การแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น

หากมีคนถามว่า การปฏิบัติธรรมแบบใดเป็นการปฏิบัติหลักของผม ก็คงจะตอบว่าการปฏิบัติเรื่อง “ความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น และการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Sameness of Self and Others and Exchanging Oneself and Othersการปฏิบัตินี้เป็นหัวใจหลักของผู้ปฏิบัติธรรม ที่มุ่งจะบรรลุการเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแบบเถรวาท ก็สามารถนำการปฏิบัตินี้ไปใช้ได้อย่างดี

พูดกันจริงๆก็คือว่า การปฏิบัติแบบนี้เป็นการปฏิบัติภาวนาเรื่อง “อัปปมัญญา” นั่นเอง อัปปมัญญาเป็นกรรมฐานเกี่ยวกับพรหมวิหาร ๔ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เมตตาคือความปรารถนาจะให้ผู้อื่น (และสัตว์โลกทั้งหมด) มีความสุข กรุณาคือความปรารถนาที่จะให้สัตว์โลกทั้งหมดพ้นจากทุกข์ มุทิตาคือความสุขหรือความยินดีเมื่อสัตว์โลกมีความสุข และอุเบกขาได้แก่การมองสัตว์โลกทั้งหมดว่ามีความเสมอเหมือนกัน ไม่มีสัตว์โลกใดที่เหนือกว่า ด้อยกว่า หรือแตกต่างกัน ต่างก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏทั้งสิ้น

การปฏิบัตินี้เริ่มจากการมองว่า ตัวเราเองนั้นไม่มีอะไรที่แตกต่างจากสัตว์โลกอื่นๆในสังสารวัฏ การที่เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ เป็นเพราะว่าเรามีอวิชชาหรือความไม่รู้แจ้ง ที่เป็นตัวจักรขับเคลื่อนเราให้หมุนวนเวียน ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอยู่อย่างนี้เป็นเวลาอันประมาณมิได้ อวิชชานี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจาก ความเห็นผิดๆที่ว่า มีตัวตนของเรา หรือมีตัวเรา ที่เราต้องพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ

สัตว์โลกอื่นๆที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ต่างก็มีอวิชชานี้เป็นตัวจักร เป็นปัจจัยขับเคลื่อนทั้งสิ้นนอกจากนี้เราก็มองเห็นว่า สัตว์โลกทั้งหลายนั้นต่างก็ปรารถนาความสุข และไม่มีใครปรารถนาความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น ลองไปถามใครดูก็ได้ว่ามีใครชอบเป็นทุกข์หรือไม่ มีแต่สัตว์โลกที่อยากมีความสุขทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ก็ให้เรามองว่า ตัวเราเองนี้แตกต่างอะไรจากสัตว์โลกทั้งหมดในสังสารวัฏ เวลาเรามองอะไร เรามักจะมองออกจากมุมมองของเราเอง เรามองสัตว์อื่นๆว่า “ไม่ใช่ตัวเรา” และด้วยการมองนี้ เราก็เกิดความเชื่อว่าตัวเรานั้น แตกต่างจากสัตว์อื่นๆในสังสารวัฏอย่างสิ้นเชิง เราอาจมองว่า สัตว์อื่นๆบางตัวด้อยกว่าเรา บางตัวดีกว่าเรา บางตัวเท่าๆกับเรา แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็มีการเปรียบเทียบสัตว์โลกกับตัวเราทั้งสิ้น

เรารู้สึกว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ตัวเราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ก็คือ ตัวเราเป็น “ตัวเรา” นี่แหละ ทุกๆคนมีความรู้สึกเช่นนี้ เป็นธรรมชาติอยู่ในสัตว์โลกทุกตัวแต่ความรู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” หรือนี่คือ “ตัวเรา” นี่แหละ ที่เป็นแก่นรากของอวิชชา ที่เป็นเหตุให้เรายังวนเวียนอยู่ในทะเลแห่งทุกข์นี้ เราคิดว่าเราต้องดูแลตัวเรา และเราจะมี “ความสุข” ถ้าเผื่อ “ตัวเรา” นี้ได้รับการพะเน้าพะนอ ต้องการอะไรก็หามาให้ ไม่ต้องการอะไร ก็ผลักสิ่งนั้นออกไปไกลๆ ฯลฯ แต่เมื่อเราพิจารณาให้ละเอียด ก็จะพบว่า การมีตัวเรานี่แหละที่เป็นเหตุของความทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น เราอยากได้อะไรสักอย่างหนึ่ง ที่จะมาทำให้ “ตัวเรา” พอใจ อาจจะเป็นการได้กินอะไรอร่อยๆ ทีนี้เมื่อไม่ได้กิน เช่นเงินไม่พอ ก็เกิดอาการทุกข์ขึ้นมา นี่เป็นเรื่องง่ายๆที่เกิดขึ้นกับทุกคน ความทุกข์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มีที่มาจากความคิดว่ามีตัวตนนี้ทั้งสิ้น

