดอะไรทั้งสิ้น แต่จิตนั้นมีอยู่ เพราะจิตเป็นตัวที่จดจ่ออยู่กับอารมณ์ของสมาธิที่เรากำลังมีอยู่ในขณะนี้ การพิจารณาตรงนี้สำคัญมาก เพราะเป็นหนทางที่จะทำให้เราเข้าถึงวิปัสสนาได้ เมื่อจิตปราศจากการปรุงแต่ง หรือความคิดฟุ้งซ่านใดๆหมดสิ้นแล้ว แม้แต่ความแตกต่างระหว่างอารมณ์ของสมาธิกับจิตผู้คิดนั้นก็จะหายไป กลายเป็นว่าบอกไม่ได้ว่าไหนคือลมหายใจ (หรือภาพที่นึกอยู่ หรืออารมณ์ของสมาธิอื่นๆ) ไหนเป็นจิต สภาพเช่นนี้แหละที่เป็น “ศูนยตา”

(อันที่จริงพูดแบบนี้เหมือนกับการเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาพูด ซึ่งก็ทำได้แต่เพียงเลียบๆเคียงๆ เปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะเข้าใจจริง ต้องปฏิบัติจริงๆ – แต่ถ้าไม่พูดมันก็ไม่มีทางจะรู้)

ริมโปเชสอนว่าเมื่อพิจารณาจิตเช่นนี้ ให้พิจารณาธรรมชาติสองประการของจิต คือจิตมีความ “ชัดใส” (luminosity) กับจิตมี “ความว่าง” (emptiness) สองอย่างนี้สำคัญมาก จิตมีความชัดใส หรือ “จิตใส” คือจิตที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ปราศจากความคิดฟุ้งซ่านที่มารบกวน เปรียบเหมือนกับท้องฟ้าที่สว่างสดใสไร้เมฆหมอกบดบัง หรือเปรียบเหมือนน้ำใสที่ไม่มีตะกอนขุ่นมาเจือปน จิตเมื่อเป็นสมาธิก็จะเป็นแบบนี้ ส่วน “จิตว่าง” นั้นได้แก่จิตที่ไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ และมองเห็นสิ่งต่างๆว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มิได้มีความเป็นอยู่อะไรในตัวเองให้ยึดถืออะไรได้เลย จิตว่างจากการยึดถือในตัวตนของสิ่งต่างๆอย่างสิ้นเชิง การมองเห็นนี้เป็นการมองเห็นจริงๆ ไม่ใช่แค่บอกตัวเองว่าเห็นแล้ว เพราะถ้าจิตไม่เป็นสมาธิ เราก็บอกตัวเองได้ (เพราะอาจารย์สอนเรามา) ว่าสิ่งต่างๆไม่มีตัวมีตน แต่นั่นไม่เหมือนกับการเห็นจริงๆด้วยวิปัสสนา

หลักการก็คือว่า จิตใสกับจิตว่างนั้นเป็นเนื้อเดียวกันสนิท ไม่แยกจากกัน การดำรงอยู่ในการรับรู้เช่นนี้แหละ คือการพิจารณาศูนยตาในวิปัสสนาญาณ

ความตายมองไม่เห็น

ในการบรรยายของผมในการประชุม “เตรียมตัวตายอย่างมีสติ” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีเรื่องธรรมะมาพูดเพียงสไลด์เดียว ที่เหลือเป็นเรื่องประเด็นทางปรัชญาและจริยธรรมเกี่ยวกับความตาย ผมได้ยกพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนพระโมฆราชเกี่ยวกับเรื่องความตายไว้ดังนี้

ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักไม่แลเห็น

คำสอนนี้สำคัญมาก และหากปฏิบัติได้เต็มที่ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นพูดได้ว่า “ก้าวข้ามความตาย” ไปได้ การก้าวข้ามความตายที่ว่าไม่ใช่ว่า บุคคลผู้นั้นจะอยู่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย สภาพการณ์เช่นนั้นไม่สามารถเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะขัดแย้งกับกฎของธรรมชาติที่บอกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจะต้องถึงเวลาดับสูญ แต่หมายความถึงว่าบุคคลผู้นั้นเป็นบุคคลที่ “มัจจุราชมองไม่เห็น” ทีนี้ปัญหาก็คือว่า บุคคลเช่นว่านี้มีอยู่จริงหรือไม่

ในแง่หนึ่งคนที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวตันอยู่ เพราะเรารู้กันเป็นอย่างดีว่าคนแบบนี้อาจจะมีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ เพียงแต่คนอื่นๆมองไม่เห็น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจหมายความว่า บุคคลเช่นนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ จึงเป็นเหตุให้คนอื่นๆ (โดยเฉพาะมัจจุราช) มองไม่เห็น

พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ท่านโมฆราชว่า “ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า” เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับคำสอนอื่นๆของพระพุทธเจ้า ที่มุ่งเน้นการพิจารณาความเป็นจริงของโลก ว่าแท้จริงแล้ว มิได้มีแก่นสารสาระอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริงเป็นจัง หรือมีตัวมีตนได้ การมองโลกว่าเป็นของว่างเปล่า หมายถึงการมองสิ่งต่างๆในโลกว่าเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมา ถือกำเนิดขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเกิดมาแล้วก็ดับสูญสลายลงไป มิได้มีแก่นอะไรที่จะเป็นแกนของสิ่งนั้นที่จะทำให้สิ่งนั้นอยู่คงทนถาวรต่อไปได้ เราชาวพุทธฟังแบบนี้มาบ่อย แต่ปัญหาก็คือว่า เราฟังบ่อยแต่ไม่รับประเด็นนี้เข้ามาให้ซึมซับให้เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเราเอง เราส่วนใหญ่ยังทำตัวราวกับว่า สิ่งต่างๆมีความคงทนถาวรเที่ยงแท้ในตัวของมันเอง เช่นเรายังคิดไปว่าร่างกายของเราร่างนี้จะ้ต้องคงทนถาวร ไม่อยากคิดว่าวันหนึ่งมันก็จะสูญสลายไป เมื่อมันถึงคราวจะเสื่อมของมัน ก็เลยเกิดความเดือดร้อนไม่อยากให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น ทั้งๆที่ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นธรรมดาๆของโลก

