จิตใสกับจิตว่าง

ผู้ที่ได้ฟังกุงกาซังโบริมโปเชบรรยายธรรมเมื่อหลายวันที่ผ่านมา คงจำได้ว่าริมโปเชได้สอนนั่งสมาธิ โดยให้กำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้า-ออกหนึ่งรอบนับหนึ่ง แล้วก็นับสอง …​ สาม … สี่ ไปเรื่อยๆจนถึงยี่สิบเอ็ด แล้วก็เริ่มนับใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ เมื่อจิตของเราจดจ่ออยู่กับลมหายใจแล้ว ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆจะค่อยๆสงบลง จนเมื่อจิตจดจ่อเต็มที่อยู่กับลมหายใจจนแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือสมาธิได้เกิดขึ้นแล้ว

การทำให้จิตสงบแนบแน่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจนี้เรียกว่า “สมถะ” อันที่จริงเราอาจมีวิธีการต่างๆเพื่อให้จิตสงบก็ได้ เช่นในวัชรยานมีการทำสมาธิโดยนึกภาพพระโพธิสัตว์ เช่นพระมัญชุศรีหรือพระแม่ตารา แล้วก็ให้จิตสงบกับภาพนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถทำสมาธิง่ายๆด้วยการจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เมื่อจิตสงบแล้ว จิตก็จะมีความ “อ่อนตัว” หรือมีความสามารถที่จะช่วยให้เราเข้าใจประเด็นข้อธรรมต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง เหมือนกับจิตนั้นเองเป็นอาจารย์ของเราเอง การเข้าใจนี้ไม่เหมือนกับการเข้าใจปกติธรรมดาๆในห้องเรียน แต่เป็นการเข้าใจที่เกิดจากการ “มองเห็น” ประเด็นข้อธรรมนั้นโดยตรง เช่นเมื่อเราพิจารณาความเป็น “ศูนยตา” หรือความว่างของสรรพสิ่ง เราก็มองเห็นความว่างนั้นโดยตรงในสมาธิ การมองเห็นนี้ภาษาบาลีเรียกว่า “วิปัสสนา” ความรู้ที่ได้จากวิปัสสนานี่แหละที่เป็นเหมือนดาบแห่งปัญญาของพระมัญชุศรี ที่ทำให้เราตัดอวิชชาให้ขาดเพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้

พระมัญชุศรี

เมื่อจิตเราสงบได้ที่ ริมโปเชก็สอนให้เรานึกถึงจิตของเราเอง (ซึ่งก็เป็นทางหนึ่งในการพิจารณาศูนยตา) ให้เราถามตัวเองว่า “จิตอยู่ที่ไหน?” “จิตมีลักษณะอย่างไร?” “มีสีอะไร?” มีรูปร่าง ขนาด เป็นอย่างไร?” เราก็จะพบว่าจิตนั้นบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน บอกไม่ได้ว่ามีลักษณะอย่างไร หรือมีสีอะไร หรือมีรูปร่าง ขนาดอะไรทั้งสิ้น แต่จิตนั้นมีอยู่ เพราะจิตเป็นตัวที่จดจ่ออยู่กับอารมณ์ของสมาธิที่เรากำลังมีอยู่ในขณะนี้ การพิจารณาตรงนี้สำคัญมาก เพราะเป็นหนทางที่จะทำให้เราเข้าถึงวิปัสสนาได้ เมื่อจิตปราศจากการปรุงแต่ง หรือความคิดฟุ้งซ่านใดๆหมดสิ้นแล้ว แม้แต่ความแตกต่างระหว่างอารมณ์ของสมาธิกับจิตผู้คิดนั้นก็จะหายไป กลายเป็นว่าบอกไม่ได้ว่าไหนคือลมหายใจ (หรือภาพที่นึกอยู่ หรืออารมณ์ของสมาธิอื่นๆ) ไหนเป็นจิต สภาพเช่นนี้แหละที่เป็น “ศูนยตา”

(อันที่จริงพูดแบบนี้เหมือนกับการเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาพูด ซึ่งก็ทำได้แต่เพียงเลียบๆเคียงๆ เปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะเข้าใจจริง ต้องปฏิบัติจริงๆ – แต่ถ้าไม่พูดมันก็ไม่มีทางจะรู้)

ริมโปเชสอนว่าเมื่อพิจารณาจิตเช่นนี้ ให้พิจารณาธรรมชาติสองประการของจิต คือจิตมีความ “ชัดใส” (luminosity) กับจิตมี “ความว่าง” (emptiness) สองอย่างนี้สำคัญมาก จิตมีความชัดใส หรือ “จิตใส” คือจิตที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ปราศจากความคิดฟุ้งซ่านที่มารบกวน เปรียบเหมือนกับท้องฟ้าที่สว่างสดใสไร้เมฆหมอกบดบัง หรือเปรียบเหมือนน้ำใสที่ไม่มีตะกอนขุ่นมาเจือปน จิตเมื่อเป็นสมาธิก็จะเป็นแบบนี้ ส่วน “จิตว่าง” นั้นได้แก่จิตที่ไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ และมองเห็นสิ่งต่างๆว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มิได้มีความเป็นอยู่อะไรในตัวเองให้ยึดถืออะไรได้เลย จิตว่างจากการยึดถือในตัวตนของสิ่งต่างๆอย่างสิ้นเชิง การมองเห็นนี้เป็นการมองเห็นจริงๆ ไม่ใช่แค่บอกตัวเองว่าเห็นแล้ว เพราะถ้าจิตไม่เป็นสมาธิ เราก็บอกตัวเองได้ (เพราะอาจารย์สอนเรามา) ว่าสิ่งต่างๆไม่มีตัวมีตน แต่นั่นไม่เหมือนกับการเห็นจริงๆด้วยวิปัสสนา

หลักการก็คือว่า จิตใสกับจิตว่างนั้นเป็นเนื้อเดียวกันสนิท ไม่แยกจากกัน การดำรงอยู่ในการรับรู้เช่นนี้แหละ คือการพิจารณาศูนยตาในวิปัสสนาญาณ

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s