Suffering

ความทุกข์คืออะไร?

ทุกคนรู้จักความทุกข์กันทั้งนั้น บางทีเด็กเกิดมาใหม่ๆอาจมองได้ว่า ยังไม่รู้จักความทุกข์ แต่เด็กเกิดใหม่ก็ยังต้องทนกับความทุกข์ แม้ว่าตนเองอาจจะยังไม่รู้ว่า “นี่คือความทุกข์” เพราะว่า ยังพูดไม่ได้ จึงไม่รู้ว่าที่ตนเองประสบอยู่เรียกว่าอย่างไร แต่เด็กก็ยังต้องร้องไห้เวลาหิว เปียก ฯลฯ ซึ่งต่างก็เป็นความทุกข์ทั้งสิ้น

ความทุกข์อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน จนเรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์เอง เราเกิดมาก็มีทุกข์แล้ว อย่างที่พูดเรื่องเด็กแรกเกิด โตขึ้นมาหน่อยก็มีความทุกข์ เช่น อยากได้ของเล่นแล้วแ่ไม่ให้ หรือถูกพ่อตี หรืออื่นๆ โตเป็นวัยรุ่นก็มีทุกข์ของตัวเอง โตเป็นผู้ใหญ่ก็มีความทุกข์ พอแก่ก็มีความทุกข์ ยิ่งใกล้จะตายก็ยิ่งมีความทุกข์ เพราะกลัวตาย ไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นห่วงข้างหลัง ฯลฯ สรุปว่าคนเราเป็นทุกข์กันตั้งแต่เกิดจนตาย

สัตว์ต่างๆก็เป็นทุกข์เหมือนกัน เราดูรายการสารคดีชีวิตสัตว์ เห็นม้าลายถูกสิงโตจับกิน สิงโตมารุมจับม้าลาย ตัวนึงกัดที่คอเพื่อให้ม้าลายหายใจไม่ออก แต่ม้าลายยังไม่ตายดี อีกตัวหนึ่งกัดอยู่ที่ขา ทนหิวไม่ไหวเริ่มกินขาม้าลายแล้ว ทั้งๆที่ม้าลายยังหายใจอยู่ ม้าลายเป็นทุกข์ แต่สิงโตก็เป็นทุกข์ด้วย เพราะไม่แน่ว่าจะจับอะไรกินได้เสมอไป แล้วก็ต้องแก่งแย่งอาหารระหว่างสิงโตด้วยกัน นอกจากนี้ก็มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นตัวต่อต่อยแมงมุมตารันตูล่าให้ขยับตัวไม่ได้ แต่ไม่ตาย แล้วก็วางไขลงไปบนตัวของแมงมุม ให้ตัวอ่อนฟักออกมากินแมงมุมทั้งเป็นๆ ชีวิตสัตว์เดรัจฉานมีแต่ความทุกข์

นอกจากนี้ก็ยังมีโลกที่เรามองไม่เห็น ได้แก่โลกของสัตว์นรก เปรต แล้วก็เทวดาต่างๆ สัตว์โลกเหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น สัตว์นรกเป็นทุกข์แค่ไหนคงไม่ต้องพูดมาก เพราะเราเคยเรียนเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์นรกมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เปรตก็เป็นทุกข์หนัก เพราะต้องทนหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา บางทีเห็นอาหารอยู่ข้างหน้า แต่กินไม่ได้ เพราะเวลาจะกินอาหารกลายเป็นไฟ หรือเปรตบางตัวท้องใหญ่มากๆ แต่ปากเล็กเท่ารู้เข็ม กินอะไรไม่ได้เลย แต่มีความหิวมหาศาล

แม่แต่เทวดากับพรหมก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์ เรื่องนี้เราอาจคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเราเคยเรียนกันมาว่า ชีวิตของสัตว์โลกเหล่านี้ ช่างเต็มไปด้วยความสุขความรื่นรมย์ แต่ความจริงแล้ว ชีวิตของเทวดากับพรหมก็ไม่ต่างจากพวกเราเท่าไหร่ เพราะก็ยังต้องทนกับความทุกข์เหมือนกัน เพียงแต่เป็นความทุกข์คนละแบบ ปัญหาของเทวดากับพรหมก็คือว่า ชีวิตของพวกเขาอยู่สุขสบายมากเสียจนมองไม่เห็นว่า ความทุกข์กำลังจะมาเยือนแล้ว เทวดากับพรหมอยู่ได้เพราะกรรมเก่าส่งหนุนให้มีอยู่อย่างนี้ แต่กรรมเหล่านั้นก็มีการหมดอายุ ทีนี้ พอหมดอายุแล้วก็เกิดปัญหาใหญ่ เพราะคนที่เคยชินอยู่กับความสนุกสบายมากๆ พอต้องเปลี่ยนสภาพหรือหมดเวลา ก็จะทำใจไม่ได้ เกิดเป็นความทุกข์อย่างใหญ่หลวง

