ปัญญากับบารมีหก (ต่อ)

ในโพสที่แล้วเราพูดกันเกี่ยวกับการบรรยายธรรมของกุงกาซังโปริมโปเช เรื่องปัญญากับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศซึ่งได้ขอให้เขียนบทความต่างๆนี้ใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็จะทำตามนั้น แต่คงหลังจากโพสเรื่องนี้เสร็จสักระยะหนึ่ง

(I wrote about the teaching of Kunga Sangbo Rinpoche in the last post, and it generated quite a lot of interest from non-Thai speakers who requested me to translate or to write about the teaching again in English. This I will certainly do soon after finishing writing about the other four perfections that Rinpoche talked about last week.)

ริมโปเชได้พูดถึง “ปัญญาในบารมีหกประการ” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติบารมีหกประการอย่างมีปัญญา ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ารวดเร็วบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา ในโพสนี้เราก็จะพูดถึงบารมีอีกสี่ประการที่เหลือ

Shantideva

ท่านศานติเทวะ

ริมโปเชกล่าวว่าขันติบารมีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนตนเองในแนวทางของพระโพธิสัตว์ หััวใจของการปฏิบัติตามเส้นทางนี้ก็คือ การมุ่งมั่นบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อให้มีความสามารถเต็มเปี่ยมในการช่วยเหลือสัตว์โลกให้ก้าวข้ามพ้นจากสังสารวัฏเข้าไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง อันได้แก่ฝั่งของพระนิพพาน การมีจิตใจที่มุ่งมั่นเช่นนี้เรียกว่า “โพธิจิต” และเนื่องจากเส้นทางเป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ก้ได้แก่การมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและกรุณาแก่สรรพสัตว์ การมีจิตใจเช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการฝึกปฏิบัติขันติบารมี ขันติบารมีได้แก่การที่เราฝึกฝนสั่งสมบ่มเพาะในจิตใจ ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและไม่ถือโกรธ ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาทใดๆแม้แต่น้อยแตสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์โลกนั้นจะมาให้ร้ายหรือทำร้ายเรามากเพียงใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าขันติบารมีเป็นแก่นกลางของการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ก็ว่าได้ ริมโปเชได้กล่าวถึงข้อเขียนของท่านศานติเทวะใน “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า อันความโกรธนั้นหากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่ววูบเดียว ก็อาจทำลายบุญบารมีที่ตนเองได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันนับชาติไม่ถ้วน แต่หากความโกรธวูบเดียวนั้นก็จะเหมือนกับเพลิงที่เผาผลาญบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาให้หายไปหมดสิ้นในเวลาชั่วพริบตา

ริมโปเชเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่ทิเบตจะแตกแก่จีนไม่นาน มีพระอาจารย์รูปหนึ่งปฏิบัติธรรมจนมองเห็นอนาคตได้ ท่านได้มองเห็นอนาคตอันน่ากลัวที่ทิเบตจะต้องได้รับและก็ได้กล่าวตักเตือนผู้คนถึงภัยคุกคามที่กำลังมาเยือน เมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ก็มีคนผู้หนึ่งคนไม่ได้ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เมื่อเขาได้ยินว่าทิเบตจะประสบภัยหายนะอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เกิดความโกรธเป็นกำลัง และก็ได้ลุกขึ้นมาชกหน้าพระอาจารย์ท่านนี้เข้าอย่างแรง พระอาจารย์มิได้ตอบโต้ใดๆ และก็มิได้มีความรู้โกรธเคืองใดๆ ตรงกันข้ามท่านกลับกล่าวขึ้นว่าท่านได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกขันติบารมีอย่างจริงๆจัง เพิ่งมีคราวนี้นี่แหละที่ได้มีโอกาสปฏิบัติบารมีข้อนี้อย่างจริงจัง

การปฏิบัติขันติบารมีมิได้หมายความเพียงแค่ว่า เมื่อมีใครมาทำร้ายเรา เราจะไม่ทำร้ายตอบและข่มความโกรธขึ้นในใจไว้ แต่หมายความว่าเมื่อเกิดอะไรร้ายแรงหรือเจ็บปวดแก่ตัวเรา เราจะรับเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ และมองความเจ็บปวดนั้นว่าเป็นครูของเรา ที่มาช่วยเหลือเราให้เดินทางไปบนเส้นทางแห่งโพธิจิตอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเรา แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงหรือความเจ็บปวดขึ้น เราก็จะไม่เสียใจหรือร้องโวยวายว่าเหตุใดโรคร้ายกับความเจ็บปวดนี้จึงเกิดแก่เรา ทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นบ้าง ทำไมต้องมาเป็นเรา การคิดเช่นนี้สวนทางกับการฝึกปฏิบัติขันติบารมีอย่างยิ่ง แทนที่จะคิดว่าทำไมต้องเป็นเราที่เกิดมาเจ็บป่วยตรงนี้ เราก็คิดว่าความเจ็บป่วยและเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกระทำในอดีต ซึ่งสัตว์โลกที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏทุกตัวตนต้องประสบทั้งสิ้น แทนที่เราจะมาเสียใจหรือโกรธเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราน่าจะมองความเจ็บปวดนี้ว่าเป็นบททดสอบที่มาทดสอบว่า เราผ่านการปฏิบัติหัวช้อขันติบารมีหรือยัง การปฏิบัติเช่นนี้ที่ประกอบไปด้วยความเข้าใจแจ้งถึงบทบาทหน้าที่และความสำคัญยิ่งของโพธิจิตและแนวทางของพระโพธิสัตว์ ก็คือการปฏิบัติขันติบารมีด้วยปัญญาอันยิ่งนั่นเอง

บารมีหัวข้อต่อไปได้แก่วิริยบารมี วิริยะก็คือความพากเพียร ท่านศานติเทวะกล่าวว่าความพากเพียรนี้ไม่ได้หมายความแต่เพียงความไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และตั้งใจจริงที่จะทำให้สำเร็จ แต่ยังหมายถึงการมีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ไม่ท้อถอยแม้งานข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด วิริยบารมีจึงไปควบคู่กับขันติบารมีในแง่นี้ การดูว่าผู้ปฏิบัติคนใดเกิดมีวิริยบารมีแล้วก็คือดูว่าเขามีจิตใจที่เบิกบานในการปฏิบัติของเราหรือไม่ หรือว่าปฏิบัติไปเพียงเพราะถูกบังคับ หรือเพราะมีจิตปรารถนาเป้าหมายอื่นใดอันไม่ใช่เป้าหมายทางธรรม เช่นบางคนปฏิบัติธรรมเพราะอยากขึ้นสวรรค์ แบบนี้ริมโปเชบอกว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ถูกต้องของวิริยบารมี จริงอยู่คนที่อยากขึ้นสวรรค์นั้นอาจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติมาก แต่เนื่องจากแรงจูงใจและเป้าหมายของเขาไม่ถูกต้อง เขาจึงไม่มีจิตใจที่เบิกบานอย่างแท้จริง การจะมีจิตใจที่เบิกบานไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆของการปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิบัติ และความสำคัญของการปฏิบัตินี้ ซึ่งก็คือปัญญาในวิริยบารมี

บารมีประการที่ห้าได้แก่การปฏิบัติสมาธิ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ฌานบารมี” (ภาษาสันสกฤตว่า “ธฺยานปารมิตา”) ฌานบารมีหรือการปฏิบัติสมาธิในที่นี้ได้แก่การปฏิบัติสมถสมาธิ จิตใจของเราจะจดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ริมโปเชกล่าวว่าแนวทางหนึ่งของการปฏิบัติได้แก่การนั่งสมาธิมองดูองค์พระพุทธรูป หรือไม่ก็มองดอกบัวสีน้ำเงิน เป้าหมายคือให้จิตใจแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ริมโปเชได้เน้นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิสองแบบ คือแบบที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิธีการทำสมาธิว่าถูกหรือไม่ถูก แต่อยู่ที่เป้าหมายและแรงจูงใจในการปฏิบัติเป็นสำคัญ หากเป้าหมายถูกต้อง คือปฏิบัติสมาธิไปเพื่อให้เข้าถึงความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในพ้นจากสังสารวัฏ ก็จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเป็นเป้าหมายอื่น เช่นเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง เช่นปฏิบัติไปเพื่ออยากขึ้นสวรรค์ ก็จะเป็น “มิจฉาสมาธิ” คือสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ริมโปเชเล่าถึงพระญาติของพระพุทธเจ้าท่านหนึ่ง ชื่อว่าพระนันทะ พระนันทะเป็นพระภิกษุที่หลงติดยึดกับรูปรสกลิ่นเสียงเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าต้องการให้พระนันทะถอนตัวออกจากเรื่องเหล่านี้ ในขณะนั้นพระนันทะกำลังหลงรูปของผุ้หญิงคนหนึ่งเป็นอย่างมาก เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดไม่มีใครเสมอเหมือน พระพุทธเจ้าทรงถามพระนันทะว่าอยากเห็นคนที่สวยกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าหรือไม่ พระนันทะบอกผู้หญิงแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าบอกว่ามี แล้วก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ซึ่งบนนั้นมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่สวยกว่าผู้หญิงของพระนันทะคนนั้นอย่างที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ พระนันทะเมื่อเห็นสาวงามบนสวรรค์แล้วก็เกิดจิตใจอยากครอบครองสาวๆเหล่านั้น และก็ลืมผู้หญิงคนเดิมเสียสนิท เมื่อกลับมายังโลกพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างแข็งขันด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่า จะไปเสวยสุขกับสาวงามบนสวรรค์เมื่อถึงเวลา แต่พระพุทธเจ้าก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์อีก และก็เร่งเวลาให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่เทพบุตรเทพธิดาบนสวรรค์ เมื่อเทพเหล่านี้หมดบุญต้องออกจากสวรรค์ เทพเหล่านี้เมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่บนสวรรค์อีกต่อไป ก็เกิดอาการเศร้าโศกเสียใจต่างๆนานา ด้วยผลกรรมของความรู้สึกเช่นนี้เหล่าเทวดาจึงต้องไปเกิดในนรกภูมิ พระนันทะเห็นเช่นนี้แล้วจึงมองเห็นว่า ความสวยงามของมนุษย์หรือเทพธิดานั้นเป็นของลวงตาเท่านั้น ไม่มีสาระอะไร ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติ คราวนี้ไปตามแนวทางที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์อีกรูปหนึ่ง

บารมีประการสุดท้ายได้แก่ “ปัญญาบารมี” ซึ่งถือเป็นการสุดสิ้นเส้นทางของการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์ ผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อจากโพสนี้ในเวลาอีกไม่นาน

คาถายี่สิบโศลกของท่านวสุพันธุ

งานอันมีชื่อเสียงของท่านวสุพันธุนี้ ผมแปลไว้นานแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยนำมาลงไว้ในทีนี้ งานชิ้นนี้เคยตีพิมพ์แล้วใน สารพันดารา ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑

***

คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น

 

ในสารพันดาราฉบับนี้ เรามีความยินดีเสนอผลงานการแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ได้แก่เรื่อง “คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น” หรือชื่อภาษาสันสกฤตว่า “วิมศติการิกา” ของท่านวสุพันธุ ท่านวสุพันธุเกิดในสกุลพราหมณ์ เมื่อราวคริสตศตวรรษที่สี่ (ประมาณพุทธศตวรรษที่เก้า) ที่เมืองปุรุษปุระ แคว้นคันธาระ ซึ่งปัจจุบันได้แก่เมืองเปชาวาร์ในประเทศปากีสถาน แคว้นคันธาระนี้เคยเป็นดินแดนสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเป็นดินแดนที่สร้างพระรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ซึ่งพระพุทธรูปสมัยแรกๆของคันธาระนั้นมีลักษณะคล้ายไปทางเทพเจ้ากรีก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากทหารกรีกที่ติดตามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมาเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้า และต่อมาบางส่วนก็มาตั้งรกรากอยู่ในดินแดนนี้ ท่านมีพี่ชายคนหนึ่งแต่ต่างบิดาคือท่านอสังคะ ซึ่งก็เป็นพระอาจารย์องค์สำคัญอีกองค์หนึ่งเช่นเดียวกัน ท่านวสุพันธุเป็นนักเรียนที่เก่งกาจเฉลียวฉลาดมาก เมื่ออายุครบบวชท่านก็บวชเป็นพระภิกษุในนิกายสารวาสติวาทินซึ่งเป็นนิกายหลักของแคว้นคันธาระในสมัยนั้น และก็ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมในสายของสำนักไวภาษิกะ ซึ่งเป็นคำสอนหลักของนิกายนี้ ต่อมาท่านก็เริ่มเกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือของคำสอนของไวภาษิกะ และก็ได้เดินทางในศึกษาในสำนักเสาตรันติกะ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นกัษมีระ (หรือแคชเมียร์) สำนักนี้ถือเอาคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นหลักใหญ่ (ดังนั้นจึงถือเป็นเถรวาทฝ่ายหนึ่ง อันได้แก่เถรวาทฝ่ายเหนือ ในขณะนี้สายคำสอนในศรีลังกาถือเป็นเถรวาทฝ่ายใต้) และไม่ค่อยจะไว้ใจฝ่ายไวภาษิกะด้วยเห็นว่าเป็นฝ่ายที่แต่งเติมคำสอนดั้งเดิมให้ผิดเพี้ยนไป ท่านได้เล่าเรียนคำสอนของสำนักเสาตรันติกะจนเจนจบ และก็ได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิด

เมื่อกลับมาท่านก็เริ่มสานต่องานใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ท่านได้คิดไว้ก่อนหน้านั้นนานมาแล้ว หลังจากกลับมานี้ ท่านก็มิได้สังกัดอยู่กับนิกายหรือสำนักใดเป็นพิเศษ แต่ปลีกตัวอยู่ในบ้านและก็ดำรงชีพอยู่ด้วยการสอนคำสอนของสำนักไวภาษิกะ คำสอนเหล่านี้ต่อมาก็ได้รวบรวมออกมาเป็นงานอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ อภิธรรมโกศะ เนื้อหาของงานชิ้นนี้เป็นการรวบรวมและแจกแจงคำสอนในเชิงปรัชญาของพระพุทธศาสนาไว้อย่างเป็นระบบและเป็นหมวดหมู่ แจกแจงประเด็นต่างๆเช่น รูป จิต เจตสิก ฯลฯ ไว้อย่างละเอียดลออยิ่ง หลังจากที่งานชิ้นนี้เผยแพร่ไป ก็เป็นที่ชื่นชอบนิยมกันมาก และก็มีผู้ขอให้ท่านวสุพันธุเขียนบทอธิบายงานชิ้นนี้ ซึ่งท่านก็ได้เขียนขึ้นมา ได้แก่ อภิธรรมโกศภาสยะ อย่างไรก็ตาม ต่อมาปรากฏว่างานที่คนทั่วไปเข้าใจว่า เป็นการอธิบายคำสอนของสายไวภาษิกะนี้นั้น แท้จริงแล้วเป็นการเสนอคำสอนในสายของฝ่ายเสาตรันติกะที่ท่านวสุพันธุไปร่ำเรียนมาก่อนหน้าที่แคว้นกัษมีระ และมีหลายต่อหลายบทในงานสำคัญชิ้นนี้ที่วิพากษ์วิจารณ์คำสอนของสายไวภาษิกะ ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายไวภาษิกะเองจึงได้เขียนตำรามาหลายเล่มในเวลาต่อมาเพื่อแก้คำวิจารณ์ของวสุพันธุใน อภิธรรมโกศะ นี้ คัมภีร์ อภิธรรมโกศะ กับ ภาสยะ นี้ก็กลายเป็นงานชิ้นสำคัญที่เสนอเนื้อหาคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ยังใช้ศึกษาเล่าเรียนกันอยู่จวบจนถึงปัจจุบัน

ท่านวสุพันธุ

ต่อมา จากชื่อเสียงที่ท่านได้รับจากการประพันธ์ อภิธรรมโกศะ กับ ภาสยะ ท่านก็ได้ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆของอินเดียภาคเหนือ ในระยะนี้ท่านยึดมั่นอยู่กับคำสอนของฝ่ายเถรวาทอย่างแน่นแฟ้น และค่อนข้างจะดูแคลนฝ่ายมหายาน ด้วยถือว่าคำสอนของฝ่ายมหายานผิดเพี้ยนไปจากคำสอนดั้งเดิมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันนี้ ท่านอสังคะพี่ชายก็เป็นพระภิกษุฝ่ายมหายานนิกายโยคาจาร ท่านได้แต่งคัมภีร์ในฝ่ายมหายาน ได้แก่ โยคาจารภูมิ และก็ได้ไปปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาถึงสิบสองปี (ท่านสามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของท่านอสังคะได้ ใน สารพันดารา ปีที่หนึ่ง ฉบับที่สอง) ท่านวสุพันธุในเบื้องแรกมิได้มีความสนใจใดๆในคำสอนของสำนักโยคาจารของพี่ชาย แต่ต่อมาท่านก็ได้พบกันท่านอสังคะ และท่านอสังคะก็ได้อธิบายหัวใจคำสอนของมหายานให้แก่น้องชาย และจากหลักฐานชีวประวัติของท่านวสุพันธุปรากฏว่า เมื่อท่านวสุพันธุได้ฟังคำบรรยายคำสอนของมหายานจากพี่ชายแล้ว ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสในมหายานขึ้นมาทันที และด้วยสติปัญญาของท่าน ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเข้าใจแก่นแท้ของมหายานเท่ากับท่านอสังคะหลังจากใช้เวลาไปเพียงไม่นาน เมื่อถึงเวลานี้ท่านวสุพันธุก็ละอายใจในพฤติกรรมของตนในอดีต ที่เคยว่าร้ายมหายานมาก่อนจนอยากจะตัดลิ้นของตนเอง แต่ท่านอสังคะก็ได้ห้ามไว้โดยบอกว่าให้ใช้ลิ้นนี้ให้เป็นประโยชน์แก่มหายานดีกว่า จากนั้นท่านก็ได้เริ่มศึกษาคัมภัร์ต่างๆของมหายาน เช่น ศตสหัสริกปรัชญาปารมิตาสูตร กับพระสูตรอื่นๆ และก็ได้ประพันธ์ผลงานอันเป็นการให้อรรถธิบายคำสอนของมหายานมาหลายชิ้นด้วยกัน และหลังจากที่ท่านอสังคะได้เสียชีวิตไปแล้ว ท่านก็ได้ผลิตผลงานในสายมหายานออกมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวกันว่าท่านเขียนตำราใหม่หนึ่งเล่มทุกๆปี

งานที่นำมาเสนอนี้ถือเป็นงานที่สรุปแก่นของคำสอนของโยคาจารที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง ท่านวสุพันธุได้ประพันธ์งาน วิมศติกการิกา นี้เมื่อท่านใกล้จะถึงอายุขัย เนื้อหาเป็นการโต้วาทีทางปรัชญาเกี่ยวกับคำสอนของโยคาจาร คำสอนหลักของโยคาจารอยู่ทีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นจิตล้วนๆ การบอกเช่นนี้หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามองเห็น ได้ยิน สัมผัส ฯลฯ เช่น นก ภูเขา ต้นไม้ และอื่นๆ ต่างก็มีสภาพจริงแท้ที่เป็นความคิดความรู้สึกทั้งสิ้น มิได้มีความเป็นจริงของมันเองอยู่นอกจากจิตของเราเองแต่ประการใด สาเหตุที่คนทั่วไปมักคิดว่า ภูเขา ต้นไม้ เหล่านี้ เป็นอยู่จริงๆนอกเหนือจากจิต ก็เป็นเพราะว่าคนทั่วไปยังติดข้องอยู่ในกรอบความคิดที่แยกเอาตัวตนผู้คิดผู้รู้ ออกจากสิ่งที่ถูกคิดถูกรู้ นอกจากนี้ก็ยังมาจากการคิดปรุงแต่งว่านี่เป็นภูเขา นี่เป็นต้นไม้ และเชื่อไปผิดๆว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ความเป็นจริงก็คือว่า ภูเขา ต้นไม้ เหล่านี้นั้นเป็นเพียงกระแสกระเพื่อมของจิต ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ความตื่นกับความฝันก็ไม่ต่างอะไรกัน เพราะเราก็ฝันไปได้ว่ากำลังมองภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ ทั้งๆที่จริงๆแล้วมิได้มีสิ่งเหล่านั้น (เพราะกำลังฝันอยู่) และเมื่อเรากำลังมองภูเขากับต้นไม้เมื่อเราตื่นอยู่ สภาพการณ์ก็เป็นแบบเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราตื่นอยู่ อาจเกิดได้ในเวลาฝันอยู่ทั้งสิ้น เนื้อหาของ คาถายี่สิบโศลก ก็เป็นการให้คำตอบของฝ่ายโยคาจารต่อข้อโต้แย้งต่างๆ ที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์คำสอนนี้

ท่านวสุพันธุมีอายุจนถึงแปดสิบปี ท่านที่สนใจเรื่องราวของท่านเพิ่มเติมรวมทั้งรายชื่อหนังสือที่เกี่ยวข้อง สามารถดูได้ใน Internet Encyclopedia of Philosophy ที่ http://www.iep.utm.edu/v/vasubandhu.htm จุดมุ่งหมายของการนำเสนองานชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้งานของท่านวสุพันธุชิ้นนี้เป็นที่รู้จักกันเท่านั้น แต่ยังมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมอีกด้วย ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า เวลาท่านอ่านงานชิ้นนี้ขอให้อ่านช้าๆและคิดตามไปด้วยอยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้อ่านเพราะว่าเราอยากจะรู้ว่าท่านวสุพันธุสอนว่าอย่างไรเท่านั้น แต่การอ่านของเราก็เป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วย เราไม่ได้มุ่งจะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่โยคาจารสอนไว้ทั้งหมดโดยปราศจากการไตร่ตรอง การเชื่อเช่นนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นคล้อยตามประเด็นของโยคาจาร หลังจากที่ได้ใคร่ครวญตริตรองเนื้อหาทั้งหมดอย่างดีแล้วเท่านั้น เวลาอ่านก็ขอให้ความหมายของงานซึมซับเข้ามา แล้วก็หยุดคิดทบทวนไตร่ตรองว่า เหตุผลของท่านวสุพันธุที่ได้เสนอมานั้น มีน้ำหนักน่ารับฟังหรือไม่ เมื่อได้ใคร่ครวญเช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในเนื้อหาของงานขึ้นและเกิดปัญญา ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม เราไม่ควรอ่านงานชิ้นนี้ หรืองานทางพระพุทธศาสนาใดๆด้วยจิตที่เป็นอกุศล เช่นคิดว่า “งานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ในสายของอาจารย์ของเรา” “เราไม่ควรเชื่อสิ่งที่เขียนไว้ในนี้” หรือว่า “ฉันจะอ่านงานนี้ด้วยฉันจะได้เก่งกว่าคนอื่น” การคิดเช่นนี้มีแต่จะทำให้จิตของเรามัวหมอง และจะไม่ได้เห็นความหมายที่แท้จริงของงานที่ศึกษา และก็จะไม่เข้าใจงานของอาจารย์ในสายคำสอนของเราเองที่เรานับถืออีกด้วย

งานที่นำเสนอต่อไปนี้ แปลจากฉบับชำระของ George Cronk ที่มหาวิทยาลัยเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ (George Cronk © 1998.  — ต้นฉบับสืบค้นได้ที่ http://www.bergen.edu/phr/121/VasubandhuGC.pdf [Vasubandhu’s Twenty Verses on Consciousness-Only [Vimsatika] (together with their commentary [Karika], which is also by Vasubandhu) were originally composed in Sanskrit. The following are two standard English translations of the work: The Twenty Verses and Their Commentary, in Seven Works of Vasubandhu, trans. and ed. Stefan Anacker (Delhi, India: Motilal Banarsidass Publishers, 1984), pp. 157-179; and A Treatise in Twenty Stanzas and its Explanation, in A Buddhist Doctrine of Experience, trans. and ed. Thomas A. Kochumuttom (Delhi, India: Motilal Banarsidass Publishers, 1982), pp. 260-275.])

 

 

 

วสุพันธุ

 

คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น

(วิมศติกการิกา)

 

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ แปล

 

ความเป็นจริงเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น

 

ข้อเสนอของโยคาจาร: ในปรัชญาของมหายาน … ความเป็นจริงเรามองว่าเป็นเพียงวิญญาณหรือการรู้สำนึกเท่านั้น .. “จิต” “มนัส” กับ “ประจักษ์” เป็นคำพ้องความหมายกัน คำว่า “จิต” มีความหมายรวมไปถึงสถานะของจิตและการกระทำต่างๆของจิตเข้าไว้ด้วย การใช้คำว่า “เท่านั้น” มาจากตั้งใจที่จะปฏิเสธความมีอยู่ของวัตถุภายนอกใดๆของวิญญาณ แน่นอนว่าเรารับว่า “ภาพแทนของวัตถุภายนอกที่อยู่ในจิตดูเหมือนกับจะสอดคล้องกับวัตถุภายนอก (ซึ่งไม่ใช่จิต) แต่นี่ก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ที่ผู้คนที่มีปัญหาทางสายตา “มองเห็น” ผม พระจันทร์ กับสิ่งอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ “ตรงนั้น” (โศลก 1)

 

ข้อโต้แย้ง: “หากมีการรับรู้และวิญญาณโดยไม่มีวัตถุภายนอกที่ตรงกัน ความคิดใดๆก็อาจเกิดขึ้นได้ ณ เวลาใดหรือ ณ ที่ใด จิตที่แตกต่างกันก็จะมีลักษณะการรับรู้ของวัตถุที่แตกต่างกันในเวลาและสถานที่เดียวกัน และวัตถุนั้นก็จะประพฤติตนในวิถีทางที่ไม่อาจคาดคิดได้” (โศลก 2)

อีกนัยหนึ่ง (1) หากการรับรู้วัตถุเกิดขึ้นโดยไม่มีวัตถุที่ดำรงอยู่ภายนอกจิต แล้วเหตุใดวัตถุนั้นจึงเกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น และไม่ใช่ในทุกที่ และแม้แต่ในที่เหล่านั้น เหตุใดวัตถุนั้นจึงเกิดขึ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในทุกเวลา? (2) เหตุใดวัตถุนั้นจึงเกิดขึ้นในจิตของทุกๆคนที่อยู่ตรงนั้นในเวลาใดเวลาหนึ่งกับ ณ ที่ใดที่หนึ่ง และไม่ได้อยู่จิตของใครคนใดคนหนึ่ง เช่นเดียวกับภาพปรากฏของขน ผึ้งหรืออื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นในจิตของผู้ที่เป็นโรคสายตา แต่ไม่ปรากฏในจิตของคนอื่นๆ? (3) เหตุใดขนหรือผึ้งเหล่านี้ ซึ่งเห็นได้โดยผู้เป็นโรคสายตา มิได้ทำหน้าที่แบบเดียวกับขนหรือผึ้ง ในขณะที่ขนหรือผึ้งที่เห็นได้โดยผู้ที่มิได้เป็นโรคสายตานั้น ทำหน้าที่ของขนหรือผึ้ง? อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ยาพิษ อาวุธ ฯลฯ ที่เห็นในความฝันมิได้ทำหน้าที่สิ่งเหล่านั้น (ได้แก่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ) ในขณะที่อาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ ที่มองเห็นได้ในเวลาตื่น อาจทำหน้าที่ของสิ่งเหล่านั้นได้ เมืองมายามิได้ทำหน้าที่ของเมืองเพราะเมืองมายานั้นไม่มีอยู่ ในขณะที่เมืองที่มีอยู่จริงสามารถทำหน้าที่เหล่านั้นได้ หากวัตถุภายนอกไม่มีอยู่จริง เราก็ไม่สามารถอธิบายความจริงของประสบการณ์เหล่านี้ได้

 

โยคาจารตอบ: “แม้ในความฝัน ภาพบางอย่างก็เกิดขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง และสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง (โศลก 3a) นั่นคือ ในความฝัน แม้จะไม่มีวัตถุภายนอกจิตที่รับรู้ ก็ยังเห็นเฉพาะบางสิ่งบางอย่าง ตัวอย่างเช่น ผึ้ง สวน ผู้หญิง ผู้ชาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เห็นได้เฉพาะในบางสถานที่และบางเวลา และแม้แต่ในสถานที่เหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็ยังเห็นได้เฉพาะบางเวลา และไม่ใช่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ แม้จะไม่มีวัตถุภายนอกการรับรู้หรือความคิด การรับรู้บางอย่างอาจเกิดขึ้นเฉพาะในบางเวลาและบางสถานที่”

