ช่องว่างระหว่างความคิด

อุบายอย่างหนึ่งที่ครูบาอาจารย์มักจะใช้แนะนำศิษย์ที่ปฏิบัติสมาธิ ได้แก่การมองหา “ช่องว่างระหว่างความคิด” หลักการก็คือว่า คนเรานั้นไม่สามารถคิดได้มากกว่าหนึ่งเรื่องในเวลาเดียวกัน และเนื่องจากจิตของเราคิดอยู่ตลอดเวลา จึงมีช่วงเวลาหนึ่งที่จิตไม่ได้คิดอะไร แต่ตื่นอยู่เฉยๆ ซึ่งจะอยู่ระหว่างตรงที่ความคิดหนึ่งจบไปแล้ว และอีกความคิดหนึ่งกำลังจะเข้ามา ช่วงเวลานี้แหละที่เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ตื่นรู้” อันสำคัญ เป้าหมายของการปฏิบัติสมาธิก็คือการอยู่กับช่องว่างตรงนี้ ตอนแรกก็พยายามหาช่องนี้ให้พบ และเมื่อพบแล้วก็พยายามปฏิบัติเพื่อให้ช่องนี้กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่อง นี้ฟังดูง่ายๆแต่จริงๆแล้วเป็นหัวใจของการปฏิบัติทั้งหมด ซึ่งเราสามารถปฏิบัติตรงจุดนี้ได้ทั้งชีวิต ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ใหม่ๆฟังดูเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน ตอนนั้นฟังดูเหมือนกับว่าความคิดหนึ่งเมื่อหยุดไปแล้ว ช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อนั้นสั้นนิดเดียว แล้วจะหาได้อย่างไร ตอนนั้นคิดเหมือนกับว่าเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน เป็นเรื่องทางเทคนิคที่เหมือนกับปฏิบัติได้ยากมากๆ

แต่เมื่อปฏิบัติ สมาธิกรรมฐานไปเรื่อยๆ ก็พบว่าจริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่ยากอย่างที่คิดไว้ตอนแรก สิ่งที่เราควรทำในระยะแรกคือให้จิตแนบแน่นอยู่กับอะไรก็ตามที่เรายึดเป็นจุด รวมของสมาธิ ส่วนใหญ่เราจะเน้นที่ลมหายใจ คือให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ รู้สึกตัวเมื่อลมเข้า ลมออก หรือไม่มีลมวิ่งเนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือบางคนอาจจะเน้นที่บริกรรมคำพูด หรือบริกรรมเป็นภาพนิมิตที่ตัวเองกำหนดขึ้น เช่นนึกภาพว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในร่างกายเรา เป็นต้น ศูนย์รวมจิตในการทำสมาธินี้ท่านเรียกว่า “อารมณ์ของสมาธิ”

เมื่อ จิตแนบแน่นอยู่กับศูนย์รวมเหล่านี้พอสมควรแล้ว เราก็จะพบว่าการหาช่องว่างระหว่างความคิดเป็นเรื่องธรรมดาๆ เมื่อจิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ของสมาธิแล้ว ก็จะไม่คิดไปต่างๆนานา แต่ก็เป็นอย่างนี้ไปไม่ได้ตลอด ไม่ช้าไม่นาน (สำหรับเราๆที่เพิ่งเริ่มฝึกปฏิบัติสมาธิ) จิตเราก็จะเริ่มคิดไปถึงสิ่งต่างๆ หน้าที่ของเราก็คือให้รู้ตัวว่าจิตได้คิดออกไปแล้ว ก็เพียงแค่นำจิตกลับมาสู่อารมณ์ของสมาธิ หลังจากนั้นจิตก็คิดออกไปอีก ก็นำกลับมาด้วยวิธีเดียวกัน ทีนี้ ช่องว่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อจิตกลับมาสู่อารมณ์ของสมาธิ จนถึงขณะที่จิตกลับไปคิดฟุ้งซ่านอีกครั้งหนึ่งนี่แหละ ที่เรียกว่า “ช่องว่างระหว่างความคิด” หน้าที่ของผู้ปฏิบัติก็คือ พยายามมองเห็นช่องว่างนี้ และทำให้ช่องว่างนั้นถ่างออกไปเรื่อยๆ

ครู บาอาจารย์บอกว่า ช่องว่างนี้แหละที่เป็นจุดสำคัญยิ่ง เพราะเป็นช่วงขณะที่จิตปราศจากความคิดฟุ้งซ่านหรือการปรุงแต่งใดๆ เป็นช่วงขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่พระพาหิยะว่า เป็น “การสักว่าเห็น” “สักว่าได้ยิน” “สักว่ารับรส” ฯลฯ ซึ่งเป็นเวลาที่จิตตื่นรู้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากช่วงเวลานี้ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านใดๆ หรือพูดให้ถูกกว่านั้นคือไม่มีความคิดใดๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ปฏิบัติหลับไป ในทางตรงข้ามช่วงเวลาของช่องว่างระหว่างความคิดนี้ เป็นช่วงที่เราเป็น “ผู้ตื่น” อย่างสมบูรณ์

เราอาจลองทำแบบนี้ดู คือเมื่อจิตเป็นสมาธิจากการปฏิบัติพอสมควรแล้ว เช่น เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจได้โดยไม่ต้องคอยนับ ก็มามองจิตเองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทันทีที่รู้ตัวว่าคิดก็กลับมารู้สึกตัวอยู่กับสมาธิ แล้วก็วางจิตให้อยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องบังคับ และไม่ปล่อยจนสุด ถ้าเราบังคับก็จะเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบาย ซึ่งผิดเป้าประสงค์ของการปฏิบัติสมาธิ แต่ถ้าเราปล่อยมากไป ก็อาจหลับไปได้ ซึ่งก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์อีกเช่นกัน

เมื่อวางจิตแบบนี้ก็สังเกตอยู่ เฉยๆ ไม่ช้าไม่นานจิตก็จะเริ่มคิดอีก เมื่อเรารู้ตัวเช่นนี้เราก็เห็นว่าช่องว่างนั้นปิดไปแล้ว ก็รอให้ความคิดนั้นจบไป แล้วเริ่มอยู่กับช่องว่างอีก

ทำเช่นนี้ เรื่อยไป เราจะพบว่าเราอยู่กับช่องว่างได้นานมากขึ้น ช่องว่างจะไม่ใช่อะไรที่ไกลตัวเราหรือยากเกินไปอีกแล้ว

แล้วทำไมเรา ถึงต้องพยายามมองหาช่องว่างแล้วอยู่ในนั้น? ก็เพราะว่าเป้าหมายของการปฏิบัติสมาธิ ได้แก่การนำตัวเองให้พ้นออกจากอวิชชา ความทุกข์ทั้งหลายนั้นล้วนเกิดจากการที่เราไม่ดำรงอยู่ในช่องว่างระหว่าง ความคิดนี้ทั้งสิ้น เราคิดกลับหัวกลับหาง คือแทนที่เราจะมองว่า ช่วงของช่องว่างนี่แหละคือสิ่งจริงแท้ แต่เรากลับไปมองว่าช่วงที่ไม่ใช่ช่องว่าง ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่จิตปรุงแต่งไปต่างๆนานา เป็นความจริง แต่หากเราคิดแบบนี้ เราก็จะตกอยู่วังวนของความทุกข์ไม่รู้จบสิ้น

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s