ปัญญากับบารมีหก (ต่อ)

ในโพสที่แล้วเราพูดกันเกี่ยวกับการบรรยายธรรมของกุงกาซังโปริมโปเช เรื่องปัญญากับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศซึ่งได้ขอให้เขียนบทความต่างๆนี้ใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็จะทำตามนั้น แต่คงหลังจากโพสเรื่องนี้เสร็จสักระยะหนึ่ง

(I wrote about the teaching of Kunga Sangbo Rinpoche in the last post, and it generated quite a lot of interest from non-Thai speakers who requested me to translate or to write about the teaching again in English. This I will certainly do soon after finishing writing about the other four perfections that Rinpoche talked about last week.)

ริมโปเชได้พูดถึง “ปัญญาในบารมีหกประการ” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติบารมีหกประการอย่างมีปัญญา ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ารวดเร็วบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา ในโพสนี้เราก็จะพูดถึงบารมีอีกสี่ประการที่เหลือ

Shantideva

ท่านศานติเทวะ

ริมโปเชกล่าวว่าขันติบารมีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนตนเองในแนวทางของพระโพธิสัตว์ หััวใจของการปฏิบัติตามเส้นทางนี้ก็คือ การมุ่งมั่นบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อให้มีความสามารถเต็มเปี่ยมในการช่วยเหลือสัตว์โลกให้ก้าวข้ามพ้นจากสังสารวัฏเข้าไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง อันได้แก่ฝั่งของพระนิพพาน การมีจิตใจที่มุ่งมั่นเช่นนี้เรียกว่า “โพธิจิต” และเนื่องจากเส้นทางเป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ก้ได้แก่การมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและกรุณาแก่สรรพสัตว์ การมีจิตใจเช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการฝึกปฏิบัติขันติบารมี ขันติบารมีได้แก่การที่เราฝึกฝนสั่งสมบ่มเพาะในจิตใจ ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและไม่ถือโกรธ ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาทใดๆแม้แต่น้อยแตสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์โลกนั้นจะมาให้ร้ายหรือทำร้ายเรามากเพียงใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าขันติบารมีเป็นแก่นกลางของการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ก็ว่าได้ ริมโปเชได้กล่าวถึงข้อเขียนของท่านศานติเทวะใน “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า อันความโกรธนั้นหากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่ววูบเดียว ก็อาจทำลายบุญบารมีที่ตนเองได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันนับชาติไม่ถ้วน แต่หากความโกรธวูบเดียวนั้นก็จะเหมือนกับเพลิงที่เผาผลาญบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาให้หายไปหมดสิ้นในเวลาชั่วพริบตา

ริมโปเชเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่ทิเบตจะแตกแก่จีนไม่นาน มีพระอาจารย์รูปหนึ่งปฏิบัติธรรมจนมองเห็นอนาคตได้ ท่านได้มองเห็นอนาคตอันน่ากลัวที่ทิเบตจะต้องได้รับและก็ได้กล่าวตักเตือนผู้คนถึงภัยคุกคามที่กำลังมาเยือน เมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ก็มีคนผู้หนึ่งคนไม่ได้ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เมื่อเขาได้ยินว่าทิเบตจะประสบภัยหายนะอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เกิดความโกรธเป็นกำลัง และก็ได้ลุกขึ้นมาชกหน้าพระอาจารย์ท่านนี้เข้าอย่างแรง พระอาจารย์มิได้ตอบโต้ใดๆ และก็มิได้มีความรู้โกรธเคืองใดๆ ตรงกันข้ามท่านกลับกล่าวขึ้นว่าท่านได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกขันติบารมีอย่างจริงๆจัง เพิ่งมีคราวนี้นี่แหละที่ได้มีโอกาสปฏิบัติบารมีข้อนี้อย่างจริงจัง

การปฏิบัติขันติบารมีมิได้หมายความเพียงแค่ว่า เมื่อมีใครมาทำร้ายเรา เราจะไม่ทำร้ายตอบและข่มความโกรธขึ้นในใจไว้ แต่หมายความว่าเมื่อเกิดอะไรร้ายแรงหรือเจ็บปวดแก่ตัวเรา เราจะรับเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ และมองความเจ็บปวดนั้นว่าเป็นครูของเรา ที่มาช่วยเหลือเราให้เดินทางไปบนเส้นทางแห่งโพธิจิตอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเรา แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงหรือความเจ็บปวดขึ้น เราก็จะไม่เสียใจหรือร้องโวยวายว่าเหตุใดโรคร้ายกับความเจ็บปวดนี้จึงเกิดแก่เรา ทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นบ้าง ทำไมต้องมาเป็นเรา การคิดเช่นนี้สวนทางกับการฝึกปฏิบัติขันติบารมีอย่างยิ่ง แทนที่จะคิดว่าทำไมต้องเป็นเราที่เกิดมาเจ็บป่วยตรงนี้ เราก็คิดว่าความเจ็บป่วยและเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกระทำในอดีต ซึ่งสัตว์โลกที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏทุกตัวตนต้องประสบทั้งสิ้น แทนที่เราจะมาเสียใจหรือโกรธเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราน่าจะมองความเจ็บปวดนี้ว่าเป็นบททดสอบที่มาทดสอบว่า เราผ่านการปฏิบัติหัวช้อขันติบารมีหรือยัง การปฏิบัติเช่นนี้ที่ประกอบไปด้วยความเข้าใจแจ้งถึงบทบาทหน้าที่และความสำคัญยิ่งของโพธิจิตและแนวทางของพระโพธิสัตว์ ก็คือการปฏิบัติขันติบารมีด้วยปัญญาอันยิ่งนั่นเอง

บารมีหัวข้อต่อไปได้แก่วิริยบารมี วิริยะก็คือความพากเพียร ท่านศานติเทวะกล่าวว่าความพากเพียรนี้ไม่ได้หมายความแต่เพียงความไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และตั้งใจจริงที่จะทำให้สำเร็จ แต่ยังหมายถึงการมีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ไม่ท้อถอยแม้งานข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด วิริยบารมีจึงไปควบคู่กับขันติบารมีในแง่นี้ การดูว่าผู้ปฏิบัติคนใดเกิดมีวิริยบารมีแล้วก็คือดูว่าเขามีจิตใจที่เบิกบานในการปฏิบัติของเราหรือไม่ หรือว่าปฏิบัติไปเพียงเพราะถูกบังคับ หรือเพราะมีจิตปรารถนาเป้าหมายอื่นใดอันไม่ใช่เป้าหมายทางธรรม เช่นบางคนปฏิบัติธรรมเพราะอยากขึ้นสวรรค์ แบบนี้ริมโปเชบอกว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ถูกต้องของวิริยบารมี จริงอยู่คนที่อยากขึ้นสวรรค์นั้นอาจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติมาก แต่เนื่องจากแรงจูงใจและเป้าหมายของเขาไม่ถูกต้อง เขาจึงไม่มีจิตใจที่เบิกบานอย่างแท้จริง การจะมีจิตใจที่เบิกบานไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆของการปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิบัติ และความสำคัญของการปฏิบัตินี้ ซึ่งก็คือปัญญาในวิริยบารมี

