ความกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย

เราจะกล่าวถึงคำสอนที่จะช่วยปลูกฝังความกรุณาทั้งสามประเภทนี้โดยเริ่มจากประเภทแรกก่อน การปลุกความกรุณาต่อสัตว์โลกทั้งปวงประกอบด้วยการสร้างความปรารถนาให้สัตว์ทั้งปวงพ้นจากความทุกข์โดยไม่มีข้อยกเว้น
ท่านจันทรกีรติกล่าวไว้ว่า มหากรุณานั้นโดยเนื้อแท้แล้วเป็นท่าทีที่เราปกป้องคุ้มครองสัตว์โลกที่กำลังทนทุกข์ วิธีที่เราปฏิบัติก็เป็นเช่นเดียวกับการปฏิบัติมหาไมตรี คือเริ่มจากแม่ของเราเองก่อน เราทำสมาธินึกถึงแม่ของเราเป็นอารมณ์ของสมาธิ ขอให้เรานึกถึงพระคุณที่ท่านมีแก่เรา และคิดคำนึงว่าท่านได้เคยเป็นแม่ผู้มีพระคุณแก่เรามาหลายภพหลายชาติแล้ว จากนั้นก็ภาวนาเช่นนี้

แทนที่แม่ของเราจะแสวงหาความหลุดพ้นให้แก่ตัวท่านเองเพื่อประโยชน์ของท่านเอง แต่ท่านกลับใช้เวลามากมายในชีวิตของท่านในชาตินี้ และในชาติก่อนๆ เพื่อดูแลเลี้ยงดูเราแทนที่จะดูแลตัวของท่านเอง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏมาเป็นระยะเวลายาวนาน ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพของเรา และด้วยความที่ท่านไม่ห่วงอะไรแก่ตัวท่านเองเลย ท่านได้สั่งสมเหตุต่างๆที่มีแต่จะทำให้ท่านต้องอยู่ในสังสารวัฏต่อไป ท่านอาจจะต้องทนทุกข์กับความทุกข์ยากความเจ็บปวดมากมายทั้งๆที่ท่านมิได้ประสงค์เช่นนั้น

จากนั้นก็เตือนตัวเราเองว่าเรามีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องตอบแทนพระคุณของแม่ ในการทำเช่นนี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่ามีน้อยมากๆที่เราทำได้ให้แก่ท่าน ที่จะเป็นการช่วยเหลือท่านอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะเทียบเท่ากับความกรุณาที่ท่านมีแก่เรา นอกเสียจากการถอนความทุกข์และเหตุแห่งความทุกข์ให้หมดสิ้นไปจากท่าน การปลอบประโลมท่านในยามชราหรือการให้เงินทองแก่ท่านไม่เป็นการเพียงพอ รวมทั้งการพูดจาอ่อนหวานหรือคิดดีๆถึงท่านก็ไม่เพียงพอ ตราบเท่าที่ท่านยังต้องทนทุกข์อยู่ในสังสารวัฏ เรายังมิได้หลุดพ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบที่เราต้องทดแทนพระคุณของท่าน
ดังนั้นเราควรจะเต็มใจที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปได้ เพื่อปลดเปลื้องแม่ผู้ใจดีของเราให้หลุดพ้นจากความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ เราต้องถอนท่านออกจากเหตุแห่งทุกข์โดยทางอ้อม ซึ่งเหตุนั้นก็ได้แก่อกุศลกรรมของท่านที่ท่านได้ทำไปด้วยอวิชชา ท่านได้ประสบกับความทุกข์ทางกายและใจ และยังคงต้องประสบกับความทุกข์ต่อๆไป หน้าที่ของเราก็จะปลดปล่อยท่านออกจากความทุกข์นี้
ขอให้เราพิจารณาสถานการณ์นี้ มองให้เห็นว่าท่านทนทุกข์ทรมานจากความแก่ ความเจ็บไข้ กับความตายอย่างไร รวมทั้งความทุกข์จากการที่ท่านต้องพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักของท่าน การที่ต้องเผชิญกับความน่ากลัวของการเกิดใหม่ และการพบกับสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวและเจ็บปวดที่ท่านอาจจะไม่เข้าใจ คิดต่อไปว่าท่านจะต้องทนทรมานกับสถานการณ์อันเป็นทุกข์เช่นนี้อย่างไม่จบสิ้น ตราบเท่าที่ท่านยังไม่หลุดพ้นจากเหตุแห่งทุกข์ เมื่อเราเห็นแม่ของเราในสภาพอันเป็นทุกข์เช่นนี้ ซึ่งท่านก็จะต้องพบกับความทุกข์ในอนาคตอีกด้วย เราก็จะเกิดความรู้สึกสงสารอย่างไม่อาจทนได้ต่อความทรมานความเจ็บปวดของท่าน และเกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะปลดปล่อยท่านออกจากสถานะของความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เราจะมีความปรารถนาอันเป็นหนึ่งเดียวที่จะทำทุกอย่างในอำนาจของเราเพื่อปลดปล่อยท่าน
เมื่อเรามาถึงสถานะของจิตเช่นนี้ ก็ขอให้เริ่มเชื่อมความรู้สึกสงสารกับความรู้สึกตกใจต่อความทุกข์ยากของแม่ของเรา ให้เข้ากับความตั้งใจหรือปณิธานที่จะทำอะไรบางอย่าง เริ่มจากการสวดมนตร์ถึงพระอาจารย์และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อช่วยเหลือท่านด้วยการทำอะไรบางอย่างในทันทีให้แก่ท่าน ขอให้เรารับรู้ว่าเราเองนั้นยังไม่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือท่านได้อย่างที่เราต้องการ แต่พระพุทธเจ้ากับพระอาจารย์ทั้งหลายมีความสามารถเช่นนั้น ขอพรจากพระพุทธเจ้าและพระอาจารย์เพื่อช่วยเหลือท่าน นี่จะทำให้ปณิธานของเราเข้มแข็งมากขึ้นที่จะช่วยเหลือท่านได้จริงๆ

