ความว่างคือรูป

ในโพสก่อนได้พูดเกี่ยวกับความหมายของประโยค “รูปคือความว่าง” ข้อความในพระปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรยังมีอีกประโยคหนึ่ง ได้แก่ “ความว่างคือรูป” ซึ่งเข้าใจยากกว่าประโยคแรกพอสมควร ในประโยคแรก — “รูปคือความว่าง” — ความหมายก็คือว่า รูปต่างๆ ซึ่งก็ได้แก่วัตถุต่างๆในธรรมชาติ เช่น ดิน หิน ภูเขา ฯลฯ ต่างก็เป็นของว่าง กล่าวคือไม่มีความเป็นอยู่ในตัวเอง ในทางกลับกัน การบอกว่า “ความว่างคือรูป” ก็หมายความว่า ตัวความว่างนั้น แท้จริงก็มิใช่สิ่งใดอื่น ก็คือรูปนั่นเอง

เรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจพอสมควร ผู้ที่เพิ่งเริ่มศึกษาพุทธปรัชญาหรือมีพื้นฐานมาจากระบบปรัชญาอื่นๆ มักจะมองว่า สิ่งที่พุทธปรัชญาเรียกว่า “ความว่าง” หรือ “ศูนยตา” (“สุญญตา” หากเขียนแบบบาลี) นั้น เป็นอะไรอย่างหนึ่ง ที่มีความเป็นอยู่เอกเทศในตัวเอง ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็นมากในปรัชญาตะวันตก หรือแม้แต่ในปรัชญาอินเดียเอง ในระบบปรัชญาของเพลโต สิ่งต่างๆที่เราเห็นอยู่ทุกๆวัน เช่น เก้าอี้ ก้อนหิน รองเท้า ฯลฯ ต่างก็มีความเป็นสิ่งๆนั้นมาจากการที่วัตถุเหล่านั้น “มีส่วนร่วม” อยู่ในแบบของสิ่งนั้น อันได้แก่วัตถุในโลกอีกโลกหนึ่ง อันเป็นโลกนิรันดร ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก้อนหินก้อนหนึ่งที่เรามองเห็น เป็นก้อนหินก็เพราะว่า มันไปมีส่วนร่วมอยู่ในแบบของก้อนหิน แบบของก้อนหินมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ก้อนหินมีมากมายหลายก้อน ซึ่งต่างก็เป็นก้อนหิน ไม่ใช่อย่างอื่น ก็เพราะต่างก็มีส่วนร่วมอยู่ในแบบของก้อนหิน เราไม่สามารถเห็นแบบของก้อนหินได้ด้วยตา แต่เข้าใจได้ด้วยปัญญา

ทรรศนะแบบนี้แตกต่างจากของพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง เพราะหัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนาอยู่ที่ “ศูนยตา” ซึ่งหมายความว่า ทุกๆสิ่งต่างก็ไม่มีความเป็นอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่สามารถมีแบบที่อยู่ในโลกนิรันดรแบบของเพลโตได้ ผู้ที่ไม่ค่อยเข้าใจพุทธปรัชญา มักคิดว่า พอมีคำสอนว่า “รูปคือความว่าง” ก็มักเข้าใจว่า ความว่างนั้นเองเป็นลักษณะอันแท้จริงของรูปนั้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความว่างเป็น ตัวตน ที่แท้จริงของรูปต่างๆ แต่แท้จริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะต่อจากประโยค “รูปคือความว่าง” ก็ได้แก่ประโยค “ความว่างคือรูป” ซึ่งหมายความว่า เราไม่สามารถถือได้ว่า ความว่างเป็นลักษณะที่แท้จริงของรูป แบบเดียวกับในปรัชญาของเพลโต แท้จริงแล้ว ความว่างก็คือรูปนั่นเอง คือจริงๆแล้ว ความเป็นจริงทั้งหลาไม่ได้แบ่งกันออกเป็นระดับๆ แต่สิ่งที่เรารับรู้ ก็ได้แก่ความเป็นจริงทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่ว่ามีความเป็นจริงที่แท้ซ่อนอยู่ภายใต้ความเป็นจริงที่ปรากฏแก่การรับรู้ของเราเอง

ผลก็คือว่า ทั้งรูปกับความว่างก็ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆทั้งหมด รูปเป็นรูปได้ก็เพราะความว่าง ความว่าง (หรือเรียกอีกอย่างว่า “ศูนยตา”) เป็นความว่างได้ก็เพราะรูป

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s