หมุนกงล้อธรรม

ผมตั้งใจว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังๆนี่ไม่ค่อยเขียนอะไรเกี่ยวกับธรรมะมากนัก มัวแต่ไปพูดกับเขียนเรื่องอื่นๆ เลยต้องกลับมาที่ธรรมะก่อนที่จะห่างออกไปเรื่อยๆ

ผมจำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชามาแล้วในบล๊อกนี้ แต่เนื่องจากเป็นวันสำคัญก็เลยต้องคิดหาหัวข้อใหม่ที่ไม่ซ้ำกับหัวข้อเดิมมาเขียน แต่เราก็คิดได้ว่าหัวข้อธรรมะไม่เคยล้าสมัย เรื่องเดียวกันสามารถเอามาพูดใหม่ได้ตลอด เพราะหัวใจอยู่ที่การทำซ้ำๆ พูดซ้ำๆ จนกว่าจะซึมซับเข้าไปในกระแสเลือดกับในกระดูก หัวข้อธรรมะต่างจากหัวข้อพูดคุยเรื่องอื่นๆตรงนี้แหละ ฟังธรรมต้องฟังซ้ำๆบ่อยๆจนกว่าความหมายของถ้อยคำจะซึมเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเราจากภายใน

วันอาสาฬหะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง “หมุนกงล้อธรรม” เป็นครั้งแรก พูดอีกอย่างก็คือเป็นวันเกิดของพระพุทธศาสนา ผมอยากจะมองว่าวันนี้สำคัญกว่าวันวิสาขะเสียด้วยซ้ำ เพราะวันวิสาขะเน้นที่ตัวบุคคลของพระพุทธเจ้าเพียงคนเดียว แต่วันอาสาฬหะเป็นวันเกิดของ “ศาสนา” ใหม่ของโลก อันเป็นศาสนาที่มุ่งเสนอว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไพร่หรือผู้ดี พราหมณ์หรือศูทร ผู้หญิงหรือผู้ชาย คนรวยหรือคนจน ต่างก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้เขาปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจและอย่างมีความเพียรเท่านั้น

ลักษณะนี้ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณของอินเดียอย่างสิ้นเชิง หลักของคำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่ที่ว่า คนที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้ จะต้องเป็นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อ่านและศึกษาพระเวท แนวคิดพื้นฐานก็คอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะบรรลุธรรมได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิพิเศษ สิทธิพิเศษนี้ก็มาจากชาติกำเนิดเป็นหลัก ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าการแบ่งคนออกเป็นวรรณะต่างๆ เป็นพื้นฐานความจริงของโลกและจักรวาล พราหมณ์มีหน้าที่สาธยายพระเวทและประกอบพิธีกรรมเพราะถือกำเนิดมาจากปากของพระพรหม ส่วนวรรณะอื่นๆก็มีหน้าที่อื่นๆในสังคมเพราะถือกำเนิดมาจากอวัยวะส่วนอื่นๆของพระพรหม ความจริงพื้นฐานของจักรวาล (พระพรหม) เป็นตัวกำหนดว่าใครจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม โดยที่เจ้าตัวไม่มีบทบาทอะไรแม้แต่น้อย ถึงคุณจะขยันทำความเพียรจนสิ้นใจ ถ้าคุณไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีสิทธิจะไปฟังหรือไปจับคัมภีร์พระเวท ก็ขยันไปเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้นหากคุณขืนไปจับคัมภีร์เข้าทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ ก็จะเป็นการทำบาปอย่างรุนแรง เทพเจ้าจะไม่ให้อภัยแน่ๆ

