ความเห็นผิดกับความเห็นถูก

ขณะที่ผมขับรถกลับบ้าน ผมมักจะเปิดวิทยุธรรมะฟัง คลื่นที่ฟังบ่อยเป็นพิเศษก็ได้แก่ คลื่น 89.25 ของวัดสังฆทาน ซึ่งมีรายการธรรมะดีๆอยู่มากมาย และรับฟังได้ค่อนข้างชัดเมื่อเปรียบกับวิทยุธรรมะ หรือวิทยุชุมชนอื่นๆ ช่วงที่ขับรถกลับเวลาราวๆสี่โมงครึ่งถึงห้าโมงครั่ง สถานีวิทยุจะเปิดรายการ “เสียงหนังสือ” ซึ่งในขณะนี้เป็นการอ่านพระไตรปิฎกทั้งชุด คิดว่าคงอ่านมานานมากพอดู (และคงจะอีกนานต่อไป) ขณะที่ฟังอยู่นั้นกำลังเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ ซึ่งเป็นพระสูตรในหมวด “สังยุตตนิกาย”

สังยุตตนิกายเป็นกลุ่มพระสูตรที่น่าสนใจมากกลุ่มหนึ่ง ประกอบไปด้วยพระสูตรเล็กๆ สั้นๆ ที่มาเนื้อหาร้อยเรียงกันเป็นหมวดหมู่ (จึงทำให้ได้ชื่อว่า “สังยุตต” หรือมาร้อยเรียงกัน) เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับตัวตนและขันธ์ห้า ซึ่งเป็นแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจะตรัสสอนพระสาวกด้วยการให้พิจารณาขันธ์ห้าแต่ละอย่างว่ามีลักษณะอย่างไร และเมื่อมีลักษณะเช่นนั้นแล้ว ก็ควรหรือที่จะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน ลักษณะทั่วๆไปของคำถามของพระพุทธเจ้าเป็นดังนี้:

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า
นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา … สัญญา … สังขาร … วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

บทที่ยกมานี้มาจาก “อานนทสูตร” มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแก่พระอานนท์ เมื่อพระอานนท์ทุลขอคำสอนที่จะนำไปปฏิบัติเพียงคนเดียวเพื่อให้บรรลุธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ประทานคำสอนที่ปรากฏอยู่ ซึ่งคำสอนลักษณะนี้ปรากฏอยู่แทบจะทุกสูตรในสังยุตตนิกายนี้ จะมีต่างกันบ้างก็เพียงรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละสูตรเท่านั้น คือทรงให้พิจารณาว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?” “เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?” แล้วก็ไปเรื่อยๆจนครบขันธ์ทั้งห้า เมื่อพอว่าขันธ์ห้าต่างก็ไม่เที่ยงหมดแล้ว ก็ทรงถามว่าควรหรือที่เราไปยึดว่าขันธ์ห้าเป็นตัวเราหรือของๆเรา เพราะเมื่อมันไม่เที่ยง ก็ย่อมไม่ใช่อะไรที่เราจะไปยึดถือให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ได้