“และในอบายภูมิ บรรดาเปรตทั้งหลายต่างก็มองเห็นแม่น้ำสายเดียวกันนี้ว่าเป็นแม่น้ำอันเต็มไปด้วยน้ำหนองและภาพอันน่าสะพรึงกลัวในนรกต่างๆ (โศลก 3b) “แม่น้ำหนอง” เป็นแม่น้ำที่เต็มไปด้วยน้ำหนอง (รวมทั้งปัสสาวะ อุจจาระ) … เปรตทั้งหลายต่างก็มองเห็นสภาพอันน่าสยดสยองเช่นนี้ อันเป็นการรับผลของกรรมชั่วที่พวกเขาได้กระทำมา เห็นแม่น้ำสายเดียวกันนี้เต็มไปด้วยหนอง ปัสสาวะ อุจจาระ มียามถือกระบองหรือดาบเฝ้าอยู่ … ด้วยเหตุนี้ แม้จะไม่มีวัตถุภายนอกจิต จิตที่แตกต่างกันก็มีประสบการณ์กับสิ่งเดียวกันออกมาแตกต่างกัน”

“สัตว์นรกทั้งมวลมองเห็นนายนิรยบาลกับปรากฏการณ์ในนรกอื่นๆ (เช่น แม่น้ำอันเต็มไปด้วยหนอง สุนัขกับกาที่ดุร้ายหิวกระหาย ภูเขาที่เคลื่อนที่ได้ ฯลฯ) และพวกเขายังต้องทนทรมานกับการทรมานแบบเดียวกัน” (โศลก 4b) ทั้งหมดนี้ แม้ว่านายนิรยบาล แม่น้ำ สุนัข ฯลฯ จะมิได้มีอยู่จริง แต่ก็หมายความว่าความทรมานที่สัตว์นรกได้รับนั้น (รวมถึงนรกเองด้วย) เป็นเพียงภาพที่จิตสร้างขึ้นมาเอง  และมิได้ตั้งอยู่บนวัตถุใดๆที่ดำรงอยู่ภายนอกจิต”

ยิ่งไปกว่านั้น “ในความฝัน สิ่งที่ประสบอาจทำงานได้แบบเดียวกับในเวลาตื่น ดังจะเห็นได้จากกรณีของการหลั่งน้ำอสุจิในเวลาหลับ” (โศลก 4a) แม้จะไม่มีคู่สมรสที่ร่วมเพศกันจริงๆ แต่ชายที่ฝันว่าได้ร่วมเพศก็อาจจะมีความรู้สึกสุดยอดและหลั่งน้ำอสุจิออกมาได้ …”

ด้วยตัวอย่างเหล่านี้ จึงเป็นอันชัดว่า (1) จิตอาจจะมีภาพการรับรู้บางอย่างในบางเวลาและในบางสถานที่ (2) จิตที่แตกต่างกันอาจรับรู้สิ่งเดียวกัน และ (3) สิ่งที่ถูกรับรู้อาจทำงานของมันได้ตามที่คาดคิดเอาไว้ ทั้งหมดนี้เป็นไปได้แม้ว่าจะไม่มีวัตถุภายนอกอยู่

 

ข้อโต้แย้ง: เหตุใดท่านจึงกล่าวว่าสิ่งต่างๆที่ประสบอยู่ในอบายภูมิไม่มีอยู่จริง?

 

โยคาจารตอบ: เป็นเพราะว่า … นายนิรยบาลนั้น (จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับสภาพในนรกตามที่ปรากฏในคัมภีร์) แม้จะคอยทรมานให้ความทุกข์แก่สัตว์นรก แต่นายนิรยบาลนั้นก็มิได้รับความเจ็บปวดของนรกนั้นเสียเอง (ตัวอย่างความเจ็บปวดเช่น การยืนอยู่บนถ่านหรือเหล็กที่เผาจนลุกแดง อันก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส) นายนิรยบาลนั้นจะต้องเป็นผู้ทำบาป ซึ่งก็ต้องควรได้รับโทษทัณฑ์ในนรก หรือนายนิรยบาลมิได้เป็นเช่นนั้น หากนายนิรยบาลเป็นผู้ทำบาป ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่นายนิรยบาลจะมาทำงานเป็นนายนิรยบาล ผู้คอยทรมานสัตว์นรก แต่หากนายนิรยบาลมิได้เป็นผู้ทำบาป ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่นายนิรยบาลจะต้องมาทำงานในนรก ท่ามกลางเหล่าสัตว์นรกทั้งหลาย (น่าจะมีเหตุผลมากกว่า หากจะคิดถึงนายนิรยบาลกับสิ่งต่างๆที่ทนทรมานอยู่ในนรก ว่าเป็นเพียงภาพสร้างขึ้นในจิตใจของผู้ที่ต้องตกไปยังนรก)

 

สัมผัส อายตนะภายในกับภายนอก: ไม่มีตัวตน/ไม่มีสิ่งของ

 

ข้อโต้แย้ง: แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่ามีอายตนะสิบสอง ได้แก่อายตนะภายในหก และอายตนะภายนอกอีกหก ดังนั้นตามคำสอนของพระพุทธองค์ หากวิญญาณเกิดขึ้นจากผัสสะอันเกิดจากการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก แล้วความเป็นจริงจะเป็นวิญญาณล้วนๆได้อย่างไร?

 

โยคาจารตอบ: “คำสอนของพระพุทธเจ้าข้อนั้นมุ่งสอนเฉพาะผู้ที่มาใหม่ (ได้แก่ผู้ที่เพิ่งเข้ามาในพระพุทธศาสนาใหม่ๆ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นคำสอนสำหรับกลุ่มคนภายนอก (ที่มุ่งแสดงให้แก่สาธารณชน) แต่คำสอนนี้ยังมีความหมายที่เป็นที่รู้กันภายใน (ได้แก่คำสอนปกปิดหรือคำสอนลับ) …” (โศลก 8)

ไม่ว่าจะอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า แท้จริงแล้วมิได้มีสัตว์ที่มีชีวิต และก็มิได้มีสัตว์ที่รู้สำนึก หรือตัวตน (อนัตตา) แต่มีเพียงเหตุการณ์กับสาเหตุของเหตุการณ์นั้นๆ ความหมายปกปิดหรือความหมายลับของคำสอนของพระองค์เรื่องอายตนะสิบสองนี้ แสดงออกมาในโศลกต่อไปนี้

“ทั้งอัตตาและธรรมะต่างก็เกิดขึ้นจากอาลยวิชญาณ (“จิตสำนึกที่เป็นเมล็ดพันธุ์”) ตัวอย่างได้แก่สัมผัส เช่นตาเห็นรูป เกิดจากเมล็ดพันธุ์ (ในจิตใต้สำนึก) และยังผลให้วัตถุปรากฏขึ้น (เช่นสี) …”  (โศลก 9)

แล้วเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเช่นนี้? ทำไมจึงทรงสอนแบบนี้ให้แก่คนในวงนอก แล้วเหตุใดจึงไม่ทรงเปิดเผยความหมายปกปิดนั้นให้แจ้งออกมา? คำตอบเป็นเช่นนี้ “ด้วยวิธีนี้ สาวกทั้งหลายจะได้รับการนำพาให้เข้าสู่เนื้อหาคำสอนอย่างช้าๆ ซึ่งเนื้อหานั้นได้แก่การเข้าใจเรื่องความไม่เป็นตัวเป็นตนของตัวเรา และของสิ่งต่างๆ นั่นคือ ทั้งตัวตนและสิ่งต่างๆก็ถูกสร้างขึ้นมาในประสบการณ์ธรรมดาๆ [ต่างก็ไม่เป็นตัวเป็นตนทั้งสิ้น - ผู้แปล]” (โศลก 10)

ผัสสะทั้งหกเป็นเพียงภาพแทนหรือภาพปรากฏของจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจิตไร้สำนึกหรืออาลยวิชญาณ เมื่อพระสาวกได้ศึกษาพระธรรม และรับรู้ว่าแท้จริงแล้วมิได้มีผู้เห็น ไม่มีผู้ได้ยิน ไม่มีผู้ได้กลิ่น ไม่มีผู้ได้โผฏฐัพพะ ไม่มีผู้ได้ธรรมารมณ์ ท่านผู้นั้นก็จะเข้าใจความไม่เป็นตัวเป็นตนของตัวเอง และเมื่อท่านทราบว่าอายตนะภายนอกก็เป็นเพียงภาพแทนหรือภาพปรากฏของจิตเท่านั้น และอันที่จริงก็มิได้มีสิ่งที่ถูกรับรู้ที่มีคุณสมบัติต่างๆของวัตถุหรืออายตนะภายนอก เมื่อนั้นพระสาวกก็จะเข้าสู่ความเข้าใจเรื่องความไม่เป็นตัวตนของสรรพสิ่ง (ที่ถูกรับรู้)

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ในประโยคสุดท้ายของโศลก 10 เราต้องแยกแยะระหว่างความเป็นจริง (ตัวตนกับวัตถุ) ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยจิตสำนึกธรรมดา (โดยเฉพาะในการใช้จินตนาการ) และความเป็นจริงอันเป็นตามที่มันเป็น หรือ “ตถตา” ความจริงนี้ได้แก่ การมีตัวตนที่เราไม่สามารถบรรยายได้ (anabhilapya) (ซึ่งการแบ่งแยกตัวตันกับวัตถุมิได้เกิดขึ้น) ตัวตนดังกล่าวนี้อยู่พ้นไปจากตัวตนธรรมดาๆที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆกันการแบ่งแยกภววิสัยกับอัตวิสัย และรู้ได้เฉพาะพระพุทธเจ้าและผู้ตรัสรู้แล้วท่านอื่นๆ ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นกับวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นนั้นเองที่ไม่เป็นตัวเป็นตน ซึ่งเป็นเพียงการเปลี่ยนแปรกับการสร้างภาพขึ้นของจิตเท่านั้น (ส่วนตัวตนที่แท้จริงซึ่งเราบรรยายไม่ได้นั้น เป็นตัวเป็นตน (dravyatah) นั่นคือ “เป็นจริงจริงๆ”)

 

ปรมาณูกับประสบการณ์

 

ข้อโต้แย้ง: แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระพุทธองค์ทรงหมายถึงความหมายสำหรับวงใน เมื่อพระองค์ตรัสสอนเกี่ยกับอายตนะภายในกับภายนอก? ไม่มีธาตุที่ดำรงอยู่จริงๆภายนอก (ได้แก่ปรมาณู) หรอกหรือ? อันปรมาณูนั้นเมื่อรวมเข้าด้วยกันก็จะเป็นวัตถุต่างๆที่เรารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส? (พระพุทธเจ้ามิได้ทรงรับว่ามีโครงสร้างปรมาณูอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของวัตถุธาตุทั้งหลายหรอกหรือ?)

 

โยคาจารตอบ: (พระพุทธเจ้ามิอาจทรงยอมรับทฤษฎีปรมาณูได้) “การดำรงอยู่ของปรมาณูไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้เนื่องจากสิ่งที่ถูกรับรู้ไม่เคยเป็นวัตถุธาตุที่เป็นหนึ่งเดียว (นั่นคือ เป็นส่วนรวมที่ไม่ใช่ส่วนย่อย) และก็ไม่เคยเป็นปรมาณูหลายๆตัว และก็ไม่เคยเป็นปรมาณูที่มารวมตัวกัน” (โศลก 11)

นี้หมายความว่าอย่างไร? ลองพิจารณาสิ่งที่ถูกรับรู้ สิ่งนี้เป็นวัตถุธาตุชิ้นเดียว (หมายถึงเป็นส่วนรวมที่ไม่มีส่วนย่อย) หรือไม่? … สิ่งนี้อาจเป็นกลุ่มของปรมาณูที่ต่างก็แยกต่างหากจากกันหรือไม่? สิ่งนี้อาจเป็นการรวมตัวกันของปรมาณูหรือไม่? สิ่งนี้ไม่อาจเป็นวัตถุธาตุชิ้นเดียวได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับรู้ส่วนรวมโดยไม่ได้รับรู้ส่วนย่อยของมันเข้าไปด้วย (นั่นคือ วัตถุทั้งหมดที่ถูกรับรู้ได้จะต้องเป็นสิ่งที่อาจแบ่งออกได้เป็นส่วนย่อยๆ) นอกจากนี้สิ่งนี้ก็ไม่อาจถูกรับรู้เป็นกลุ่มของปรมาณูที่ต่างก็แยกต่างจากกันได้ เพราะว่าปรมาณูนั้นเราไม่สามารถรับรู้ได้เลย และสิ่งนี้ก็ไม่อาจถูกรับรู้เป็นกลุ่มของปรมาณูได้เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวนี้จะต้องประกอบขึ้นด้วยปรมาณูเดี่ยวๆ ซึ่งปรมาณูแต่ละหน่วยนั้นก็ไม่สามารถที่ใครจะไปรับรู้ได้ (และกลุ่มหรือการรวมตัวกันของปรมาณูเหล่านั้นก็ไม่อาจรับรู้ได้มากไปกว่าส่วนประกอบของมันเอง)

(และก็ยังมีปัญหาทางตรรกะอีกหลายประการเกี่ยวกับทฤษฎีปรมาณู เช่นปัญหาเกี่ยวกับการรวมตัวกันของปรมาณู การรวมตัวที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?)

“ปรมาณูหนึ่งหน่วยที่ต่อเข้ากับอีกหกหน่วยก็ย่อมต้องมีหกด้าน (เพื่อให้ทั้งหกหน่วยนั้นเชื่อมเข้ามาได้) หรือมิฉะนั้นปรมาณูอีกหกหน่วยนั้นจะกินพื้นที่เดียวกันกับปรมาณูหน่วยแรกละหรือ? ปรมาณูทั้งเจ็ดนี้ก็จะไม่กลายเป็นหน่วยเดียว (นั่นคือ จะไม่กลายเป็นเพียงปรมาณูเดียวแทนที่จะเป็นเจ็ดปรมาณู)?” (โศลก 12)

หากมีการเชื่อมต่อปรมาณูหนึ่งหน่วยเข้ากับอีกหก ปรมาณูหนึ่งหน่วยก็จะต้องมีหกด้าน (ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น) และหกด้านนั้นก็ย่อมได้แก่ส่วนประกอบหกประการ แต่โดยนิยามแล้วปรมาณูนั้นมิอาจแบ่งออกได้อีก จึงไม่อาจมีส่วนประกอบได้ ดังนั้นตามทางเลือกนี้ปรมาณูจึงมิใช่ปรมาณู ซึ่งเป็นการขัดแย้งกันเองโดยตรง!