การมองโลกว่าเป็นของว่างเปล่าจึงเป็นการมองที่เห็นว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยที่จะมีตัวมีตน เราอาจคิดว่าบางอย่างเที่ยงแท้ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แต่ความรู้จากดาราศาสตร์ก็บอกเราว่า ดวงอาทิตย์ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน และก็จะแตกดับ (หรือระเบิด) ในเวลาอีกหลายพันล้านปีต่อไป ดวงจันทร์ก็เช่นเดียวกัน แต่อายุน้อยกว่าดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ยังเป็นเช่นนี้ได้ โลกกับดาวเคราะห์อื่นๆก็จะเป็นแบบเดียวกัน นอกจากนี้ สิ่งต่างๆก็ยังต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นๆอยู่เสมอ การที่เก้าอี้ตัวนี้คงความเป็นเก้าอี้อยู่ได้ ก็เพราะว่ามีเหตุปัจจัยต่างๆอยู่ เหตุก็คือไม้ที่มาทำเป็นเก้าอี้ ปัจจัยต่างๆก็เช่น อุณหภูมิเหมาะสม ไม่ร้อนเกินไปจนเก้าอี้ไหม้หายไปหมด หรือไม่มีกองทัพปลวกมากินเก้าอี้ เป็นต้น สิ่งอื่นๆในโลกก็เป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นเก้าอี้จึงเป็นของว่าง เพราะว่ามันต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นๆนี่เอง มันไม่มีความเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ขึ้นกับสิ่งอื่นๆ

ที่สำคัญก็คือ ที่เราคิดว่าเป็นตัวเราก็เป็นแบบเดียวกัน คือการที่เราเป็นเราอยู่นั้นต้องอิงอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ที่เราคิดว่าเป็นตัวเรานั้น แท้จริงเป็นการประกอบกันขึ้นของ “ขันธ์ห้า” หรือกองต่างๆห้ากอง ได้แก่กองรูป (ร่างกายที่เป็นรูปธรรม) กองเวทนา (ความรู้สึกต่างๆ) กองสัญญา (การจำได้ รับรู้ว่าเป็นนั่นเป็นนี่) กองสังขาร (การปรุงแต่งสิ่งต่างๆขึ้นมา) และกองวิญญาณ (การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส รวมทั้งการนึกคิดในใจ) พูดง่ายๆก็คือว่า ที่เป็นตัวเรานี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการรวมตัวกันของ “รูป” กับ “นาม” หรือร่างกายกับจิตใจ ที่สำคัญก็คือว่ารูปกับนามหรือร่างกายกับจิตใจนี้ มันมีของมันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ถึงเราไม่ได้เกิดขึ้นมา สสารที่มาประกอบกันเป็นร่างกายของเราในเวลานี้ ก็จะยังมีอยู่ เพียงแต่มันอาจประกอบขึ้นเป็นสิ่งอื่น จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน เราคิดแบบนี้ตอนนี้ ก็เพราะเราอาจเคยมีประสบการณ์บางอย่างในอดีต สิ่งต่างในใจเราที่เราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เช่น บุคลิกภาพ มุมมองที่เราคิดว่าเป็นส่วนตัวของเรา ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ทุกคนที่มีจิตแบบเดียวกับเรา มีกันหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเรามีอยู่คนเดียว จิตใจของเราจึงว่างจากตัวตน ว่างจากอะไรที่จะทำใหเรายึดได้ว่าเป็นของเรา หรือเป็นตัวเรา

เมื่อเรารับรู้ว่าโลกเป็นของว่าง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ให้เรา “ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด” เราต้องถอน “ทุกเมื่อ” ไม่ใช่เพียงแค่บางครั้งบางคราว หรือเฉพาะเวลาปฏิบัติสมาธิ เพราะคราใดที่ขาดสติ ก็จะเปิดช่องให้กิเลสกับอวิชชาเข้ามาทำอันตรายได้เมื่อนั้น และเมื่อเราทำได้เช่นนี้ั เราก็จะสามารถ “ข้ามล่วงมัจจุราช” เสียได้ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเรามองโลกเป็นของว่าง และถอนความเห็นว่าเป็นตัวของเราทุกเมื่อ เราก็จะ “ข้ามล่วง” หรือทิ้งมัจจุราชไว้ข้างหลังได้ เหมือนกับว่าหากมัจจุราชเป็นทหารที่มาตามล่าเรา เมื่อเรา “ข้ามล่วง” ทหารได้เราก็จะหนีทหารนั้นพ้น ทหารมาทำอันตรายอะไรเราไม่ได้อีกต่อไป