การไม่ยึดถือแบบที่ว่านี้แหละ ที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำในพระสูตรจำนวนมากในสังยุตตนิกายนี้ว่า เป็นหนทางสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ที่สำคัญก็คือว่า การพิจารณาขันธ์ห้านี้ใช้ได้กับการพิจารณาความคิดเห็นต่างๆว่าถูกต้องหรือไม่ได้ทั้งหมด มีกลุ่มพระสูตรหนึ่งซึ่งอยู่ในหมวด “โสดาปัตติวรรค” ซึ่งอยู่ใน “ทิฏฐิสังยุตต์” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ทั้งหมดของการที่สัตว์โลกเมื่อตายไปแล้วจะเกิด หรือจะไม่ไปเกิด (หรือเป็นเช่นนั้นทั้งคู่ หรือไม่เป็นเช่นนั้นทั้งคู่) พระสูตรทั้งสี่นี้ได้แก่ ๑. “โหตุตถาคตสูตร” ซึ่งก็สรุปว่าหากมีความคิดเห็นที่ถูกต้องว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง ก็สามารถแก้ความเห็นผิดเรื่องสัตว์โลกตายแล้วไปเกิดหรือไม่ ๒. “นโหตุตถาคตสูตร” ซึ่งก็เสนอทิฏฐิว่า สัตว์โลกตายแล้วไม่ไปเกิด แต่พระพุทธเจ้ากับให้พิจารณาเรื่องรูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯลฯ นอกจากนี้ก็มี ๓. “โหติจนโหติตถาคตสูตร” ซึ่งเสนอทิฏฐิว่า สัตว์โลกทั้งตายแล้วไปเกิด และตายแล้วไม่ไปเกิด” ส่วน ๔. ได้แก่ “เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร” ซึ่งหมายถึงการที่สัตว์โลกตายแล้วไปเกิดก็ไม่ใช่ สัตว์โลกตายแล้วไม่ไปเกิดก็ไม่ใช่ ในทั้งสี่พระสูตรนี้ท่าทีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็คือว่า ทรงสอนให้พระภิกษุไม่รับแม้ข้อใดข้อหนึ่งในสี่ทางเหล่านี้ แต่หากทรงให้พิจารณาทางเลือกต่างๆอย่างถี่ถ้วนว่าเป็น “ทิฏฐิ” หรือความเห็นที่ควรเชื่อได้หรือไม่ วิธีการก็คือให้พิจารณาเรื่องขันธืห้าว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เมื่อพิจารณาเช่นนี้คำถามสำคัญก็คือว่า เมื่ขันธ์ห้าไม่เที่ยงเช่นนี้ ก็ยังจะมีอะไรที่ให้มีทิฏฐิได้ว่า เมื่อสัตว์ตายไปแล้วจะไปเกิด จะไม่ไปเกิด จะทั้งไปเกิดและไม่ไปเกิด หรือจะไปเกิดก็ไม่ใช่ จะไม่ไปเกิดก็ไม่ใช่?

คำตอบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเข้าใจก็คือว่า การมีความเห็นว่าอย่างใดอย่างหนึ่งในสี่อย่างนี้ ไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้องทั้งสิ้น ความเห็นที่ถูกต้องก็คือการพิจารณาว่าขันธ์ห้าไม่เที่ยง ไม่ใช่อัตตาตัวตน ไม่มีสาระอะไรที่จะไปเห็นหลักให้แก่ความเห็นเรื่องต่างๆเช่นเรื่องสัตว์ตายแล้วจะไปเกิดหรือไม่ได้ ทีนี้คำถามก็คือว่า แล้วการพิจารณาว่าขันธ์ห้าไม่เที่ยงเกี่ยวอย่างไรกับการไม่มีทิฏฐิเรื่องเหล่านี้? คำตอบก็คือว่า การพิจารณาว่าขันธ์ห้าไม่เที่ยง (เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?” ฯลฯ และ “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?”) ทำให้เรเข้าใจสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่อยู่สถานะที่จะเป็นบาทฐาน หรือเป็นอะไรที่เราจะยึดมั่นให้เกิดความเห็นหรือทิฏฐิต่างๆได้เลย