หรืออีกนัยหนึ่ง ปรมาณูทั้งเจ็ดนี้กินเนื้อที่ที่เดียวกันหรือไม่? แต่หากเป็นเช่นนั้นการรวมตัวกันของปรมาณูเหล่านี้ก็จะเป็นเพียงหนึ่งปรมาณูเท่านั้น (เนื่องจากสสารวัตถุสองชิ้นหรือมากกว่าไม่สามารถกินเนื้อที่ที่เดียวกันได้) ซึ่งก็จะหมายความว่า การรวมตัวกันนั้นไม่ใช่การรวมตัวกัน? นี่มิใช่ข้อขัดแย้งอีกข้อหนึ่งหรอกหรือ?

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวปรมาณูนิยมบางฝ่ายเถียงว่า เนื่องจากปรมาณูไม่มีส่วนประกอบ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรมาณูจะมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม นอกจากนี้ ชาวปรมาณูนิยมเหล่านี้อ้างว่ากลุ่มของปรมาณูอาจเชื่อมกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อก่อร่างเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น “แต่หากปรมาณูไม่สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มได้ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วจะมีกลุ่มของปรมาณูที่รวมตัวกับกลุ่มอื่นๆได้อีกอย่างไร?” (โศลก 13)

ทีนี้ ปรมาณูจะต้องมีส่วนย่อยหรือไม่มี “สิ่งใดก็ตามที่มีส่วนย่อยไม่สามารถเป็นสิ่งเดียวได้ (นั่นคือไม่สามารถเป็นสิ่งที่ไม่อาจแบ่งออกไปอีกได้) (โศลก 14a) หากปรมาณูหนึ่งหน่วยอาจอยู่ “ข้างหน้า” หรือ “ข้างหลัง” หรือ “ข้างบน” หรือ “ข้างล่าง” อีกปรมาณูหนึ่ง แล้วปรมาณูนั้นก็จะต้องมีข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน และข้างล่าง นั่นคือจะต้องมีส่วนประกอบย่อยและก็ย่อมเป็นสิ่งที่อาจแบ่งออกได้ ในกรณีนี้ก็ย่อมมิใช่ปรมาณู (ซึ่งเป็นข้อขัดแย้ง)”

“แต่หากปรมาณูไม่มีส่วนย่อย ปรมาณูนั้นจะถูกเงาบดบังหรือถูกปิดบังได้อย่างไร?” (โศลก 14b) หากปรมาณูหนึ่งไม่มีส่วนย่อย นั่นคือหากปรมาณูนั้นไม่อาจแบ่งออกได้อีก ปรมาณูก็จะไม่มีการกินเนื้อที่และไม่มีที่อยู่ และหากเป็นดังนั้น หากเราถือว่าโลกนี้ประกอบไปด้วยปรมาณูอันไม่อาจแบ่งออกได้นี้ แล้วแสงแดดจะส่องในที่หนึ่งและมีเงาในอีกที่หนึ่งได้อย่างไร? หากปรมาณูไม่มีส่วนย่อยจริง ก็จะต้องไม่มีแสงในที่หนึ่งและไม่มีเงาในอีกที่หนึ่งเพราะไม่มีข้างใดข้างหนึ่งเลย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรมาณูหนึ่งจะบดบังหรือปิดบังอีกปรมาณูหนึ่ง (เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่บางอย่างจะอยู่ “ข้างหน้า” หรือ “ข้างหลัง” หรือ “ข้างบน” หรือ “ข้างล่าง” อีกสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบนหรือข้างล่างเลย) … จึงสรุปได้ว่า หากปรมาณูไม่มีส่วนย่อยและไม่อาจแบ่งออกได้ และมิได้มีการกินเนื้อที่และไม่มีที่อยู่ กลุ่มทั้งหมดของปรมาณูก็จะเป็นเพียงหนึ่งปรมาณูเท่านั้น เพราะว่าปรมาณูเหล่านั้นต่างก็อยู่ในที่ที่เดียวกันและในเวลาเดียวกัน!

 

ข้อโต้แย้ง: เหตุใดเราจึงพูดไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มของปรมาณู (และไม่ใช่ปรมาณูแต่ละหน่วย) ที่ถูกปิดบังกับบดบัง?

 

โยคาจารตอบ: แต่ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่ากลุ่มของปรมาณูกลุ่มหนึ่งมิได้แตกต่างอันใด (ในเชิงความจริงแท้) กับปรมาณูนั้นเอง?

 

ข้อโต้แย้ง: ไม่เห็นด้วย เราไม่สามารถคิดเช่นนั้นได้

 

โยคาจารตอบ: “ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มของปรมาณูอาจถูกบดบังหรือปิดบังได้ เว้นแต่จะรับว่ากลุ่มนั้นๆแตกต่าง (ในเชิงความจริงแท้) จากปรมาณูนั้นๆที่มารวมกันเป็นกลุ่มนี้” (โศลก 14c)

 

เอกนิยมกับประสบการณ์

 

คำถาม: (เราได้พิจารณาทรรศนะแบบปรมาณูนิยม ซึ่งเสนอว่าความเป็นจริงประกอบด้วยส่วนต่างๆอันกหลากหลาย แล้วทรรศนะที่เสนอว่าความเป็นจริงเป็นเอกภาพ เป็นหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์และไม่สามารถแบ่งออกได้เล่า?) (ทรรศนะแบบเอกนิยมเชิงอภิปรัชญา)

 

โยคาจารตอบ: “หากความเป็นจริงเป็นเอกภาพโดยสมบูรณ์ ก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ไม่มีการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส และก็ไม่มีการไม่รับรู้ในขณะเดียวกัน จะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างสิ่งของต่างๆ และจะไม่มีการมองไม่เห็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากๆ” (โศลก 15)

หากความเป็นจริงเป็นเอกภาพโดยสมบูรณ์ ก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวช้าๆจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง การ “ไป” หรือการเคลื่อนย้ายช้าๆจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งก็จะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเราจะ “อยู่” ในทุกที่ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ก็จะเป็นไปไม่ได้ที่จะมองวัตถุและเห็นวัตถุนั้นเพียงด้านเดียว ในขณะที่มองไม่เห็นอีกด้านหนึ่งในเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น จะไม่มีความแตกต่างหรือการแยกแยะช้าง ม้า หรือสิ่งอื่นๆอีกมากมาย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน สิ่งทั้งหลายจะอยู่ในที่ที่เดียวกัน เพราะว่าความเป็นเอกภาพของสิ่งทั้งมวลย่อมหมายความว่าการแบ่งแยกสิ่งต่างๆออกจากกันตามพื้นที่ไม่อาจเป็นไปได้ และสิ่งที่มองไม่เห็น เช่นจุลชีพในน้ำก็จะมองเห็นได้อย่างสบายเช่นเดียวกับ (ภูเขา) (ซึ่งขัดแย้งกับสามัญสำนึกและประสบการณ์)

(ดูเหมือนว่าเอกนิยมก็ไม่อาจรับได้เช่นเดียวกับทรรศนะแบบพหุนิยมแบบปรมาณู ประสบการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่าทรรศนะทั้งสองไม่เป็นความจริง ซึ่งประสบการณ์นั้นเองก็เปิดเผยให้เห็นโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิญญาณเท่านั้น)

 

สถานะของความฝันและความตื่น

 

ข้อโต้แย้ง: มีความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างสถานะที่เกิดขึ้นในความฝันกับในความตื่น ทุกๆคนรับทราบว่าวัตถุที่พบในความฝันไม่เป็นความจริง แต่เป็นเพียงสิ่งที่จิตสร้างขึ้น แต่เรื่องนี้มิได้เป็นที่ยอมรับกันในกรณีของสิ่งต่างๆที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสในขณะที่กำลังตื่นอยู่ …

 

โยคาจารตอบ: การอ้างเหตุผลนี้ไม่อาจยืนยันข้อเสนอของท่านได้ เนื่องจาก บางคนที่มิได้ตื่นอยู่ มิได้รับทราบถึงความไม่เป็นจริงของวัตถุทั้งหลายที่ประสบในความฝัน (โศลก 17b) มีแต่เพียงผู้ที่ได้ตื่นออกจากความฝันเท่านั้น ที่สามารถ “มองทะลุผ่าน” วัตถุที่รับรู้ในขณะที่กำลังฝันอยู่ ในทำนองเดียวกัน มีแต่เพียงผู้ที่ตรัสรู้แล้วเท่านั้น ที่จะสามารถรู้แจ้งถึงความไม่เป็นจริงเป็นจังของโลกที่เสนอขึ้นมาในสภาพที่คนทั่วไปถือกันว่า (แต่ในความเป็นจริงแล้วมิใช่) สถานะที่ตื่นอยู่ ด้วยเหตุนี้ ประสบการณ์ในความฝันและประสบการณ์ในสภาพที่เรียกกันว่าความตื่นจึงเสมอเหมือนกัน (ตรงที่ต่างก็ถูกข้ามพ้นไปโดย “วิญญาณระดับสูงกว่า”)

 

ข้อโต้แย้ง: ท่านกล่าวว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างสถานะตื่นกับสถานะฝันตรงที่ต่างก็เป็นไปได้ โดยไม่ต้องมีวัตถุภายนอกอยู่ แล้วเหตุใดเราจึงให้ความสนใจแก่กรรมดีกับกรรมชั่ว รวมถึงผลของกรรมเหล่านี้ เราไม่ได้ให้ความสนใจแก่ผลของกรรมที่ได้ทำไปในความฝัน แต่เราสนใจถึงผลของกรรมที่ทำไปในขณะที่กำลังตื่นอยู่?

 

โยคาจารตอบ: “ในสถานะแห่งความฝัน จิตถูกทำให้ง่วงงุนด้วยความหลับ จึงไม่อาจควบคุมกรรมกับผลกรรมของตนเองได้เท่าใดเลย ในขณะที่จิตมีการควบคุมเข้มแข้งกว่าเป็นอันมากในขณะที่ตื่นอยู่ ด้วยเหตุนี้ ผลของกรรมในขณะที่ตื่นอยู่จึงต้องได้รับการเอาใจใส่และความใส่ใจในเรื่องของกรรมและการรับผลมากกว่ากรรมที่ทำไปในขณะฝัน” (โศลก 18b)

 

การติดต่อกันของปัจเจกบุคคล

 

ข้อโต้แย้ง: หากวัตถุที่ถูกรับรู้เกิดขึ้นภายในกระแสสำนึกของจิต และไม่ได้มาจากสิ่งภายนอกที่มีอยู่จริง (ดังที่ท่านเสนอเหตุผลมาข้างต้น) แล้วจิตดวงหนึ่งจะถูกกระทบโดยจิตอีกดวงหนึ่งได้อย่างไร? ตัวอย่างเช่น ความคิดของข้าพเจ้าจะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนดีกับเพื่อนเลวได้อย่างไร? หรือจากการได้ยินคำสอนที่ผิดพลาดหรือที่ถูกต้อง? ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งภายนอกอยู่จริง ก็จะหมายความว่าไม่มีเพื่อนหรือคำสอนที่อยู่ภายนอกกระแสสำนึกของเราเอง

 

โยคาจารตอบ: “กระแสจิตสำนึกในจิตที่ต่างกันมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน” (โศลก 18a) นี่เป็นเรื่องของกระแสสำนึกคนละกระแส (หรือจิตคนละดวง) ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางซึ่งกันและกัน แต่การติดต่อกันของจิตเหล่านี้มิได้แสดงว่ามีวัตถุภายนอกที่อยู่ภายนอกจิต …

 

ข้อโต้แย้ง: หากความเป็นจริงเป็นเพียงจิตเท่านั้น รูป … ก็ไม่ได้มีอยู่ ดังนั้นแกะจะถูกคนขายเนื้อฆ่าได้อย่างไร (หากแม้คนขายเนื้อกับแกะเองมีรูปกายจริง?) และคนขายเนื้อจะถูกตำหนิที่ตั้งใจเอาชีวิตสัตว์อื่นได้อย่างไรกัน?

 

โยคาจารตอบ: “การฆ่าเป็นการตัดกระแสสำนึกโดยอีกกระแสหนึ่ง … ” (โศลก 19) เป็นที่รู้กันและยืนยันไว้แล้วในคัมภีร์หลายแห่งว่า อำนาจของจิตดวงหนึ่งสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตอีกดวงหนึ่งได้ (ตัวอย่างเช่น ทำให้เกิดการสูญเสียความทรงจำ การเข้าสิง การส่งกระแสจิต การเกิดความฝัน ฯลฯ) … การฆ่าผู้อื่นเป็นการเปลี่ยนแปลงพลังชีวิตอย่างเฉียบพลันรุนแรง และทำให้กระแสนั้นไหลไปอีกทิศทางหนึ่ง …

 

ปัญหาเกี่ยวกับจิตดวงอื่นๆ

 

ข้อโต้แย้ง: หากความเป็นจริงเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จิตดวงหนึ่งจะมีความรู้เกี่ยวกับจิตดวงอื่นๆ (นั่นคือ จิตอื่นๆนอกเหนือจากตนเอง?) และหากมีความรู้เกี่ยวกับจิตอื่นๆจริง สิ่งนี้ก็มิได้เป็นหลักฐานที่จะปฏิเสธทรรศนะเรื่องความเป็นจริงเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้นหรอกหรือ?

 

โยคาจารตอบ: “ผู้ที่ยังมิได้ตรัสรู้ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถรู้จิตของผู้อื่นเท่านั้น ยังมิได้มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับจิตของตนเองอีกด้วย ในขณะที่ผู้ที่รู้แจ้งแล้ว จะรู้จิตของตนเองและจิตอันแท้จริงของผู้อื่น สิ่งที่ผู้ตรัสรู้แล้วรู้ไม่อาจรู้ได้โดยผู้ที่ยังมิได้ตรัสรู้” (โศลก 21) (คาถายี่สิบโศลกนี้แท้จริงแล้วมียี่สิบเอ็ดโศลก)

 

ผู้ที่ยังไม่ตรัสรู้จะถูกผูกมัดด้วยอวิชชา และด้วยเหตุนี้จึงติดอยู่ในกับดักของการคิดแบบอัตวิสัย-ภววิสัย (ตัวตนกับไม่ใช่ตัวตน) ในระดับของจิตสำนึกสามัญธรรมดา เราอาจจะอนุมานถึงการมีอยู่ของจิตอื่นๆบนพื้นฐานของการเปรียบเทียบกับจิตของเราเอง แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นจิตนั้นมิใช่จิตที่แท้จริง และสิ่งที่ถือว่าเป็นตัวตนนั้น มิใช่ตัวตนที่แท้จริง ผู้ที่ตรัสรู้แล้วถูกปลดปล่อยออกจากอวิชชา และได้ก้าวข้ามพ้นการคิดแบบอัตวิสัย-ภววิสัย พวกท่านรู้จิตของท่านเองรวมตลอดถึงจิตของผู้อื่น พวกท่านได้บรรลุถึงตัวตนที่แท้จริง …

 

สรุป

 

โยคาจาร (วสุพันธุ) คำสอนเรื่องวิญญาณเท่านั้นเป็นคำสอนที่ลึกสุดจะหยั่งถึงและเต็มไปด้วยความละเอียดลึกซึ้ง ไม่มีขีดจำกัดของปัญญาที่จะได้จากคำสอนนี้ “ข้าพเจ้าได้เขียนคาถาเกี่ยวกับวิญญาณเท่านั้นด้วยความสามารถอันเต็มที่ของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถหยั่งถึงความซับซ้อนของคำสอนนี้ได้ทั้งหมด คำสอนนี้จะเข้าใจได้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็แต่กับท่านที่ตรัสรู้แล้วเท่านั้น” (โศลก 22) ความเต็มเปี่ยมของคำสอนนี้อยู่พ้นไปจากตรรกะธรรมดาๆ และก็ก้าวพ้นความสามารถในการเข้าใจของข้าพเจ้าเอง คำสอนนี้รู้ได้แต่ท่านที่ตรัสรู้แล้ว เนื่องจากท่านเหล่านี้ได้สถิตอยู่เหนืออุปสรรคใดๆที่ปิดกั้นความรู้

 

“ตัวเองยังช่วยไม่ได้ แล้วจะช่วยผู้อื่นได้ยังไง?”