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ความตายหรือมัจจุราชนั้น ทำอันตรายได้ก็เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น (“ดับไป” ก็แน่นอนว่าเป็นผลงานของมัจจุราช) แต่ถ้าเกิดมีอะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งอยู่ สิ่งนั้นก็ย่อมไม่ดับไป และมัจจุราชย่อมไม่เห็นสิ่งนั้นเพราะมัจจุราชจะเห็นแต่เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น พูดอีกอย่างก็คือว่า ความตายย่อมมีแก่สิ่งที่ปรุงแต่ง และอยู่ในสังสารวัฏเท่านั้น และเมื่อเรา “ถอนความเห็นว่าเป็นตัวเรา” ออกได้ทุกเมื่อ ความตายย่อมไม่เกิดขึ้ันแก่เราอีกต่อไป

อัปปมัญญา ๔

ขอเชิญสาธุชนทุกท่าน เข้าร่วมฟังการบรรยายธรรมเรื่อง “อัปปมัญญา ๔” หรือ “ความไม่มีประมาณ ๔ ประการ” (The Four Immeasurables) โดยพระอาจารย์กุงกาซังโปริมโปเช เจ้าอาวาสวัดเจคุนโดและต้าชี่กง มณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน

“อัปปมัญญา ๔” เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “พรหมวิหาร ๔” ประกอบด้วยเมตตา ได้แก่ความรักความปรารถนาจะยังความสุขให้แก่สัตว์ทั้งปวง กรุณา หรือความปรารถนาจะยังสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ มุทิตา ได้แก่ความยินดีความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ทั้งปวงมีความสุข และอุเบกขา ได้แก่การไม่แบ่งแยกสัตว์ทั้งปวงว่าเป็นเขาเป็นเรา หรือเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่มองสรรพสัตว์ทั้งหลายว่าเสมอเหมือนกันหมดทั้งสิ้น

ในการปฏิบัติ ธรรม เราจะตั้งจิตว่าจะมีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ออกไปในทั่วทุกทิศ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งสิ้นโดยไม่มีประมาณ การไม่มีประมาณหมายความว่า ความเมตตา กรุณา ฯลฯ ของเรามีให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ แม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูของเรา หรือผู้ที่อาจเกลียดชังเรา เราก็แผ่ความรักความกรุณาไปยังพวกเขาด้วย แม้แต่มดแมลงหรือสัตว์นรกหรือเปรต อสุรกายใดๆ รวมทั้งเทวดาและพรหม เราก็แผ่ความรักความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไปยังพวกเขาโดยไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้เราก็ยังตั้งจิตอธิษฐานว่า จะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ เป็นผู้ที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาประจำใจอยู่ตลอดอีกด้วย

อัปปมัญญา ๔ เป็นกรรมฐานกลุ่มหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา พระอาจารย์กุงกาจะมาบรรยายเรื่อง นี้ที่ห้องประชุมพุทธคยา อาคารอมรินทร์โซโก้ ชั้น ๒๒ ในวันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ ถึง ๒๑.๐๐ น. และท่านที่สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิพันดารา และสนทนากันอย่างไม่เป็นทางการได้ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมดังกล่าว

ท่านที่สนใจ กรุณาติดต่อแจ้งความจำนงที่คุณพรรณพิไล ไกรฤทธิ์ โทร. ๐๘๐ ๖๑๐ ๐๗๗๐ หรืออีเมล์ 1000tara@gmail.com

การบ่มเพาะโพธิจิต

(บรรยายธรรมท่านกุงกา ซังโบ ริมโปเช บ้านมูลนิธิพันดารา วันที่ 3 มี.ค. 2553)

โพธิจิตคือการที่เราคิดถึงผู้อื่นก่อนและคิดถึงตัวเองเป็นรอง บางคนคิดถึงแต่คนวงใน เช่น ญาติพี่น้อง แต่ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นนอกเหนือจากนั้นได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้สอนธรรมให้เราเกิดโพธิจิต สอนให้เราบ่มเพาะโพธิจิตออกมา บางคนดูเหมือนมี บางคนมีเยอะบางคนไม่มีเลย สำหรับบางคนการคิดถึงคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน และแต่ละชาติเราก็คิดถึงแต่ตัวเองทำให้ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นได้ เราอาจจะให้เงินทองกับผู้อื่นได้ แต่ถ้ามีคนมาขอชีวิตเรา เราไม่สามารถให้ได้ หรือถ้ามีคนมาขอภรรยาหรือลูกของเรา เราก็ให้ไม่ได้ เราให้ได้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของที่เป็นที่รักที่หวงแหนเราให้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการฝึกสมาธิที่จะลดความยึดติดในตัวเราและน้อมนำความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือเขาเหล่านั้น

