การบ่มเพาะโพธิจิต

(บรรยายธรรมท่านกุงกา ซังโบ ริมโปเช บ้านมูลนิธิพันดารา วันที่ 3 มี.ค. 2553)

โพธิจิตคือการที่เราคิดถึงผู้อื่นก่อนและคิดถึงตัวเองเป็นรอง บางคนคิดถึงแต่คนวงใน เช่น ญาติพี่น้อง แต่ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นนอกเหนือจากนั้นได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้สอนธรรมให้เราเกิดโพธิจิต สอนให้เราบ่มเพาะโพธิจิตออกมา บางคนดูเหมือนมี บางคนมีเยอะบางคนไม่มีเลย สำหรับบางคนการคิดถึงคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน และแต่ละชาติเราก็คิดถึงแต่ตัวเองทำให้ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นได้ เราอาจจะให้เงินทองกับผู้อื่นได้ แต่ถ้ามีคนมาขอชีวิตเรา เราไม่สามารถให้ได้ หรือถ้ามีคนมาขอภรรยาหรือลูกของเรา เราก็ให้ไม่ได้ เราให้ได้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของที่เป็นที่รักที่หวงแหนเราให้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการฝึกสมาธิที่จะลดความยึดติดในตัวเราและน้อมนำความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือเขาเหล่านั้น

การฝึกโพธิจิตนั้นก่อนอื่นให้นึกถึงความรักของแม่ แล้วจึงบ่มเพาะความรักเช่นเดียวกับความรักของแม่ให้เกิดขึ้นในใจและเผื่อแผ่ออกไปให้ผู้อื่น คิดถึงบุญคุณของแม่ จากนั้นให้คิดถึงความทุกข์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ถึง 9 เดือน เมื่อผ่าน 9 เดือนหลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว แม่ก็เป็นทุกข์ในการที่จะเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ในพระสูตรพูดถึงความทุกข์ยากของแม่ขณะที่กำลังจะคลอดว่ามันเจ็บมากเหมือนคนที่กำลังจะตาย บุญคุญของแม่ยิ่งใหญ่มากเมื่อดวงวิญญาณหนึ่งได้มากำเนิดในครรภ์ เมื่อดวงจิตนี้เติบใหญ่แม่ก็คอยสอนภาษาพูด ภาษาเขียน แม่หมั่นสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้ลูกแข็งแรง แม่มักจะนึกถึงลูกก่อนนึกถึงตนเองเสมอ เมื่อเรานึกถึงบุญคุญของแม่ขอให้เราตั้งจิตว่าเราโตขึ้นมาได้เพราะบุญคุณของแม่ เราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์อื่นและเพื่อตอบแทนบุญคุณของแม่ ความปรารถนาที่จะให้แม่และผู้อื่นมีแต่ความสุข ความปรารถนานี้เรียกว่า “ความเมตตา” จากนั้นให้ตั้งจิตว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของแม่และผู้อื่น ความปรารถนาที่จะไม่ให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เรียกว่า “ความกรุณา” จากนั้นจึงตั้งจิตขอให้แม่และสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงการตรัสรู้ธรรม ความปรารถนาในประการสุดท้ายเรียกว่า “โพธิจิต” เมื่อตั้งจิตนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของแม่แล้ว ให้นึกถึงพ่อในลักษณะเดียวกัน จากนั้นจึงนึกถึงญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ จากนั้นให้นั่งสมาธิถึงบุคคลที่เป็นศัตรู แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากในโลกนี้ไม่มีศัตรูถาวร ศัตรูที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ศัตรูทางกาย เป็นศัตรูบางส่วนเท่านั้นเอง ถ้าหากว่ามีสิ่งที่เรียกว่าศัตรูถาวรจริงๆ คนๆ นั้นจะต้องเป็นศัตรูสำหรับทุกคน ไม่ใช่เป็นศัตรูเฉพาะแต่กับเราเท่านั้น เมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้วก็เข้าใจต่อไปอีกว่า สัตว์โลกทุกชีวิตไม่มีแม้แต่หนึ่งเดียวที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเรามาก่อน ในภพชาตินับไม่ถ้วนที่เราเกิดมาความสัมพันธ์หรือบุญคุณระหว่างพ่อแม่ที่มีต่อลูกไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกภพทุกชาติ พ่อแม่และลูกมีความรับผิดชอบต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องดูแลกันเพราะทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กัน ในทางโลกถ้าผู้ใดไม่ดูแลพ่อแม่ให้ดีก็ถือเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ดูแลลูกก็เป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกมีมานานแล้วต่างกันแค่ภพชาติหรือเวลาเท่านั้นที่ต่างออกไป เราทุกคนเคยมีพ่อมีแม่มากมายหลากหลายนับไม่ถ้วนเพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน พ่อแม่บางภพชาติอาจอยู่กับเราในเวลานี้ เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกันอีก แต่พ่อแม่อีกจำนวนมากอาจอยู่ในนรก บางท่านอาจเป็นเปรตอยู่ แม้แต่ในหมู่มนุษย์พ่อแม่บางคนก็กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ดังนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือพวกเขาแม้จะไม่ใช่พ่อแม่ในชาตินี้ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกไม่ว่าชาติไหนเปรียบได้กับความหิว ไม่ว่าจะเกิดในภพชาติไหนเมื่อเรารู้สึกหิว มันก็เป็นความรู้สึกแบบเดียวกันทุกภพชาติ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ตั้งจิตให้ทุกชีวิตมีความสุข ขอให้ทุกชีวิตเข้าถึงการตรัสรู้ เมื่อเราทำกุศลใดๆ เราต้องอุทิศด้วยการไม่คิดแต่จะให้ตัวเองมีความสุข แต่ต้องอุทิศให้สัตว์โลกที่เป็นพ่อแม่เราในทุกภพทุกชาติมีความสุขด้วย