บารมีประการที่ห้าได้แก่การปฏิบัติสมาธิ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ฌานบารมี” (ภาษาสันสกฤตว่า “ธฺยานปารมิตา”) ฌานบารมีหรือการปฏิบัติสมาธิในที่นี้ได้แก่การปฏิบัติสมถสมาธิ จิตใจของเราจะจดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ริมโปเชกล่าวว่าแนวทางหนึ่งของการปฏิบัติได้แก่การนั่งสมาธิมองดูองค์พระพุทธรูป หรือไม่ก็มองดอกบัวสีน้ำเงิน เป้าหมายคือให้จิตใจแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ริมโปเชได้เน้นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิสองแบบ คือแบบที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิธีการทำสมาธิว่าถูกหรือไม่ถูก แต่อยู่ที่เป้าหมายและแรงจูงใจในการปฏิบัติเป็นสำคัญ หากเป้าหมายถูกต้อง คือปฏิบัติสมาธิไปเพื่อให้เข้าถึงความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในพ้นจากสังสารวัฏ ก็จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเป็นเป้าหมายอื่น เช่นเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง เช่นปฏิบัติไปเพื่ออยากขึ้นสวรรค์ ก็จะเป็น “มิจฉาสมาธิ” คือสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ริมโปเชเล่าถึงพระญาติของพระพุทธเจ้าท่านหนึ่ง ชื่อว่าพระนันทะ พระนันทะเป็นพระภิกษุที่หลงติดยึดกับรูปรสกลิ่นเสียงเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าต้องการให้พระนันทะถอนตัวออกจากเรื่องเหล่านี้ ในขณะนั้นพระนันทะกำลังหลงรูปของผุ้หญิงคนหนึ่งเป็นอย่างมาก เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดไม่มีใครเสมอเหมือน พระพุทธเจ้าทรงถามพระนันทะว่าอยากเห็นคนที่สวยกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าหรือไม่ พระนันทะบอกผู้หญิงแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าบอกว่ามี แล้วก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ซึ่งบนนั้นมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่สวยกว่าผู้หญิงของพระนันทะคนนั้นอย่างที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ พระนันทะเมื่อเห็นสาวงามบนสวรรค์แล้วก็เกิดจิตใจอยากครอบครองสาวๆเหล่านั้น และก็ลืมผู้หญิงคนเดิมเสียสนิท เมื่อกลับมายังโลกพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างแข็งขันด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่า จะไปเสวยสุขกับสาวงามบนสวรรค์เมื่อถึงเวลา แต่พระพุทธเจ้าก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์อีก และก็เร่งเวลาให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่เทพบุตรเทพธิดาบนสวรรค์ เมื่อเทพเหล่านี้หมดบุญต้องออกจากสวรรค์ เทพเหล่านี้เมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่บนสวรรค์อีกต่อไป ก็เกิดอาการเศร้าโศกเสียใจต่างๆนานา ด้วยผลกรรมของความรู้สึกเช่นนี้เหล่าเทวดาจึงต้องไปเกิดในนรกภูมิ พระนันทะเห็นเช่นนี้แล้วจึงมองเห็นว่า ความสวยงามของมนุษย์หรือเทพธิดานั้นเป็นของลวงตาเท่านั้น ไม่มีสาระอะไร ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติ คราวนี้ไปตามแนวทางที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์อีกรูปหนึ่ง

บารมีประการสุดท้ายได้แก่ “ปัญญาบารมี” ซึ่งถือเป็นการสุดสิ้นเส้นทางของการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์ ผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อจากโพสนี้ในเวลาอีกไม่นาน

ปัญญากับบารมีหก

manjushriกุงกาซังโปริมโปเชมาบรรยายธรรมและมาร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิพันดาราเป็นเวลาสิบกว่าวันในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ กิจกรรมแรกที่ท่านทำได้แก่การบรรยายธรรมเรื่อง “ปัญญากับพระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ที่บ้านมูลนิธิฯ ถนนลาดพร้าว เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา ริมโปเชได้บรรยายเกี่ยวกับบทบาทของปัญญากับการปฏิบัติบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สำคัญมีประโยชน์แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมาก จึงคิดว่าเอามาเล่าให้ฟังกันในที่นี้

ก่อนอื่นก็ต้องปูพื้นก่อน สำหรับคนที่อาจยังไม่คุ้นกับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ในหนังสือเรื่อง “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” หรือ “โพธิจรรยาวตาร” ของท่านศานติเทวะ ท่านได้วางแนวทางการประพฤติปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ตามหลักของบารมีหกประการเอาไว้ ซึ่งได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีทั้งหกนี้เป็นเหมือนจุดผ่านหกจุดที่ผู้ปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์จะต้องผ่านและจะต้องสั่งสม เพื่อที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมาย ได้แก่การบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้หมดสิ้น ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นหัวใจของพระโพธิสัตว์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการปฏิบัติธรรมตามแนวของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีพระคุณแก่เราทั้งหมด และก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตอบแทนคุณของสัตว์โลกเหล่านี้ ซึ่งวิธีการตอบแทนดังกล่าวแบบสูงสุดก็ได้แก่การนำมาสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ให้พ้นจากทุกข์ของสังสารวัฏ

พระมัญชุศรีเป็นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา หรือพูดอีกอย่างก็คือว่าพระองค์ทรงเป็นพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่งแสดงตัวออกมาเป็นองค์พระโพธิสัตว์ การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรีก็คือการน้อมนำเอาพระปัญญาธิคุณนี้มาไว้ในตน ให้ตนเองมีคุณสมบัตินี้ซึ่งจะสมบูรณ์แบบในท้ายที่สุด กุงกาซังโปริมโปเชเริ่มการบรรยายด้วยการพูดถึงปัญญาในการปฏิบัติธรรม ปัญญามีอยู่สามระดับ ได้แก่ปัญญาจากการฟังหรือการอ่าน ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนาหรือการทำสมาธิ ทั้งสามอย่างต้องอิงอาศัยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะมีปัญญาระดับสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่เกิดจากการอ่านการฟังและการคิดใคร่ครวญ ดังนั้นการอ่านการฟังกับการนำมาคิดใคร่ครวญไตร่ตรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราอย่าเห็นว่าการฟังธรรมเป็นเรื่องธรรมดาๆ แล้วมุ่งไปที่การทำสมาธิเลย ถ้าทำอย่างนั้นมีโอกาสสูงที่แนวทางของสมาธิของเราจะไปผิดทาง ซึ่งจะเป็นการออกนอกแนวทางของพระพุทธเจ้าไปได้