การฝึกโพธิจิตนั้นก่อนอื่นให้นึกถึงความรักของแม่ แล้วจึงบ่มเพาะความรักเช่นเดียวกับความรักของแม่ให้เกิดขึ้นในใจและเผื่อแผ่ออกไปให้ผู้อื่น คิดถึงบุญคุณของแม่ จากนั้นให้คิดถึงความทุกข์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ถึง 9 เดือน เมื่อผ่าน 9 เดือนหลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว แม่ก็เป็นทุกข์ในการที่จะเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ในพระสูตรพูดถึงความทุกข์ยากของแม่ขณะที่กำลังจะคลอดว่ามันเจ็บมากเหมือนคนที่กำลังจะตาย บุญคุญของแม่ยิ่งใหญ่มากเมื่อดวงวิญญาณหนึ่งได้มากำเนิดในครรภ์ เมื่อดวงจิตนี้เติบใหญ่แม่ก็คอยสอนภาษาพูด ภาษาเขียน แม่หมั่นสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้ลูกแข็งแรง แม่มักจะนึกถึงลูกก่อนนึกถึงตนเองเสมอ เมื่อเรานึกถึงบุญคุญของแม่ขอให้เราตั้งจิตว่าเราโตขึ้นมาได้เพราะบุญคุณของแม่ เราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์อื่นและเพื่อตอบแทนบุญคุณของแม่ ความปรารถนาที่จะให้แม่และผู้อื่นมีแต่ความสุข ความปรารถนานี้เรียกว่า “ความเมตตา” จากนั้นให้ตั้งจิตว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของแม่และผู้อื่น ความปรารถนาที่จะไม่ให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เรียกว่า “ความกรุณา” จากนั้นจึงตั้งจิตขอให้แม่และสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงการตรัสรู้ธรรม ความปรารถนาในประการสุดท้ายเรียกว่า “โพธิจิต” เมื่อตั้งจิตนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของแม่แล้ว ให้นึกถึงพ่อในลักษณะเดียวกัน จากนั้นจึงนึกถึงญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ จากนั้นให้นั่งสมาธิถึงบุคคลที่เป็นศัตรู แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากในโลกนี้ไม่มีศัตรูถาวร ศัตรูที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ศัตรูทางกาย เป็นศัตรูบางส่วนเท่านั้นเอง ถ้าหากว่ามีสิ่งที่เรียกว่าศัตรูถาวรจริงๆ คนๆ นั้นจะต้องเป็นศัตรูสำหรับทุกคน ไม่ใช่เป็นศัตรูเฉพาะแต่กับเราเท่านั้น เมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้วก็เข้าใจต่อไปอีกว่า สัตว์โลกทุกชีวิตไม่มีแม้แต่หนึ่งเดียวที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเรามาก่อน ในภพชาตินับไม่ถ้วนที่เราเกิดมาความสัมพันธ์หรือบุญคุณระหว่างพ่อแม่ที่มีต่อลูกไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกภพทุกชาติ พ่อแม่และลูกมีความรับผิดชอบต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องดูแลกันเพราะทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กัน ในทางโลกถ้าผู้ใดไม่ดูแลพ่อแม่ให้ดีก็ถือเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ดูแลลูกก็เป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกมีมานานแล้วต่างกันแค่ภพชาติหรือเวลาเท่านั้นที่ต่างออกไป เราทุกคนเคยมีพ่อมีแม่มากมายหลากหลายนับไม่ถ้วนเพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน พ่อแม่บางภพชาติอาจอยู่กับเราในเวลานี้ เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกันอีก แต่พ่อแม่อีกจำนวนมากอาจอยู่ในนรก บางท่านอาจเป็นเปรตอยู่ แม้แต่ในหมู่มนุษย์พ่อแม่บางคนก็กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ดังนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือพวกเขาแม้จะไม่ใช่พ่อแม่ในชาตินี้ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกไม่ว่าชาติไหนเปรียบได้กับความหิว ไม่ว่าจะเกิดในภพชาติไหนเมื่อเรารู้สึกหิว มันก็เป็นความรู้สึกแบบเดียวกันทุกภพชาติ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ตั้งจิตให้ทุกชีวิตมีความสุข ขอให้ทุกชีวิตเข้าถึงการตรัสรู้ เมื่อเราทำกุศลใดๆ เราต้องอุทิศด้วยการไม่คิดแต่จะให้ตัวเองมีความสุข แต่ต้องอุทิศให้สัตว์โลกที่เป็นพ่อแม่เราในทุกภพทุกชาติมีความสุขด้วย

การนั่งสมาธิทงเลนเป็นการสอนให้เรามอบความรู้สึกดีๆ มอบกุศลผลบุญของเราให้คนอื่น และรับความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาด้วยการใช้ลมหายใจ ตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกยาก นั่นเพราะเรายังไม่ชิน แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็จะง่ายขึ้นและเป็นธรรมชาติขึ้นเอง การฝึกแบบนี้จะทำให้เรามีความสุข ทำให้เราอยู่บนวิถีที่จะบรรลุธรรมได้ เราจะได้บ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหัวใจของการตรัสรู้ธรรมในอนาคต

วิธีการนั่งสมาธิทงเลน (แลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก)

นั่งขัดสมาธิเพชรหรือขัดสมาธิชั้นเดียวตามแต่ถนัด แต่หลักสำคัญคือให้กระดูกสันหลังตั้งตรง เพื่อให้ช่องลมภายในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก ตามองต่ำ ไม่หลับตา จากนั้นให้ใช้นิ้วปิดจมูกไว้ข้างหนึ่ง เวลาหายใจออกให้ตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้เคยทำมานับภพชาติไม่ถ้วนมอบให้กับผู้อื่น และเมื่อหายใจเข้าให้น้อมนำความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาที่ตัวเรา ให้นึกว่าเราสูดเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามาทางลมหายใจ หากเรามีโพธิจิตความทุกข์และสิ่งแย่ๆของผู้อื่นที่เรารับเข้ามาทางลมหายใจนั้นจะไม่สามารถทำร้ายหรือทำอันตรายเราได้ เพราะเรามีจิตของพระโพธิสัตว์เป็นเกราะกำบังเราอยู่ แต่หากเราไม่มีโพธิจิตเราก็ต้องบ่มเพาะให้เกิดโพธิจิตก่อน โดยการนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของพ่อแม่อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น จากนั้นจึงค่อยนึกถึงสัตว์อื่น

