Understanding the Dharma

เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา Georges Dreyfus จาก Williams College ได้มาบรรยายที่คณะอักษรศาสตร์ เรื่อง “Learning to Philosophize the Tibetan Way” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “การทำปรัชญาแบบทิเบต” คำว่า “การทำปรัชญา” หมายถึงการทำกิจการต่างๆที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาปรัชญา ซึ่งรวมถึงการคิดปรัชญาและการถกเถียงอภิปรายต่างๆ และการอ่านกับการเขียนด้วย อย่างไรก็ตาม การทำปรัชญาแบบทิเบตที่ Dreyfus เสนอมีแต่การพูดกับการถกเถียงกับการอ่านเท่านั้น ไม่รวมถึงการเขียน ด้วย Dreyfus เล่าถึงการศึกษาของพระภิกษุในวัดทิเบตนิกายเกลุกปะ ที่เขาได้ไปศึกษามาเป็นเวลากว่า 15 ปี จนได้ปริญญา Geshe Lharampa ซึ่งเป็นปริญญาสูงสุดของระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนาทิเบต Dreyfus เข้าไปเป็นพระภิกษุในวัด Namkyal ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นวัดของสมเด็จดาไลลามะ

 

การศึกษาของพระภิกษุเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น งานประจำของพระภิกษุประกอบด้วยการประกอบพิธีในวัด เช่นการสวดมนต์และทำพิธีต่างๆ นอกจากนี้ส่วนสำคัญก็ได้แก่การศึกษาเล่าเรียน ซึ่งการทำพิธีกับการศึกษานี้กินเวลาทั้งวัน และวันหนึ่งของพระภิกษุจบลงที่เวลาประมาณ 23 นาฬิกา เป้าหมายของการศึกษานี้ก็ได้แก่การบรรลุถึง “พระพุทธภาวะ” อันเป็นเป้าหมายหลักของผู้ปฏิบัติธรรมมหายานทุกคน

ในการศึกษาเล่าเรียนเพื่อบรรลุพระพุทธภาวะ พระภิกษุต้องศึกษางานสำคัญๆ ของพระพุทธศาสนามหายาน ที่ทิเบตรับมาจากอินเดีย จำนวนห้าเล่ม ได้แก่

  • อภิสมยาลังการะ ของท่านไมเตรยะ (หรือบางตำราก็บอกว่าของพระโพธิสัตว์ไมเตรยะโดยตรง) เล่มนี้เป็นบทอรรถาธิบายคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา
  • ประมาณวรรติกะ ของท่านธรรมกีรติ ซึ่งเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับตรรกวิทยา และญาณวิทยาของพระพุทธศาสนา
  • มาธยมิกะ ซึ่งประกอบด้วยคัมภีร์ มูลมัธยมกการิกา ของท่านนาคารชุน
  • คัมภีร์อรรถกถาพระวินัย และ
  • อภิธรรมโกศะ ของท่านวสุพันธุ

การศึกษาเหล่านี้เป็นไปเพื่อพัฒนาปัญญา และแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุพระพุทธภาวะ ซึ่งปัญญานี้ประกอบด้วยสามระดับ เริ่มจากปัญญาจากการฟัง (สุตมยปัญญา) ปัญญาจากการคิด (จินตมยปัญญา) และปัญญาจากการภาวนา (ภาวนามยปัญญา) การศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุนั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาปัญญาในสองระดับแรก คือจากการฟังกับการคิด และในท้ายที่สุดหากพระรูปใดประสงค์จะปฏิบัติเต็มที่ ก็จะออกไปจำศีลภาวนาเป็นเวลาระยะหนึ่ง เช่นสามปีหรือมากกว่า เพื่อพัฒนาภาวนามยปัญญา แต่ในวัดเกลุกปะตามปกติแล้วพระภิกษุจะออกไปจำศีลได้ ก็ต่อเมื่อสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนี้แล้ว

 

dharmakirti.jpg

Dreyfus เล่าว่าการศึกษาของพระภิกษุนั้นประกอบไปด้วยส่วนสำคัญที่สุด คือการท่องจำคัมภีร์ และนอกจากนี้ก็มีการอธิบายความหมายกับการโต้วาที การท่องจำเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาของพระภิกษุในทุกๆแนวทาง ส่วนการอธิบายความหมาย ก็เป็นการศึกษาคำอธิบายความหมายที่อาจารย์สั่งสอน แล้วก็นำไปศึกษาให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจดีแล้ว ก็จะมีการโต้วาทีอันเป็นการทดสอบความเข้าใจเนื้อหาของคัมภีร์ ซึ่งเรื่องการโต้วาทีก็เป็นเนื้อหาหลักของการบรรยายครั้งนี้