การปฏิบัติให้เกิดปัญญา ก็ทำควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติสั่งสมบารมีหกของพระโพธิสัตว์ได้ เราเริ่มด้วยทานบารมี การให้อย่างมีปัญญาได้แก่การให้ที่ประกอบไปด้วยการเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการให้ ความหมายที่แท้จริงของการให้ก็คือเรารับรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ท้ายที่สุดแล้วตัวตนของเรานั้นไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้นการให้โดยหวังผลตอบแทนกลับเข้ามาหาตัวเรา จึงเป็นการให้ที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา ซึ่งจะทำให้ออกนอกแนวทางของพระโพธิสัตว์และจะทำให้เราไม่บรรลุถึงเป้าหมายทางธรรม ในทางตรงข้ามเราควรตระหนักว่าการให้นั้นเป็นการช่วยเหลือใครก็ตามที่เราให้ ให้เขาได้พ้นจากความทุกข์ เราเห็นผลประโยชน์ของสัตว์โลกมากกว่าของเราเอง ท่านศานติเทวะได้ให้แนวทางการคิดไว้ว่า ให้เราพยายามคิดทบทวนให้เห็นตระหนักถ่องแท้ว่า ตัวเรากับสัตว์โลกทั้งมวลนั้นเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างหรืออยู่ในสถานะที่พิเศษมากกว่าใคร นอกจากนี้ท่านก็ยังแนะนำอีกว่า ให้เราลองพยายามแลกเปลี่ยนตัวเราเองกับสัตว์โลกอื่นๆ คือคิดว่าสัตว์โลกเป็นเรา และเราเป็นสัตว์โลก อะไรที่เป็นสิ่งดีๆแก่เรา ที่เราเคยคิดแสวงหามาบำรุงบำเรอความสุขชั่วครู่ชั่วยามของเรา เราก็คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งดีๆแก่สัตว์โลก มอบสิ่งเหล่านั้นให้แก่สัตว์โลกทั้งหมด การทำทานจากมุมมองเช่นนี้ เป็นการทำจากมุมมองของปัญญาที่แท้จริง และจะเป็นการสร้างสมบารมีอันจะนำไปสู่การบรรลุพระพุทธภูมิที่ถูกต้อง

ต่อจากนั้นริมโปเชก็พูดถึงการปฏิบัติศีล ศีลมีสามแบบกว้างๆ ได้แก่ศีลปาฏิโมกข์ ศีลพระโพธิสัตว์ และศีลตันตระ อย่างแรกได้แก่การปฏิบัติแบบสำรวมระวังและข้อห้ามต่างๆอันเป็นของนักบวชทั่วไป อย่างที่สองได้แก่แนวทางการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ อย่างหลังสุดคือศีลที่ผู้ปฏิบัติตันตระต้องยึดถือ ในการบรรยายนี้ริมโปเชเน้นที่ศีลของพระโพธิสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยการประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ดำรงตนอยู่ในเส้นทางของพระโพธิสัตว์ ได้แก่การไม่ทำร้ายสัตว์โลกและมุ่งมั่นที่จะนำพาสัตว์โลกนั้นให้พ้นทุกข์ ที่สำคัญคือการถือศีลไม่ใช่การมีกรอบจากภายนอกมาบังคับเรา แต่เราควรคิดว่าศีลออกมาจากภายใน มาจากความเข้าใจของเราเองว่าต้องสำรวมระวังไม่ให้กาย วาจา ใจของเราไปทำอะไรที่เป็นการทำร้ายสัตว์โลก และระวังไม่ให้สิ่งภายนอกเข้ามารบกวนหรือทำให้เราต้องไขว้เขวออกจากเส้นทางหรือเปิดโอกาสให้กิเสลเข้ามารบกวนจิตใจเราได้ นอกจากนี้ก็มาจากการเข้าใจว่าภูมิต่างๆในสังสารวัฏต่างก็มีแต่ความทุกข์ไม่จบสิ้น การเข้าใจเช่นนี้นำไปสู่การตั้งใจมั่นว่าจะรักษาศีล เพื่อที่จะไม่ทำร้ายและยังประโยชน์ให้แก่สัตว์โลกอย่างดีที่สุด  การปฏิบัติด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องเช่นนี้ ก็คือการปฏิบัติศีลบารมีด้วยปัญญาอันแท้จริง

ริมโปเชยังได้กล่าวถึงบารมีอื่นๆอีก แต่เวลาหมดเพียงแค่นี้ในคราวนี้ บารมีอื่นๆจะมาพูดถึงในโพสหน้า การบรรยายของริมโปเชเราสามารถฟังได้ด้วยการ คลิกที่นี่

กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ

กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ

บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์

หัวข้อหลักของการบรรยายของกุงกาซังโปริมโปเช ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มพิธีมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้แก่เรื่อง “บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์” บารมีเหล่านี้ได้แก่สิ่งที่พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อตัวของพระโพธิสัตว์นั้นเองแต่อย่างเดียว แต่เป็นไปเพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงน้ำแห่งกองทุกข์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะมีความสามารถจะทำเช่นนี้ได้ เราตั้งจิตปรารถนาเดินตามทางของพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะว่าเราสงสารสัตว์โลก ปรารถนาจะให้พวกเขาพ้นจากทุกข์ ซึ่งในขณะนี้เรายังไม่มีความสามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะลำพังตัวเราเองก็ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย จึงต้องตั้งจิตปรารถนาพระสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อให้สามารถรื้อขนสรรพสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การ “รื้อขน” สรรพสัตว์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าจะสามารถพาเราข้ามฝั่งไปสู่ฝั่งของนิพพานได้เฉยๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราทั้งหลายก็คงอยู่บนฝั่งของพระนิพพานกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องมาว่ายวนอยู่ในสังสาระอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ที่พระพุทธเจ้าทำได้ก็คือสั่งสอนสรรพสัตว์ และแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า การพัฒนาตนเองจนถึงจุดสูงสุด ถึงความสมบูรณ์เต็มเปี่ยมนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปฏิบัติตนเพื่อให้บรรลุถึงสภาพเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติตนตามวิถีทางของพระโพธิสัตว์จึงเป็นการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดนี้เอง เราตั้งจิตปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์อย่างจริงใจ ซึ่งก็จะหมายความว่าเราเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นและสัตว์โลกทั้งปวงมากกว่าประโยชน์ของตัวเราเอง การที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ หมายความว่าจิตใจของเราจะต้องมีความโน้มเอียงที่จะปรารถนาจะพ้นทุกข์ เห็นโทษภัยของทุกข์ และเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ด้วย การมีความโน้มเอียงเช่นนี้ได้ จำเป็นจะต้องมีพระพุทธเจ้าอยู่ ดังนั้นแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ แต่พระพุทธเจ้าก็เป็นเหตุให้เกิดมีคำสอนและมีแบบอย่างที่แสดงให้เราเห็นว่า การข้ามไปอีกฝั่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริง ปฏิบัติได้ และผลของการปฏิบัตินั้นดีอย่างไร

การที่เรามีจิตปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย หมายความว่าเรามี “โพธิจิต” โพธิจิตแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ “โพธิจิตอธิษฐาน” ได้แก่จิตที่อธิษฐานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุประโยชน์ของการปรารถนาดังกล่าว และมีจิตมุ่งมั่นอย่างจริงใจที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ กับ “โพธิจิตปฏิบัติ” ได้แก่การลงมือปฏิบัติเดินตามเส้นทางของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจริงๆ เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้อย่างแท้จริง