พระอาจารย์อติศะกล่าวไว้ว่าเมื่อเราหายใจเข้า ไม่เพียงแต่จะมีธาตุทั้ง 5 เท่านั้นที่เข้าไปในร่างกาย แต่ยังมีความคิดเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนความคิดหรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ให้เป็นกุศลได้ เมื่อเรามีโพธิจิตเหล่าเทพทั้งทางโลกและทางธรรมก็จะอนุโมทนาและปีติกับเรา ที่เราเรียกว่าจิตแบบพระโพธิสัตว์นั้นจริงๆ มีอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าเราได้บ่มเพาะฝึกปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน เมื่อเราตั้งจิตแบบนี้และฝึกปฏิบัติแบบนี้เราสามารถช่วยสัตว์โลกได้นับจำนวนไม่ถ้วน พระอาจารย์อติศะได้เผยแผ่พระธรรมในลักษณะเช่นนี้และมีลูกศิษย์คนแรก คือ ท่านตมเตินปะ วันหนึ่งพระอาจารย์มีแผลที่มือก็บอกให้ศิษย์ช่วยเป่าให้เพราะศิษย์มีจิตแบบโพธิสัตว์ย่อมมีผลให้แผลหายได้ ซึ่งคนอื่นๆ ที่ไม่มีโพธิจิตทำไม่ได้ เมื่อเป่าแล้วก็หายจริงๆ หรือตัวอย่างของพระอาจารย์อาดรัก ริมโปเช ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านกุงกา ริมโปเช ท่านฝึกสมาธิทงเลนและทำให้สัตว์อื่นหายทุกข์ได้ ท่านอาดรัก ริมโปเช เลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว วันหนึ่งมีคนปาก้อนหินไปที่สุนัขตัวเมีย เป็นแผลใหญ่ที่คอ ท่านสงสารสุนัขตัวนั้นจึงนั่งสมาธิทงเลนให้ จากนั้นแผลของสุนัขก็หายแต่ที่คอของท่านอาดรัก ริมโปเช มีรอยแดงใหญ่ปรากฏอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน เรื่องเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเห็นได้แม้ในปัจจุบัน การฝึกสมาธิแบบนี้เท่ากับเป็นการฝึกทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือผู้อื่นได้รับความสุข ทางธรรมคือเราบ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหนทางบรรลุธรรม

คำถาม: การรับเอาความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาในตัวเรา จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ และถ้าหากเราไม่มีบุญกุศลเพียงพอจะสามารถรับเอาความทุกข์ของคนอื่นไหวหรือ ?

คำตอบ: ถ้าเราฝึกปฏิบัติด้วยความต้องการแบ่งเบาความทุกข์ของคนอื่นด้วยใจจริง ไม่มีการลังเลสงสัย ไม่มีการ เสแสร้งแกล้งคิดแม้เพียงน้อยนิด ความทุกข์ทั้งหลายของคนอื่นจะไม่สามารถกระทบเราได้ เพราะเรามีโพธิจิตเป็นเกราะกำบังอยู่และเมื่อฝึกจนกระทั่งจิตละเอียดขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกว่าฝึกอยู่ในขั้นสูง เราก็จะไม่ได้รับความทุกข์ใดๆ เลย แต่หากเราไม่มีโพธิจิตก็ยิ่งจำเป็นต้องบ่มเพาะให้มีเพราะโพธิจิตเป็นหัวใจของการทำสมาธิทงเลน บางคนมีโพธิจิตมาแต่กำเนิด บางคนไม่มี ก็จำเป็นต้องฝึกให้มี เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ โพธิจิตจะเกิดขึ้นเอง สมาธิทงเลนช่วยให้โลกมีสันติสุข เพราะคนเห็นแก่ตัวน้อยลง โกรธกันน้อยลง อิจฉาริษยากันน้อยลง ขณะที่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเพิ่มขึ้น โลกจึงมีความสุขมากขึ้น ในพระสูตรหลายเล่มกล่าวว่าผู้ใดคิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น ผู้นั้นคือพระโพธิสัตว์ ผู้ใดคิดถึงแต่ตัวเองผู้นั้นเป็นสัตว์โลก ถ้ามีความกรุณาเกิดขึ้นในจิต ความกรุณานั้นเองจะเป็นเกราะกำบังภัยอันตรายทั้งปวง และเมื่อฝึกปฏิบัติทงเลนไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีศัตรูและจะเป็นที่รักของผู้อื่น เนื่องจากเราไม่มีจิตคิดร้ายผู้ใด มีแต่จิตอยากให้เขามีความสุขไม่มีความทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น หมอกับคนไข้ ถ้าหมอมีความเมตตากรุณารักษาคนไข้และอยากให้คนไข้หายอย่างแท้จริง คนไข้ย่อมรับรู้ความรู้สึกเมตตากรุณาของหมอ รู้คุณหมอ และเป็นเพื่อนกันได้ในที่สุดแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อเราผูกมิตรกับใครด้วยความรู้สึกให้ เขาย่อมเห็นเราเป็นเพื่อนและเราก็ได้ประโยชน์จากมิตรภาพนั้น ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันต่อไป แต่ถ้าหากเราอยากแต่จะสาปแช่งผู้อื่น อิจฉาริษยาผู้อื่น อยากได้ของของผู้อื่น เราก็จะมีแต่ศัตรู เพราะเขาย่อมรู้สึกถึงเจตนาที่ไม่ดีจากเรา และเมื่อเป็นศัตรูกันก็มีแต่ความเกลียด ความอาฆาต ความไม่ชอบ ดังนั้น ควรคิดถึงผู้อื่นในทางที่ดีคิดถึงแต่ประโยชน์สุขของคนอื่นเพราะทำให้จิตเรามีความสุขกว่าคิดแต่จะเกลียดชังกัน และหลักการนี้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สังคมมีความสุขในทุกระดับ และไม่ได้หมายความว่าการฝึกแบบนี้เป็นการมอบกายมอบใจของเราให้คนอื่นจริงๆ แต่ในขั้นนี้เป็นเพียงการฝึกตั้งจิต เป็นการบ่มเพาะโพธิจิตให้เกิดขึ้นเท่านั้น ในขั้นของการฝึกมอบกายมอบใจของเราให้ผู้อื่นจริงๆ นั้นเป็นขั้นสูงมาก เป็นการฝึกขั้นละเอียด ซึ่งไม่สามารถที่จะเรียนรู้กันได้โดยง่าย โดยเฉพาะหากเราไม่เคยบ่มเพาะโพธิจิตมาก่อน