หลังจากที่เราภาวนาด้วยวิธีนี้ถึงแม่ของเราแล้ว ก็ภาวนาถึงพ่อ โดยเริ่มจาก (1) นึกถึงท่าน (2) นึกถึงความกรุณาประการต่างๆที่ท่านมีแก่เรา (3) ตระหนักรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือท่าน (4) ตั้งจิตมั่นที่จะช่วยปลดเปลื้องท่านออกจากความทุกข์ และ (5) ขอพรจากพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพื่อช่วยเหลือท่าน จากนั้นก็พิจารณาสัตว์โลกอื่นๆที่กำลังทนทุกข์ สัตว์โลกที่เป็นบ้า เจ็บป่วย ถูกทำร้าย หรือทนทรมานด้วยหนทางต่างๆ
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราเริ่มจากการภาวนาถึงสิ่งที่ง่ายที่สุดก่อน คือถึงใครที่เราผูกพันเป็นพิเศษ จากนั้นก็รวมไปถึงผู้ที่เรามิได้เกิดความกรุณาขึ้นมาโดยธรรมชาติ เช่นผู้ที่อยู่ห่างไกลหรือคนที่เราเฉยๆด้วย
ท้ายที่สุด ขอให้เราเรียนรู้ที่จะรวมเอาศัตรูที่ร้ายที่สุดของเราในการภาวนาด้วย ขอให้เราตระหนักว่าด้วยการที่ศัตรูมาทำร้ายเรานั้น พวกเขาเพียงแค่ทำสิ่งเหล่านี้จากความหลง และกำลังสั่งสมเหตุแห่งคามทุกข์ต่อๆไป เมื่อเราเกิดความกรุณาอันไม่อาจทนได้แก่ศัตรูแม้ว่าศัตรูนั้นกำลังทำร้ายเรา เมื่อเราเกิดแรงจูงใจที่จะปกป้องศัตรูให้พ้นจากกรรมชั่วของเขา และเมื่อเรารับรู้ว่าแท้จริงแล้วศัตรูก็เป็นแม่ผู้ใจดีของเราเอง เมื่อนั้นเราก็จะแน่ใจได้ว่าเราได้เกิดความรู้มหากรุณาขึ้นมาแล้วจริงๆ
ในการทำเช่นนี้ คิดถึงศัตรูว่าเป็นแม่ผู้ใจดีของเรา ผู้ที่ได้เคยทะนุถนอมเรามาในชาติก่อนๆ แต่ด้วยอำนาจของความหลงกลับจำเราไม่ได้ และก่อให้เกิดอุปสรรคประการต่างๆในเส้นทางธรรมแก่เรา หากเมื่อพิจารณาเช่นนี้ เราเกิดความรู้สึกกรุณายิ่งมากขึ้นและยิ่งอยากช่วยเหลือผู้ที่เป็นศัตรูนี้ เราก็จะบรรลุขั้นตอนของการปฏิบัติเรื่องมหากรุณานี้แล้ว

(จาก “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุง ริมโปเช)

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s