โพธิจิตสองแบบดังกล่าวนี้ เป็นสองส่วนของโพธิจิตที่เรียกว่า “โพธิจิตสมมุติ” หมายความว่าเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่ฐานได้แก่ สมมติสัจจะ พระพุทธศาสนาแบ่งความจริงออกเป็นสองประการคือ “สมมติสัจจะ” หมายถึงความจริงที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำ ที่เราใช้คำต่างๆเรียก เช่น โลกของเราที่ประกอบด้วยน้ำ ดิน ภูเขา ท้องฟ้า คน สัตว์ ฯลฯ ล้วนเป็นสมมติสัจจะทั้งสิ้น โพธิจิตอธิษฐานกับโพธิจิตปฏิบัตินั้น เป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมติ เนื่องจากว่าการปฏิบัติกับการอธิษฐานนั้นเป็นเรื่องของสมมติบัญญัติ คือเรื่องของโลกที่เรารู้จักนี้เอง

ส่วนความจริงอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ “ปรมัคถสัจจะ” ได้แก่ความจริงโดยเนื้อแท้ของตัวเอง สิ่งที่เราควรเข้าใจก็คือว่า สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะนั้นแท้จริงแล้ว มิได้แยกกันอยู่ ไม่ใช่ว่ามีโลกของความจริงสมมติโลกหนึ่ง แล้วก็โลกของความจริงปรมัตถ์อีกโลกหนึ่ง แตความจริง็คือว่า โลกใบเดียวกันนี้แหละ เป็นทั้งความจริงสมมติและความจริงปรมัตถ์ในเวลาเดียวกัน ในตัวเดียวกัน เรื่องนี้นักเรียนธรรมะหลายๆท่านยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ท่านนาคารชุนเองก็กล่าวว่า แท้จริงแล้วไม่มีความแตกต่างกันแม้เพียงน้อยนิดระหว่างสังสาระกับนิพพาน ก็หมายความว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างความจริงทั้งสองนี้เอง โลกที่เราเห็นอยู่นี้หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ยังมีกิเลส ก็เป็นโลกสมมติหรือโลกบัญญัติ ทึกทักไปว่าบัญญัติต่างๆเป็นความจริง แต่โลกเดียวกันนี้เอง หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ปราศจากกิเลส ก็จะเป็นโลกของนิพพาน หรือโลกของความจริงปรมัตถ์

ทีนี้การปฏิบัติตามบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ก็เป็นเรื่องของโพธิจิตปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมุตินี่เอง เนื่องจากเราจะติดข้องอยู่ในโลกของสมมติบัญญัติ พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนอุบายวิธีที่จะพาเราไปสู่โลกของพระนิพพาน การสั่งสมบารมีทั้งหกก็เป็นการสั่งสมบุญบารมี เพื่อให้เป็นกำลังที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมายอันได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ

บารมีทั้งหกนี้ประกอบด้วย ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีห้าประการแรกถือว่าเป็นวิถีเข้าสู่บารมีสุดท้ายคือปัญญา เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในงานทางพระพุทธศาสนาชิ้นสำคัญ ได้แก่ “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ของท่านศานติเทวะ ทานคือการให้ ประกอบด้วย “วัตถุทาน” คือให้สิ่งของ “อภัยทาน” คือให้ชีวิตแก่สัตว์ (เช่นเขตอภัยทานตามวัดต่างๆ) และ “ธรรมทาน” คือให้ธรรมะเป็นทาน

ต่อมาคือศีลบารมี ศีลมีหลายประเภท เช่นศีลปาฏิโมกข์ของพระภิกษุ ศีลโพธิสัตว์ของผู้ปฏิบัติตามวิถีของพระโพธิสัตว์ ศีลห้าศีลแปดที่เรารู้จักกันดี แต่ที่ริมโปเชเน้นให้เราปฏิบัติก็คือเว้นจาก “อกุศลกรรมบถสิบ” ประกอบด้วยการเว้นจากการฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มีจิตโลภอยากได้ของเขา (อภิชฌา) มีจิตพยาบาท และมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) อกุศลกรรมบถเป็นหนทางของอกุศลกรรม ซึ่งก็คือหนทางสู่อบายภูมิ ผู้จะปฏิบัติตนตามโพธิจิตอธิษฐานต้องละเว้นจากอกุศลกรรมเหล่านี้ และประพฤติปฏิบัติในทางตรงข้าม เพื่อเป็นการสั่งสมบุญบารมี

บารมีต่อไปได้แก่ขันติบารมี เป็นสิ่งสำคัญมากๆสำหรับพระโพธิสัตว์ ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ว่า ผู้ที่สั่งสมบุญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่หากเกิดโกรธขึ้นมาแม้ชั่วขณะเดียว บุญบารมีเหล่านั้นก็จะสูญหายไปหมด หน้าที่ของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือสัตว์โลก แต่ความโกรธเป็นการทำร้ายสัตว์โลก ดังนั้นความโกรธจึงเป็นข้าศึกโดยตรงของวิถีของพระโพธิสัตว์

ต่อไปคือวิริยบารมี ได้แก่การบำเพ็ญความเพียรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ริมโปเชบอกว่า วิริยบารมีนี้เป็นฐานสำคัญที่จะทำให้บารมีเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง วิริยบารมีที่ถูกต้องจะต้องเป็นการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติยินดีที่ได้ทำความเพียรนั้นๆ หากรู้สึกว่าถูกบังคับแล้ววิริยบารมีก็จะไม่เกิด

ต่อไปคือสมาธิบารมีหรือ “ฌานบารมี” การปฏิบัติสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์ก็ต้องปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากจิตไม่ได้รับการฝึกฝนด้วยการปฏิบัติสมาธิ สมาธิมีสองแบบคือ “สมถะ” หรือการทำจิตให้สงบแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจ หรือสิ่งที่ตั้งนิมิตนึกถึง กับอีกอย่างคือ “วิปัสสนา” ได้แก่การเห็นความจริงตามที่เป็น

การเห็นความจริงตามที่เป็นนี้เองที่เป็นฐานของปัญญาบารมี อันเป็นบารมีสุดท้าย ปัญญาประกอบด้วยปัญญาจากการฟัง ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนา ริมโปเชบอกว่า เราไม่สามารถละทิ้งปัญญาแบบใดไปได้ เพราะปัญญาจากการภาวนานั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการฟังและการพิจารณาไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนานั้นก็คือหัวใจของการหลุดพ้น เนื้อหาของปัญญาจากการภาวนา ก็คือมองเห็นว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็น “ของว่าง” หรือเป็น “ศูนยตา” นั่นเอง

บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์

ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังการบรรยายธรรมเรื่อง “บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์” และเข้าร่วมพิธีมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระอาจารย์ผู้ประกอบพิธีได้แก่ พระอาจารย์กุงกาซังโปริมโปเช เจ้าอาวาสวัดต้าชี่กง กรุงลาซา และวัดเจคุนโด เมืองยูชู สาธารณรัฐประชาชนจีน วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ห้อง ๑๐๕ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา ๙.๐๐ ถึง ๑๕.๐๐ น.