คำถาม: ตอนที่เรานึกถึงบุญคุญของพ่อแม่นั้น จะเรียกว่าเป็นการทำสมาธิได้หรือ เพราะจิตเรามัวแต่คิดไม่ได้อยู่กับความว่าง จิตเราไม่ได้สงบจากความคิดเลย และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนจิตเราเป็นสมาธิแล้ว ?

คำตอบ: การที่เรานึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นกุศลถือได้ว่าเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะการคิดแบบนี้ไม่ใช่การคิดฟุ้งซ่าน การคิดตามแนวทางนี้ต้องอาศัยสมาธิจึงสามารถน้อมนำให้โพธิจิตเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าคิดแบบฟุ้งซ่านโพธิจิตก็ไม่เกิด การทำสมาธิมีหลายแบบ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้มากมายทั้งสมาธิแบบที่จิตสงบไม่คิดสิ่งใดเลย หรือ สมาธิแบบซกเช็น และสมาธิที่เกิดจากการนึกคิดสิ่งที่เป็นกุศลหรือสมาธิทงเลน การที่จิตเกาะอยู่กับสิ่งที่เป็นกุศลนั่นก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการปฏิบัติสมาธิเพื่อสิ่งใดและในช่วงเวลาใด ความเหมาะสมของการทำสมาธิจึงอยู่ที่จุดประสงค์ของการฝึก การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เป็นการฝึกบ่มเพาะความเมตตา เพื่อให้กลายเป็นบุคลิกลักษณะของเราอย่างเป็นธรรมชาติต่อไป ดังนั้น การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เพื่อบ่มเพาะความเมตตานั้นก็ต้องอาศัยสมาธิในการน้อมนำจิตให้เกิดความเมตตาด้วย การฝึกสมาธิทงเลนในตอนแรกๆ ให้ทำทีละ 9 ครั้ง คือ หายใจเข้าออก 9 ครั้ง แล้วหยุด แล้วเริ่มทำอีก 9 ครั้งแล้วหยุด

ช่องว่างระหว่างความคิด

อุบายอย่างหนึ่งที่ครูบาอาจารย์มักจะใช้แนะนำศิษย์ที่ปฏิบัติสมาธิ ได้แก่การมองหา “ช่องว่างระหว่างความคิด” หลักการก็คือว่า คนเรานั้นไม่สามารถคิดได้มากกว่าหนึ่งเรื่องในเวลาเดียวกัน และเนื่องจากจิตของเราคิดอยู่ตลอดเวลา จึงมีช่วงเวลาหนึ่งที่จิตไม่ได้คิดอะไร แต่ตื่นอยู่เฉยๆ ซึ่งจะอยู่ระหว่างตรงที่ความคิดหนึ่งจบไปแล้ว และอีกความคิดหนึ่งกำลังจะเข้ามา ช่วงเวลานี้แหละที่เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ตื่นรู้” อันสำคัญ เป้าหมายของการปฏิบัติสมาธิก็คือการอยู่กับช่องว่างตรงนี้ ตอนแรกก็พยายามหาช่องนี้ให้พบ และเมื่อพบแล้วก็พยายามปฏิบัติเพื่อให้ช่องนี้กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่อง นี้ฟังดูง่ายๆแต่จริงๆแล้วเป็นหัวใจของการปฏิบัติทั้งหมด ซึ่งเราสามารถปฏิบัติตรงจุดนี้ได้ทั้งชีวิต ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ใหม่ๆฟังดูเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน ตอนนั้นฟังดูเหมือนกับว่าความคิดหนึ่งเมื่อหยุดไปแล้ว ช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อนั้นสั้นนิดเดียว แล้วจะหาได้อย่างไร ตอนนั้นคิดเหมือนกับว่าเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน เป็นเรื่องทางเทคนิคที่เหมือนกับปฏิบัติได้ยากมากๆ

แต่เมื่อปฏิบัติ สมาธิกรรมฐานไปเรื่อยๆ ก็พบว่าจริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่ยากอย่างที่คิดไว้ตอนแรก สิ่งที่เราควรทำในระยะแรกคือให้จิตแนบแน่นอยู่กับอะไรก็ตามที่เรายึดเป็นจุด รวมของสมาธิ ส่วนใหญ่เราจะเน้นที่ลมหายใจ คือให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ รู้สึกตัวเมื่อลมเข้า ลมออก หรือไม่มีลมวิ่งเนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือบางคนอาจจะเน้นที่บริกรรมคำพูด หรือบริกรรมเป็นภาพนิมิตที่ตัวเองกำหนดขึ้น เช่นนึกภาพว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในร่างกายเรา เป็นต้น ศูนย์รวมจิตในการทำสมาธินี้ท่านเรียกว่า “อารมณ์ของสมาธิ”