เราจึงเห้นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการปฏิวัติสังคมอย่างรุนแรง และก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหล่าพราหมณ์ต้องปรับตัวสู้กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน จนในที่สุดพระพุทธศาสนาก็สูญสิ้นไปจากอินเดีย แต่ไปเจริญงอกงามในดินแดนแถบอื่นๆแทน สาเหตุที่ผมคิดว่าวันอาสาฬหะน่าจะสำคัญมากกว่าวันวิสาขะก็คือว่า หากพระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนสิ่งที่ทรงค้นพบในคืนวันตรัสรู้ โลกก็จะไม่มีพระพุทธศาสนา ก็ไม่รู้ว่าผู้คนจะมืดบอดกันต่อไปอีกกี่ร้อยกี่พันปี เราเป็นหนี้พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่งตรงนี้

การสอนพระธรรมมักจะเปรียบกับการหมุนกงล้อธรรม คำสอนแรกของพระพุทธเจ้าก็คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ก็แปลตรงตัวได้ทำนองว่า “คำสอนว่าด้วยการหมุนกงล้อธรรม” นี่เอง หัวใจของพระสูตรนี้ก็คือหัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้แก่เรื่องทางสายกลาง อริยสัจสี่ กับมรรคมีองค์แปด ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจสี่ ในระดับต้นๆมักจะสอนกันว่าทางสายกลางได้แก่การละเว้นจากสุดโต่งสองข้าง ได้แก่การทรมานตนเองมากเกินไป กับการบำรุงบำเรอความเพลิดเพลินทางกายมากเกินไป คนที่เพิ่งเริ่มศึกษาก็เลยอาจเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องของการแสวงหาทางเดินตรงกลาง เหมือนกับนักไต่ลวดที่พยายามอยู่ตรงกลาง ไม่หล่นไปข้างซ้ายหรือขวา แต่หากเราพิจารณาให้ละเอียดยิ่งขึ้น จะพบว่า การปฏิบัติตามทางสายกลางมีอะไรมากกว่านั้น หลักการไม่ใช่แต่เพียงว่าไม่ทรมานตัวเองมากไป แล้วก็ไม่ตามใจตัวเองมากไป ราวกับว่าต้องเอาสองข้างนี้มาบวกกันแล้วหารสอง (เช่นไม่กินมากไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่กินเลย) แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจหลักการพื้นฐานของคำสอนเรื่องนี้ การไม่ทรมานตัวเองมากไป กับการไม่ตามใจตัวเองมากไป มาจากว่าหากเราทำสุดโต่งทั้งสองข้าง จะเท่ากับว่าเราไปยึดถือหรือไปจับเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วไปยึดว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงๆ หรือการไม่ยึดถืออะไรเลยเพราะเชื่อไปว่าไม่มีอะไรอยู่เลย การทรมานตัวเองก็หมายความว่า เราเชื่อว่าการอดข้าว หรือทรมานตัวเองแบบอื่นๆ เป็นเหตุให้บรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าทรงทำมามากแล้ว จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็เลยพบว่าทางนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จริงๆแล้วทางนี้ก็คือการไปยึดเอาว่า มีวิธีการหรือมีสิ่งของบางอย่างที่จะนำพาเราไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เช่นการอดข้าว แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อีกแนวทางหนึ่งก็คือการบำรุงบำเรอตัวเองจนมากไป ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยทำมาแล้วเช่นเดียวกัน ตอนยังเป็นเจ้าชายอยู่ในวัง ได้รับการปรนเปรอมากมายจากบรรดาข้าราชบริพาร จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรมากกว่านี้ได้อีก ก็ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์เช่นเดียวกัน จุดที่ทรงค้นพบก็อยู่ตรงนี้เอง คือแทนที่จะคิดว่ามีอะไรให้ยึดมั่น หรือไม่มีอะไรเลยแล้วเลยไม่ยึดมั่นอะไรเลย (หรือไปยึดมั่นเอาความไม่มีเข้า) ก็คิดใหม่ว่าสิ่งต่างๆก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้นต่างก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยทั้งสิ้น การไปรับเอาสิ่งเหล่านั้นเข้าไปเต็มๆ หรือการปฏิเสธหันหลังให้สิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ต่างก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องทั้งสิ้น คำสอนเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในศาสดาผู้ใด นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในพระสูตรมีบอกว่า ทางสายกลางนี้ก็ได้แก่มรรคมีองค์แปดนั่นเอง “มรรค” แปลว่า “เส้นทาง” ก็คือเส้นทางไปสู่ความดับทุกข์ตามอริยสัจสี่ ใครก็ตามที่เดินตามทางที่พระองค์ทรงชี้ไว้ให้ จะถึงเป้าหมายแน่นอน ไม่มีผิดพลาด หน้าที่ของชาวพุทธ (ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า) ก็คือเดินตามเส้นทางนี้ แต่พระพุทธศาสนาก็มีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือไม่บังคับให้ใครเดินตามทางที่ชี้เอาไว้ ไม่ใช่ว่าใครไม่เดินตามแล้วจะถือเป็นบาปเพราะไปขัดโองการของพระพุทธเจ้าที่ “สั่ง” ให้ผู้คนเดิน อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าแน่นอน ทางมีอยู่แล้ว ใครเห็นว่าสำคัญแก่ชีวิตตน ก็เลือกเดิน ใครยังเห็นว่ายังไม่อยากเดิน ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของคนมีปัญญา คนที่มีปัญญาใคร่ครวญด้วยตนเอง ไม่ช้าไม่นานก็จะเห็นว่า ต้องเดินตามทางนี้เท่านัน ถึงจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

