วิธีกำจัดความโกรธ เพื่อให้จิตเป็นกุศล

วันสงกรานต์นี้ผมขอแบ่งปันวิธีการกำจัดความโกรธในจิตใจ เพือให้จิตของเราสงบ เป็นสุข เยือกเย็น ซึ่งน่าจะเหมาะแก่สถานการณ์ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก

ในท่ามกลางสงครามทั้งทางการเมืองและทางข้อมูลข่าวสารที่โถมเข้าใส่เราอยู่ในเวลานี้ ต่างฝ่ายก็กำลังพยายามดึงผู้คนให้หันมาอยู่ฝ่ายตน หรือให้มองเห็นว่าสิ่งที่ฝ่ายตนทำไปนั้นถูกต้อง วิธีการที่ใช้กันมาโดยตลอดก็คือวาดภาพให้ผู้คนเห็นว่า อีกฝ่ายหนึ่งนั้นน่ากลัว เป็นผู้ร้าย ฯลฯ การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการยั่วยุให้เกิดความโกรธเกลียดขึ้นในจิตใจ ซึ่งเราในฐานะชาวพุทธที่ดี ไม่ควรปล่อยให้ความโกรธเกลียดเหล่านี้มาเกาะกินจิตใจ นอกจากจะทำให้คิดหรือตัดสินใจอะไรไม่แจ่มใสแล้ว ยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงว่าอารมณ์โกรธเกลียด อาฆาตพยาบาทเหล่านี้ ล้วนส่งผลร้ายแก่สุขภาพร่างกายของเราอีกด้วย

แน่นอนว่าในสังคมประชาธิปไตย เรามีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ด้วยการติดตามข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่หากติดตามมากไป แล้วยิ่งไปมีอารมณ์โกรธเกลียดก็ยิ่งแย่ ที่แย่สุดก็คือร่างกายจิตใจของเราเอง

ดังนั้น ผมจึงขอแบ่งปันวิธีการปฏิบัติสมาธิเพื่อกำจัดความโกรธเกลียดให้หมดไปจากจิตใจ ก็หวังว่าคงได้ประโยชน์บ้าง

เริ่มแรก เราก็หาที่สบายๆนั่งสมาธิ จะเป็นในห้องพระก็ได้ หรือจริงๆแล้วที่ไหนก็ได้ ผมชอบนั่งในสวนเพราะร่มรื่นดี

จากนั้นก็สวดมนต์ จะสวดบทใดที่เราถนัดก็ได้ เช่นบทยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ สรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้จิตใจสงบ และยังเป็นการขอพรจากพระ เพื่อให้การปฏิบัติของเราได้ผลอีกด้วย

ต่อไปก็ทำจิตให้สงบ เรื่องนี้ต้องมีการฝึกฝนพอสมควร แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ผมจะใช้วิธีนับลมหายใจ คือปล่อยให้ร่างกายหายใจเองตามธรรมชาติ ไม่ไปเร่ง แล้วก็ไม่ไปฝืน ปล่อยให้หายใจตามที่ร่างกายหายใจเองอยู่มาตลอดชีวิต เราเพียงแต่เฝ้าดู

พอเฝ้าดูแล้วก็นับ หายใจเข้า-ออกรอบนึงก็นับหนึ่ง แล้วก็สอง … สาม … สี่ จนถึงสิบ จากนั้นก็นับถอยหลัง หายใจเข้าออกหนึ่งรอบนับ เก้า … แปด … เจ็ด จนถึงหนึ่ง แล้วก็กลับขึ้นต้นใหม่ คราวนี้นับถึงยี่สิบ แล้วก็ถอยหลัง  ยี่สิบ … สิบเก้า … จนถึงหนึ่ง แล้วก็เริ่มใหม่ จะเอาให้ถึงสามสิบ แล้วย้อนกลับมาจนถึงหนึ่งก็ได้

ประเด็นคือให้จิตใจของเราสงบ ทีนี้เวลาทำสมาธิเช่นนี้ ก็เป็นธรรมดาที่จิตของเราจะคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของเราคือให้จิตสงบ ดังนั้นหากเราไปคิดตามที่จิตคิดไปต่างๆ ก็เรียกว่าไม่สงบแล้ว เราพยายามให้รู้ตัวว่า ตอนนี้คิดออกไปแล้ว ก็แค่กลับมาที่ลมหายใจกับการนับต่อไป บางครั้งเราอาจจะเผลอตัวคิดออกไป จนลืมว่านับถึงไหนแล้ว ก็กลับมาเริ่มที่หนึ่งใหม่ ผู้ปฏิบัติเป็นอย่างนี้กันทุกคนแหละครับ พอชำนาญขึ้นการเผลอแบบนี้ก็จะน้อยลงๆ เราปฏิบัติไปก็จะพบว่าตนเองก้าวหน้าขึ้น คือเผลอคิดออกไปน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านนี้ ก็รู้ตัวเลยว่าไม่มีความคิดอยู่