ข้อวิจารณ์ที่ฝ่ายเถรวาทมักจะยกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปฏิบัติธรรมแบบมหายานบ่อยๆก็คือว่า การตั้งอุดมคติพระโพธิสัตว์เพื่ออุทิศตัวเองในการช่วยเหลือสัตว์โลกในสังสารวัฏให้พ้นจากทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆคือ “ตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร?” ก็หมายความว่า ในขณะปัจจุบันนี้ ผู้ที่ตั้งจิตแบบพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย ตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอดจากความทุกข์ แล้วจะไม่ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร เหมือนกับคนที่ตั้งจิตจะช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดจากการจมน้ำ ถ้าตัวเองยังว่ายน้ำไม่เป็น จะไปช่วยได้อย่างไร เดี๋ยวก็จมกันไปหมด

ข้อวิจารณ์นี้ถูกต้องและมีน้ำหนักมาก และจริงๆแล้วก็เป็นคำสอนที่ครูบาอาจารย์ในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นสายใด เน้นหนักมาตลอด ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์นั้น มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ผู้ใดที่คิดว่าตนเองช่วยเหลือผู้อื่นได้ โดยที่ตัวเองยังไม่พ้นทุกข์ และยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณนั้น เป็นผู้ที่หลอกตนเองอย่างมาก เหมือนกับได้เสียสติไป ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ใน วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์ ไว้ดังนี้

“เมื่อข้าฯได้ตั้งปณิธานจะปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายในอากาศธาตุทั่วทั้งสิบทิศจากทุกข์ทางใจ ข้าฯไม่ได้แม้กระทั่งปลดปล่อยตนเองจากทุกข์ทางใจนี้ ข้าฯไม่รู้ขีดจำกัดของข้าฯเอง ข้าฯพูดในเวลานั้นราวกับว่าข้าฯได้เสียสติไป ดัวยเหตุนี้ ข้าฯจะไม่มีวันหันหลังให้แก่การทำลายล้างกิเลสเครื่องเศร้าหมอง” (บทที่ ๔ โศลกที่ ๔๑ กับ ๔๒)

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้ตั้งจิตมั่นที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อที่จะมีความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ แต่กลับไม่ลงมือปฏิบัติเพื่อให้คำอธิษฐานของตนเองเป็นจริง ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นก็เหมือนกับว่าได้พูดหลอกลวงพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบาปยิ่งนัก ผู้ปฏิบัติธรรมที่ตั้งจิตจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ ต้องรู้อยู่แก่ใจอยู่ตลอดเวลา ตลอดทุกลมหายใจ ว่าในขณะนี้ตนเองยังเป็นเพียงผู้ปฏิบัติหรือผู้เดินทางอยู่ ยังไม่ถึงหนทาง ในขณะนี้ยังไม่มีความสามารถอันสมบูรณ์เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหน้าที่อันดับหนึ่งของผู้ปฏิบัติก็คือ ต้องสั่งสมบุญบารมีและตั้งใจปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด แนวทางการปฏิบัตินี้ท่านศานติเทวะได้วางเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว และครูบาอาจารย์ในสายมหายานต่างก็รับแนวทางนี้ทั้งสิ้น ซึ่งได้แก่การสั่งสมบารมีหกประการ คือ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา

ดังนั้น จึงเป็นความจริงว่า “ตัวเองยังช่วยไม่ได้ แล้วจะช่วยผู้อื่นได้ยังไง?” แต่นั่นไม่ได้หมายความเลยว่า ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระสัมโพธิญาณ จะต้องเลิกล้มความตั้งใจของตนเอง ในทางตรงข้าม ความจริงข้อนี้กลับทำให้ผู้ปฏิบัติยิ่งต้องบำเพ็ญเพียร สั่งสมบารมีทั้งหกให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนเองสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้แล้วเท่านั้น ที่จะทำเช่นนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า ในระหว่างทางก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติธรรมในสายพระโพธิสัตว์จะมุ่งปฏิบัติเพื่อให้ ตนเอง บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจสัตว์อื่นเลย แต่การสั่งสมบุญบารมีทั้งหกนี้แหละ ที่เป็นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ในหนทางที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนของพระพุทธเจ้า แต่ก็เป็นช่วยเหลือในรูปแบบที่เราๆท่านๆทั่วๆไปทำได้ และสมควรทำอยู่ตลอด เช่น การสั่งสมทานบารมี ก็เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นโดยตรง การปฏิบัติศีลบารมี ก็เป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นๆ การปฏิบัติขันติก็แน่ชัดว่าเป็นการยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและสัตว์โลกอื่นๆทั้งมวล บารมีอื่นๆก็เป็นแบบเดียวกัน

บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์

หัวข้อหลักของการบรรยายของกุงกาซังโปริมโปเช ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มพิธีมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้แก่เรื่อง “บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์” บารมีเหล่านี้ได้แก่สิ่งที่พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อตัวของพระโพธิสัตว์นั้นเองแต่อย่างเดียว แต่เป็นไปเพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงน้ำแห่งกองทุกข์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะมีความสามารถจะทำเช่นนี้ได้ เราตั้งจิตปรารถนาเดินตามทางของพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะว่าเราสงสารสัตว์โลก ปรารถนาจะให้พวกเขาพ้นจากทุกข์ ซึ่งในขณะนี้เรายังไม่มีความสามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะลำพังตัวเราเองก็ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย จึงต้องตั้งจิตปรารถนาพระสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อให้สามารถรื้อขนสรรพสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การ “รื้อขน” สรรพสัตว์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าจะสามารถพาเราข้ามฝั่งไปสู่ฝั่งของนิพพานได้เฉยๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราทั้งหลายก็คงอยู่บนฝั่งของพระนิพพานกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องมาว่ายวนอยู่ในสังสาระอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ที่พระพุทธเจ้าทำได้ก็คือสั่งสอนสรรพสัตว์ และแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า การพัฒนาตนเองจนถึงจุดสูงสุด ถึงความสมบูรณ์เต็มเปี่ยมนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปฏิบัติตนเพื่อให้บรรลุถึงสภาพเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติตนตามวิถีทางของพระโพธิสัตว์จึงเป็นการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดนี้เอง เราตั้งจิตปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์อย่างจริงใจ ซึ่งก็จะหมายความว่าเราเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นและสัตว์โลกทั้งปวงมากกว่าประโยชน์ของตัวเราเอง การที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ หมายความว่าจิตใจของเราจะต้องมีความโน้มเอียงที่จะปรารถนาจะพ้นทุกข์ เห็นโทษภัยของทุกข์ และเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ด้วย การมีความโน้มเอียงเช่นนี้ได้ จำเป็นจะต้องมีพระพุทธเจ้าอยู่ ดังนั้นแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ แต่พระพุทธเจ้าก็เป็นเหตุให้เกิดมีคำสอนและมีแบบอย่างที่แสดงให้เราเห็นว่า การข้ามไปอีกฝั่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริง ปฏิบัติได้ และผลของการปฏิบัตินั้นดีอย่างไร

การที่เรามีจิตปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย หมายความว่าเรามี “โพธิจิต” โพธิจิตแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ “โพธิจิตอธิษฐาน” ได้แก่จิตที่อธิษฐานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุประโยชน์ของการปรารถนาดังกล่าว และมีจิตมุ่งมั่นอย่างจริงใจที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ กับ “โพธิจิตปฏิบัติ” ได้แก่การลงมือปฏิบัติเดินตามเส้นทางของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจริงๆ เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้อย่างแท้จริง

โพธิจิตสองแบบดังกล่าวนี้ เป็นสองส่วนของโพธิจิตที่เรียกว่า “โพธิจิตสมมุติ” หมายความว่าเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่ฐานได้แก่ สมมติสัจจะ พระพุทธศาสนาแบ่งความจริงออกเป็นสองประการคือ “สมมติสัจจะ” หมายถึงความจริงที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำ ที่เราใช้คำต่างๆเรียก เช่น โลกของเราที่ประกอบด้วยน้ำ ดิน ภูเขา ท้องฟ้า คน สัตว์ ฯลฯ ล้วนเป็นสมมติสัจจะทั้งสิ้น โพธิจิตอธิษฐานกับโพธิจิตปฏิบัตินั้น เป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมติ เนื่องจากว่าการปฏิบัติกับการอธิษฐานนั้นเป็นเรื่องของสมมติบัญญัติ คือเรื่องของโลกที่เรารู้จักนี้เอง

ส่วนความจริงอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ “ปรมัคถสัจจะ” ได้แก่ความจริงโดยเนื้อแท้ของตัวเอง สิ่งที่เราควรเข้าใจก็คือว่า สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะนั้นแท้จริงแล้ว มิได้แยกกันอยู่ ไม่ใช่ว่ามีโลกของความจริงสมมติโลกหนึ่ง แล้วก็โลกของความจริงปรมัตถ์อีกโลกหนึ่ง แตความจริง็คือว่า โลกใบเดียวกันนี้แหละ เป็นทั้งความจริงสมมติและความจริงปรมัตถ์ในเวลาเดียวกัน ในตัวเดียวกัน เรื่องนี้นักเรียนธรรมะหลายๆท่านยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ท่านนาคารชุนเองก็กล่าวว่า แท้จริงแล้วไม่มีความแตกต่างกันแม้เพียงน้อยนิดระหว่างสังสาระกับนิพพาน ก็หมายความว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างความจริงทั้งสองนี้เอง โลกที่เราเห็นอยู่นี้หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ยังมีกิเลส ก็เป็นโลกสมมติหรือโลกบัญญัติ ทึกทักไปว่าบัญญัติต่างๆเป็นความจริง แต่โลกเดียวกันนี้เอง หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ปราศจากกิเลส ก็จะเป็นโลกของนิพพาน หรือโลกของความจริงปรมัตถ์

ทีนี้การปฏิบัติตามบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ก็เป็นเรื่องของโพธิจิตปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมุตินี่เอง เนื่องจากเราจะติดข้องอยู่ในโลกของสมมติบัญญัติ พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนอุบายวิธีที่จะพาเราไปสู่โลกของพระนิพพาน การสั่งสมบารมีทั้งหกก็เป็นการสั่งสมบุญบารมี เพื่อให้เป็นกำลังที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมายอันได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ

บารมีทั้งหกนี้ประกอบด้วย ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีห้าประการแรกถือว่าเป็นวิถีเข้าสู่บารมีสุดท้ายคือปัญญา เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในงานทางพระพุทธศาสนาชิ้นสำคัญ ได้แก่ “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ของท่านศานติเทวะ ทานคือการให้ ประกอบด้วย “วัตถุทาน” คือให้สิ่งของ “อภัยทาน” คือให้ชีวิตแก่สัตว์ (เช่นเขตอภัยทานตามวัดต่างๆ) และ “ธรรมทาน” คือให้ธรรมะเป็นทาน

ต่อมาคือศีลบารมี ศีลมีหลายประเภท เช่นศีลปาฏิโมกข์ของพระภิกษุ ศีลโพธิสัตว์ของผู้ปฏิบัติตามวิถีของพระโพธิสัตว์ ศีลห้าศีลแปดที่เรารู้จักกันดี แต่ที่ริมโปเชเน้นให้เราปฏิบัติก็คือเว้นจาก “อกุศลกรรมบถสิบ” ประกอบด้วยการเว้นจากการฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มีจิตโลภอยากได้ของเขา (อภิชฌา) มีจิตพยาบาท และมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) อกุศลกรรมบถเป็นหนทางของอกุศลกรรม ซึ่งก็คือหนทางสู่อบายภูมิ ผู้จะปฏิบัติตนตามโพธิจิตอธิษฐานต้องละเว้นจากอกุศลกรรมเหล่านี้ และประพฤติปฏิบัติในทางตรงข้าม เพื่อเป็นการสั่งสมบุญบารมี

บารมีต่อไปได้แก่ขันติบารมี เป็นสิ่งสำคัญมากๆสำหรับพระโพธิสัตว์ ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ว่า ผู้ที่สั่งสมบุญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่หากเกิดโกรธขึ้นมาแม้ชั่วขณะเดียว บุญบารมีเหล่านั้นก็จะสูญหายไปหมด หน้าที่ของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือสัตว์โลก แต่ความโกรธเป็นการทำร้ายสัตว์โลก ดังนั้นความโกรธจึงเป็นข้าศึกโดยตรงของวิถีของพระโพธิสัตว์

ต่อไปคือวิริยบารมี ได้แก่การบำเพ็ญความเพียรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ริมโปเชบอกว่า วิริยบารมีนี้เป็นฐานสำคัญที่จะทำให้บารมีเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง วิริยบารมีที่ถูกต้องจะต้องเป็นการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติยินดีที่ได้ทำความเพียรนั้นๆ หากรู้สึกว่าถูกบังคับแล้ววิริยบารมีก็จะไม่เกิด

ต่อไปคือสมาธิบารมีหรือ “ฌานบารมี” การปฏิบัติสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์ก็ต้องปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากจิตไม่ได้รับการฝึกฝนด้วยการปฏิบัติสมาธิ สมาธิมีสองแบบคือ “สมถะ” หรือการทำจิตให้สงบแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจ หรือสิ่งที่ตั้งนิมิตนึกถึง กับอีกอย่างคือ “วิปัสสนา” ได้แก่การเห็นความจริงตามที่เป็น

