ปรมัตถธรรม

อาตมาอยากจะพูดต่อเกี่ยวกับธรรมชาติของปรมัตถธรรมตามที่ได้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น ใน พระปีตปุตรสมาคมสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่เหล่าพุทธบุตรผู้เป็นพระโพธิสัตว์ว่า ในความจริงระดับปรมัตถ์นั้นไม่มีสภาวะธรรมใดๆให้รับรู้เลย ด้วยเหตุนี้ ในปรมัตถธรรมจึงไม่มีการใช้คำพูดปรุงแต่งใดๆ ทีนี้เมื่อมาตมาพูดกว่า “ใช้คำพูดปรุงแต่ง” ก็หมายความว่าเป็นธรรมชาติของจิตเองที่จะบอกว่าสิ่งต่างๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ราวกับเอาป้ายไปแปะไว้กับสิ่งต่างๆ ในช่วงขณะแรกจิตมีผัสสะกับสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบโดยทันที ในช่วงขณะที่สองจิตก็ทำงานแล้วกล่าวว่า “ฉันเคยเห็นนี่มาก่อน นี่เรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้” จากจุดนี้เราก็ทำตัวเช่นเดียวกับที่เคยทำมาตลอด นี่เป็นหนทางที่จิตทำงานตามธรรมดาๆ

แต่หนทางนี้ไม่ใช่แนวทางในปรมัตถธรรม เนื่องจากไม่มีอะไรที่จะไปจับยึดได้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ดังที่พระอาจารย์สาเกียบัณฑิตได้กล่าวไว้ ไม่มีอะไรที่จะชี้ไปได้ว่าอยู่ตรงนั้น ไม่มีอะไรให้จับยึดปรุงแต่งเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่ามีอยู่จริง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่าเป็นอะไรในระดับของปรมัตถธรรม ไม่มีธรรมชาติของปรมัตถธรรม ไม่มีสภาวธรรม ไม่มีสิ่งต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไร ต่างก็เป็นเพียงชื่อเรียกเท่านั้นเอง เรากำลังตกอยู่ภายใต้ความคิดปรุงแต่งหากที่บอกเราว่า “ใช่แล้ว นั่นเป็นสิ่งๆหนึ่ง” “นั่นเรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้” หรือ “ทุกๆคนต่างก็เห็นตรงกันกับเรา” เราพูดเกี่ยวกับมัน เราเขียนหนังสือเป็นเล่มๆเกี่ยวกับมัน แล้วก็ไปอย่างนี้เรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เรียกว่า “การปรุงแต่ง” หรือ “สังสาระ” (ในสายสาเกียคำเทคนิคที่ใช้เรียกปรมัตถธรรมนี้อาจแปลได้ว่า “การเป็นอิสระจากการปรุงแต่ง” หรือ “ความง่ายอย่างที่สุด”) การปรุงแต่งหมายถึงการไปวุ่นวายกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จุดเริ่มของเราอยู่ที่เราไปคิดว่าเรามีอยู่จริงๆ และของก็มีอยู่จริง จากนั้นเราก็สร้างสังสาระขึ้นมา

ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากสภาวะอันเป็นปรมัตถ์ของสิ่งต่างๆอันเป็นตามที่มันเป็น จึงเป็นเพียงชื่อเรียก คำพูด แบบแผน พูดเพ้อเจ้อไปมา ทั้งหมดนี้เป็นเพียงป้ายที่เราเอาไปแปะไว้ ไม่มีอะไรมากกว่านี้ แต่่ในความเป็นจริงแท้นั้นทุกสิ่งทุกอย่างมิได้ถูกรับรู้ด้วยอายตนะ ทั้งหมดนี้เป็นพระพุทธพจน์ ใน พระโพธิสัตตวปิฏกสูตร มีกล่าวว่า “เมื่อบุคคลมิได้จับยึดธรรม และมิได้ละวางธรรม บุคคลนั้นมิได้ดำรงอยู่ในธรรม” [หมายถึงว่าบุคคลผู้นั้นไม่ได้มีความปรุงแต่งใดๆเลยเกี่ยวกับสภาวธรรมต่างๆ] นั่นคือเราไม่ได้ข้องแวะหรือติดอยู่กับสิ่งต่างๆ และก็มิได้อาศัยอยู่ในสิ่งเหล่านั้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ เรารู้สึกว่าพระพุทธภาวะหรือการเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะได้มาได้ก็ต่อเมื่อเราต้องพากเพียรปฏิบัติอย่างหนัก นี่เป็นอะไรที่มีความหมายถูกต้องมากจากมุมมองของผู้ที่ยังปฏิบัติอยู่ จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายคือพระพุทธภาวะนั้น แต่เมื่อถึงเป้าหมายนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลยที่จะบรรลุ ใครกันที่จะมาบรรลุ? ไม่มีใครที่บรรลุ ไม่มีอะไรให้บรรลุ และก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าพระพุทธภาวะว่าเป็นอะไรที่บรรลุได้ เราไม่ได้มองตัวเราว่ามีอยู่แบบเดียวกับที่เราเคยคิดมาว่าเรามีอยู่ ฯลฯ

— จาก การเห็นทางธรรมสามระดับ ของเตชุงริมโปเช

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s