**

ก่อนจบ ก็มีคลิปวิดิโอเพลง “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” สำเนียงอินเดีย เอาไว้ฟังให้ชื่นใจ

Journey of Life and Mind

Public Talks on “Journey of Life and Mind”

 

The foundation invites the general public to attend  a conference/seminar on “Journey of Life and Mind” at Room 105 Mahachulalongkorn Building, Chulalongkorn University, Bangkok.

There will be two public talks by Latri Khenpo Geshe Nyima Dakpa Rinpoche on “Samsara…Journey of Life and Mind” and “Life’s Last Journey”. There will also be an introduction of Rinpoche’s book “Opening the Door to Bon” in the occasion of  its being translated into Thai.

 

Program of Rinpoche’s Talks in English (with Thai translations)

Saturday 11 February 2012

9.10-10.15 hrs: Samsara…Journey of Life and Mind

10.15-10.30 hrs: Refreshments

10.30-11.30 hrs: Opening the Door to Bon. An introduction to Tibetan ancient wisdom

Sunday 12 February 2012

13.00-14.30 hrs: Life’s Last Journey

14.30-15.00 hrs: Refreshments

15.00-16.00 hrs: Discussion

For registration, please email us at 1000tara@gmail.com. There are no registration fees. Donation to support the activities are welcome.

 