การเห็นความจริงตามที่เป็นนี้เองที่เป็นฐานของปัญญาบารมี อันเป็นบารมีสุดท้าย ปัญญาประกอบด้วยปัญญาจากการฟัง ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนา ริมโปเชบอกว่า เราไม่สามารถละทิ้งปัญญาแบบใดไปได้ เพราะปัญญาจากการภาวนานั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการฟังและการพิจารณาไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนานั้นก็คือหัวใจของการหลุดพ้น เนื้อหาของปัญญาจากการภาวนา ก็คือมองเห็นว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็น “ของว่าง” หรือเป็น “ศูนยตา” นั่นเอง

การบ่มเพาะโพธิจิต

(บรรยายธรรมท่านกุงกา ซังโบ ริมโปเช บ้านมูลนิธิพันดารา วันที่ 3 มี.ค. 2553)

โพธิจิตคือการที่เราคิดถึงผู้อื่นก่อนและคิดถึงตัวเองเป็นรอง บางคนคิดถึงแต่คนวงใน เช่น ญาติพี่น้อง แต่ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นนอกเหนือจากนั้นได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้สอนธรรมให้เราเกิดโพธิจิต สอนให้เราบ่มเพาะโพธิจิตออกมา บางคนดูเหมือนมี บางคนมีเยอะบางคนไม่มีเลย สำหรับบางคนการคิดถึงคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน และแต่ละชาติเราก็คิดถึงแต่ตัวเองทำให้ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นได้ เราอาจจะให้เงินทองกับผู้อื่นได้ แต่ถ้ามีคนมาขอชีวิตเรา เราไม่สามารถให้ได้ หรือถ้ามีคนมาขอภรรยาหรือลูกของเรา เราก็ให้ไม่ได้ เราให้ได้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของที่เป็นที่รักที่หวงแหนเราให้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการฝึกสมาธิที่จะลดความยึดติดในตัวเราและน้อมนำความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือเขาเหล่านั้น

การฝึกโพธิจิตนั้นก่อนอื่นให้นึกถึงความรักของแม่ แล้วจึงบ่มเพาะความรักเช่นเดียวกับความรักของแม่ให้เกิดขึ้นในใจและเผื่อแผ่ออกไปให้ผู้อื่น คิดถึงบุญคุณของแม่ จากนั้นให้คิดถึงความทุกข์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ถึง 9 เดือน เมื่อผ่าน 9 เดือนหลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว แม่ก็เป็นทุกข์ในการที่จะเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ในพระสูตรพูดถึงความทุกข์ยากของแม่ขณะที่กำลังจะคลอดว่ามันเจ็บมากเหมือนคนที่กำลังจะตาย บุญคุญของแม่ยิ่งใหญ่มากเมื่อดวงวิญญาณหนึ่งได้มากำเนิดในครรภ์ เมื่อดวงจิตนี้เติบใหญ่แม่ก็คอยสอนภาษาพูด ภาษาเขียน แม่หมั่นสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้ลูกแข็งแรง แม่มักจะนึกถึงลูกก่อนนึกถึงตนเองเสมอ เมื่อเรานึกถึงบุญคุญของแม่ขอให้เราตั้งจิตว่าเราโตขึ้นมาได้เพราะบุญคุณของแม่ เราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์อื่นและเพื่อตอบแทนบุญคุณของแม่ ความปรารถนาที่จะให้แม่และผู้อื่นมีแต่ความสุข ความปรารถนานี้เรียกว่า “ความเมตตา” จากนั้นให้ตั้งจิตว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของแม่และผู้อื่น ความปรารถนาที่จะไม่ให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เรียกว่า “ความกรุณา” จากนั้นจึงตั้งจิตขอให้แม่และสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงการตรัสรู้ธรรม ความปรารถนาในประการสุดท้ายเรียกว่า “โพธิจิต” เมื่อตั้งจิตนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของแม่แล้ว ให้นึกถึงพ่อในลักษณะเดียวกัน จากนั้นจึงนึกถึงญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ จากนั้นให้นั่งสมาธิถึงบุคคลที่เป็นศัตรู แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากในโลกนี้ไม่มีศัตรูถาวร ศัตรูที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ศัตรูทางกาย เป็นศัตรูบางส่วนเท่านั้นเอง ถ้าหากว่ามีสิ่งที่เรียกว่าศัตรูถาวรจริงๆ คนๆ นั้นจะต้องเป็นศัตรูสำหรับทุกคน ไม่ใช่เป็นศัตรูเฉพาะแต่กับเราเท่านั้น เมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้วก็เข้าใจต่อไปอีกว่า สัตว์โลกทุกชีวิตไม่มีแม้แต่หนึ่งเดียวที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเรามาก่อน ในภพชาตินับไม่ถ้วนที่เราเกิดมาความสัมพันธ์หรือบุญคุณระหว่างพ่อแม่ที่มีต่อลูกไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกภพทุกชาติ พ่อแม่และลูกมีความรับผิดชอบต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องดูแลกันเพราะทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กัน ในทางโลกถ้าผู้ใดไม่ดูแลพ่อแม่ให้ดีก็ถือเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ดูแลลูกก็เป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกมีมานานแล้วต่างกันแค่ภพชาติหรือเวลาเท่านั้นที่ต่างออกไป เราทุกคนเคยมีพ่อมีแม่มากมายหลากหลายนับไม่ถ้วนเพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน พ่อแม่บางภพชาติอาจอยู่กับเราในเวลานี้ เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกันอีก แต่พ่อแม่อีกจำนวนมากอาจอยู่ในนรก บางท่านอาจเป็นเปรตอยู่ แม้แต่ในหมู่มนุษย์พ่อแม่บางคนก็กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ดังนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือพวกเขาแม้จะไม่ใช่พ่อแม่ในชาตินี้ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกไม่ว่าชาติไหนเปรียบได้กับความหิว ไม่ว่าจะเกิดในภพชาติไหนเมื่อเรารู้สึกหิว มันก็เป็นความรู้สึกแบบเดียวกันทุกภพชาติ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ตั้งจิตให้ทุกชีวิตมีความสุข ขอให้ทุกชีวิตเข้าถึงการตรัสรู้ เมื่อเราทำกุศลใดๆ เราต้องอุทิศด้วยการไม่คิดแต่จะให้ตัวเองมีความสุข แต่ต้องอุทิศให้สัตว์โลกที่เป็นพ่อแม่เราในทุกภพทุกชาติมีความสุขด้วย

การนั่งสมาธิทงเลนเป็นการสอนให้เรามอบความรู้สึกดีๆ มอบกุศลผลบุญของเราให้คนอื่น และรับความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาด้วยการใช้ลมหายใจ ตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกยาก นั่นเพราะเรายังไม่ชิน แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็จะง่ายขึ้นและเป็นธรรมชาติขึ้นเอง การฝึกแบบนี้จะทำให้เรามีความสุข ทำให้เราอยู่บนวิถีที่จะบรรลุธรรมได้ เราจะได้บ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหัวใจของการตรัสรู้ธรรมในอนาคต

วิธีการนั่งสมาธิทงเลน (แลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก)

นั่งขัดสมาธิเพชรหรือขัดสมาธิชั้นเดียวตามแต่ถนัด แต่หลักสำคัญคือให้กระดูกสันหลังตั้งตรง เพื่อให้ช่องลมภายในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก ตามองต่ำ ไม่หลับตา จากนั้นให้ใช้นิ้วปิดจมูกไว้ข้างหนึ่ง เวลาหายใจออกให้ตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้เคยทำมานับภพชาติไม่ถ้วนมอบให้กับผู้อื่น และเมื่อหายใจเข้าให้น้อมนำความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาที่ตัวเรา ให้นึกว่าเราสูดเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามาทางลมหายใจ หากเรามีโพธิจิตความทุกข์และสิ่งแย่ๆของผู้อื่นที่เรารับเข้ามาทางลมหายใจนั้นจะไม่สามารถทำร้ายหรือทำอันตรายเราได้ เพราะเรามีจิตของพระโพธิสัตว์เป็นเกราะกำบังเราอยู่ แต่หากเราไม่มีโพธิจิตเราก็ต้องบ่มเพาะให้เกิดโพธิจิตก่อน โดยการนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของพ่อแม่อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น จากนั้นจึงค่อยนึกถึงสัตว์อื่น

พระอาจารย์อติศะกล่าวไว้ว่าเมื่อเราหายใจเข้า ไม่เพียงแต่จะมีธาตุทั้ง 5 เท่านั้นที่เข้าไปในร่างกาย แต่ยังมีความคิดเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนความคิดหรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ให้เป็นกุศลได้ เมื่อเรามีโพธิจิตเหล่าเทพทั้งทางโลกและทางธรรมก็จะอนุโมทนาและปีติกับเรา ที่เราเรียกว่าจิตแบบพระโพธิสัตว์นั้นจริงๆ มีอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าเราได้บ่มเพาะฝึกปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน เมื่อเราตั้งจิตแบบนี้และฝึกปฏิบัติแบบนี้เราสามารถช่วยสัตว์โลกได้นับจำนวนไม่ถ้วน พระอาจารย์อติศะได้เผยแผ่พระธรรมในลักษณะเช่นนี้และมีลูกศิษย์คนแรก คือ ท่านตมเตินปะ วันหนึ่งพระอาจารย์มีแผลที่มือก็บอกให้ศิษย์ช่วยเป่าให้เพราะศิษย์มีจิตแบบโพธิสัตว์ย่อมมีผลให้แผลหายได้ ซึ่งคนอื่นๆ ที่ไม่มีโพธิจิตทำไม่ได้ เมื่อเป่าแล้วก็หายจริงๆ หรือตัวอย่างของพระอาจารย์อาดรัก ริมโปเช ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านกุงกา ริมโปเช ท่านฝึกสมาธิทงเลนและทำให้สัตว์อื่นหายทุกข์ได้ ท่านอาดรัก ริมโปเช เลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว วันหนึ่งมีคนปาก้อนหินไปที่สุนัขตัวเมีย เป็นแผลใหญ่ที่คอ ท่านสงสารสุนัขตัวนั้นจึงนั่งสมาธิทงเลนให้ จากนั้นแผลของสุนัขก็หายแต่ที่คอของท่านอาดรัก ริมโปเช มีรอยแดงใหญ่ปรากฏอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน เรื่องเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเห็นได้แม้ในปัจจุบัน การฝึกสมาธิแบบนี้เท่ากับเป็นการฝึกทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือผู้อื่นได้รับความสุข ทางธรรมคือเราบ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหนทางบรรลุธรรม

คำถาม: การรับเอาความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาในตัวเรา จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ และถ้าหากเราไม่มีบุญกุศลเพียงพอจะสามารถรับเอาความทุกข์ของคนอื่นไหวหรือ ?

คำตอบ: ถ้าเราฝึกปฏิบัติด้วยความต้องการแบ่งเบาความทุกข์ของคนอื่นด้วยใจจริง ไม่มีการลังเลสงสัย ไม่มีการ เสแสร้งแกล้งคิดแม้เพียงน้อยนิด ความทุกข์ทั้งหลายของคนอื่นจะไม่สามารถกระทบเราได้ เพราะเรามีโพธิจิตเป็นเกราะกำบังอยู่และเมื่อฝึกจนกระทั่งจิตละเอียดขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกว่าฝึกอยู่ในขั้นสูง เราก็จะไม่ได้รับความทุกข์ใดๆ เลย แต่หากเราไม่มีโพธิจิตก็ยิ่งจำเป็นต้องบ่มเพาะให้มีเพราะโพธิจิตเป็นหัวใจของการทำสมาธิทงเลน บางคนมีโพธิจิตมาแต่กำเนิด บางคนไม่มี ก็จำเป็นต้องฝึกให้มี เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ โพธิจิตจะเกิดขึ้นเอง สมาธิทงเลนช่วยให้โลกมีสันติสุข เพราะคนเห็นแก่ตัวน้อยลง โกรธกันน้อยลง อิจฉาริษยากันน้อยลง ขณะที่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเพิ่มขึ้น โลกจึงมีความสุขมากขึ้น ในพระสูตรหลายเล่มกล่าวว่าผู้ใดคิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น ผู้นั้นคือพระโพธิสัตว์ ผู้ใดคิดถึงแต่ตัวเองผู้นั้นเป็นสัตว์โลก ถ้ามีความกรุณาเกิดขึ้นในจิต ความกรุณานั้นเองจะเป็นเกราะกำบังภัยอันตรายทั้งปวง และเมื่อฝึกปฏิบัติทงเลนไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีศัตรูและจะเป็นที่รักของผู้อื่น เนื่องจากเราไม่มีจิตคิดร้ายผู้ใด มีแต่จิตอยากให้เขามีความสุขไม่มีความทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น หมอกับคนไข้ ถ้าหมอมีความเมตตากรุณารักษาคนไข้และอยากให้คนไข้หายอย่างแท้จริง คนไข้ย่อมรับรู้ความรู้สึกเมตตากรุณาของหมอ รู้คุณหมอ และเป็นเพื่อนกันได้ในที่สุดแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อเราผูกมิตรกับใครด้วยความรู้สึกให้ เขาย่อมเห็นเราเป็นเพื่อนและเราก็ได้ประโยชน์จากมิตรภาพนั้น ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันต่อไป แต่ถ้าหากเราอยากแต่จะสาปแช่งผู้อื่น อิจฉาริษยาผู้อื่น อยากได้ของของผู้อื่น เราก็จะมีแต่ศัตรู เพราะเขาย่อมรู้สึกถึงเจตนาที่ไม่ดีจากเรา และเมื่อเป็นศัตรูกันก็มีแต่ความเกลียด ความอาฆาต ความไม่ชอบ ดังนั้น ควรคิดถึงผู้อื่นในทางที่ดีคิดถึงแต่ประโยชน์สุขของคนอื่นเพราะทำให้จิตเรามีความสุขกว่าคิดแต่จะเกลียดชังกัน และหลักการนี้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สังคมมีความสุขในทุกระดับ และไม่ได้หมายความว่าการฝึกแบบนี้เป็นการมอบกายมอบใจของเราให้คนอื่นจริงๆ แต่ในขั้นนี้เป็นเพียงการฝึกตั้งจิต เป็นการบ่มเพาะโพธิจิตให้เกิดขึ้นเท่านั้น ในขั้นของการฝึกมอบกายมอบใจของเราให้ผู้อื่นจริงๆ นั้นเป็นขั้นสูงมาก เป็นการฝึกขั้นละเอียด ซึ่งไม่สามารถที่จะเรียนรู้กันได้โดยง่าย โดยเฉพาะหากเราไม่เคยบ่มเพาะโพธิจิตมาก่อน

คำถาม: ตอนที่เรานึกถึงบุญคุญของพ่อแม่นั้น จะเรียกว่าเป็นการทำสมาธิได้หรือ เพราะจิตเรามัวแต่คิดไม่ได้อยู่กับความว่าง จิตเราไม่ได้สงบจากความคิดเลย และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนจิตเราเป็นสมาธิแล้ว ?