การนั่งสมาธิทงเลนเป็นการสอนให้เรามอบความรู้สึกดีๆ มอบกุศลผลบุญของเราให้คนอื่น และรับความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาด้วยการใช้ลมหายใจ ตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกยาก นั่นเพราะเรายังไม่ชิน แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็จะง่ายขึ้นและเป็นธรรมชาติขึ้นเอง การฝึกแบบนี้จะทำให้เรามีความสุข ทำให้เราอยู่บนวิถีที่จะบรรลุธรรมได้ เราจะได้บ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหัวใจของการตรัสรู้ธรรมในอนาคต

วิธีการนั่งสมาธิทงเลน (แลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก)

นั่งขัดสมาธิเพชรหรือขัดสมาธิชั้นเดียวตามแต่ถนัด แต่หลักสำคัญคือให้กระดูกสันหลังตั้งตรง เพื่อให้ช่องลมภายในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก ตามองต่ำ ไม่หลับตา จากนั้นให้ใช้นิ้วปิดจมูกไว้ข้างหนึ่ง เวลาหายใจออกให้ตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้เคยทำมานับภพชาติไม่ถ้วนมอบให้กับผู้อื่น และเมื่อหายใจเข้าให้น้อมนำความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาที่ตัวเรา ให้นึกว่าเราสูดเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามาทางลมหายใจ หากเรามีโพธิจิตความทุกข์และสิ่งแย่ๆของผู้อื่นที่เรารับเข้ามาทางลมหายใจนั้นจะไม่สามารถทำร้ายหรือทำอันตรายเราได้ เพราะเรามีจิตของพระโพธิสัตว์เป็นเกราะกำบังเราอยู่ แต่หากเราไม่มีโพธิจิตเราก็ต้องบ่มเพาะให้เกิดโพธิจิตก่อน โดยการนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของพ่อแม่อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น จากนั้นจึงค่อยนึกถึงสัตว์อื่น