จากนั้น ก็เริ่มพิจารณาเรื่องความโกรธ โดยทั่วไปเรามักจะโกรธคนที่มาเป็นศัตรูกับเรา เช่นบางคนได้รับความทุกข์จากคนบางคน เช่นถูกคนนั้นคนนี้โกงเอา แล้วก็เก็บมาโกรธ เริ่มแรกเราพิจารณาว่าคนที่มากลั่นแกล้งเรานั้น เขาก็เหมือนกับเรานี่เอง เขาก็มีบ้าน มีครอบครัว มีความสุข ความทุกข์เหมือนกับเรา เพียงแต่ว่าด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง ที่ทำให้เขามากลั่นแกล้งเราแบบนี้ เขาอาจจะมีบุคลิกลักษณะบางอย่างที่ทำให้เขาทำตัวอย่างนี้ เช่นไปโกงคนอื่น เราก็พิจารณาว่าทั้งหมดนี้ก็มีสาเหตุที่มาจากชีวิตของเขาในอดีตของเขานั่นเอง เขาอาจจะถูกคนอื่นโกงมาก่อน แล้วก็คิดว่าเขาเองต้องเอาชนะคนอื่นให้ได้ ทั้งหมดก็เพียงแค่เกิดจากกิเลสที่มาบดบังการรับรู้ของเขาเอง ซึ่งกิเลสเหล่านั้นก็ย่อมมาจากเหตุปัจจัยของมันเอง เราตระหนักอยู่ว่า คนเรานั้นไม่ว่าจะเป็นคนแบบใด ซื่อสัตย์ หรือคดโกง หรือทารุณโหดร้าย หรือดีประเสริฐอย่างไรก็ตาม ล้วนมีจิตใจ มีความรู้สึก ไม่อยากมีความทุกข์ อยากมีความสุข เหมือนกับเราทุกคนทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราถูกเขาโกงในปัจจุบันนี้ ก็อาจเนื่องมาจากว่า เราเคยไปโกงเขามาก่อนก็ได้ ดังนั้น แทนที่เราจะมัวเอาเรื่องถูกโกงมาเป็นเหตุให้โกรธเกลียด เราควรเอาสถานการณ์นี้มาเป็นเหตุให้จิตของเราเป็นกุศล กล่าวคือการที่เราถูกโกงในปัจจุบันนี้นั้น เป็นการใช้หนี้กรรมที่ติดมาแต่อดีต ทำให้จิตของเราปลอดจากหนี้กรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากๆที่เราจะเข้าถึงสภาวะสูงสุดของชีวิตต่อไป