เมื่อ จิตแนบแน่นอยู่กับศูนย์รวมเหล่านี้พอสมควรแล้ว เราก็จะพบว่าการหาช่องว่างระหว่างความคิดเป็นเรื่องธรรมดาๆ เมื่อจิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ของสมาธิแล้ว ก็จะไม่คิดไปต่างๆนานา แต่ก็เป็นอย่างนี้ไปไม่ได้ตลอด ไม่ช้าไม่นาน (สำหรับเราๆที่เพิ่งเริ่มฝึกปฏิบัติสมาธิ) จิตเราก็จะเริ่มคิดไปถึงสิ่งต่างๆ หน้าที่ของเราก็คือให้รู้ตัวว่าจิตได้คิดออกไปแล้ว ก็เพียงแค่นำจิตกลับมาสู่อารมณ์ของสมาธิ หลังจากนั้นจิตก็คิดออกไปอีก ก็นำกลับมาด้วยวิธีเดียวกัน ทีนี้ ช่องว่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อจิตกลับมาสู่อารมณ์ของสมาธิ จนถึงขณะที่จิตกลับไปคิดฟุ้งซ่านอีกครั้งหนึ่งนี่แหละ ที่เรียกว่า “ช่องว่างระหว่างความคิด” หน้าที่ของผู้ปฏิบัติก็คือ พยายามมองเห็นช่องว่างนี้ และทำให้ช่องว่างนั้นถ่างออกไปเรื่อยๆ

ครู บาอาจารย์บอกว่า ช่องว่างนี้แหละที่เป็นจุดสำคัญยิ่ง เพราะเป็นช่วงขณะที่จิตปราศจากความคิดฟุ้งซ่านหรือการปรุงแต่งใดๆ เป็นช่วงขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่พระพาหิยะว่า เป็น “การสักว่าเห็น” “สักว่าได้ยิน” “สักว่ารับรส” ฯลฯ ซึ่งเป็นเวลาที่จิตตื่นรู้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากช่วงเวลานี้ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านใดๆ หรือพูดให้ถูกกว่านั้นคือไม่มีความคิดใดๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ปฏิบัติหลับไป ในทางตรงข้ามช่วงเวลาของช่องว่างระหว่างความคิดนี้ เป็นช่วงที่เราเป็น “ผู้ตื่น” อย่างสมบูรณ์

เราอาจลองทำแบบนี้ดู คือเมื่อจิตเป็นสมาธิจากการปฏิบัติพอสมควรแล้ว เช่น เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจได้โดยไม่ต้องคอยนับ ก็มามองจิตเองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทันทีที่รู้ตัวว่าคิดก็กลับมารู้สึกตัวอยู่กับสมาธิ แล้วก็วางจิตให้อยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องบังคับ และไม่ปล่อยจนสุด ถ้าเราบังคับก็จะเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบาย ซึ่งผิดเป้าประสงค์ของการปฏิบัติสมาธิ แต่ถ้าเราปล่อยมากไป ก็อาจหลับไปได้ ซึ่งก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์อีกเช่นกัน

เมื่อวางจิตแบบนี้ก็สังเกตอยู่ เฉยๆ ไม่ช้าไม่นานจิตก็จะเริ่มคิดอีก เมื่อเรารู้ตัวเช่นนี้เราก็เห็นว่าช่องว่างนั้นปิดไปแล้ว ก็รอให้ความคิดนั้นจบไป แล้วเริ่มอยู่กับช่องว่างอีก

ทำเช่นนี้ เรื่อยไป เราจะพบว่าเราอยู่กับช่องว่างได้นานมากขึ้น ช่องว่างจะไม่ใช่อะไรที่ไกลตัวเราหรือยากเกินไปอีกแล้ว

แล้วทำไมเรา ถึงต้องพยายามมองหาช่องว่างแล้วอยู่ในนั้น? ก็เพราะว่าเป้าหมายของการปฏิบัติสมาธิ ได้แก่การนำตัวเองให้พ้นออกจากอวิชชา ความทุกข์ทั้งหลายนั้นล้วนเกิดจากการที่เราไม่ดำรงอยู่ในช่องว่างระหว่าง ความคิดนี้ทั้งสิ้น เราคิดกลับหัวกลับหาง คือแทนที่เราจะมองว่า ช่วงของช่องว่างนี่แหละคือสิ่งจริงแท้ แต่เรากลับไปมองว่าช่วงที่ไม่ใช่ช่องว่าง ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่จิตปรุงแต่งไปต่างๆนานา เป็นความจริง แต่หากเราคิดแบบนี้ เราก็จะตกอยู่วังวนของความทุกข์ไม่รู้จบสิ้น

The Soul of the Robot

One of the most discussed topics at the 5th Asia-Pacific Computing and Philosophy Conference (APCAP 2009) at the University of Tokyo was about the ethics of robots. This is not so surprising given that Japan is one of the leading countries in robot technology and thinking about robots which look like humans and do things that humans can do naturally make it necessary to ponder how these powerful robots can behave ethically. Robotic technology has advanced to such an extent that it is not far fetched any more to start thinking seriously about robots which are capable of making autonomous decisions and even can think on their own. In fact robots have beaten humans in many areas that require thinking, such as chess and doing algorithmic mathematics. We need to be able to anticipate the time when robots can be conscious just like us, capable of using and understanding language. Since they will be much more powerful than we do, thinking, autonomous robots pose a very serious threat to human security. it is possible that even our survival as a species is at stake once the robots are capable of complete independence from human supervision and guidance.

So the main task of the emerging field “robot ethics” is how to design robots which are capable of making ethical decisions and behaving ethically. In order to do that it is necessary to understand fully what really makes an action “ethical” and what principles lie behind ethical behavior. This is not an easy task at all. In the end thinking about robot ethics makes us understand ourselves better. Why are we ethical beings? What kind of mechanism lies behind ethical behavior? How can we teach someone to understand the need for ethics? These questions are important for us as much as for the emerging autonomous and conscious robots, perhaps more.