 

การศึกษาทั้งหมดนี้กินเวลายาวนานถึงราวๆสิบห้าปี และในการผ่านการทดสอบครั้งสุดท้ายผู้ศึกษาก็จะต้องผ่านการโต้วาที ต่อหน้าพระภิกษุจำนวนมากจากวัดหลักๆของสายเกลุกปะ ได้แก่กานเต็น เซราและเตรปุง เมื่อผ่านการศึกษาแล้วก็จะได้ชื่อว่า Geshe อันเป็นคำเรียกพระนักวิชาการที่ได้ศึกษาคัมภีร์มาอย่างช่ำชอง ในการโต้วาทีนั้นจะประกอบด้วยพระสองรูป รูปหนึ่งเป็น “ผู้ป้องกัน” ซึ่งจะนั่งเฉยๆ ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็น “ผู้ตั้งคำถาม” ซึ่งจะป้อนคำถามไปยังผู้ป้องกัน ผู้ตั้งตำถามจะพยายามถามคำถามต่างๆเกี่ยวกับเนื้อหาในคัมภีร์ เพือให้ผู้ป้องกันจนมุมไม่สามารถตอบได้ หรือตอบคำตอบที่ขัดกันเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะถือว่า ผู้ป้องกันเป็นฝ่ายแพ้ ในการถามนั้นก็จะมีกระทู้ขึ้นมา เช่น กระทู้เกี่ยวกับความเป็นอนิจจัง

ตัวอย่างมีกระทู้ว่า “สิ่งใดๆล้วนเป็นอนิจจัง” ผู้ตั้งถามคำถามก็จะถามคำถามเกี่ยวกับกระทู้นี้ เช่น “ดังนั้นจึงตามมาว่าสิ่งทั้งหลายต่างก็อยู่เพียงชั่วขณะ เพราะเป็นอนิจจัง” จากนั้นผู้ป้องกันก็จะพยายามตอบตำถามของผู้ตั้งคำถาม ซึ่งจะพยายามทำให้คำตอบของฝ่ายแรกขัดกันเอง คำตอบของผู้ป้องกันมีได้เพียงสามลักษณะเท่านั้น ได้แก่ (1) ยอมรับข้อสรุป (2) ปฏิเสธว่าข้อเสนอไม่ถูกต้อง และ (3) ปฏิเสธว่าเหตุผลไม่ถูกต้อง ดังนั้นคำตอบ (1) เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอนิจจัง ก็จะได้แก่ “ข้าพเจ้ายอมรับว่าสิ่งต่างๆมีอยู่เพียงชั่วขณะเท่านั้น” แบบ (2) ได้แก่ “สิ่งทั้งหลายไม่ได้อยู่เพียงชั่วขณะ” และ (3) ได้แก่ “การเป็นอนิจจัง ไม่ได้เป็นเหตุผลของการมีอยู่เพียงชั่วขณะของสิ่งต่างๆ” คำตอบแบบ (2) เป็นคำตอบที่ขัดกับหลักการของพระพุทธศาสนา ดังนั้นหากผู้ป้องกันตอบเช่นนี้ ก็จะถูกถามอีกมากมายเกี่ยวกับความเข้าใจเนื้อหาของพระพุทธศาสนา และก็จะมีการโต้วาทีในหัวข้ออื่นๆตามมาอีกมาก เกี่ยวกับการป้องกันคำสอน คำตอบแบบ (3) ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการขัดแย้งกับความที่ตกลงกัน ระหว่างผู้ป้องกันกับผู้ตั้งคำถามตั้งแต่ต้น คือการตกลงกันว่า “ความเป็นอนิจจัง” เป็นเหตุของการที่สิ่งต่างๆอยู่เพียงชั่วขณะ ดังนั้น หน้าที่ของผู้ตั้งคำถามคือ พยายามให้ผู้ป้องกันตอบในแบบที่ (1) คือยอมรับข้อสรุป ดังนั้น เมื่อผู้ตั้งคำถามถามว่า “ดังนั้น ภูเขาก็จะอยู่เพียงชั่วขณะละหรือ?” และหากผู้ป้องกันตอบว่า “เป็นเช่นนั้น” ก็จะแพ้ทันที เพราะคำตอบของผู้ป้องกันขัดแย้งกับความเป็นจริง ดังนั้น เพื่อป้องกันสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ป้องกันก็จะต้องชี้แจงว่า มีความแตกต่างกันระหว่าง “อยู่เพียงชั่วขณะ” กับ “อยู่มากกว่าหนึ่งชั่วขณะ” หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งผู้ตั้งคำถามก็จะพยายามนำให้ผู้ป้องกันกลับมาที่การขัดแย้งอีก เนื่องจากคำตอบแบบ (2) กับ (3) เป็นไปไม่ได้ ผู้ป้องกันมีทางเลือกทางเดียวคือแบบ (1) ซึ่งผู้ป้องกันจะต้องพยายามไม่ให้เกิดการขัดกันเอง ด้วยการอธิบายไปเรื่อยๆว่า การยอมรับข้อสรุปจะไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งได้อย่างไร และหากผู้ป้องกันสามารถทำกระทู้ให้กระจ่างชัด จนผู้ตั้งคำถามจนปัญญา ไม่รู้จะตั้งคำถามอะไรได้อีก ก็แปลว่าผู้ป้องกันชนะ หรือไม่เช่นนั้นหากการโต้วาทีจบลงก่อนที่จะรู้่ผล ก็หมายความว่าทั้งสองฝ่ายเสมอกัน