จริงๆเราก็อาจมองเห็นอะไรที่เปรียบเทียบได้กับนรกหรือสวรรค์ได้บนโลกนี้แหละ สวรรค์ก็ได้แก่โลกของคนรวย หรือชาวโฮโซ ที่ใช้ชีวิตแต่ละวันๆ อย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่คำนึงถึงอนาคต ไม่มีการคิดว่าแล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร หรือชีวิตมีความหมายอะไร ส่วนนรกก็เหมือนกับพวกที่ถูกจับเข้าคุก ชีวิตเต็มไปด้วยความรุนแรง ความโกรธ ความพยาบาท มุ่งร้ายต่อกัน ไม่ว่าที่ไหนก็มีแต่ความทุกข์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ที่ว่า เรามีวิธีการที่จะกำจัดความทุกข์เหล่านี้ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ประเด็นในตอนนี้ก็คือว่า ก่อนที่เราจะรู้จกเริ่มปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์นั้น เราต้องรู้เสียก่อนว่าความทุกข์เป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้จักทุกข์ ก็เหมือนกับเดินทางโดยไม่มีเป้าหมายปลายทาง ก็คือไม่สามารถปฏิบัติธรรมให้สำเร็จได้เลย

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความทุกข์มีสามประการ ประการแรกได้แก่ “ทุกขทุกขตา” หรือความทุกข์อันได้แก่ความเจ็บปวดทรมาน ทั้งทายกายและทางใจ ความทุกข์นี้ทุกคนรู้เป็นอย่างดี การปวดฟันเป็นทุกข์ การถูกสิงโตกินเป็นทุกข์ ความขัดใจที่แม่ไม่ซื้อของเล่นให้เป็นทุกข์ ความหิวของเปรตที่กินอะไรไม่ได้เลยเป็นทุกข์ ฯลฯ

ประการที่สองเรียกว่า “วิปริณามทุกขตา” ได้แก่ความทุกข์คือการเปลี่ยนแปลง เทวดากับพรหมอาจไม่รู้จักความทุกข์แบบความเจ็บปวดเลย แต่พวกเขาย่อมรู้จักการเปลี่ยนแปลง แม้แต่พรหมซึ่งมีอายุยืนยาวเป็นกัปๆ ก็ยังต้องพบกับการเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นนี้ รวมทั้งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ต่างก็ถือกำเนิดขึ้นมา ณ เวลาหนึ่งในอดีต และก็จะดำรงอยู่เพียงชั่วเวลาหนึ่ง จากนั้นก็จะแตกดับสูญไป

ประการสุดท้ายคือ “สังขารทุกขตา” เรื่องนี้เข้าใจได้ยากนิดนึง เพราะเป็นความทุกข์อันได้แก่การมีเหตุปัจจัยมากำหนด ทุกสิ่งทุกอย่างในสังสารวัฏ ต่างก็มีเหตุปัจจัยมากำหนดทั้งสิ้น การมีเหตุปัจจัยเป็นทุกข์เพราะว่า สิ่งที่มีเหตุปัจจัยมากำหนดย่อมไม่เป็นอิสระ และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมมีเชื้อของการไม่เป็นสิ่งที่น่าพอใจตั้งแต่ต้น เราอาจยกตัวอย่างได้เช่นนี้ เราบอกว่า บ้านหลังหนึ่งเป็นทุกข์ เพราะบ้านย่อมต้องมีเหตุปัจจัยเป็นแดนเกิด ตอนนี้เราไม่ได้กำลังพูดเพียงแค่ว่าบ้านกำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเรื่องของความทุกข์แบบที่สอง แต่เรากำลังพูดว่า ตัวบ้านเองแม้แต่เมื่อเราพิจารณา ณ หนึ่งชั่วขณะ ก็มีสภาพเป็นทุกข์ เนื่องจากดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุปัจจัย ประการแรก ต้องมีฐานรากที่มารองบ้าน หากไม่มีฐานราก บ้านก็พัง ไม่เหลือสภาพเป็นบ้านอีกต่อไป ประการที่สอง ก็ต้องมีภูมิอากาศเป็นปัจจัย เพราะหากอากาศไม่ดีเลย บ้านก็ผุพังไปโดยรวดเร็ว จะเห็นได้ว่า แม้แต่บ้านก็ยังเป็นทุกข์ด้วยเหตุปัจจัยนี้

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติควรทำในเบื้องแรก คือการเรียนรู้ความทุกข์เหล่านี้ แล้วมองให้เห็นว่า ทั้งสามนี้สัมพันธ์กันอย่างไร เนื่องจากทุกอย่างทุกอย่างต่างก็มีเหตุปัจจัยมากำหนด สิ่งต่างๆเหล่านี้จึงไม่เที่ยง เพราะการมีเหตุปัจจัยมากำหนด ทำให้เป็นไปได้ว่า สิ่งนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆย่อมต้องมาจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น และเมื่อสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ก็เป็นการง่ายที่เราจะมองว่า ความทุกข์อันได้แก่ความเจ็บปวดไม่พึงปรารถนาทั้งทายกายและทางใจ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s