แต่หากเรามองสัตว์โลกทั้งหมดรวมทั้งตัวเราจากอีกมุมมองหนึ่ง เราก็จะเห็นว่า ที่เราคิดว่ามี “ตัวเรา” ที่ทำให้เรานี้พิเศษกว่าสัตว์อื่นๆนั้น เป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง ลองมองตัวเราจากมุมมองระยะไกล เช่น มองลงมาจากข้างบน มองเห็นตัวเราเองกำลังทำโน่นทำนี่ หรือคิดถึงตัวเราไม่ใช่ในฐานะที่เป็นผู้คิด แต่เป็นผู้ สังเกต ความคิดนั้นๆ เหมือนกับว่า เราไม่ใช่ตัวเราแต่เป็นคนอื่นที่กำลังสังเกตความคิดของเรา เหมือนกับว่า เรากำลังอ่านใจคนอื่น แต่เป็นแต่เพียงว่าในขณะนี้เรากำลังอ่านใจของเราเอง

เมื่อทำอย่างนี้ เราก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรที่แยกตัวเราออกจากสัตว์โลกอื่นๆเลย ที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา ก็เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น เหมือนกับเรามองเห็นว่ามีน้ำอยู่บนถนนข้างหน้าในวันที่แดดแรงๆ แต่จริงๆแล้วไม่มีน้ำ สัตว์โลกอื่นๆก็เป็นแบบเดียวกันกับเราทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน เมื่อเราทำอย่างนี้ให้มากเข้าจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ก็หมายความว่าเราได้ภาวนาเรื่องความเสมอเหมือนของตนเองกับผู้อื่นแล้ว

ข้างต้นนี้เป็นการภาวนาเรื่องความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น ต่อไปก็เป็นการปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น ท่านศานติเทวะกล่าวว่า การปฏิบัติทั้งสองอย่างนี้เป็น “The great mystery” ของพระพุทธศาสนา ซึ่งหมายความว่า เป็นการปฏิบัติที่สูงที่สุดและเป็นหนทางที่พระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ได้ปฏิบัติมา เพื่อบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ในท้ายที่สุดหัวใจของการแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่นก็คือว่า เมื่อเราทำสมาธิเรื่องความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่นแล้ว เราก็พิจารณาเห็นว่า สัตว์โลกทั้งหลายต่างก็วนเวียนอยู่ในความทุกข์ การปฏิบัติอะไรที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกเหล่านี้ให้พ้นไปจากทุกข์ได้ ก็ย่อมเป็นสิ่งประเสริฐ เราทำสมาธิว่าความทุกข์ทั้งหมดของสัตว์โลกในสังสารวัฏ ลอยมาที่ตัวเรา และเราก็แผ่บุญกุศลและความสุขทั้งหมดของเราไปยังสัตว์โลกเหล่านี้ เมื่อเราได้รับความทุกข์ทั้งหมดของสัตว์โลก สัตว์โลกก็จะปลอดจากความทุกข์ทั้งปวง เหมือนกับมีคนมาช่วยยกเอาของที่กดทับสัตว์โลกเหล่านี้ออกไป ทำให้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ และเมื่อเราส่งความสุขออกไป สัตว์โลกก็เปี่ยมไปด้วยความสุข อันเป็นความสุขที่สมบูรณ์สูงสุด อันได้มาจากการตระหนักรู้ความจริงแท้ของสรรพสิ่ง

ท่านศานติเทวะแนะนำว่า ให้เราฝึกสมาธิดังต่อไปนี้ เราเคยเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัวเองมาตลอดเวลาอันยาวนานในสังสารวัฏ นี่เป็นเหตุให้เรายังว่ายวนอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุก็มาจากการพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ “ตัวตน” ดังที่ได้พูดมาแล้ว เราเห็นว่าตัวเราสำคัญกว่าผู้อื่น และเราสนใจแต่ที่จะหาสิ่งต่างๆมาตอบสนองความอยากต่างๆของ “ตัวตน” นี้ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เราไม่สนใจผู้อื่นหรือสัตว์อื่นๆ คิดแต่เพียงว่าสัตว์อื่นๆเหล่านี้จะมาตอบสนองความต้องการของ “ตัวตน” ของเราได้อย่างไร ถ้าสัตว์อื่นมีประโยชน์แก่ตัวตนของเรา เราก็สนใจ และอยากได้สัตว์นั้นมายังประโยชน์ให้ (เช่นคนไปเลือกปลาเป็นๆมากินในร้านอาหาร โดยไม่คิดว่าปลาจะรู้สึกอย่างไร) แต่ถ้าสัตว์นั้นจะมาทำอันตรายแก่ “ตัวตน” ก็จะเกิดความโกรธ อยากจะผลักไสสัตว์นั้นออกไป แต่ถ้าไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ก็จะไม่สนใจสัตว์อื่นๆ ราวกับว่าสัตว์เหล่านั้นไม่มีตัวตนอยู่

ท่านศานติเทวะแนะนำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ โดยให้การพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจที่เรามีนี้ เป็นการพะเน้าพะนอสัตว์อื่นๆ แทนที่จะเป็นการพะเน้าพะนอตนเอง แทนที่เราจะสนใจตัวเราว่าตัวเราจะได้อะไร หรือหลีกหนีจากอะไร ก็ให้คิดว่า สัตว์อื่นจะได้อะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา และจะหลีกหนีอะไรเพื่อให้พ้นจากอันตราย สรุปก็คือให้เราเปลี่ยนจุดยืนจากการยึดตัวตนของเราเป็นจุดศูนย์กลาง ไปเป็นการยึดผู้อื่นเป็นจุดศูนย์กลาง ต่อไปนี้เราจะพยายามเพื่อให้สัตว์โลกมีความสุข แทนที่จะเป็นตัวเองที่มีความสุข เพราะประสบการณ์บอกเราว่า การทำเช่นนั้นมีแต่ยังความทุกข์มาให้ และความสุขทั้งหมดก็มีที่มาจากการยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและสัตว์อื่นทั้งสิ้น

*

ในการทำสมาธิ ก็เริ่มจากการทำจิตให้สงบ วิธีที่ทำอยู่ก็คือการนับลมหายใจ นั่งสมาธิตามแบบปกติ แล้วก็สูดลมหายใจเข้าออกยาวๆให้สุดปอด สักสามครั้ง จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจให้ร่ายกายหายใจตามปกติ แล้วก็ตามรู้ว่าเมื่อไหร่หายใจเข้า เมื่อไหร่หายใจออก ท่านอสังคะแนะนำว่า ให้เรานับรอบของการหายใจเข้า-ออกหนึ่งรอบนับหนึ่ง แล้วก็สอง … สาม … สี่ ไปเรื่อยๆจนถึงสิบ แล้วก็นับถอยหลัง … เก้า … แปด … เจ็ด จนถึงหนึ่ง แล้วก็ย้อนไปข้างหน้าใหม่ คราวนี้นับจนถึงยี่สิบ แล้วก็ถอยหลัง … สิบเก้า … สิบแปด … จนถึงหนึ่ง แล้วก็เริ่มใหม่อีก พอทำไปเรื่อยๆจิตจะสงบลง และความคิดฟุ้งซ่านต่างๆก็จะดับลงไป

ต่อไปก็ให้เริ่มคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความทุกข์นั้น มาจากตัวเราทั้งสิ้น และต่อไปนี้เพื่อให้พ้นจากทุกข์ และมีความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ด้วย เราก็จะเพียรปฏิบัติเพื่อทำลายความคิดผิดๆว่ามีตัวตนอันนี้เราเริ่มจากการภาวนาเรื่อง ความเสมอเหมือนกันของตนเองกับผู้อื่น อย่างที่ได้พูดไปแล้ว พอจิตใจคุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีแล้ว ก็ทำสมาธิเรื่อง การแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น ตอนแรกก็คิดถึงคนที่เรารักมากๆ เช่นแม่ของเราเอง เรามองเห็นว่า แม่ต้องมีความทุกข์อย่างไรบ้าง แล้วก็นึกว่าความทุกข์ของแม่ ลอยมาจากตัวแม่เป็นควันดำๆ มาที่ตัวเรา ตัวเราซึมซับความทุกข์ที่เป็นควันนี้ไว้จนหมดสิ้น ซึ่งก็ทำให้แม่หมดจากความทุกข์ทั้งหมดของแม่

จากนั้นก็นึกต่อไปว่า ความสุขทั้งหมดของเรา รวมทั้งบุญบารมี บุญกุศลต่างๆของเรา ลอยออกจากตัวเราเป็นควันขาวๆ ไปที่ตัวแม่ ซึ่งทำให้แม่มีความสุขอย่างสูงสุด ความสุขอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากการเข้าใจความเป็นจริงตามที่เป็นจริงๆเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความสุขได้เช่นนี้ เมื่อเราทำกับแม่อย่างนี้แล้ว ก็ขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเรานึกถึงสรรพสัตว์ทั้งหมด ไม่มียกเว้นแม้แต่ตัวเดียว ในสังสารวัฏทั้งหกภพภูมิ

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s