การปฏิบัติเพื่อสร้างและสั่งสมบารมีหกประการเป็นปัจจัยสำคัญของการปฏิบัติตามวิถีของพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในท้ายที่สุด ซึ่งจะได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นห้วงน้ำแห่งความทุกข์ได้อย่างเต็มที่ บารมีทั้งหกนี้ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิและปัญญา ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์จำเป็นจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับบารมีทั้งหกประการนี้ และปฏิบัติตนเพื่อสั่งสมบารมีดังกล่าว

นอกจากนี้พระอาจารย์จะบรรยายธรรมเกี่ยวกับบารมีหกแล้ว ก็ยังจะประกอบพิธีมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรีอีกด้วย พระโพธิสัตว์มัญชุศรีเป็นตัวแทนของพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรีก็หมายความว่าผู้ปฏิบัติมุ่งมั่นที่จะพัฒนาปัญญาของตน ในอันที่จะเข้าใจแทงตลอดความเป็นจริง อันเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติธรรม การเข้าร่วมพิธีมนตราภิเษกนี้อาจเทียบได้กับการเข้าไป “ขอกรรมฐาน” จากพระอาจารย์ เมื่อได้รับมนตราภิเษกก็เท่ากับว่าผู้ปฏิบัติเป็น “ศิษย์มีครู” ที่ปฏิบัติกรรมฐานนี้ได้โดยได้รับพรจากพระอาจารย์ รวมถึงพระอาจารย์รูปต่างๆของพระอาจารย์สืบขึ้นไปจนถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น เมื่อเข้าร่วมพิธี ผู้ปฏิบัติก็จะได้รับคำสอนที่จะนำไปปฏิบัติด้วยตนเองต่อไป

การบรรยายจะเริ่มในเวลา ๑๐.๐๐ น. แต่ผู้สนใจสามารถมานั่งสมาธิในห้อง ๑๐๕ ได้ตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ น.

ท่านที่สนใจกรุณาแจ้งความจำนงล่วงหน้าที่คุณพรรณพิไล ไกรฤทธิ์ อีเมล์ 1000tara@gmail.com หรือโทร. ๐๘ ๐๖ ๑๐ ๐๗ ๗๐

นิพพานสองแบบ

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมหรือนักเรียนนักศึกษาพระพุทธศาสนายังไม่ค่อยเข้าใจกัน ก็คือเหตุใดพระพุทธศาสนามหายานจึงถือว่า พระโพธิสัตว์ระดับสูงเช่นพระอวโลกิเตศวร หรือพระแม่ตารา จึงบรรลุพระนิพพานแล้วแต่ยังอยู่ดูแลสรรพสัตว์อยู่ แถมยังสามารถ “แบ่งภาค” หรือสร้าง “นิรมาณกาย” มาเกิดในร่างมนุษย์ เช่น ชาวพุทธทิเ้บตถือกันว่า สมเด็จดาไลลามะทรงเป็น “นิรมาณกาย” หรือ “กายนิรมิต” ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ไม่ค่อยเข้าใจกันก็คือว่า เหตุใดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั้น บรรลุนิพพานไปแล้ว แต่ก็ยังดำรงอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ที่บรรลุนิพพานแล้วจะยังดำรงอยู่?

ก่อนจะตอบคำถามอันสำคัญนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระพุทธศาสนามหายานถือว่า มีพระนิพพานอีกแบบหนึ่งต่างหากจากพระนิพพานแบบที่มีอยู่ในเถรวาท พระนิพพานที่มีอยู่ในเถรวาทนั้นเป็นสภาวะอันดับทุกข์โดยสิ้นเชิง หมดสิ้นเชื้อที่จะทำให้มาเกิดอีกในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าศากยมุนี กับพระอรหันต์ทั้งปวงต่างก็บรรลุพระนิพพานนี้ ท่านเหล่านี้จึงไม่มีใครมาเกิดอีก และเราก็ไม่ควรพูดว่า ท่านเหล่านี้ “ดำรงอยู่” เช่นอยู่ในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสวรรค์ไม่ว่าชั้นใดก็เป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้หมดสิ้นซึ่งเหตุที่จะเกิดใหม่ ถือชาติภพใหม่อีกต่อไป เนื่องจากการดำรงอยู่ในสังสารวัฏนั้นเป็นการดำรงอยู่โดยมีเหตุที่จะทำให้เกิดใหม่อีกต่อไป พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ดำรงอยู่ในสังสารวัฏแต่ประการใด ดังนั้นจึงพูดไม่ได้ว่าพระองค์กับพระอรหันต์ทรงดำรงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในสังสารวัฏ

แต่พระพุทธศาสนามหายานถือว่า พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้นทรงเป็น “นิรมาณกาย” ของการตรัสรู้ปรมัตถธรรมหรือพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พูดง่ายๆก็คือว่า ทรงเป็นตัวแทนของการรู้แจ้งที่ทำลายอวิชชาจนหมดสิ้น เป็นการ “ตรัสรู้” ที่ทำลายมูลเหตุของความทุกข์ทั้งสิ้นทั้งปวง และตัว “ความรู้” หรือ “การตรัสรู้” นี้เองที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวแทน ความรู้อันยิ่งหรือที่เรียกว่าพระสัมโพธิญาณนี้ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พระพุทธเจ้าอาจประสูติมาในตระกูลศากยะเมื่อกว่าสองพันปีก่อน ดำรงพระชนมชีพอยู่แปดสิบพรรษา นั่นเป็นเพียง “กายเนื้อ” เท่านั้น แต่พระสัมมาสัมโพธิญาณนั้นไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ เป็นสภาวะที่ดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มีวิธีการพูดเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า พระพุทธองค์นั้นทรงเป็น “รูปกาย” หรือ “กายเนื้อ” หรือ “นิรมาณกาย” ซึ่งแปลว่า “กายนิรมิต” เท่านั้น แต่ก็ยังทรงเป็นตัวแทนของ “ธรรมกาย” หรือ “กายแห่งธรรม” ซึ่งก็ได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณนี้เอง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้น ทรงปรากฏพระองค์มาเป็นกายเนื้อให้ผู้คนเห็นได้ จับต้องได้ ฟังพระสุรเสียงได้ ฯลฯ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ให้สรรพสัตว์ได้มีโอกาสฟังคำสอนของพระองค์ ซึ่งแท้จริงแล้ว พระองค์กับธรรมกายอันได้แก่การตรัสรู้ธรรมนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน เพียงแต่เมื่อมองอย่างหนึ่ง จะเห็นว่าพระองค์ปรากฏเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อสองพันปีมาแล้ว และพระวรกายแตกดับเช่นคนทั่วไป แต่มองอีกมุมหนึ่งพระองค์ทรงเป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมให้คนเห็นนั่นเอง