Fearlessness

Going Beyond Fear In This Dark Age

A Dharma Talk with Bruno Nua

“The Buddha taught that the mark of an enlightened being is fearlessness. Someone who has gone beyond fear is free from all the obscurations and obstacles that prevent us from manifesting as buddhas and ultimately benefitting others.
Fearlessness is that which literally gives birth to a buddha. It is the Mother of all the buddhas.”
[from BUDDHA’S FAVOURITE WORDS, Bruno Tashi Rabjay]
FEAR
Dwelling in the realm of ego breeds delusion. Not resting in our true nature gives rise to a vicious cycle of attachment and aversion, which manifests as afflictive emotions. These come in many forms such as addiction and anger, but they all boil down to the same disturbing forces: I want … I don’t want.
Also known as Hope and Fear, the chaotic emotions that spring from our ego-clinging are the very things that make us suffer. If we could only cut through any one of them, the whole deluded house of cards would crumble and fall. Then we would be liberated forever and enlightenment would flow like a river.
For this reason, the Buddha taught that the mark of an enlightened being is fearlessness. Someone who has gone beyond fear is free from all the obscurations and obstacles that prevent us from manifesting as buddhas and ultimately benefitting others.
We are deeply afraid of so many things: fear of the unknown, fear of losing our minds. We are all but completely paralysed, not living to our full potential. This fear comes from our utter distrust of letting go and opening up – it is also a primal fear of the openness and the emptiness of our Buddha Nature.
In this light, the high point of the Heart Sutra is said to be the line:
There is no fear.
The full name of this sutra is The Heart of Transcendent Knowledge. By definition, it teaches that the key to full enlightenment is fearlessness. The whole theme of this particular sutra [Skt. Prajnaparamita Sutra] is Going Beyond. The preamble describes the Buddha Nature as being ‘beyond words, beyond thought, beyond description. Prajnaparamita … unborn, unceasing, with nature like the sky’. The essence of the sutra is its mantra:
Gaté, gaté, paragaté, parasamgaté, bodhi suaha.
It is the perfect utterance of one who has already gone completely beyond all fear: Gone, gone, gone all the way over, completely gone over to the other shore. Fully awake, Yes.
The openness and contentment it describes is a total fearlessness that is egoless. Because of this earth-shattering breakthrough, one is freed up to focus on the ultimate welfare of others. Consequently, the Mahayana lineages call the Prajnaparamita the Mother of all the buddhas. Fearlessness is that which literally gives birth to a buddha. Tibetan Buddhism even goes so far as to depict the fearless mother of all the buddhas in female form as Tara.
In this way, we come to an understanding of the essence of the Buddha’s teachings. The core message is not about elaborate philosophical treatises. Nor is it even about depicting the Buddha Nature in one form or another. All this serves a much simpler purpose. They lead us to a basic truth: Through meditation practice, we can awaken and connect with our true nature. By developing an unshakable conviction in our primordial purity, our aim is to go beyond all philosophies, all images, all concepts. Then we become completely free to lead others out of their suffering.

About the author

Bruno is a Meditation Instructor, Dharma Educator, and a dabbler in the Creative Arts. He was born in 1965 in Dublin, Ireland where he later trained as a Philosophical Theologian at Trinity College. While still working as an educator in that area, Bruno encountered the heart of the Buddha’s teachings when he first met Sogyal Rinpoche in the early 1990s, which also quickly led to meeting Ringu Tulku Rinpoche and Thich Nhat Hanh.
Since then, while continuing to be a student of Buddhism, Bruno has taught meditation and presented the Buddha’s teachings in many Dharma centres, including Rigpa Dublin where he was Managing Director for some years. He has also engaged with presenting these teachings in prisons and hospices, education and training establishments, and in Non-Governmental Organisations dedicated to Caring in the Community.
He is the Founding Director of many pioneering projects such as Buddhist Network Ireland, Dublin International Buddhist Film Festival, Open Space and Lotus Temple, and has represented Irish Buddhists on the Inter-Religious Council of Ireland.
Nowadays, as well as teaching Meditation and various courses in Applied Mindfulness and Engaged Buddhism, Bruno is also very much committed to guest-lecturing a variety of programmes on Buddhism in Colleges and Universities.

Buddhism and Civic Consciousness

I have just read a very good post on Buddhism and the need for taking care of our fellow human beings by a Thai author. He argues that ‘suffering’ or ‘duhkha’ is a fundamental conflict, such as one between our desire and the world — we suffer when the two do not connect; and he also says that Buddhists need to be more mindful of the plight of their fellow human beings, since we are all “suffering beings.” We are in the same boat, so to speak.

Here is a criticism of the kind of Buddhism that is being practiced in Thailand today. I am not talking about Theravada Buddhism, because Theravada Buddhists can be very kind to other human beings and all sentient beings too. This is not unique to Mahayana as pundits seem to believe. Caring for others is at the heart of Buddhism. The Buddha decided to come out of his Enlightenment to teach all of us simply because he cared for us. It is his love for us samsaric beings that prompted him to spend forty-five years tirelessly showing the way, teaching each of us differently according to our individual backgrounds and abilities, all in order that we “get it” and see that the lives we have been living for so long is pointless and there is a way out of this pointlessness which is achievable by everybody.