พระอาจารย์อติศะกล่าวไว้ว่าเมื่อเราหายใจเข้า ไม่เพียงแต่จะมีธาตุทั้ง 5 เท่านั้นที่เข้าไปในร่างกาย แต่ยังมีความคิดเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนความคิดหรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ให้เป็นกุศลได้ เมื่อเรามีโพธิจิตเหล่าเทพทั้งทางโลกและทางธรรมก็จะอนุโมทนาและปีติกับเรา ที่เราเรียกว่าจิตแบบพระโพธิสัตว์นั้นจริงๆ มีอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าเราได้บ่มเพาะฝึกปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน เมื่อเราตั้งจิตแบบนี้และฝึกปฏิบัติแบบนี้เราสามารถช่วยสัตว์โลกได้นับจำนวนไม่ถ้วน พระอาจารย์อติศะได้เผยแผ่พระธรรมในลักษณะเช่นนี้และมีลูกศิษย์คนแรก คือ ท่านตมเตินปะ วันหนึ่งพระอาจารย์มีแผลที่มือก็บอกให้ศิษย์ช่วยเป่าให้เพราะศิษย์มีจิตแบบโพธิสัตว์ย่อมมีผลให้แผลหายได้ ซึ่งคนอื่นๆ ที่ไม่มีโพธิจิตทำไม่ได้ เมื่อเป่าแล้วก็หายจริงๆ หรือตัวอย่างของพระอาจารย์อาดรัก ริมโปเช ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านกุงกา ริมโปเช ท่านฝึกสมาธิทงเลนและทำให้สัตว์อื่นหายทุกข์ได้ ท่านอาดรัก ริมโปเช เลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว วันหนึ่งมีคนปาก้อนหินไปที่สุนัขตัวเมีย เป็นแผลใหญ่ที่คอ ท่านสงสารสุนัขตัวนั้นจึงนั่งสมาธิทงเลนให้ จากนั้นแผลของสุนัขก็หายแต่ที่คอของท่านอาดรัก ริมโปเช มีรอยแดงใหญ่ปรากฏอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน เรื่องเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเห็นได้แม้ในปัจจุบัน การฝึกสมาธิแบบนี้เท่ากับเป็นการฝึกทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือผู้อื่นได้รับความสุข ทางธรรมคือเราบ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหนทางบรรลุธรรม

คำถาม: การรับเอาความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาในตัวเรา จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ และถ้าหากเราไม่มีบุญกุศลเพียงพอจะสามารถรับเอาความทุกข์ของคนอื่นไหวหรือ ?

