“ตัวเองยังช่วยไม่ได้ แล้วจะช่วยผู้อื่นได้ยังไง?”

ข้อวิจารณ์ที่ฝ่ายเถรวาทมักจะยกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปฏิบัติธรรมแบบมหายานบ่อยๆก็คือว่า การตั้งอุดมคติพระโพธิสัตว์เพื่ออุทิศตัวเองในการช่วยเหลือสัตว์โลกในสังสารวัฏให้พ้นจากทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆคือ “ตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร?” ก็หมายความว่า ในขณะปัจจุบันนี้ ผู้ที่ตั้งจิตแบบพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย ตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอดจากความทุกข์ แล้วจะไม่ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร เหมือนกับคนที่ตั้งจิตจะช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดจากการจมน้ำ ถ้าตัวเองยังว่ายน้ำไม่เป็น จะไปช่วยได้อย่างไร เดี๋ยวก็จมกันไปหมด

ข้อวิจารณ์นี้ถูกต้องและมีน้ำหนักมาก และจริงๆแล้วก็เป็นคำสอนที่ครูบาอาจารย์ในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นสายใด เน้นหนักมาตลอด ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์นั้น มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ผู้ใดที่คิดว่าตนเองช่วยเหลือผู้อื่นได้ โดยที่ตัวเองยังไม่พ้นทุกข์ และยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณนั้น เป็นผู้ที่หลอกตนเองอย่างมาก เหมือนกับได้เสียสติไป ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ใน วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์ ไว้ดังนี้

“เมื่อข้าฯได้ตั้งปณิธานจะปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายในอากาศธาตุทั่วทั้งสิบทิศจากทุกข์ทางใจ ข้าฯไม่ได้แม้กระทั่งปลดปล่อยตนเองจากทุกข์ทางใจนี้ ข้าฯไม่รู้ขีดจำกัดของข้าฯเอง ข้าฯพูดในเวลานั้นราวกับว่าข้าฯได้เสียสติไป ดัวยเหตุนี้ ข้าฯจะไม่มีวันหันหลังให้แก่การทำลายล้างกิเลสเครื่องเศร้าหมอง” (บทที่ ๔ โศลกที่ ๔๑ กับ ๔๒)

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้ตั้งจิตมั่นที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อที่จะมีความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ แต่กลับไม่ลงมือปฏิบัติเพื่อให้คำอธิษฐานของตนเองเป็นจริง ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นก็เหมือนกับว่าได้พูดหลอกลวงพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบาปยิ่งนัก ผู้ปฏิบัติธรรมที่ตั้งจิตจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ ต้องรู้อยู่แก่ใจอยู่ตลอดเวลา ตลอดทุกลมหายใจ ว่าในขณะนี้ตนเองยังเป็นเพียงผู้ปฏิบัติหรือผู้เดินทางอยู่ ยังไม่ถึงหนทาง ในขณะนี้ยังไม่มีความสามารถอันสมบูรณ์เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหน้าที่อันดับหนึ่งของผู้ปฏิบัติก็คือ ต้องสั่งสมบุญบารมีและตั้งใจปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด แนวทางการปฏิบัตินี้ท่านศานติเทวะได้วางเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว และครูบาอาจารย์ในสายมหายานต่างก็รับแนวทางนี้ทั้งสิ้น ซึ่งได้แก่การสั่งสมบารมีหกประการ คือ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา

ดังนั้น จึงเป็นความจริงว่า “ตัวเองยังช่วยไม่ได้ แล้วจะช่วยผู้อื่นได้ยังไง?” แต่นั่นไม่ได้หมายความเลยว่า ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระสัมโพธิญาณ จะต้องเลิกล้มความตั้งใจของตนเอง ในทางตรงข้าม ความจริงข้อนี้กลับทำให้ผู้ปฏิบัติยิ่งต้องบำเพ็ญเพียร สั่งสมบารมีทั้งหกให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนเองสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้แล้วเท่านั้น ที่จะทำเช่นนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า ในระหว่างทางก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติธรรมในสายพระโพธิสัตว์จะมุ่งปฏิบัติเพื่อให้ ตนเอง บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจสัตว์อื่นเลย แต่การสั่งสมบุญบารมีทั้งหกนี้แหละ ที่เป็นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ในหนทางที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนของพระพุทธเจ้า แต่ก็เป็นช่วยเหลือในรูปแบบที่เราๆท่านๆทั่วๆไปทำได้ และสมควรทำอยู่ตลอด เช่น การสั่งสมทานบารมี ก็เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นโดยตรง การปฏิบัติศีลบารมี ก็เป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นๆ การปฏิบัติขันติก็แน่ชัดว่าเป็นการยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและสัตว์โลกอื่นๆทั้งมวล บารมีอื่นๆก็เป็นแบบเดียวกัน

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s