So the kind of Buddhism that the author is criticizing is not Theravada per se, but a social form of Buddhism that is being practiced in Thailand. Thai people emphasize the “merit making” aspect of Buddhism, so much so that somehow they seem to forget that this is only a path toward the goal. It seems that most Thai Buddhists mistake the path for the goal. We make merit not as an end in itself, but the merit helps us eventually “see” the way that the Buddha wanted us to see. Instead most Thai Buddhists see practicing Buddhism as little more than making merit and storing it in order to quality for some goodies that will happen afterwards. But that is not the heart of Buddhism.

We will understand the heart of Buddhism if we look at what the Buddha himself is doing. He left his princely, luxurious life to become a poor mendicant. This is terribly shocking, but when Buddhism is taught to Thai students this aspect is not emphasized much. The Buddha’s life story is related straightforwardly without letting this point seep into the listener’s mind. What does it mean for someone to abandon a wife, a son, a career, a home, a host of staffs and servants, a father, a mother, a bright future, to become a beggar? Why did the Buddha do that? What is the whole meaning of it? Reflecting on this and we eventually see how kind and compassionate the Buddha is to us. He took great sacrifice on himself so that all of us benefit. Not only did he abandon his palace, but during his practice he undertook very austere practices. We all know the story of how the Buddha tormented himself and was on the brink of death because he wanted to achieve Liberation. He wanted to know how to get rid of the sufferings — birth, old age, sickness and death — that afflict us all.

We don’t have to become exactly like the Buddha. But at least we can emulate him a little bit. Even this tiny bit will do us tremendously good. The whole point is that the Buddha did not all this for himself. It is not like, he wanted to become the Buddha, the Enlightened One, one that will be revered by millions of people. No, he did not want us to prostrate to him day in and day out. He did not want people to build gilded images of him and held him in highest respect either. All that he wanted was that we see the point and get it. He did all these sacrifices for us!

So this is what we can do. Instead of thinking only of ourselves — oh I am making this much merit today, so I will be eligible for even higher rewards afterwards, especially after I die — we should instead think of others and put their interests above our own. In fact this is the point of making merit, such as giving (dana). We give because we want others to be happy; we share what we have so that others can enjoy what we are enjoying too. We rejoice when others are happy. This is the real merit.

So what about civic consciousness? The author of the Thai article I mentioned earlier says that Buddhists should be more civic minded. He means Buddhists should not think only of themselves but they should care for others. When others in society are suffering we should not ignore them. We should understand, according to him, that suffering does not occur only at individual level, but at the structural level too. For example, there is an unjust system of distribution in society which leaves some very rich and some very poor. This is a simple example of the structural kind of suffering. Buddhists should strive to end that kind of suffering too. Thai Buddhists are usually blind to this, and in fact they have been programmed by the power-that-be that what they are doing (making merit and obtaining individual positive karmic results) is about the only thing they can do.

When we understand that injustice and structural kind of suffering all arise from human decision and intention, we realize that the individual level and the structural level are not that remote from each other. A good Buddhist, then, should do what he or she can to address both the individual and structural level of suffering. However, in Thailand Buddhists, especially monks, have been conditioned so much that they are expected to remain aloof from society and attend to their individual business only. That is wrong,and that is not what the Buddha taught.

So having strong civic consciousness is part of being a good Buddhist. Some Thai Buddhists may think that this is Mahayana. In fact ‘Mahayana’ or ‘Theravada’ are just labels, and neither term appears in the entire canon of the Tripitaka. The Buddha was neither with Theravada nor Mahayana nor Vajrayana nor what have you. He is with us. He wants us to get the point! It is the responsibility of those who can see something to help others who have not seen. This requires caring and helping others. This is what the Buddha taught us his students.

Don’t Think about the Result

A trick in practicing the Dharma is that when you do it, you should not expect any result to come by. To do so would mean that you are thinking ahead and do not focus on the present, which is what you need to do. Many people who are interested in practicing seem to be more interested in getting the result rather than just practicing. For them they want to know whether they are already a Stream Enterer (sotapanna) or not, and what he needs to be in order to become one. But the point of practicing is not just to become a Stream Enterer it is to focus one’s mind so that one gets rid of defilements so that we are free from suffering.