คำตอบ: ถ้าเราฝึกปฏิบัติด้วยความต้องการแบ่งเบาความทุกข์ของคนอื่นด้วยใจจริง ไม่มีการลังเลสงสัย ไม่มีการ เสแสร้งแกล้งคิดแม้เพียงน้อยนิด ความทุกข์ทั้งหลายของคนอื่นจะไม่สามารถกระทบเราได้ เพราะเรามีโพธิจิตเป็นเกราะกำบังอยู่และเมื่อฝึกจนกระทั่งจิตละเอียดขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกว่าฝึกอยู่ในขั้นสูง เราก็จะไม่ได้รับความทุกข์ใดๆ เลย แต่หากเราไม่มีโพธิจิตก็ยิ่งจำเป็นต้องบ่มเพาะให้มีเพราะโพธิจิตเป็นหัวใจของการทำสมาธิทงเลน บางคนมีโพธิจิตมาแต่กำเนิด บางคนไม่มี ก็จำเป็นต้องฝึกให้มี เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ โพธิจิตจะเกิดขึ้นเอง สมาธิทงเลนช่วยให้โลกมีสันติสุข เพราะคนเห็นแก่ตัวน้อยลง โกรธกันน้อยลง อิจฉาริษยากันน้อยลง ขณะที่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเพิ่มขึ้น โลกจึงมีความสุขมากขึ้น ในพระสูตรหลายเล่มกล่าวว่าผู้ใดคิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น ผู้นั้นคือพระโพธิสัตว์ ผู้ใดคิดถึงแต่ตัวเองผู้นั้นเป็นสัตว์โลก ถ้ามีความกรุณาเกิดขึ้นในจิต ความกรุณานั้นเองจะเป็นเกราะกำบังภัยอันตรายทั้งปวง และเมื่อฝึกปฏิบัติทงเลนไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีศัตรูและจะเป็นที่รักของผู้อื่น เนื่องจากเราไม่มีจิตคิดร้ายผู้ใด มีแต่จิตอยากให้เขามีความสุขไม่มีความทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น หมอกับคนไข้ ถ้าหมอมีความเมตตากรุณารักษาคนไข้และอยากให้คนไข้หายอย่างแท้จริง คนไข้ย่อมรับรู้ความรู้สึกเมตตากรุณาของหมอ รู้คุณหมอ และเป็นเพื่อนกันได้ในที่สุดแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อเราผูกมิตรกับใครด้วยความรู้สึกให้ เขาย่อมเห็นเราเป็นเพื่อนและเราก็ได้ประโยชน์จากมิตรภาพนั้น ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันต่อไป แต่ถ้าหากเราอยากแต่จะสาปแช่งผู้อื่น อิจฉาริษยาผู้อื่น อยากได้ของของผู้อื่น เราก็จะมีแต่ศัตรู เพราะเขาย่อมรู้สึกถึงเจตนาที่ไม่ดีจากเรา และเมื่อเป็นศัตรูกันก็มีแต่ความเกลียด ความอาฆาต ความไม่ชอบ ดังนั้น ควรคิดถึงผู้อื่นในทางที่ดีคิดถึงแต่ประโยชน์สุขของคนอื่นเพราะทำให้จิตเรามีความสุขกว่าคิดแต่จะเกลียดชังกัน และหลักการนี้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สังคมมีความสุขในทุกระดับ และไม่ได้หมายความว่าการฝึกแบบนี้เป็นการมอบกายมอบใจของเราให้คนอื่นจริงๆ แต่ในขั้นนี้เป็นเพียงการฝึกตั้งจิต เป็นการบ่มเพาะโพธิจิตให้เกิดขึ้นเท่านั้น ในขั้นของการฝึกมอบกายมอบใจของเราให้ผู้อื่นจริงๆ นั้นเป็นขั้นสูงมาก เป็นการฝึกขั้นละเอียด ซึ่งไม่สามารถที่จะเรียนรู้กันได้โดยง่าย โดยเฉพาะหากเราไม่เคยบ่มเพาะโพธิจิตมาก่อน

คำถาม: ตอนที่เรานึกถึงบุญคุญของพ่อแม่นั้น จะเรียกว่าเป็นการทำสมาธิได้หรือ เพราะจิตเรามัวแต่คิดไม่ได้อยู่กับความว่าง จิตเราไม่ได้สงบจากความคิดเลย และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนจิตเราเป็นสมาธิแล้ว ?

คำตอบ: การที่เรานึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นกุศลถือได้ว่าเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะการคิดแบบนี้ไม่ใช่การคิดฟุ้งซ่าน การคิดตามแนวทางนี้ต้องอาศัยสมาธิจึงสามารถน้อมนำให้โพธิจิตเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าคิดแบบฟุ้งซ่านโพธิจิตก็ไม่เกิด การทำสมาธิมีหลายแบบ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้มากมายทั้งสมาธิแบบที่จิตสงบไม่คิดสิ่งใดเลย หรือ สมาธิแบบซกเช็น และสมาธิที่เกิดจากการนึกคิดสิ่งที่เป็นกุศลหรือสมาธิทงเลน การที่จิตเกาะอยู่กับสิ่งที่เป็นกุศลนั่นก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการปฏิบัติสมาธิเพื่อสิ่งใดและในช่วงเวลาใด ความเหมาะสมของการทำสมาธิจึงอยู่ที่จุดประสงค์ของการฝึก การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เป็นการฝึกบ่มเพาะความเมตตา เพื่อให้กลายเป็นบุคลิกลักษณะของเราอย่างเป็นธรรมชาติต่อไป ดังนั้น การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เพื่อบ่มเพาะความเมตตานั้นก็ต้องอาศัยสมาธิในการน้อมนำจิตให้เกิดความเมตตาด้วย การฝึกสมาธิทงเลนในตอนแรกๆ ให้ทำทีละ 9 ครั้ง คือ หายใจเข้าออก 9 ครั้ง แล้วหยุด แล้วเริ่มทำอีก 9 ครั้งแล้วหยุด

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s