นักปรัชญามักคิดกันว่า ตนเองอยากจะเข้าใจความจริง อยากรู้ว่าจริงๆแล้วโลกเป็นอย่างไร จริงๆแล้วสัตว์ตายแล้วไปเกิดหรือไม่ไปเกิด จิตกับกาย (หรือพูดแบบภาษาในพระไตรปิฎกว่า ชีวะกับสรีระ) เป็นหนึ่งเดียวกัน หรือแยกกันเป็นคนละสิ่ง โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ ฯลฯ พระสูตรต่างๆในสังยุตตนิกายนี้มุ่งที่จะชี้ให้เราเห็นถึงข้อผิดพลาดในการมีความคิดเห็นเหล่านี้ ประเด็นก็คือ ไม่ว่าเราจะคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ว่าอย่างไร (เช่นคิดว่าโลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง หรือโลกทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง หรือโลกจะเที่ยงก็ไม่ใช่ จะไม่เที่ยงก็ไม่ใช่) ก็มารากฐานมาจากการยึดมั่นในการปรุงแต่ง คิดไปว่าภาษากำหนดความจริงให้แก่เราทั้งสิ้น การพิจารณาขันธ์ห้าที่พระพุทธเจ้าทรงเริ่มจากการถามว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” นั้น ซึ่งมีคำตอบจากพระภิกษุที่ฟังคำสอนอยู่ที่บอกว่า “ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า” (หรือในกรณีแบบเดียวกันในเรื่องสัตว์ตายแล้วไปเกิดหรือไม่ไปเกิด) นั้น หากไม่ได้พิจารณาอย่างละเอียดก็อาจจะพาให้คิดไปได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่ารูปไม่เที่ยง แต่นั่นเป็นความเข้าใจในระดับผิวเผินเบื้องต้นเท่านั้น อันที่จริง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การคิดว่ารูปเที่ยง หรือรูปไม่เที่ยง หรือรูปทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง หรือรูปจะเที่ยงก็ไม่ใช่ จะไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ ล้วนเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ทั้งสิ้น เพราะมีจุดตั้งต้นมาจากการคิดว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “รูป” ที่จะให้กำหนดได้ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยงตั้งแต่ต้น เนื่องจากการกำหนดว่ามี “รูป” นั้นเป็นการปรุงแต่ง คือกำหนดให้มีคำว่า “รูป” มาใช้ในความหมายว่าอย่างนั้นๆชื่อว่า “รูป” ทั้งๆที่จริงๆแล้วความเป็นจริงไม่ได้แบ่งออกเป็นรูปตั้งแต่ต้น ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด เกิดเป็น “ทิฏฐิ” หนึ่งในสี่อย่างนี้ขึ้นมา

ประเด็นเรื่อง โลกไม่เที่ยงนี้มีใน “อสัสสตทิฏฐิสูตร” ซึ่งมีเนื้อหาว่าการพิจารณาว่ารูปไม่เที่ยง ฯลฯ นั้นทำให้ถอนทิฏฐิที่ว่า “โลกไม่เที่ยง” ออกได้ ปัญหาก็คือว่า เหตุใดการคิดว่ารูปไม่เที่ยงเป็นผลให้เข้าใจว่าการคิดว่า “โลกไม่เที่ยง” เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง? หากจะคิดว่ารูปกับโลกเป็นคนละอย่างกันก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะการบอกว่าโลกไม่เที่ยงนั้นหมายความรวมเอาทุกอย่าง คือความเห็นนี้บอกว่า ไม่มีอะไรที่เที่ยงเลย รวมทั้งรูปด้วยเพราะรูปเป็นส่วนหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ใช่ว่า รูปกับโลกเป็นคนละอย่างโดยที่รูปนั้นไท้เที่ยงแต่โลกไม่เที่ยง (หรือเที่ยง หรือ … ) แต่อยู่ที่ว่า การปรุงแต่งให้เกิดมีอะไรขึ้นก็ตาม เช่น “โลก” หรือ​ “รูป” ยังผลให้เกิดทิฏฐิเหล่านี้ขึ้น และเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งสิ้น

เรื่องนี้ค่อนข้างยาก แต่ก็คงไม่เกินความสามารถของเราที่จะเข้าใจ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้เราเอาข้อธรรมข้อนี้ไปพินิจพิจารณาอย่างละเอียดด้วยการปลีกวิเวก ทุ่มเวลาแรงกายแรงใจในการพิจารณาอย่างเต็มที่ เราศิษย์ของพระพุทธเจ้าก็ควรจะพยายามทำตาม

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s