ขั้นตอนสามขั้นของการปฏิบัติ

เพื่อให้งานหนึ่งๆมีความหมายขึ้นมา งานนั้นต้องก่อให้เกิดผลที่ต้องการ เรื่องนี้ก็เป็นจริงแก่ความพยายามของผู้ปฏิบัติธรรมมหายานต้องกระทำ ในอันที่จะบรรลุถึงเป้าหมายทางธรรมของตนเองด้วย ความเพียรของเราเองในการแสวงหาคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่องบ่นมนตรา ทำสมาธิ และฝึกฝนตนเองในหนทางอันเป็นกุศลต่างๆ จะมีความหมายขึ้นมาก็ต่อเมื่อทำไปโดยมีสติกำกับ ในที่นี้สติจะโยงไปถึงการรับรู้ขั้นตอนสามประการของกรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย ได้แก่ (1) การเตรียมจิตใจก่อนการปฏิบัติ (2) การปฏิบัติ และ (3) การจบการปฏิบัตินั้น
ในเบื้องแรก การมีสติอยู่กับการเตรียมจิตใจประกอบด้วยการมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อการศึกษา หมายความว่าเราปรารถนาจะเล่าเรียนไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็นเฉยๆ หรือว่าไม่มีอะไรอย่างอื่นจะทำ แต่เพราะว่าเราตั้งใจจริงที่จะรับเอาคำสอนเข้าสู่จิตใจ เพื่อให้ตัวเราเองและสัตว์โลกเข้าถึงการตรัสรู้ สิ่งนี้เรียกว่าโพธิจิต มุมมองของมหายานได้แก่ว่า การเตรียมจิตใจก่อนการทำอะไรก็ตาม จะต้องประกอบด้วยการปลุกปณิธานอันถูกต้อง เพื่อให้เราสามารถยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ด้วยการกระทำนั้นๆของเราเอง ลำพังเพียงแค่กรรมดีเฉยๆ แม้อาจจะเป็นของดี แต่ก็อาจจะไม่มีผลใดๆบนเส้นทางของมหายาน อันที่จริงกรรมเหล่านั้นส่วนมากไม่มีผลดังที่ว่า เนื่องจากมิได้มุ่งไปสู่การบรรลุพระพุทธภาวะ ดังนั้น ขั้นแรกของการกระทำการใดๆก็ตาม ก็คือการพัฒนาและรักษาทัศนคติอันถูกต้องนี้ไว้
ประการที่สอง เราควรจะทำการเหล่านี้ด้วยความตั้งใจมั่นและแน่วแน่ โดยไม่ให้จิตต้องซัดส่ายไปที่อื่นๆ ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะทำการใด เช่นนั่งทำสมาธิ ศึกษาเล่าเรียนพระธรรม อ่านหนังสือ ฟังครูบาอาจารย์สอน ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือปกป้องชีวิตของผู้ที่ได้รับอันตราย ตัวอย่างเช่น ในการศึกษาเล่าเรียน เราควรพุ่งความสนใจไปที่ความเพียรที่เรากำลังทำอยู่ แทนที่จะปล่อยให้จิตของเราล่องลอยไปตามที่ต่างๆ ไม่ว่าเราจะจริงใจกับการทำความเพียรชอบของเราเพียงใด เราก็ต้องจำไว้ด้วยว่าจะไม่ตกลงไปสู่กับดักอันของการยึดมั่นถือมั่นกับความเพียรของตนเอง ซึ่งกับดักนี้ได้แก่การคิดว่า “เรานี้มีตัวอยู่จริง นี่คือกุศลกรรมของเรา และผลของกรรมดีของเราเป็นบุญของเรา” เราต้องสำนึกอยู่เสมอว่า แม้ในระดับสมมติการกระทำเหล่านี้มีอยู่จริงๆ แต่ในระดับปรมัตถธรรมแล้ว ไม่เป็นจริง ขอให้เราเข้าใจว่าสถานการณ์นี้มีมากกว่าที่ตาเราเห็น และสิ่งที่ปรากฏแก่ตาเสมือนหนึ่งว่าเป็นของจริงในระดับสมมติ จะต้องไม่เข้าใจไปว่าเป็นจริงเช่นนั้นจริงๆ
อย่างน้อยที่สุด เราก็อาจจะประมาณทัศนคติอันถูกต้องในการปฏิบัติสมาธิหรือในการเล่าเรียน ด้วยการรำลึกนึกถึงสิ่งต่างๆที่ไม่ได้เป็นเช่นที่ปรากฏ นึกถึงว่าสิ่งเหล่านี้มิได้เป็นจริงอย่างที่เรามักจะคิดว่าเป็นเช่นนั้น และคิดอีกว่าในท้ายที่สุดแล้ว มิได้มีผู้รู้และก็มิได้มีสิ่งที่ถูกรู้ แม้ในระดับสมมติ ก็ขอให้คิดถึงสิ่งต่างๆว่าเป็นเพียงภาพมายาหรือเป็นความฝัน การฝึกหัดเล็กๆน้อยๆนี้มุ่งที่จะทำให้จิตของเราไม่ยึดมั่นถือมั่นกับการปฏิบัติธรรมของเรามากจนเกินไป
ประการที่สาม หลังจากที่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานหรือศึกษาเล่าเรียน หรือประกอบกุศลกรรมจบแล้ว ก็จำไว้ว่าให้เราอุทิศบุญกุศลและสิ่งดีงามที่ได้เกิดขึ้น ให้แก่การตรัสรู้ของเราเองและของสัตว์โลกทั้งมวล ด้วยการทำเช่นนี้ การกระทำของเราก็จะจบลงในทางที่ดีที่สุด เนื่องจากผลดีของการกระทำของเราจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วยการมีสติ และด้วยการแบ่งปันผลดีนั้นให้แก่สรรพสัตว์ หากเราทำทั้งสามขั้นตอนเช่นนี้ในการทำการใดๆทั้งปวง เราก็จะมั่นใจได้ว่าเราจะได้รับการปรับให้เข้ากับกระแสหรือเส้นทางของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย และการนั้นก็จะทำไปด้วยความสามารถอันสูงสุดของเรา

(จาก การเห็นทางธรรมสามระดับ ของเตชุง ริมโปเช)

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s