ความตายมองไม่เห็น

ในการบรรยายของผมในการประชุม “เตรียมตัวตายอย่างมีสติ” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีเรื่องธรรมะมาพูดเพียงสไลด์เดียว ที่เหลือเป็นเรื่องประเด็นทางปรัชญาและจริยธรรมเกี่ยวกับความตาย ผมได้ยกพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนพระโมฆราชเกี่ยวกับเรื่องความตายไว้ดังนี้

ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักไม่แลเห็น

คำสอนนี้สำคัญมาก และหากปฏิบัติได้เต็มที่ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นพูดได้ว่า “ก้าวข้ามความตาย” ไปได้ การก้าวข้ามความตายที่ว่าไม่ใช่ว่า บุคคลผู้นั้นจะอยู่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย สภาพการณ์เช่นนั้นไม่สามารถเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะขัดแย้งกับกฎของธรรมชาติที่บอกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจะต้องถึงเวลาดับสูญ แต่หมายความถึงว่าบุคคลผู้นั้นเป็นบุคคลที่ “มัจจุราชมองไม่เห็น” ทีนี้ปัญหาก็คือว่า บุคคลเช่นว่านี้มีอยู่จริงหรือไม่

ในแง่หนึ่งคนที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวตันอยู่ เพราะเรารู้กันเป็นอย่างดีว่าคนแบบนี้อาจจะมีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ เพียงแต่คนอื่นๆมองไม่เห็น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจหมายความว่า บุคคลเช่นนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ จึงเป็นเหตุให้คนอื่นๆ (โดยเฉพาะมัจจุราช) มองไม่เห็น

พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ท่านโมฆราชว่า “ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า” เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับคำสอนอื่นๆของพระพุทธเจ้า ที่มุ่งเน้นการพิจารณาความเป็นจริงของโลก ว่าแท้จริงแล้ว มิได้มีแก่นสารสาระอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริงเป็นจัง หรือมีตัวมีตนได้ การมองโลกว่าเป็นของว่างเปล่า หมายถึงการมองสิ่งต่างๆในโลกว่าเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมา ถือกำเนิดขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเกิดมาแล้วก็ดับสูญสลายลงไป มิได้มีแก่นอะไรที่จะเป็นแกนของสิ่งนั้นที่จะทำให้สิ่งนั้นอยู่คงทนถาวรต่อไปได้ เราชาวพุทธฟังแบบนี้มาบ่อย แต่ปัญหาก็คือว่า เราฟังบ่อยแต่ไม่รับประเด็นนี้เข้ามาให้ซึมซับให้เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเราเอง เราส่วนใหญ่ยังทำตัวราวกับว่า สิ่งต่างๆมีความคงทนถาวรเที่ยงแท้ในตัวของมันเอง เช่นเรายังคิดไปว่าร่างกายของเราร่างนี้จะ้ต้องคงทนถาวร ไม่อยากคิดว่าวันหนึ่งมันก็จะสูญสลายไป เมื่อมันถึงคราวจะเสื่อมของมัน ก็เลยเกิดความเดือดร้อนไม่อยากให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น ทั้งๆที่ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นธรรมดาๆของโลก

การมองโลกว่าเป็นของว่างเปล่าจึงเป็นการมองที่เห็นว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยที่จะมีตัวมีตน เราอาจคิดว่าบางอย่างเที่ยงแท้ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แต่ความรู้จากดาราศาสตร์ก็บอกเราว่า ดวงอาทิตย์ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน และก็จะแตกดับ (หรือระเบิด) ในเวลาอีกหลายพันล้านปีต่อไป ดวงจันทร์ก็เช่นเดียวกัน แต่อายุน้อยกว่าดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ยังเป็นเช่นนี้ได้ โลกกับดาวเคราะห์อื่นๆก็จะเป็นแบบเดียวกัน นอกจากนี้ สิ่งต่างๆก็ยังต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นๆอยู่เสมอ การที่เก้าอี้ตัวนี้คงความเป็นเก้าอี้อยู่ได้ ก็เพราะว่ามีเหตุปัจจัยต่างๆอยู่ เหตุก็คือไม้ที่มาทำเป็นเก้าอี้ ปัจจัยต่างๆก็เช่น อุณหภูมิเหมาะสม ไม่ร้อนเกินไปจนเก้าอี้ไหม้หายไปหมด หรือไม่มีกองทัพปลวกมากินเก้าอี้ เป็นต้น สิ่งอื่นๆในโลกก็เป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นเก้าอี้จึงเป็นของว่าง เพราะว่ามันต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นๆนี่เอง มันไม่มีความเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ขึ้นกับสิ่งอื่นๆ