คำตอบ: การที่เรานึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นกุศลถือได้ว่าเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะการคิดแบบนี้ไม่ใช่การคิดฟุ้งซ่าน การคิดตามแนวทางนี้ต้องอาศัยสมาธิจึงสามารถน้อมนำให้โพธิจิตเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าคิดแบบฟุ้งซ่านโพธิจิตก็ไม่เกิด การทำสมาธิมีหลายแบบ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้มากมายทั้งสมาธิแบบที่จิตสงบไม่คิดสิ่งใดเลย หรือ สมาธิแบบซกเช็น และสมาธิที่เกิดจากการนึกคิดสิ่งที่เป็นกุศลหรือสมาธิทงเลน การที่จิตเกาะอยู่กับสิ่งที่เป็นกุศลนั่นก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการปฏิบัติสมาธิเพื่อสิ่งใดและในช่วงเวลาใด ความเหมาะสมของการทำสมาธิจึงอยู่ที่จุดประสงค์ของการฝึก การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เป็นการฝึกบ่มเพาะความเมตตา เพื่อให้กลายเป็นบุคลิกลักษณะของเราอย่างเป็นธรรมชาติต่อไป ดังนั้น การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เพื่อบ่มเพาะความเมตตานั้นก็ต้องอาศัยสมาธิในการน้อมนำจิตให้เกิดความเมตตาด้วย การฝึกสมาธิทงเลนในตอนแรกๆ ให้ทำทีละ 9 ครั้ง คือ หายใจเข้าออก 9 ครั้ง แล้วหยุด แล้วเริ่มทำอีก 9 ครั้งแล้วหยุด

นิพพานสองแบบ

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมหรือนักเรียนนักศึกษาพระพุทธศาสนายังไม่ค่อยเข้าใจกัน ก็คือเหตุใดพระพุทธศาสนามหายานจึงถือว่า พระโพธิสัตว์ระดับสูงเช่นพระอวโลกิเตศวร หรือพระแม่ตารา จึงบรรลุพระนิพพานแล้วแต่ยังอยู่ดูแลสรรพสัตว์อยู่ แถมยังสามารถ “แบ่งภาค” หรือสร้าง “นิรมาณกาย” มาเกิดในร่างมนุษย์ เช่น ชาวพุทธทิเ้บตถือกันว่า สมเด็จดาไลลามะทรงเป็น “นิรมาณกาย” หรือ “กายนิรมิต” ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ไม่ค่อยเข้าใจกันก็คือว่า เหตุใดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั้น บรรลุนิพพานไปแล้ว แต่ก็ยังดำรงอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ที่บรรลุนิพพานแล้วจะยังดำรงอยู่?

ก่อนจะตอบคำถามอันสำคัญนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระพุทธศาสนามหายานถือว่า มีพระนิพพานอีกแบบหนึ่งต่างหากจากพระนิพพานแบบที่มีอยู่ในเถรวาท พระนิพพานที่มีอยู่ในเถรวาทนั้นเป็นสภาวะอันดับทุกข์โดยสิ้นเชิง หมดสิ้นเชื้อที่จะทำให้มาเกิดอีกในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าศากยมุนี กับพระอรหันต์ทั้งปวงต่างก็บรรลุพระนิพพานนี้ ท่านเหล่านี้จึงไม่มีใครมาเกิดอีก และเราก็ไม่ควรพูดว่า ท่านเหล่านี้ “ดำรงอยู่” เช่นอยู่ในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสวรรค์ไม่ว่าชั้นใดก็เป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้หมดสิ้นซึ่งเหตุที่จะเกิดใหม่ ถือชาติภพใหม่อีกต่อไป เนื่องจากการดำรงอยู่ในสังสารวัฏนั้นเป็นการดำรงอยู่โดยมีเหตุที่จะทำให้เกิดใหม่อีกต่อไป พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ดำรงอยู่ในสังสารวัฏแต่ประการใด ดังนั้นจึงพูดไม่ได้ว่าพระองค์กับพระอรหันต์ทรงดำรงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในสังสารวัฏ

แต่พระพุทธศาสนามหายานถือว่า พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้นทรงเป็น “นิรมาณกาย” ของการตรัสรู้ปรมัตถธรรมหรือพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พูดง่ายๆก็คือว่า ทรงเป็นตัวแทนของการรู้แจ้งที่ทำลายอวิชชาจนหมดสิ้น เป็นการ “ตรัสรู้” ที่ทำลายมูลเหตุของความทุกข์ทั้งสิ้นทั้งปวง และตัว “ความรู้” หรือ “การตรัสรู้” นี้เองที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวแทน ความรู้อันยิ่งหรือที่เรียกว่าพระสัมโพธิญาณนี้ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พระพุทธเจ้าอาจประสูติมาในตระกูลศากยะเมื่อกว่าสองพันปีก่อน ดำรงพระชนมชีพอยู่แปดสิบพรรษา นั่นเป็นเพียง “กายเนื้อ” เท่านั้น แต่พระสัมมาสัมโพธิญาณนั้นไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ เป็นสภาวะที่ดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มีวิธีการพูดเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า พระพุทธองค์นั้นทรงเป็น “รูปกาย” หรือ “กายเนื้อ” หรือ “นิรมาณกาย” ซึ่งแปลว่า “กายนิรมิต” เท่านั้น แต่ก็ยังทรงเป็นตัวแทนของ “ธรรมกาย” หรือ “กายแห่งธรรม” ซึ่งก็ได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณนี้เอง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้น ทรงปรากฏพระองค์มาเป็นกายเนื้อให้ผู้คนเห็นได้ จับต้องได้ ฟังพระสุรเสียงได้ ฯลฯ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ให้สรรพสัตว์ได้มีโอกาสฟังคำสอนของพระองค์ ซึ่งแท้จริงแล้ว พระองค์กับธรรมกายอันได้แก่การตรัสรู้ธรรมนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน เพียงแต่เมื่อมองอย่างหนึ่ง จะเห็นว่าพระองค์ปรากฏเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อสองพันปีมาแล้ว และพระวรกายแตกดับเช่นคนทั่วไป แต่มองอีกมุมหนึ่งพระองค์ทรงเป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมให้คนเห็นนั่นเอง

จากเรื่องพื้นหลังที่เล่ามานี้ ก็เลยได้ข้อสรุปว่า พระนิพพานสองแบบนั้นคือแบบที่เข้าใจกันโดยทั่วไปในพระพุทธศาสนาเถรวาท กับแบบที่มีเฉพาะในมหายาน เรียกว่า “อประดิษฐิตนิรวาณ” ซึ่งแปลว่า “พระนิพพานที่ไม่อยู่นิ่ง” (non-abiding nirvana) หมายความว่าเป็นพระนิพพานที่ไม่ได้ตัดขาดออกจากสังสารวัฏ แต่ผู้ที่ดำรงอยู่ในนิพพานแบบนี้จะประกอบไปด้วยจิตตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ จึงไม่ได้ดำรงอยู่เฉยๆในพระนิพพาน แต่จะออกมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ด้วยวิธีการและหนทางต่างๆกัน ในแง่หนึ่งผู้ที่อยู่ในพระนิพพานที่ไม่อยู่นิ่งนี้ ได้ตัดขาดกิเลสทั้งหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ท่านจะอยู่ในนิพพานแบบของเถรวาทก็ย่อมได้ แต่ท่านไม่ทำเช่นนั้นเนื่องจากยังมีจิตที่ปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ และตั้งปณิธานว่าตราบใดที่สัตว์โลกคนสุดท้ายหรือตัวสุดท้ายยังไม่พ้นทุกข์ ตราบนั้นก็จะยังอยู่ในสังสารวัฏเพื่อช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นต่อไป แม้ว่าตนเองจะได้พ้นทุกข์เข้าถึงพระนิพพานไปแล้วก็ตาม พระโพธิสัตว์ที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ได้ตั้งจิตตั้งปณิธานว่าจะช่วยเหลือดูแลสรรพสัตว์ต่อไป ซึ่งตามคัมภีร์ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรลุภูมิที่สิบในภูมิทั้งสิบของพระโพธิสัตว์ ซึ่งพระอวโลกิเตศวร พระแม่ตารา พระมัญชุศรี พระวัชรปาณี ก็เป็นตัวอย่างของพระโพธิสัตว์เหล่านี้

เรื่องพวกนี้เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เราอาจมองได้แบบนี้ คือเราอาจเปรียบว่าผู้ที่บรรลุธรรมหรือบรรลุพระนิพพาน คือผู้ที่ได้ขึ้นฝั่งแล้ว ไม่ต้องว่ายเวียนอยู่ในทะเลวัฏฏสงสารอีกต่อไป พระอรหันต์ทั้งหลายนั้นได้ทรงขึ้นฝั่งกันหมดแล้ว (การบรรยายว่าฝั่งที่ว่านี้เป็นอย่างไรนั้นทำไม่ได้ด้วยภาษามนุษย์ เพราะภาษามนุษย์เป็นการปรุงแต่งทั้งสิ้น ดังนั้นการบอกว่าฝั่งนี้เป็นเหมือนสถานที่หรือวิมาน ฯลฯ จึงเป็นการเข้าใจผิดทั้งหมด)  พระโพธิสัตว์ที่บรรลุภูมิที่สิบ เช่นพระอวโลกิเตศวร ก็ขึ้นฝั่งแล้วเหมือนกัน แต่ท่านไม่ทรงพอใจที่จะอยู่แค่บนฝั่ง แต่ท่านตั้งใจจะลงไปว่ายกับสัตว์โลกในวัฏฏสงสารด้วย เพราะสงสารสัตว์โลกเหล่านั้นเหลือประมาณ เมื่อไปว่ายท่านก็ทรงปรากฏพระองค์เป็นรูปแบบต่างๆ อันเป็นตัวแทนของความเมตตากรุณาอันเป็นคุณสมบัติประจำของพระองค์ การปรากฏพระวรกายนี้ก็เป็นแบบเดียวกับที่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณปรากฏออกมาเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนีที่ได้พูดไว้ข้างต้นนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มองเห็นว่าจริงๆแล้วคำสอนของเถรวาทกับมหายานนั้นก็ไม่แตกต่างกันในเนื้อหาสาระ ทั้งสองฝ่ายเข้าใจพระนิพพานตรงกัน เพียงแต่มหายานมีการเน้นเพิ่มเติมว่ามีพระนิพพานอีกแบบหนึ่งที่ผู้บรรลุนิพพานแบบนี้ไม่อยู่นิ่งแต่สามารถปรากฏกายเป็น “นิรมาณกาย” ให้สัตว์โลกมองเห็น จับต้อง ฟังเสียง ได้ จุดสำคัญก็คือว่า เราไม่ได้เพียงแค่ทำความเข้าใจผ่านทางภาษาหรือมโนทัศน์ (concept) ซึ่งเป็นการปรุงแต่งล้วนๆ แต่เราต้องเพียรปฏิบัติเพื่อกำจัดมูลเหตุต้นตอของความทุกข์ให้หมดสิ้นไป จากนั้นแล้วก็ขึ้นอยู่กับปณิธานของเราเองว่า จะมุ่งปฏิบัีติเพื่อเป็นพระอรหันต์ หรือเพื่อเดินตามเส้นทางของพระโพธิสัตว์ที่จะไปจบที่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างเต็มที่

โพธิจิต

คำสอนของท่านอสังคะว่าด้วยมหากรุณา

เพื่อตั้งจิตที่อธิษฐานแน่วแน่ไปสู่การหลุดพ้นเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ หรือที่เรียกว่าโพธิจิต ท่านควรพัฒนาจิตอันเป็นอุเบกขาต่อสัตว์โลกทั้งมวล จากนั้นจึงพิจารณาคำสอนว่าด้วยสาเหตุและผลเจ็ดประการที่พระโพธิสัตว์ไมเตรยะได้ให้ไว้แก่ท่านอสังคะ ในเบื้องแรกขอให้ท่านคิดอยู่เบื้องหน้าของท่าน ว่ามีสัตว์โลกผู้หนึ่งที่ไม่เคยช่วยเหลือท่าน และก็ไม่เคยทำร้ายท่าน คิดว่าจากมุมมองของสัตว์ผู้นี้ เขาต้องการได้ความสุข และไม่ต้องการความทุกข์ เหมือนกับคนอื่นทุกๆคน ข้าพเจ้าจะทำตนเองให้ปลอดจากความผูกพันและความรังเกียจ ข้าพเจ้าจะไม่รู้สึกใกล้ชิดกับคนบางคนกับช่วยเหลือเขา ในขณะที่รู้สึกห่างเหินจากคนอื่นๆกับทำร้ายเขา ข้าฯจะพัฒนาจิตอุเบกขาต่อสัตว์ทั้งมวล ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่เป็นกลางๆกับท่านแล้ว ก็ขอให้นึกถึงผู้ที่น่ารักใคร่ น่ายินดี ซึี่งท่านรู้สึกผูกพันด้วย พยายามตั้งจิตอันเป็นอุเบกขากับคนผู้นี้ คิดว่าความรู้สึกลำเอียงที่ข้าพเจ้ามีเกิดมาจากความผูกพัน เนื่องจากข้าพเจ้าได้เคยอยากได้สิ่งสวยงามน่าดังดูดใจมาตลอด ข้าพเจ้าจึงต้องเกิดใหม่มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ไม่จบสิ้นด้วยวิธีนี้ขอให้ท่านยับยั้งความปรารถนาและทำจิตให้เป็นสมาธิ

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่ท่านผูกพันด้วยแล้ว ก็ขอให้นึกถึงผู้ที่ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่ายินดี พยายามตั้งจิตอันเป็นอุเบกขาต่อคนผู้นี้ คิดว่าเนื่องจากเคยมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งระหว่างเราทั้งสอง ข้าพเจ้าจึงมีจิตรังเกียจคนผู้นี้ จึงไม่มีอุเบกขา หากไม่มีอุเบกขาแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่สามารถตั้งอธิษฐานไปสู่การหลุดพ้นได้เลย!” ด้วยวิธีนี้ขอให้ท่านยับยั้งความรังเกียจนั้นและทำจิตให้เป็นสมาธิ

เมื่อท่านรู้สึกว่าจิตเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่ท่านรังเกียจแล้ว ก็ขอให้คิดถึงคนทั้งคู่นี้ ได้แก่ผู้ที่ท่านรู้สึกผูกพันด้วย กับผู้ที่ท่านรังเกียจ แล้วคิดว่าคนทั้งสองนี้ก็เหมือนๆกันตรงที่จากมุมมองของตนเอง ต่างก็ต้องการความสุข และไม่ต้องการความทุกข์ จากมุมมองของข้าพเจ้า ผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกผูกพันด้วยได้เคยเกิดมาเป็นศัตรูของข้าพเจ้าเป็นจำนวนชาติอันประมาณมิได้ และผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกรังเกียจ ไม่ชอบก็เคยเกิดมาเป็นมารดาที่ได้เอาใจใส่ดูแลข้าพเจ้าด้วยความรักเป็นจำนวนนับชาติไม่ถ้วน ข้าพเจ้าควรชอบคนไหน? ข้าพเจ้าควรเกลียดคนไหน? ข้าพเจ้าจะรู้สึกเป็นอุเบกขาและหลุดพ้นจากความผูกพันและความรังเกียจ ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายโปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าให้เป็นเช่นนี้ด้วยเถิด!”

