เวทีสันติประชาธิปไตย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมโครงการ “เวทีสันติประชาธิปไตย” หรือที่มีชื่อเล่นว่าโครงการ “อึด ฮึด ฟัง” ที่โรงแรมสุโกศล โครงการจัดโดย อ. โคทม อารียา จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผมเคยร่วมงานกับอาจารย์โคทมสมัยอาจารย์ยังอยู่คณะวิศวะ จุฬาฯ ก่อนที่จะไปเป็นกรรมการ กกต. หลังจากนั้นก็ไม่ได้ร่วมงานกันอี จนกระทั่งมีโครงการนี้และโครงการอื่นๆที่ต่อเนื่องเกี่ยวกับการปรองดองและการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยในสังคม

เนื้อหาของการประชุมครั้งนี้ก็เกี่ยวกับการปรองดองในสังคมไทยอีกเช่นกัน โดยอาจารย์พยายามเชิญตัวแทนจากทั้งฝ่ายแดงกับฝ่ายเหลืองให้มาพูดคุยกัน ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามที่ดี การเชิญนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากทั้งสองฝ่าย ในวันที่ผมไปร่วมประชุม ก็เห็นมีอาจารย์ตุลย์ แกนนำเสื้อหลากสี  อาจารย์สุธาชัย แล้วก็คนอื่นๆอีกหลายคน

อาจารย์โคทมพยายามให้พวกเรารับรู้ถึงแนวทางในการปรองดองกันในประเทศต่างๆ เช่นไอร์แลนด์เหนือกับอัฟริกาใต้ คงทราบกันว่าไอร์แลนด์เหนือมีปัญหาเกี่ยวกับชาวคาธอลิคกับโปรเทสแตนท์ โดยพวกหลังยังจงรักภักดีกับกษัตริย์อังกฤษ และเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์ต่างๆเหนือกว่าอีกฝ่ายที่เป็นคาธอลิคมาโดยตลอด ฝ่ายคาธอลิคพยายามจะดึงเอาไอร์แลนด์เหนือไปรวมกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งแยกตัวไปก่อนแล้วและเป็นประเทศที่มีชาวคาธอลิค ไอร์แลนด์เหนือรบกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ปรองดองกันได้ทำให้แคว้นนี้สงบ ไม่มีการรบกันยิงกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฝ่ายคาธอลิคกับโปรเทสแตนท์ก็อยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีปัญหารุนแรง

อัฟริกาใต้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อรัฐบาลของคนผิวขาวที่ยึดนโยบายเหยียดผิวต้องลงจากอำนาจ และพรรค ANC ของเนลสัน มันเดลาขึ้นครองอำนาจแทน นโยบายหลักของมันเดลาคือสร้างความปรองดองในชาติ ระหว่างคนผิวขาวกับผิวดำ วิธีการก็มีต่างๆซึ่งอาจารย์โคทมได้มานำเสนอในที่ประชุม คนผิวขาวเคยครองอำนาจทางการเมืองมาเป็นเวลายาวนาน กดขี่คนผิวดำที่เป็นเสียงข้างมากอย่างทารุณโหดร้าย แต่มันเดลาของให้ลืมเรื่องความหลัง และร่วมกันสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็ทำได้ดียิ่ง คนผิวขาวยอมที่จะให้คนผิวดำมาปกครองประเทศ และในเวลานี้อัฟริกาใต้ก็มีประธานธิบดีเป็นคนผิวดำมาหลายปีแล้ว

ตัวอย่างของการสานเสวนาเพื่อความปรองดอง – หมอตุลย์กับคุณประวิตร

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในเมืองไทยที่เป็นอยู่ในเวลานี้เป็นคนละเรื่องกับที่เกิดในไอร์แลนด์เหนือกับอัฟริกาใต้ ในสองประเทศนี้ความขัดแย้งมีมาเป็นร้อยๆปี ฝังรากลึกยาวนาน แต่ในประเทศไทยหากพิจารณาเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีอายุแค่หกปีเท่านั้น สาระของความขัดแย้งก็ไม่ใช่เรื่องศาสนาหรือสีผิว ทั้งสองฝ่ายที่มาขัดแย้งกันนับถือศาสนาเดียวกัน สีผิวก็เหมือนกัน ไม่ได้มีความขัดแย้งที่คุกรุ่นลุกโชนมาเป็นร้อยๆปี จะเรียกว่าขัดแย้งกันก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่อีก เพราะหากพิจารณาจากเรื่องฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ ที่เคยเป็นแกนของความขัดแย้งเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็พบว่ามี “สหายเก่า” บางคนไปอยู่ฝ่ายเหลือง และมีบางคนอยู่ฝ่ายแดง เรื่องที่นำมาเป็นประเด็นขัดแย้งก็ไม่ใช่เรื่องคอมมิวนิสต์อีกต่อไป ฝ่ายแดงกลับพยายามเรียกร้องให้เปิดประเทศและเป็นทุนนิยมมากขึ้นด้วยซ้ำ