จากเรื่องพื้นหลังที่เล่ามานี้ ก็เลยได้ข้อสรุปว่า พระนิพพานสองแบบนั้นคือแบบที่เข้าใจกันโดยทั่วไปในพระพุทธศาสนาเถรวาท กับแบบที่มีเฉพาะในมหายาน เรียกว่า “อประดิษฐิตนิรวาณ” ซึ่งแปลว่า “พระนิพพานที่ไม่อยู่นิ่ง” (non-abiding nirvana) หมายความว่าเป็นพระนิพพานที่ไม่ได้ตัดขาดออกจากสังสารวัฏ แต่ผู้ที่ดำรงอยู่ในนิพพานแบบนี้จะประกอบไปด้วยจิตตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ จึงไม่ได้ดำรงอยู่เฉยๆในพระนิพพาน แต่จะออกมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ด้วยวิธีการและหนทางต่างๆกัน ในแง่หนึ่งผู้ที่อยู่ในพระนิพพานที่ไม่อยู่นิ่งนี้ ได้ตัดขาดกิเลสทั้งหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ท่านจะอยู่ในนิพพานแบบของเถรวาทก็ย่อมได้ แต่ท่านไม่ทำเช่นนั้นเนื่องจากยังมีจิตที่ปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ และตั้งปณิธานว่าตราบใดที่สัตว์โลกคนสุดท้ายหรือตัวสุดท้ายยังไม่พ้นทุกข์ ตราบนั้นก็จะยังอยู่ในสังสารวัฏเพื่อช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นต่อไป แม้ว่าตนเองจะได้พ้นทุกข์เข้าถึงพระนิพพานไปแล้วก็ตาม พระโพธิสัตว์ที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ได้ตั้งจิตตั้งปณิธานว่าจะช่วยเหลือดูแลสรรพสัตว์ต่อไป ซึ่งตามคัมภีร์ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุภูมิที่สิบในภูมิทั้งสิบของพระโพธิสัตว์ ซึ่งพระอวโลกิเตศวร พระแม่ตารา พระมัญชุศรี พระวัชรปาณี ก็เป็นตัวอย่างของพระโพธิสัตว์เหล่านี้

เรื่องพวกนี้เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เราอาจมองได้แบบนี้ คือเราอาจเปรียบว่าผู้ที่บรรลุธรรมหรือบรรลุพระนิพพาน คือผู้ที่ได้ขึ้นฝั่งแล้ว ไม่ต้องว่ายเวียนอยู่ในทะเลวัฏฏสงสารอีกต่อไป พระอรหันต์ทั้งหลายนั้นได้ทรงขึ้นฝั่งกันหมดแล้ว (การบรรยายว่าฝั่งที่ว่านี้เป็นอย่างไรนั้นทำไม่ได้ด้วยภาษามนุษย์ เพราะภาษามนุษย์เป็นการปรุงแต่งทั้งสิ้น ดังนั้นการบอกว่าฝั่งนี้เป็นเหมือนสถานที่หรือวิมาน ฯลฯ จึงเป็นการเข้าใจผิดทั้งหมด)  พระโพธิสัตว์ที่บรรลุภูมิที่สิบ เช่นพระอวโลกิเตศวร ก็ขึ้นฝั่งแล้วเหมือนกัน แต่ท่านไม่ทรงพอใจที่จะอยู่แค่บนฝั่ง แต่ท่านตั้งใจจะลงไปว่ายกับสัตว์โลกในวัฏฏสงสารด้วย เพราะสงสารสัตว์โลกเหล่านั้นเหลือประมาณ เมื่อไปว่ายท่านก็ทรงปรากฏพระองค์เป็นรูปแบบต่างๆ อันเป็นตัวแทนของความเมตตากรุณาอันเป็นคุณสมบัติประจำของพระองค์ การปรากฏพระวรกายนี้ก็เป็นแบบเดียวกับที่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณปรากฏออกมาเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนีที่ได้พูดไว้ข้างต้นนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มองเห็นว่าจริงๆแล้วคำสอนของเถรวาทกับมหายานนั้นก็ไม่แตกต่างกันในเนื้อหาสาระ ทั้งสองฝ่ายเข้าใจพระนิพพานตรงกัน เพียงแต่มหายานมีการเน้นเพิ่มเติมว่ามีพระนิพพานอีกแบบหนึ่งที่ผู้บรรลุนิพพานแบบนี้ไม่อยู่นิ่งแต่สามารถปรากฏกายเป็น “นิรมาณกาย” ให้สัตว์โลกมองเห็น จับต้อง ฟังเสียง ได้ จุดสำคัญก็คือว่า เราไม่ได้เพียงแค่ทำความเข้าใจผ่านทางภาษาหรือมโนทัศน์ (concept) ซึ่งเป็นการปรุงแต่งล้วนๆ แต่เราต้องเพียรปฏิบัติเพื่อกำจัดมูลเหตุต้นตอของความทุกข์ให้หมดสิ้นไป จากนั้นแล้วก็ขึ้นอยู่กับปณิธานของเราเองว่า จะมุ่งปฏิบัีติเพื่อเป็นพระอรหันต์ หรือเพื่อเดินตามเส้นทางของพระโพธิสัตว์ที่จะไปจบที่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างเต็มที่

“ลูกสาวที่รัก” เตะแม่ของตน

มีนิทานชาดกเรื่องหนึ่งในหนังสือของเตชุง ริมโปเชที่น่าสนใจมาก ก็เลยนำมาเล่าให้กันฟังในนี้ :-)