So don’t think of whether you have achieved any level of accomplishment. Just stay in the present. If you think of whether you have become this or that, or what you must do in order to become this or that, you won’t get very far in your practice. It’s like when you practice the piano. Instead of focusing on the piece you are practicing at the moment, you are worried about whether you have achieved the same level of accomplishment as this or that pianist. But then you won’t be focusing on the actual practice of the piece, which is the real point.

The Wheel of Dharma

Today is an important day in Buddhism. It’s the day when the Buddha gave the first sermon to his first batch of students. This is also known as the day when the wheel of Dharma was turned for the first time. What this means is that the Buddha’s first teaching set the religion of Buddhism going for the first time. There will be further turnings of the wheel according to the Mahayana and Vajrayana traditions, but the first turning was the most significant because it set everything going in the first place.

So what did the Buddha teach his first group of students? No less than the essence of the Buddhist message itself. The Buddha talked about the Four Noble Truths and the Middle Way. For most Buddhists these are simple messages that they have been exposed to ever since they are very young. However, the messages can be very profound and it encompasses all aspects of the Buddha’s own teaching.

Let’s start with the Middle Way. Ordinarily in the exposition of the Sutra containing the first sermon, the Dhammacakkappavatana Sutta, or the Sutta on the Turning of the Wheel, the Middle Way is explained as lying somewhere between two extremes, namely indulging in sensual desires and self mortification on the other. So many people think that the Buddha’s message is some kind of moderation. You do not indulge in too much sensual pleasure, but you do not completely deny it either. So the message, according to the standard interpretation, is that you should enjoy the pleasure only in moderation. In standard Thai Buddhism this is given as eating just for keeping the body going, not too much and not too little. To eat too little would be to fall toward the other side of the Middle Way. So the idea is: Not too much, not too little.

But the Buddha’s real message is much more than that. It is much more than just to look for a space between the two extremes, or an actual “middle” point between the two. While this idea may have a place in the teaching on the Middle Way, the Buddha’s real intent in teaching about this is much more than this. When the Buddha exhort his future disciples not to indulge in sensual pleasure and not to undertake self mortification, what he is driving at is that we should be attached both from sensual pleasure and its complete opposite, which may be likened to harming the body. The point is not just to find a moderation, as if we are to drink in moderation. That is not the Middle Way.

A problem with equating the Middle Way as moderation is that it is difficult to find where exactly the moderation really lies. One person’s “drinking in moderation” may be too much, or too little for others. And it is hard to see why enjoying something in moderation constitutes the Buddha’s profound teaching that is at the heart of Buddhism. In order to see this clearly let us look at the words of the Buddha himself in the Sutta:

There are these two extremes that are not to be indulged in by one who has gone forth. Which two? That which is devoted to sensual pleasure with reference to sensual objects: base, vulgar, common, ignoble, unprofitable; and that which is devoted to self-affliction: painful, ignoble, unprofitable. Avoiding both of these extremes, the middle way realized by the Tathagata — producing vision, producing knowledge — leads to calm, to direct knowledge, to self-awakening, to Unbinding.

It is clear that the Buddha sees the Middle Way as the path to Liberation and Enlightenment. But how do we find the Middle Way? Clearly one necessary condition is to avoid these two extremes. But to do that does not mean we look for the averaged point and strike there.

Avoiding indulgence in sensual pleasure and self affliction pertains to bodily behavior. So is the Middle Way to be found in the way of living conducted by the monks? Perhaps that is the case, but it is not possible that any monk who abides by the monastic rules alone will gain Enlightenment. So abiding by the monastic rules (or any other rules, including lay precept rules or sila) is going to be anywhere sufficient for Realization.