ที่สำคัญก็คือ ที่เราคิดว่าเป็นตัวเราก็เป็นแบบเดียวกัน คือการที่เราเป็นเราอยู่นั้นต้องอิงอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ที่เราคิดว่าเป็นตัวเรานั้น แท้จริงเป็นการประกอบกันขึ้นของ “ขันธ์ห้า” หรือกองต่างๆห้ากอง ได้แก่กองรูป (ร่างกายที่เป็นรูปธรรม) กองเวทนา (ความรู้สึกต่างๆ) กองสัญญา (การจำได้ รับรู้ว่าเป็นนั่นเป็นนี่) กองสังขาร (การปรุงแต่งสิ่งต่างๆขึ้นมา) และกองวิญญาณ (การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส รวมทั้งการนึกคิดในใจ) พูดง่ายๆก็คือว่า ที่เป็นตัวเรานี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการรวมตัวกันของ “รูป” กับ “นาม” หรือร่างกายกับจิตใจ ที่สำคัญก็คือว่ารูปกับนามหรือร่างกายกับจิตใจนี้ มันมีของมันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ถึงเราไม่ได้เกิดขึ้นมา สสารที่มาประกอบกันเป็นร่างกายของเราในเวลานี้ ก็จะยังมีอยู่ เพียงแต่มันอาจประกอบขึ้นเป็นสิ่งอื่น จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน เราคิดแบบนี้ตอนนี้ ก็เพราะเราอาจเคยมีประสบการณ์บางอย่างในอดีต สิ่งต่างในใจเราที่เราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เช่น บุคลิกภาพ มุมมองที่เราคิดว่าเป็นส่วนตัวของเรา ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ทุกคนที่มีจิตแบบเดียวกับเรา มีกันหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเรามีอยู่คนเดียว จิตใจของเราจึงว่างจากตัวตน ว่างจากอะไรที่จะทำใหเรายึดได้ว่าเป็นของเรา หรือเป็นตัวเรา

เมื่อเรารับรู้ว่าโลกเป็นของว่าง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ให้เรา “ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด” เราต้องถอน “ทุกเมื่อ” ไม่ใช่เพียงแค่บางครั้งบางคราว หรือเฉพาะเวลาปฏิบัติสมาธิ เพราะคราใดที่ขาดสติ ก็จะเปิดช่องให้กิเลสกับอวิชชาเข้ามาทำอันตรายได้เมื่อนั้น และเมื่อเราทำได้เช่นนี้ั เราก็จะสามารถ “ข้ามล่วงมัจจุราช” เสียได้ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเรามองโลกเป็นของว่าง และถอนความเห็นว่าเป็นตัวของเราทุกเมื่อ เราก็จะ “ข้ามล่วง” หรือทิ้งมัจจุราชไว้ข้างหลังได้ เหมือนกับว่าหากมัจจุราชเป็นทหารที่มาตามล่าเรา เมื่อเรา “ข้ามล่วง” ทหารได้เราก็จะหนีทหารนั้นพ้น ทหารมาทำอันตรายอะไรเราไม่ได้อีกต่อไป

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ความตายหรือมัจจุราชนั้น ทำอันตรายได้ก็เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น (“ดับไป” ก็แน่นอนว่าเป็นผลงานของมัจจุราช) แต่ถ้าเกิดมีอะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งอยู่ สิ่งนั้นก็ย่อมไม่ดับไป และมัจจุราชย่อมไม่เห็นสิ่งนั้นเพราะมัจจุราชจะเห็นแต่เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น พูดอีกอย่างก็คือว่า ความตายย่อมมีแก่สิ่งที่ปรุงแต่ง และอยู่ในสังสารวัฏเท่านั้น และเมื่อเรา “ถอนความเห็นว่าเป็นตัวเรา” ออกได้ทุกเมื่อ ความตายย่อมไม่เกิดขึ้ันแก่เราอีกต่อไป

2 thoughts on “ความตายมองไม่เห็น

  1. pgank August 24, 2010 / 9:42 pm

    ขอบพระคุณครับอาจารย์

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s