อาตมาจะเล่าเรื่องของพระโพธิสัตว์ผู้มีนามว่า “ลูกสาวที่รัก” เพื่อเป็นตัวอย่าง พระโพธิสัตว์องค์นี้ได้ชื่อมาจากพ่อแม่ของท่าน ซึ่งเชื่อว่าการเอาชื่อผู้หญิงมาตั้งให้ลูกชายของตน จะเป็นเคล็ดให้ลูกชายมีอายุยืนยาว แม้ว่าท่านจะถือกำเนิดเป็นผู้ชาย และมีสุขภาพแข็งแรงดี แต่บิดามารดาของท่านก็คิดว่าชีวิตของท่านอาจจะสั้น ด้วยเหตุนี้เลยตั้งชื่อให้เป็นเด็กผู้หญิง
ลูกสาวที่รักเป็นบุตรชายของคฤหบดีผู้มั่งคั่งและยึดมั่นในธรรมชาวอินเดีย บิดาของท่านทำการค้าขายเพชรพลอยและต้องออกเรือเดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิเพื่อไปซื้อไข่มุกและเพชรนิลจินดาอื่นๆ แต่เมื่อลูกสาวที่รักยังเป็นเด็กทารกอยู่ บิดาของท่านก็จมน้ำตายไปเนื่องจากเรือล่ม มารดาของพระโพธิสัตว์ได้เลี้ยงดูท่านมา และเกรงว่าจะเสียท่านไปในทะเลด้วยอีกคน ดังนั้นแม้ว่าตามธรรมเนียมของอินเดียสมัยก่อน ลูกชายจะต้องประกอบอาชีพเดียวกับบิดา แต่มารดาของท่านก็มิได้บอกแก่ท่านว่าบิดาของตนประกอบอาชีพอะไร
เมื่อเด็กคนนี้เติบโตมาเป็นวัยรุ่น ก็เริ่มรบเร้ามารดาถามว่าบิดาของตนประกอบอาชีพอะไรเพื่อให้ตนเองได้เป็นผู้นำครอบครัวและหาเลี้ยงมารดา แต่เมื่อพระโพธิสัตว์ถามเกี่ยวกับอาชีพของบิดา มารดาของท่านก็ตอบว่าบิดาของท่านเป็นพ่อค้าขายข้าว ดังนั้นพระโพธิสัตว์จึงได้ประกอบอาชีพขาวข้าว กำไรใดๆที่จากการทำธุรกิจพระโพธิสัตว์ก็มอบให้แก่มารดาจนหมดสิ้น หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีคนรู้จักบางคนมาบอกท่านว่า บิดาของไม่อาจเป็นพ่อค้าข้าวได้ พระโพธิสัตว์จึงมาถามแม่ แม่ก็ตอบไปว่าจริงๆแล้วบิดาของท่านเป็นพ่อค้าขายผ้า พระโพธิสัตว์ก็ยึดอาชีขายผ้า และก็นำกำไรทั้งหมดมามอบให้แม่อีกเช่นเคย จากนั้นก็มีคนมาบอกพระโพธิสัตว์ว่า บิดาของตนไม่ใช่พ่อค้าผ้า พระโพธิสัตว์ก็มาถามแม่อีกเช่นเคย ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าบิดามีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเพชรพลอย จากนั้นพระโพธิสัตว์ก็ยึดอาชีพนี้และก็ให้กำไรแก่มารดาเหมือนเดิม หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาบอกแก่พระโพธิสัตว์ว่า แท้จริงแล้วบิดาของท่านเป็นกัปตันเรือเดินทางออกทะเลไปเพื่อไปรับซื้อเพชรพลอย ลูกสาวที่รักผู้เป็นพระโพธิสัตว์จึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง และกลับมาบอกเรื่องนี้แก่แม่ของตน แม่ของพระโพธิสัตว์ยอมรับว่าที่ผ่านมาได้ปิดบังความจริงข้อนี้ไว้ไม่ให้บุตรของตนรับรู้ เนื่องจากกลัวว่าจะสูญเสียบุตรชายของตนไปอีกคน
ทันทีที่ลูกสาวที่รักรู้ว่าอาชีพที่แท้จริงของบิดาของตนคืออะไร ก็ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งท่านได้ ท่านตระเตรียมการกับเพื่อนๆเพื่อออกเดินเรือในทันที ค่ำวันหนึ่งพระโพธิสัตว์บอกแก่มารดาว่ากำลังจะออกเดินเรือในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น มารดาของท่านก็อ้อนวอนขอว่าอย่าไป และเล่าเรื่องของบิดาของพระโพธิสัตว์ให้ฟังว่าได้เรือล่มและเสียชีวิตไปอย่างไร อย่างไรก็ตาม พระโพธิสัตว์ไม่ฟังมารดาของตน ดังนั้นมารดาจึงได้นอนขวางประตูเอาไว้ เพื่อที่จะได้อ้อนวอนบุตรชายของนางอีกครั้งหนึ่งในตอนเช้า อย่างไรก็ตาม พระโพธิสัตว์ได้แอบหนีออกจากบ้านในตอนดึกและก็ได้เดินข้ามร่างของแม่ไป เมื่อพระโพธิสัตว์ก้าวข้ามร่างของแม่ไปนั้น ก็บังเอิญเท้าของท่านไปเตะถูกศีรษะของแม่เข้า เมื่อพระโพธิสัตว์ออกเดินเรือไปแล้ว ก็ได้เพชรพลอยมามากมาย แต่ระหว่างทางกลับบ้านมีพายุเกิดขึ้น และทุกคนบนเรือเสียชีวิต
ลูกสาวที่รักพบว่าตนเองกำลังลอยคออยู่บนทะเลลึก ท่านลอยอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งมาถึงเกาะแห่งหนึ่งซึ่งสวยงามมาก มีหญิงสาวสวยจำนวนมากคอยเชื้่อเชิญให้ท่านพำนักอยู่บนเกาะต่อไป ซึ่งท่านก็ทำเช่นนั้น ท่านมีความสุขกับการเยือนเกาะนี้มาก ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งอันน่าพึงพอใจต่างๆ แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงดังมาจากบนฟ้าว่า “จงไปยังทิศใต้” แม้ว่าหญิงสาวเหล่านี้จะเตือนท่านว่าทิศใต้มีภัยอันตรายอย่างไรก็ตาม ท่านก็เดินทางไปยังทิศใต้ และได้พกับเกาะอีกแห่งหนึ่งใหญ่กว่าเกาะแรก มีคฤหาสน์งดงามและมีหญิงสาวสวยจำนวนมาก ท่านพำนักและเป็นผู้ปกครองอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงดังมาจากบนฟ้าอีกว่าให้ท่านเดินทางไปทางทิศใต้ต่อไปอีก
ในตอนนี้ลูกสาวที่รักเดินทางมาถึงเกาะหน้าตาแปลกประหลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเรือนทำด้วยเหล็กตั้งอยู่ เมื่อท่านเข้าไปข้างในก็มองเห็นชายคนหนึ่งซึ่งสมองของท่านกำลังถูกบดขยี้ด้วยเครื่องจักรเหล็กที่หมุนอย่างรวดเร็วบนหัวของเขา ชายคนนี้เห็นได้ชัดว่ามีความเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างยิ่ง เมื่อลูกสาวที่รักถามชาวคนนี้ว่าทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร ชายคนนั้นก็ตอบว่าเป็นผลของกรรมที่ครั้งหนึ่งได้เคยเตะแม่ของตนที่ศีรษะ ในขณะนั้นเองพระโพธิสัตว์ก็จำได้ว่าตนเองก็ได้เคยเตะแม่ของตนเองโดยไม่ตั้งใจเข้าที่ศีรษะเหมือนกัน ท่านกังวลเป็นอันมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่ท่าน และก็เริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆ
สิ่งดีๆที่เกิดแก่พระโพธิสัตว์บนเกาะสองแห่งนั้น เป็นผลกรรมจากการที่ท่านทำดีให้แก่แม่ด้วยการมอบกำไรจากการค้าขายให้แก่ท่าน แต่ในท้ายที่สุดอกุศลกรรมก็ตามมาถึงตัวท่าน ท่านไม่เชื่อฟังคำอ้อนวอนของมารดาและยังปฏิบัติต่อมารดาในทางที่ไม่สมควร กรรมนี้ทำให้ท่านต้องมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้ เมื่อท่านเริ่มรู้สึกเป็นกังวล ก็มีเสียงดังมาจากท้องฟ้าว่า “บัดนี้ถึงตาของเจ้าแล้ว” ทันใดนั้นกงจักรเหล็กที่ปั่นอยู่บนหัวของชายคนนั้น ก็ลอยออกมาปั่นบนหัวของพระโพธิสัตว์แทน และท่านก็เจ็บปวดทรมานยิ่งนัก ศีรษะของท่านถูกบดขยี้และแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่มีการจบสิ้นมีแต่จะแย่ลง
เนื่องจากไม่มีทางหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี เลยเกิดความคิดหนึ่งในใจของพระโพธิสัตวว่า “ไหนๆเรื่องนี้ก็เกิดแก่เราแล้ว เราไม่อาจหนีออกจากความทุกข์นี้ไปได้ แต่อาจจะมีผู้อื่นที่เป็นแบบเดียวกับเรากับของชายคนนี้ ที่ได้ปฏิบัติต่อแม่ในทางที่ไม่ดี เนื่องจากเราเองต้องทนทุกข์อยู่อย่างนี้ ก็ขอให้ความเจ็บปวดทั้งหมดมาอยู่ที่ตัวข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว และขอให้สัตว์โลกอื่นๆจงอย่าได้ประสบกับความเจ็บปวดเช่นนี้เลย” ทันทีที่พระโพธิสัตว์ตั้งจิตปรารถนาเช่นนี้ กงจักรก็หยุดหมุน และท่านก็ได้ไปเกิดใหม่เป็นเทวบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งท่านก็ได้เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่

พระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์

ในแวดวงของผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา บางทีก็เกิดข้อสงสัยขึ้นว่าพระโพธิสัตว์กับพระอรหันต์ต่างกันอย่างไร และอุดมคติหรือเป้าหมายของการปฏิบัติธรรมนั้น ควรมุ่งไปที่การเป็นพระโพธิสัตว์หรือพระอรหันต์ หากจะพูดอย่างย่อๆ พระโพธิสัตว์ก็ได้แก่บุคคลที่ตั้งปณิธานจะบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า เพื่อจะได้มีความสามารถเต็มที่ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ให้พ้นจากห้วงน้ำแห่งความทุกข์ ส่วนพระอรหันต์ก็ได้แก่บุคคลที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และสามารถกำจัดกิเลสอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดใหม่ในสังสารวัฏได้หมดสิ้น ดังนั้นพระอรหันต์จึงเป็นผู้พ้นทุกข์อย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องมาเกิดในสังสารวัฏอีก

หลายคนมักจะคิดว่า พระพุทธศาสนามหายานเน้นที่การเป็นพระโพธิสัตว์ และพระพุทธศาสนาเถรวาทเน้นที่การเป็นพระอรหันต์ นั่นเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว เพราะอุดมคติของการเป็นพระอรหันต์ คือผู้ที่กำจัดเชื้อของกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง ก็เป็นอุดมคติของมหายานด้วย และการตั้งปณิธานเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ ก็เป็นอุดมคติของเถรวาทด้วย ข้อแตกต่างที่มีก็เป็นเพียงการเน้นหนักที่ต่างกันเท่านั้น

ข้อสงสัยอีกประการที่อาจเกิดขึ้นก็คือว่า ผู้ปฏิบัติธรรมเถรวาทมักสงสัยว่า พระโพธิสัตว์บรรลุธรรมขั้นใด เทียบระดับการบรรลุธรรมกับเถรวาทได้อย่างไร ผู้ที่คุ้นกับเถรวาทอยู่ก็คงพอจะทราบว่า ลำดับขั้นของการบรรลุธรรมมีสี่ขั้นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ผู้ที่เข้าถึงการเป็นพระโสดาบันจะเรียกว่า “ผู้ถึงกระแส” หมายความว่า เป็นการก้าวล่วงจะสถานะของการเป็นปุถุชน มาเป็นอริยบุคคล (โปรดสังเกตว่าการเป็นอริยบุคคล หรือ “อารยบุคคล” ในภาษาสันสกฤต มิได้เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดแบบในศาสนาฮินดู แต่อยู่ที่การปฏิบัติล้วนๆ) ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะเป็นการแบ่งระหว่างผู้ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ กับผู้ที่มุ่งตรงต่อการหลุดพ้น ซึ่งก็เป็นอุดมคติหรือเป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนา

ทีนี้ พระโพธิสัตว์อยู่ในลำดับขั้นใดในสี่ลำดับนี้ คัมภีร์พระพุทธศาสนามหายานกล่าวไว้ว่า มีภูมิของการเป็นพระโพธิสัตว์อยู่สิบภูมิ รายละเอียดเรื่องนี้มีมาก แต่สรุปคร่าวๆก็คือว่า พระโพธิสัตว์ที่บรรลุถึงภูมิที่หนึ่งนั้น ซึ่งเรียกว่า “ประมุทิตาภูมิ” จะเป็นผู้ที่จะไม่มีวันไปเกิดในอบายภูมิอีก และเป็นผู้ที่ละสังโยชน์สามประการได้หมดสิ้น ได้แก่สักกายทิฏฐิ (การเห็นว่าร่างกายเป็นตัวตน) สีลัพพตปรามาส (การเห็นว่าการปฏิบัติให้เคร่งไว้เท่านั้นเป็นทางหลุดพ้น)  และ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) นั่นคือ พระโพธิสัตว์ในภูมิที่หนึ่งนั้นเทียบได้กับพระโสดาบัน (ซึ่งละสังโยชน์สามประการได้เช่นเดียวกัน) ลักษณะสำคัญที่เหมือนกันคือ พระโพธิสัตว์ในภูมิที่หนึ่งนั้น เรียกได้ว่าเข้าสู่กระแสไหลตรงมุ่งไปสู่การบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งในแง่ของการเข้ากระแสนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับการบรรลุเป็นพระโสดาบัน กล่าวคือพระโสดาบันเป็นผู้ที่เที่ยงตรงต่อการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น การก้าวข้ามที่สำคัญที่สุด จึงเป็นการก้าวจากระดับของคนธรรมดาๆ เข้าสู่การเป็นพระโพธิสัตว์ในภูมิที่หนึ่ง หรือเข้าสู่การเป็นพระโสดาบัน

คัมภีร์มหายานยังกล่าวต่อไปอีกว่า พระโพธิสัตว์ในภูมิที่แปด (เรียกว่า “อจละ” หรือ “ไม่เคลื่อนไหว”) เป็นผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสต่างๆโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็เทียบได้กับพระอรหันต์นั่นเอง แต่จุดที่แตกต่างกันอย่างสำคัญก็คือว่า พระโพธิสัตว์นั้นได้ตั้งปณิธานคือโพธิจิตเอาไว้ ว่าจะไม่บรรลุพระนิพพานจนกว่าจะได้ช่วยเหลือสัตว์โลกต่างๆให้ได้หมดสิ้น ดังนั้น พระโพธิสัตว์ในภูมิที่แปดจึงเลือกที่จะไม่เข้าพระนิพพาน แต่มีความสามารถที่จะเลือกที่เกิดได้ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ได้มากที่สุด ภูมิที่เหลืออีกสองภูมิก็เป็นเรื่องของความสามารถของพระโพธิสัตว์ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ และแบ่งภาคตนเองออกได้เป็นจำนวนมากมายมหาศาล เพื่อช่วยสัตว์โลกในรูปแบบต่างๆ พระโพธิสัตว์องค์สำคัญๆ เช่น พระอวโลกิเตศวร พระมัญชุศรี พระแม่ตารา ต่างก็เป็นพระโพธิสัตว์ในภูมิที่สิบทั้งสิ้น

ิอย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการปฏิบัติของเราเอง เราต้องเริ่มจากศีล แล้วก็สมาธิ แล้วก็พัฒนาปัญญา เรื่องที่พูดมาเหล่านี้เป็นเพียงลำดับขั้นของการบรรุลธรรมตามพระคัมภีร์ ซึ่งจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากเราไม่ปฏิบัติอย่างเข้มข้นจริงจัง ด้วยจิตที่มุ่งมั่นจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ หรือเพื่อหลุดพ้นเข้าพระนิพพาน หากเราตั้งปณิธานแบบเถรวาท