By giving the teaching on the Middle Way, the Buddha does not so much prescribe how Buddhists should behave as pointing out a path that anybody who would like to follow what the Buddha has already gone should take to become like him. So my Middle Way does not have to be the same as yours, even though your Way and my Way will, if they are both genuine Ways, lead to the same destination. In any case, what is required is that you fully understand the profound nature of the Middle Way. The Middle Way is not some kind of moderation (as has been said), but a realization that any “way” at all, any prescribed method based on attachment that this, and not that, must be correct, is ultimately unsatisfactory and hence will always lead one astray. One could still treading the Middle Way even though one is surrounded by all sorts of sensual pleasure; one only has to realize that all these sensual delights are just empty of their inherent characters and are nothing more or less than bubbles or illusions on a sunny day. If one is not attached to these delights then they are just what they are and nothing more.

Wheel of Dharma

Those who have studied the Buddha’s life story know that, before he became a Buddha, Prince Siddhartha tried every which way of gaining Realization that was available at his time. He tried meditation with his former teachers until he achieved the highest state of meditation that his teachers were capable of. Then he tried the self mortification route until he almost died. Then he realized that these were not the way toward cessation of suffering. He almost died when a village girl Suchata gave him rice and milk with honey. The Prince ate it up and regained his strength, the strength that was there until he eventually attained Enlightenment and became a Buddha. So the point was not self mortification or torture; and the point was not to indulge in the senses as he did when he was living at his palace. But then the really important lesson here is that these are only means toward the end. To eat rice with milk and honey was not to enjoy the pleasure of eating, but to gain strength for meditation. To enjoy the rice would mean that the mind is no longer free. And in the same way to starve oneself to the point of death also means that the mind is not free either, for now the focus is on the very act of fasting and starving, instead of giving the mind the freedom it needs to investigate and become focused.

So here lies the true Middle Way.  The Path to Liberation does not lie with any prescribed sets of bodily behaviors. In fact the Middle Way goes much deeper. It is also about not reifying things through saying that they exist, and it is also about not annihilating things through saying that they do not exist. But that is another story.

Kunga Sangbo Rinpoche’s Visit to Thailand 2010

ตามที่พระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเชจะเดินทางมาบรรยายธรรมและนำภาวนาตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์นั้น ริมโปเชมีความจำเป็นต้องเลื่อนการเดินทางถึงประเทศไทยเป็นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ทางมูลนิธิจึงต้องเลื่อนกิจกรรมต่างๆไปเป็นกำหนดการใหม่ ดังนี้

27 กพ พระอาจารย์เดินทางถึงประเทศไทย
28 กพ ประกอบพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตารา พิธีเปิดศาลาเตวาวัฒนา และสวดมนตร์สำหรับการตอกเสาเข็มพระสถูป นำภาวนาเนื่องในวันมาฆบูชาที่ศูนย์ขทิรวัน
1 มีค  สอนฝึกสมาธิที่ศูนย์ขทิรวัน เดินทางกลับกรุงเทพฯ
2 มีค  รอการยืนยัน
3 มีค  1-4 pm บรรยายเรื่อง “ทำความรู้จักพระพุทธศาสนาวัชรยาน” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 7-9 pm สอนฝึกสมาธิทงเลนที่บ้านมูลนิธิพันดารา
4 มีค  7-9 pm บรรยายที่ห้องโพธิคยา ตึกอมรินทร์โซโก้ (ขอเชิญผู้สนใจมาสนทนาธรรมกับริมโปเชและมาเรียนรู้เรื่องราวของมูลนิธิตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป)
5 มีค พระอาจารย์เดินทางกลับประเทศจีน

ดังนั้นกำหนดการที่เปลี่ยนแปลงจะมีดังนี้ 1. งานมาฆบูชาภาวนาที่ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน จะเริ่มในตอนเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แทนที่จะเป็นวันที่ 26 อย่างที่ประกาศไว้ครั้งแรก และ 2. การบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลื่อนจากวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ไปเป็นวันที่ 3 มีนาคม

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิพันดาราด้วยดีตลอดมา

Dear members,

Due to a necessary schedule change by Kunga Sangbo Rinpoche, we need to reschedule the event in Thailand as follows:

27 February: Rinpoche arrives in Thailand

28 February: Empowerment of Bodhisattva Tara; Opening Ceremony of the Dewa Wattana Pavilion; Chanting for the Pilings of the Tara Great Stupa; Meditation on the Magha Puja Day

1 March: Meditation Practice – Rinpoche travels back to Bangkok.

2 March: To be announced.

3 March: 1 – 4 pm –> Lecture on “Introduction to Vajrayana Buddhism” at Room 707, Boromratchakumari Bldg., Faculty of Arts, Chulalongkorn University ;  7 -9 pm –> Tonglen meditation practice at the Foundation House, Lad Prao Road.

4 March: 5 – 7 pm –> Informal talks with Kunga Rinpoche; getting to know the Thousand Stars Foundation and participating in the activities, Bodhgaya Hall, Amarin Sogao Bldg.;  7-9 pm –> Lecture on “Abandoning the Ego” at the Bodhgaya Hall, 22nd Floor, Amarin Sogo Bldg., Ploenchit Road

5 March: Rinpoche returns to China

Schopenhauer and Buddhism

My current project is writing a paper on Schopenhauer and Buddhism for presentation at the workshop on “Reception of Buddhism in German Culture,” which will be organized at Chulalongkorn University next month. So this is something I have been thinking for a while.

This led me to go back to Schopenhauer’s “The World as Will and Idea” translated by Haldane and Kemp. The copy from the library that I borrowed is so worn out that it literally crumbles when I open it, so I have to take a rather special care of the book. Moreover, the book has been eaten quite a lot by boring insects. So there is a lot of dust deposited by the book wherever I put it down. So reading it is quite an experience.

As is well known, Schopenhauer expounds that idea that the ultimate reality that underlies what we perceive is the will. The will manifests itself through our body; Schopenhauer said that the body itself is the objectification of the will. What this means is that the will, being the ultimate driving force behind reality, comes to be perceptible empirically only through its action of the consciousness that recognizes itself when it engages in a thought process directed at something. Since only human beings are capable of this action, Schopenhauer says that the will reveals itself through our own (as conscious human beings) act of willing, that is, thoughts, desires, or movement of the consciousness toward something else. And since Schopenhauer has argued earlier that material reality itself is ultimately speaking projection of the individual mind, material or external reality is just a picture that the will puts up. The world is at the same time both “will” and “idea”. It is “idea” in the sense of something directly perceptible as one thing rather than another. It is the same with Locke’s view. The German term for this is Vorstellung, which is perhaps better translated as “representation.” But somehow Haldane and Kemp translated as “idea” so we are stuck with this term in the book.

So the idea of the paper is that I will compare this with the Buddhist teaching, especially Nagarjuna’s view on Emptiness. The will and Emptiness are the same in that they are supposed to be ultimate reality. But there the similarity ends. Nagarjuna himself stated emphatically that Emptiness itself is empty, in that one should not reify Emptiness itself and take it as just another form of ultimate reality. On the contrary, “Emptiness” is just a name for whatever reality that is there for us, only when it is not conceptually or linguistically fabricated. There is absolutely no distinction or difference between Emptiness and perceptible reality. Schopenhauer’s will, on the other hand, has the characteristic of always driving and striving. This is lacking in Emptiness.

This is all for now. I’ll certainly come back to this later.

Rarity of Human Birth

Here is another treasured Dharma snippet from Luang Pu Doon:

“The Buddha’s 84,000 dharma teachings are only skillful means so that people start looking at their own minds. The reason why the Buddha taught so many things is because people’s defilements are so varied. But there is only one way to eliminate suffering, which is nirvana. It is very rare for us to have a chance to practice the Dharma, so if we let this chance go we will lose the opportunity to become liberated in this lifetime. And then you will live with ignorance for a tremendously long time before you will have this chance again. Therefore, when we are born so that we meet Buddhism, we need to be diligent in practice to realize nirvana. Otherwise you will lost this very rare opportunity. When the Dharma is forgotten, sentient beings will live in total darkness for a very, very long time.”