ตกลงก็คือว่า ความข้ดแย้งที่ อ. โคทมอยากให้ปรองดอง ไม่ใช่เรื่องศาสนาหรือสีผิว หรืออุดมการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์กับโลกเสรี ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต แต่เมื่อไม่มีสงครามเย็นอีกต่อไป การขัดแย้งด้านอุดมการณ์เรื่องนี้ก็ไม่มีไปด้วย

บางคนบอกว่าความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบันอยู่ที่ตัวบุคคลนักการเมืองเพียงคนเดียว ได้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ก็มีปัญหาว่าเหตุใดความข้ดแย้งจะยังคงอยู่ แม้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะไม่มีบทบาททางการเมืองอีกแล้ว เพราะต้องหนีออกไปต่างประเทศ ฝ่ายเหลืองพยายามบอกว่า แม้ พ.ต.ท. ทักษิณจะอยู่ต่างประเทศ แต่ก็กำลังชักใยการเมืองอยู่ แต่คำถามก็คือว่า ถึงแม้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณอาจจะยังมีบทบาททางการเมืองจริง แต่เหตุใดจึงสามารถรักษาคะแนนนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมากได้ ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถ้าทั้งหมดอยู่ที่ตัวบุคคลของทักษิณจริงๆ เมื่อทักษิณไม่อยู่เรื่องก็ควรจะจบ หรืออย่างน้อยก็ไม่น่ามีบทบาทสูงได้ขนาดนี้ คำถามที่ต้องการคำตอบคือเหตุใดทักษิณจึงยังครองใจประชาชนจำนวนมากของประเทศได้อยู่

ดังนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรอบหกปีที่ผ่านมา จึงเป็นความขัดแย้งทางการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมประชาธิปไตย แต่รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงก็คือว่า ฝ่ายที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ เป็นฝ่ายที่มีอำนาจอิทธิพลมาเป็นเวลายาวนาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไปเป็นสังคมเปิดมากขึ้น มีคนจำนวนมากขึ้นที่ต้องการมีบทบาทในการปกครองประเทศร่วมกับกลุ่มที่ยึดครองอำนาจมายาวนาน กลุ่มนี้ก็เกิดความกลัว ไม่ยอมให้กลุ่มที่ขึ้นมาใหม่มีอำนาจเช่นเดียวกับตน จุดนี้เองที่เป็นปัญหา

เมื่อเป็นเช่นนี้ การปรองดองจึงไม่ใช่เรื่องของการลืมความหลัง หรือการหาความจริงแต่เพียงเท่านั้น (แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีผลจากการสังหารประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา) แต่ต้องอยู่ที่การจัดการระบบการแบ่งสรรอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นธรรมและเปิดกว้าง ไม่ใช่ให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนเพียงกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวแบบในอดีต ฝ่ายอำนาจเก่ามักอ้างว่า การเปิดให้ประชาชนมีบทบาทในการวางทิศทางของประเทศในวงกว้าง เป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองหาประโยชน์ส่วนตัวจากการไปจัดการกับการเลือกตั้งให้ผลมาเข้าข้างฝ่ายตน แต่ข้ออ้างนี้ไม่สามารถใช้ได้แล้ว เพราะประชาชนตื่นตัวกันมาก รับรู้ว่าสิทธิของตนในฐานะเจ้าของประเทศเป็นอย่างไร ข้อมูลข่าวสารกำลังแพร่กระจายออกไป ชาวบ้านก็สามารถรับรู้ได้เช่นเดียวกับคนในเมือง งานวิจัยหลายฉบับได้ผลตรงกันว่า ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทกำลังหายไป คนนอกเมืองเดินทางเข้าออกเมืองกันเป็นว่าเล่น ทำงานหลายงานในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ทำแต่การเกษตรในชนบทอย่างเดียว ลูกหลานของชาวชนบทก็มีการศึกษามากขึ้น กลายเป็นชาวเมืองไป หรือเป็นชาวเมืองที่ไปๆมาๆระหว่างเมืองกับชนบท (ซึ่งทำให้เรียกไม่ถูกว่าตกลงแล้วเป็นชาวเมืองหรือชาวชนบทกันแน่)