The conference started with a keynote talk by Hiroshi Ishiguro, who gained worldwide fame through his research on producing lifelike and humanlike robots, which he calls “geminoid.” The word comes from the zodiac gemini, whose constellation resembles a twin. So ‘geminoid’ means something like a smaller twin. Let us look at a picture of Ishiguro and his robotic twin:

Ishiguro also showed this picture during his talk in Tokyo, but I kind of forgot who was the real Ishiguro and who was the geminoid. My guess is that the one on your right is the real professor, but the left one is the geminoid. Ishiguro talked about how he engineered the geminoid. He said that he installed a sense of ‘touch’ to the robot so that if you touch it, it can make some kind of responses. He showed a video of another robot which does not look like a human. Somebody touched the robot on various parts of its body, and it trained its head to look at the source of the touch and even watched up to see who is touching it. The geminoid also has the capability of “talking” (through speaker) and it can make a variety of making facial expressions.

All these bring us to think whether the robot can have a soul. Of course Buddhism does not recognize an eternal soul, but metaphorically we can certainly talk about a being who has a ‘soul,’ meaning that it has a mind, thoughts, feelings, emotions. If we can finally have a robot which can really think just like we humans do, then does the robot have a soul in the same way that people say we humans have a soul? By having a soul, I mean the kind of inner representation. I represent to myself, thinking about myself and set myself apart from everything else in the universe. If the robot is fully conscious, it has to be able to do the same in every respect. That is, it must be able to think in terms of the subject and the object. It must be able to represent itself to itself and see that itself is completely different from whatever is outside. In other words, the conscious robot has to have a sense of the ego. It has to be able to refer to itself using the first person pronoun, ‘I.’

But if this is the case, then robots are no different from humans. As humans are capable of becoming released from the bondage of samsara in this very life, so can the fully humanlike robots. If the robot can represent to itself using the first person pronoun, then what this means is that the robot falls under the spell of ignorance (avidya), believing that there is an ‘I’ that is the core of the person in need of great care and protection.

I have said that thinking about thinking robots can provide us with insights on how to understand a human being. If a robot can have consciousness, then consciousness does not require a presence of an eternal soul that animates an organism. Only what is there physically suffices. Buddhism has nothing against that. But then there is the question how we can account for the inner life, the subjective experience that all of us have? This may be something that is not there substantially in the world. It is only our representations to ourselves, leading to our attachment and unchecked belief in the ‘I,’ that gives us a sense of there being a concrete, substantial ‘I’ that look so formidable.

So perhaps this implies that Buddhism would have less against robots than the other religions, especially those that insist that human beings were created in the image of God. However, Buddhism does have its own problem. If robots and humans in the end are not too different, then it must be possible for a human being to be born again as a robot, and vice versa? This question obviously did not make it to the Tokyo conference, but it does merit serious consideration, I think.

Staying in the Present

One of the teachings given by Nyima Dakpa Rinpoche at the construction ceremony of the Tara Great Stupa in Hua Hin was that we should constantly be at the present moment. The past is already passed. We can’t bring the past back. The future does not yet happen. So if we keep on thinking about either the past or the future, then we are actually living in a dreamworld. Only the present is real. It is only in the present, the ‘now,’ that we are totally alive and that we are capable of doing anything. It is only in the present moment that we do exist, that we can make any changes, any transformations.

This is a simple yet profound teaching. We need to ponder what it means to say that only the present is real. We may begin by considering the past and the future first. Beings that are wandering in samsara do not live in the present. They are compelled by their past, by their worries, by habitual tendencies that cause them to perceive things in ways that are conditioned by their traces of karma. For example, we have a tendency to get angry when things do not go the way we want. Perhaps we get stuck in a traffic jam and we get annoyed and angry. We become angry because we are conditioned by our habits of wanting to satisfy ourselves and then when what we want does not come fast enough, we get frustrated, angry.

The karmic traces work at a very deep level, and most of us are unaware of it. We believe that we have an “ego” — our own selves — our “I’s”, that need to be taken care of and satisfied. This trace goes back a very long way. We long for satisfying this “I” and when we do not get it, the “I” gets frustrated, bringing about suffering. But when it is satisfied, the “I” does not stop there. It then longs for another thing, and another, and another, and so on without end. That is why beings wander about in the life cycle of birth and death. In fact the life cycle or samsara is nothing but the projections of our own minds which is conditioned by past action or karmas.

Likewise, when we think about the future, we are really thinking of what does not exist. We make plans and when the plan is not realized, we also gets frustrated. Some may be so obsessed with future plans that they become neurotic, losing touch with the real world. Rinpoche said that those who habitually think about the future include those want to procrastinate because they fall under the spell of their egos which want things to remain the way they are. Since dharma practice has a direct effect on the ego, the ego does not want us to do that. So it keeps telling us of all sorts of excuses so that we don’t start practicing. The ways of the ego are so wily.

So what do we do? We remain focused in the present all the times. At least that is the goal. By doing this we do not follow any thoughts and lose ourselves in those thoughts. In fact those who stay in the past or the future are those who lose themselves in their thoughts. They are being led around by their own thoughts, which they believe to be really meaningful and tangible. But thoughts are only thoughts. They are fabrications created by the ego to “make sense” of the world. The problem is that by “making sense” one ironically loses sense of the real reality, which just cannot be said of through words.

Which comes to another of Rinpoche’s teachings that day. One should learn how to say it without actually saying it. This sounds paradoxical, but Rinpoche asked us to ponder its meaning. This is a way of practicing the Dharma itself.