เมื่อเราพิจารณาคนที่มาทำให้เราโกรธแล้ว เราก็หวนกลับมาพิจารณาจิตของเราเอง อันนี้สำคัญมากๆ เพราะหัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือให้เราพิจารณาจิตของเราเองอยู่ตลอดเวลา ว่าขณะนี้ถูกกิเลสครอบงำอยู่หรือเปล่า ถ้าโดนครอบงำก็ต้องหาทางกำจัดให้หมดไป เราอาจจะเคยโกรธคนๆนี้มากๆ ในขณะนี้จิตกำลังเป็นสมาธิอยู่นี้ เราก็ย้อนมาพิจารณาความโกรธของเรา เราเคยโกรธมากๆ ตอนนี้เราก็สังเกตว่าความโกรธนั้นเป็นอย่างไร มันก่อให้เกิดผลดีแก่ชีวิตร่างกายจิตใจของเราอย่างไรบ้าง เราอาจคิดว่า เมื่อโกรธแล้ว วิธีทำให้หายโกรธคือไป “เอาคืน” หรือไปราวีต่อสู้ แต่ลองคิดดูว่า หากทำอย่างนั้นจะก่อให้เกิดผลอย่างไร คนที่เราไปราวีเขา เขาก็ต้องเจ็บปวด เสียใจ ท้ายที่สุดก็คือต่างก็เกิดอกุศลกรรมด้วยกันไปหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอย่างไร ความโกรธไม่เคยให้ผลดีแก่ชีวิตของเราเลย การที่เราไปโกรธเขาอย่างที่เราเคยเป็นนี้ ก็เป็นเพียงเพราะว่าเราเองก็ถูกกิเลสครอบงำด้วย ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องรับรู้ รู้ทันกระบวนการโกรธนี้ ไม่ให้มันมาบังคับบัญชาจิตใจของเราได้ การที่เราไปโกรธเขาก็เป็นเพราะว่า เรามีความยึดมั่นถือมั่นกับบางสิ่งบางอย่าง เช่นทรัพย์สินของเราเอง แต่จริงๆแล้วความยึดมั่นถือมั่นนี่แหละที่เป็นศัตรูตัวร้ายของเรา เพราะมันตามเราไปทุกภพทุกชาติ ไม่เคยว่างเว้นจากการทำร้ายเราเลย คนที่มาเป็นศัตรูของเราในเวลานี้เสียอีก ที่ไม่ได้เป็นศัตรูของเราตลอด ชาติก่อนเขาอาจเคยเป็นพ่อแม่เรามาก่อนก็ได้ ดังนั้น ศัตรูตัวจริงที่เราต้องกำจัด ไม่ใช่เพื่อนร่วมโลกคนนี้ หรือคนไหน แต่เป็นกิเลส ความโลภ ความยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจัง ที่จิตใจเราเคยชินกับมันอยู่ตลอดนี่เอง

เมื่อเราพิจารณาแบบนี้ เราก็จะพบว่า ตัวความโกรธที่ว่านี้แท้จริงก็มาจากความคิดที่เราคิดฟุ้งซ่านไปนั่นเอง เราหลงผิดไปว่าเขาจะมาทำร้ายเรา เอาของไปจากเรา ฯลฯ แล้วเราก็กลัว พอกลัวก็โกรธ พอโกรธก็เกลียด อยากจะไปราวีกำจัดเขาไปพ้นๆ แต่ถ้าเรามองสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นอยู่จริงๆ เราก็เห็นว่า แม้คนที่มาทำให้เราโกรธ เขาก็เป็นเพื่อนร่วมโลกกับเรา ไม่ต่างอะไรกับเรา มีความรู้สึก ความคิด ความใฝ่ฝันต่างๆเหมือนกับเรา เพียงแต่กิเลสไปบังตาเขาเท่านั้น ดังนั้น เหตุใดเล่าเราจึงจะยอมให้ตัวเราถูกกิเลสบังตาแบบนั้น ที่ถูกคือเราควรตั้งใจหาวิธีที่จะไปกำจัดกิเลสไปใจของเขาออกไปต่างหาก หากเรายังทำเช่นนี้ไม่ได้โดยตรง อย่างน้อยการตั้งจิตอธิษฐานว่าขอให้ศัตรูของเรา จงพ้นจากบ่วงของกิเลส มองเห็นความจริงตามที่เป็น ปลอดจากความยึดมั่นถือมั่น ความโลภ ความโกรธ ความหลงทั้งปวง ก็เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่

ในขณะที่เรากำลังนั่งปฏิบัติสมาธิอยู่ ก็ขอให้เราคิดทบทวนเช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนประจักษ์แจ้งแก่ใจ จากนั้นเราก็แผ่ความรักความเมตตาอันไม่มีประมาณไปให้แก่ศัตรูของเรา รวมทั้งสัตว์โลกอี่นๆด้วย ซึ่งต่างก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากเราเลยทั้งสิ้น เราต้องรู้ว่า แม้แต่คนเลวสุดๆอย่างพระเทวทัต ที่อาฆาตมุ่งปองร้ายพระพุทธเจ้า ก็ยังสามารถบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ในท้ายที่สุด นับประสาอะไรกับศัตรูของเรา ที่เราโกรธอยู่ในเวลานี้ ทุกคนมีศักยภาพในการบรรลุธรรมได้ทั้งสิ้น

ดังนั้น เวลาที่เราคิดว่า มีใครเลวสุดๆ แล้วโกรธคนนั้นเหลือประมาณ ก็ขอให้คิดใหม่นะครับ ทุกคนมีศักยภาพสามารถบรรลุพระพุทธภาวะได้ทั้งหมด รวมทั้งสัตว์เดรัจฉานด้วย ขอให้ทุกท่านประสบความงอกงามและความสำเร็จในธรรมครับ

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s