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาเช่นนี้แล้ว ก็แผ่ขยายความรู้สึกนี้ให้แก่สัตว์โลกทั้งมวลสัตว์โลกทั้งหลายเสมอเหมือนกัน ต่างก็อยากได้ความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ สัตว์โลกทั้งหลายเป็นญาติของข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจะเรียนรู้การตั้งจิตเป็นอุเบกขา และหลุดพ้นจากความรู้สึกผูกพันและรังเกียจที่มีต่อสัตว้ืโลกไม่ว่าใกล้หรือไกล จากการช่วยเหลือบางคนและทำร้ายบางคน ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายโปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าให้ประสบความสำเร็จด้วยเถิด!”

เมื่อท่านได้พัฒนาจิตอันเป็นอุเบกขาแล้ว ก็ขอให้ท่านปฏิบัติขั้นแรกของคำสอนเจ็ดประการเพื่อบรรลุถึงพระโพธิจิต ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน ทำสมาธิพิจารณาดังนี้เหตุใดสัตว์โลกทั้งหลายจึงเป็นญาติของข้าพเจ้า? เนื่องจากสังสารวัฏไม่มีการเกิด การเกิดมาในชาติต่างๆของข้าพเจ้าจึงมีจำนวนไม่อาจประมาณได้ ในการดำเนินชีวิตจำนวนนับชาติไม่ถ้วนเช่นนี้ จึงไม่มีชีวิตรูปแบบใดเลยที่ข้าพเจ้าไม่เคยถือกำเนิดมาเป็น และก็ไม่มีประเทศหรือดินแดนใดที่ข้าพเจ้าไม่เคยเกิดมาในนั้น ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายไม่มีใครเลยที่ไม่เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามาเป็นเวลานับครั้งไม่ถ้วน และต่างก็ได้เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน และก็จะมาเป็นมารดาของข้าพเจ้าอีกเป็นจำนวนนับชาติไม่ถ้วนอีกในอนาคต

เมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความรักความกรุณาที่สัตว์โลกทั้งหลายมีให้แก่ท่านเมื่อสัตว์เหล่านั้นเป็นมารดาของท่าน ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน แล้วก็ทำสมาธินึกภาพมารดาของท่านในชาตินี้ให้แจ่มชัดที่สุด ทั้งในเวลาที่ท่านยังสาวอยู่กับในเวลาที่ท่านมีอายุมากแล้วไม่เพียงแต่ท่านจะเป็นมารดาของเราในชาตินี้เท่านั้น แต่ท่านยังได้ดูแลฟูมฟักเลี้ยงดูเรามาในชาติต่างๆอันประมาณมิได้ ในชาตินี้ท่านได้ปกปักรักษาเรามาอย่างดีในมดลูกของท่าน และเมื่อข้าพเจ้าเกิดมาก็อุ้มเราวางบนฟูกกับหมอนอันอ่อนนุ่ม กับอุ้มข้าพเจ้าไว้แนบอกอันอบอุ่น กับให้ข้าพเจ้าดูดนมอันมีรสหวานโอชะ ท่านต้อนรับข้าพเจ้าด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความรัก และมองข้าพเจ้าด้วยสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความสุข ท่านเช็ดน้ำมูกออกจากจมูก กับเช็ดอุจจาระของข้าพเจ้า เมื่อยามที่ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคอันใดแม้แต่น้อย ท่านก็เป็นทุกข์เสียยิ่งกว่าจะสูญเสียชีวิตของท่านเอง ท่านดูแลข้าพเจ้าอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่คำนึงถึงร่างกายของท่านเองว่าจะเจ็บปวดทรมานเพียงใด ท่านให้อาหารกับที่พักแก่ข้าพเจ้าอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะหามาได้ ท่านได้มอบความสุขกับประโยชน์อันประมาณมิได้แก่ข้าพเจ้า กับทั้งปกป้องข้าพเจ้าจากภัยอันตรายทุกสิ่งทุกอย่างขอให้ท่านพิจารณาความกรุณาอันใหญ่ยิ่งของมารดา จากนั้นก็พิจารณาความกรุณาของบิดา และคนอื่นๆที่ใกล้ชิดกับท่าน ซึ่งต่างก็เคยเป็นมารดาของท่านมานังครั้งไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน

เมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาสรรพสัตว์ที่ท่านรู้สึกเป็นกลางๆแม้จะดูเหมือนว่าสัตว์โลกเหล่านี้มิได้มีความผูกพันอันใดเป็นพิเศษกับข้าพเจ้า แต่สัตว์เหล่านี้ก็เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วน ในชาติเหล่านั้นสัตว์โลกนั้นก็ได้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยความรักความกรณาเมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาสรรพสัตว์ที่เป็นศัตรูกับท่าน นึกถึงสัตว์เหล่านี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดว่ามาอยู่ต่อหน้าท่าน พิจารณาดังนี้ข้าพเจ้าจะรู้สึกได้อย่างไรว่าสัตว์เหล่านี้เป็นศัตรูของข้าพเจ้า? เนื่องจากชาติต่างๆในสังสารวัฏมีจำนวนมากจนไม่อาจประมาณได้ สัตว์เหล่านี้ก็ย่อมเคยเกิดมาเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน เมื่อสัตว์เหล่านี้เป็นมารดา ท่านก็ได้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยความสุขและประโยชน์อันประมาณมิได้ และก็ได้ปกป้องข้าพเจ้าจากความทุกข์และภัยอันตรายทั้งปวง หากไม่มีท่านเหล่านี้ข้าพเจ้าก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้แม้เพียงชั่วขณะ และเช่นเดียวกันหากไม่มีข้าพเจ้าท่านเหล่านี้ก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้แม้เพียงชั่วขณะ เรามีความผูกพันต่อกันอย่างมากมาเป็นเวลานับชาติไม่ถ้วน การที่ท่านเหล่านี้มาเป็นศัตรูของข้าพเจ้าในเวลานี้ ก็เป็นแต่ด้วยเหตุของกรรมที่ได้เป็นมาจากอดีต ในเวลาหนึ่งในอนาคตท่านเหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นมารดาของข้าพเจ้าผู้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าอีกเมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความกรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ

หลังจากนั้นก็ทำสมาธิพิจารณาการตอบแทนความกรุณาของสัตว์ทั้งหลายผู้ต่างก็เป็นมารดาของท่าน ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน แล้วพิจารณาว่า​จากเวลาอันประมาณไม่ได้ในอดีต มารดาเหล่านี้ได้ปกป้องข้าพเจ้ามาด้วยความกรุณา แต่ด้วยเหตุที่จิตของท่านถูกรบกวนจากปิศาจอันได้แก่กิเลสทั้งหลาย ท่านจึงไม่ได้รับรสของความเป็นอิสระและก็ยังเฝ้าวนเวียนอยู่ราวกับได้เสียสติไป ท่านไม่มีดวงตาสำหรับมองเห็นหนทางสู่สถานะอันสูงของมนุษย์และเทวดา หรือหนทางสู่พระนิพพานอันเป็นสุดยอดของความดี ท่านไม่มีพระอาจารย์คอยดูแล ผู้เป็นดั่งผู้นำทางให้แก่คนตาบอด ท่านถูกทุบถองอยู่ตลอดเวลาด้วยผลของอกุศลกรรม ท่านจึงลื่นไถลลงไปในหุบเหวอันน่าสะพรึงกลัวของการเกิดใหม่และสังสารวัฏ โดยเฉพาะในแดนอบาย การละเลยไม่เอาใจใส่มารดาเหล่านี้เป็นสิ่งน่าละอายอย่างยิ่ง เพื่อตอบแทนบุญคุณที่มารดาเหล่านี้ได้เคยเลี้ยงดูข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะปลดปล่อยพวกท่านออกจากความทุกข์ของสังสารวัฏ กับทั้งให้ท่านเหล่านี้ได้ตั้งมั่นอยู่ในบรมสุขอันเกิดจากการหลุดพ้น ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

จากนั้นขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความรัก นึกภาพผู้ที่ท่านมีความรู้สึกรักผูกพันด้วยอย่างมาก เช่นมารดาของท่านเองท่านจะมีความสุขอันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินได้อย่างไร ในเมื่อท่านมิได้มีแม้กระทั่งความสุขแปดเปื้อนในสังสารวัฏ? สิ่งที่ท่านจะคุยได้ว่าเป็นความสุขก็ไหลออกไป มีความทุกข์เข้ามาแทนที่ ท่านอยากได้ ไฝ่ฝัน พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะได้ความสุขมา แม้จะเป็นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งก็ตาม แต่ท่านก็ยังสร้างเหตุแห่งทุกข์ในอนาคตกับการเกิดใหม่ในสังสารวัฏต่อออกไปในอบายภูมิ ในชีวิตนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านแสนจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ท่านก็ยังสร้างเหตุแห่งทุกข์ต่อไปอีก ท่านมิได้มีความสุขที่แท้จริงเลย จะน่าอัศจรรย์เพียงใดหากท่านมีความสุขและเหตุทั้งหลายแห่งความสุข! ขอให้ท่านมีเหตุเหล่านั้น! ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

เมื่อท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งนี้แล้ว ก็ทำสมาธิต่อไป ในเบื้องแรกพิจารณาถึงผู้คนอื่นๆที่อยู่ใกล้ชิดกับท่าน เช่นบิดา ต่อจากนั้นก็พิจารณาผู้ที่เป็นกลางๆ แล้วก็ศัตรู และในท้ายที่สุดก็พิจารณาสัตว์โลกทั้วมวล

จากนั้นก็ทำสมาธิเกี่ยวกับมหากรุณากับความรับผิดชอบต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ ดังนี้:

บิดาและมารดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งจำนวนของท่านมีมากมายจนเต็มท้องฟ้า ต่างก็ถูกพันธนาการอยู่ด้วยวิบากกรรมและกิเลสต่างๆ แม่น้ำทั้งสี่อันได้แก่โลภะ โทสะ โมหะ และอวิชชา ได้พัดพาพวกท่านไปในกระแสของสังสารวัฏ จนทำให้พวกท่านต้องทนทุกข์อยู่กับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พวกท่านถูกผูกมัดอยู่ด้วยเชือกอันได้แก่วิบากกรรมประเภทต่างๆอย่างแน่นหนา ยากที่จะหลุดไปได้ นับตั้งแต่กาลเวลาอันไม่มีจุดตั้งต้นพวกท่านได้เดินเข้าไปสู่กรงเหล็กของการยึดมั่นว่ามีตัวกูและของกูในหัวใจ กรงเหล็กนี้เปิดออกได้ยากอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกท่านถูกม่านหมอกอันได้แก่อวิชชามาปิดบัง จึงทำให้การตัดสินความดีความชั่วผิดพลาดไป และพวกท่านจึงมองไม่เห็นแม้แต่หนทางสู่การมีความสุข อย่าว่าแต่หนทางไปสู่การหลุดพ้นและการตรัสรู้เลย

สรรพสัตว์เหล่านี้ทนทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้จบสิ้นอยู่ด้วยความทุกขเวทนา ความทุกข์อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง และความทุกข์ทั่วไปของสรรพสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมา ข้าพเจ้าได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย มารดาทั้งหลาย ต้องทนทรมานอยู่ในทะเลของการเวียนว่ายตายเกิด หากข้าพเจ้าไม่ช่วยท่านเหล่านี้ ใครเล่าจะช่วยได้? หากข้าพเจ้าจะละเลยไม่สนใจท่านเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็จะเป็นคนไร้ยางอายและอยู่ในที่ๆต่ำที่สุด ความปรารถนาของข้าพเจ้าที่จะเรียนมหายานจะเป็นเพียงแค่คำพูดกับลมปาก และข้าพเจ้าจะไม่สามารถไปปรากฏตัวต่อเบื้องหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้ากับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะสั่งสมความสามารถที่จะดึงมารดาผู้ทนทุกข์ของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ให้พ้นจากทะเลของสังสารวัฏ และนำพาพวกท่านให้ตั้งมั่นอยู่บนเส้นทางอันนำไปสู่พระพุทธภาวะ

ขอให้ท่านคิดพิจารณาประเด็นนี้ และสร้างจิตอันเข้มแข็งและใสสะอาดที่มุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ

ท้ายที่สุด ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาโพธิจิต อันเป็นจิตตั้งมั่นที่จะไปสู่การตรัสรู้ ถามตัวท่านเองว่าท่านจะนำพาสัตว์ทั้งหลายไปสู่พระพุทธภาวะได้หรือไม่ แล้วคิดคำนึงว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากำลังไปทางไหน แล้วจะนำพาสัตว์แม้แต่ตนหนึ่งไปสู่พระพุทธภาวะ เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? แม้แต่ผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ยังสามารถทำได้เพียงช่วยให้สรรพสัตว์บรรลุเป้าหมายเล็กๆของตนเองเท่านั้น และไม่สามารถนำพาสัตว์เหล่านี้ให้ไปสู่การเป็นพระพุทธเจ้าได้ มีแต่เพียงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเท่านั้นที่จะนำพาสรรพสัตว์ไปสู่การตรัสรู้ได้หมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าจะบรรลุถึงพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย!”

(จาก สารพันดารา เล่ม 2)