สถานการณ์แบบนี้ทำให้การพยายามสร้างความ “ปรองดอง” ในความหมายของการที่สองฝ่ายรบกันแล้วตายกันเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่จำเป็นเร่งด่วนสูงสุดอีกต่อไป เพราะสิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือสร้างความยุติธรรมในสังคม แบ่งสรรอำนาจการปกครองอย่างถูกต้องชอบธรรม การทำอย่างนี้เท่านั้นที่จะทำให้เกิดการ “ปรองดอง” ในความหมายว่าทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันทางการเมือง สามารถอยู่ร่วมประเทศเดียวกันได้โดยไม่ฆ่ากัน หรือไม่ทำลายอีกฝ่ายให้สูญสิ้นไป วิธีการเดียวที่จะทำเช่นนี้ได้ คือต้องมีการปกครองด้วยกฎหมายอย่างแท้จริง มีแต่ความยุติธรรม หลักกฎหมายที่เป็นธรรม ที่มุ่งคุ้มครองประชาชนทั้งหมด และการปกครองที่ให้สิทธิให้เสียงแก่คนทุกคนอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะสร้างความปรองดองในความหมายนี้ได้ ซึ่งก็เป็นความปรองดองที่จำเป็นยิ่งสำหรับสังคมไทยในเวลานี้

 

My Political Stance

Thanks to my friend at phisite.in.th, I came across this quiz for political viewpoint from the Okcupid website. After taking the test here is the result. I would not disagree with it :-)

Your results are in!

You are a
Social Liberal
(60% permissive)

and an…

Economic Liberal
(35% permissive)

You are best described as a:

Centrist

Link: The Politics Test on Ok Cupid
Also: The OkCupid Dating Persona Test

Twitter

Finally I am a member of the Twitter community. For those who don’t know this, Twitter is like WordPress, only that it is much shorter. You are allowed only 140 characters of posting in your “blog.” No more. This is like sending short messages from the cell phone. In fact Twitter and the cell phone fit each other like hand and glove.

WordPress has receognized the power of Twitter by putting a new widget so that blog readers can have access to the Twitter microblog right inside the WordPress blog. But Twitter has charms of its own. I have been thinking how the limits posed by the 140 characters has some significance. I am reminded of short aphorisms that some philosophers like Nietzsche or perhaps Schopenhauer were doing. Nietzsche has a book consisting of short messages which are not entirely connected. You can read one aphorism and then skip many others and come back and forth.

The purpose of Twitter is originally to let your friends know what you are “up to.” But then one can think up many other applications. One can put up interesting thoughts, short texts which fit with the way of life of people who do not have time to read anything longer than a sentence. See, this post is now more than 200 words long, but Twitter would limit that to 140 characters! No doubt it can hold much more members since it severely limits the length of the post.

So if you would like to know what I am up to, then take a look at the Twitter widget on your right. Or click this link. So there are both ‘macro’ and ‘micro’ blogs. The internet is really amazing.

Buddhist Fundamentalism

Today I gave my first full lecture at the Erasmus Program at NTNU. The topic was a very timely one, Buddhist fundamentalism. There were around eight and nine students and they were really bright ones. They were attentive during my talk and asked a lot of probing questions. I enjoyed each minute of the lecture.

Buddhist fundamentalism seems to be a problem in Thailand at this moment. Well, not exactly *this* moment as it is being caught up by the hysteric wave of violence and protests and finger pointing. But two years ago when the constitution was drafted this was the issue. A group of people, including both lay people and monks petitioned the Parliament to put in a clause in the constitution stipulating that Buddhism is to be the national religion of the country. What they wanted was official recognition of Buddhism by the state and more importantly protection of the religion in the face of growing number of perceived threats coming from both outside and inside the country.

So what different would it make if Buddhism were mentioned in the constitution as the national religion? Many believed it wound not matter at all, but this group believed that by putting this clause in the constitution, they would have a legal framework with which they would push forth policies that serve to protect and defend Buddhism. One policy would have it that monks who violate the Vinaya rules be punished for criminal offense. Now talk about separation beteween church and state! Instead of following the trend everywhere the religion and the state should be separated, these people demand that state and the Buddhist church were officially identified.

As I said, their argument is that by doing so a constitutional framework would be in place for effective policies that would protect and defend Buddhism. But does Buddhism need a defense by the power of the state? These people are not talking as much as lone meditating monks than the established Buddhist enterprise that covers much of Thailand. They are talking of, for example, temples and educational system of monks and novices, and so forth.

But where does the state get its money from? So wouldn’t it be more direct for the people to support Buddhist directly? Thai people have been doing precisely this for centuries. So what is there for the state to do? Perhaps the performance of official ceremonies. But here monks become functionaire of the state — they perform the function of “performing the rituals” for the state. And here they can be paid. But then the normal people can do the same for their monks in their villages too.

So instead of the state officially supporting the establishment Buddhism, the task should be left to the Thai Buddhists themselves. This has been the relation between the monks and the lay people for as long as there’s Buddhism.