Dreyfus ยกตัวอย่างของวิธีการอ้างเหตุผลในการศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดียสองแบบ ได้แก่แบบ “ประโยคะ” กับแบบ “ประสังคะ” แบบแรกเป็นการเสนอข้อเสนอออกมาแล้วมีเหตุผลสนับสนุน ส่วนแบบหลังเป็นการเสนอข้อสรุปเชิงตรรก แล้วหาความขัดแย้งจากข้อเสนอนั้น โดยมิได้เสนอข้อเสนออะไรของตนเอง ในอินเดียนั้นการอ้างเหตุผลแบบประโยคะดูจะใช้กันมากกว่า ในขณะนี้ในทิเบต จะใช้แบบ “ประสังคะ” มากกว่า แนวคิดของการอ้างเหตุผลแบบ “ประสังคะ” ก็คือว่า ในพระพุทธศาสนานั้นไม่อาจเสนออะไรที่เป็น “ความจริง” ที่เป็นเช่นนั้นตรงตามที่ภาษาในประโยคบรรยายได้ ซึ่งตรงกับที่ท่านนาคารชุนในงานเรื่อง มูลมัธยมกการิกา หรือ โศลกพื้นฐานว่าด้วยทางสายกลาง ได้สอนไว้ว่า ไม่ว่าทรรศนะใดๆก็ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ทั้งสิ้น เนื่องจากธรรมทั้งหมดเป็นศูนยตา จึงไม่มีอะไรเลยในความเป็นจริงที่เราใช้ภาษาเรียก ที่เป็นจริงในตัวของมันเอง ทั้งนี้รวมทั้งส่วนประกอบย่อยๆของความเป็นจริงทั้งหมด เช่น อณู หรือปรมาณูด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า คำเช่น “อณู” หรือ “ปรมาณู” นั้น เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกความเป็นจริง ซึ่งเป็นการปรุงแต่งของจิต ไม่มีอณูหรือปรมาณูในความเป็นจริงในตัวของมันเอง ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า “ศูนยตา” หรือ “ความว่าง” ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือเป็นเพียงคำพูดที่ไม่มีความหมายรองรับในด้านของความเป็นจริงของตัวเอง พูดอีกอย่างก็คือว่า แม้แต่ศูนยตาเองก็เป็นของว่าง ประโยชน์ของการโต้วาทีก็คือ ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดียิ่งขึ้น การเรียนไม่ใช่เพียงแต่ท่องจำ และพยายามเข้าใจความหมายตามที่อาจารย์อธิบายเท่านั้น แต่ยังนำความเข้าใจนี้มาทดสอบ เพื่อให้เกิดความตระหนักว่า ที่ตนคิดว่าเป็นความจริงนั้น อาจถูกเปิดโปงว่าเต็มไปด้วยความข้ดแย้งและไม่เป็นความจริงจริงๆก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ศึกษาเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน คิดว่าความเข้าใจของตนเองนั้นอาจไม่ถูกต้องเมื่อใดก็ได้

ไฟล์คำบรรยายของ Dreyfus ในรูป mp3

Audio file of Georges Dreyfus’ Talk on “Learning to Philosophize the Tibetan Way,” given at Chulalongkorn University on March 10, 2008.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s