จะเชื่อใครดี?

เมื่อวันก่อนผมนั่งกินข้างกับเพื่อนอาจารย์ที่รู้จักกันมานาน เพื่อนคนนี้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตามที่คนทั่วไปวาดภาพเอาไว้ คือขยันทำงาน ขยันสอนและทำผลงานทางวิชาการ มีความคิดอ่านแบบคนสมัยใหม่ทั่วไป เนื่องจากเขาจบปริญญาเอกมาจากสหรัฐอเมริกา ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เขาก็สนใจธรรมะด้วย จนกระทั่งมาคุยกันเมื่อวันก่อน เขาถามผมเรื่องการปฏิบัติธรรมและการทำสมาธิ แล้วเขาก็เล่าว่าเขาก็พยายามปฏิบัติธรรมด้วยการเดินจงกรมเป็นหลัก แล้วก็ถามผมว่าผมปฏิบัติธรรมอย่างไร ซึ่งผมก็ตอบเขาไป เขาเล่าว่าเขาอ่านหนังสือธรรมะมาหลายเล่ม เช่นหนังสือของหมอสม สุจีรากับของคุณศุภวรรณ กรีน ท่าทางเขาจะสนใจอ่านหนังสือพวกนี้เอามากๆ เพราะเขาสามารถเล่าเรื่องที่คุณศุภวรรณบอกไว้ว่า การเข้าถึงนิพพานไม่ใช่เรื่องยาก และงานของหมอสมเป็นการเปรียบเทียบพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ โดยพระพุทธศาสนาเหนือกว่าวิทยาศาสตร์ในประการต่างๆ ผมฟังด้วยความสนใจ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพื่อนคนนี้จะสนใจธรรมะขนาดนี้

ผมตอบเขาไปว่า วิธีการนั่งสมาธิของผมส่วนมากเป็นการสังเกตลมหายใจ โดยหายใจเข้าออกนับหนึ่ง แล้วก็นับสองสามไปเรื่อยๆ จากนั้นผมก็ถามเขาว่าเขาเรียนธรรมะกับอาจารย์คนไหนบ้างหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ได้เรียนกับอาจารย์คนไหน แต่ศึกษาเอาจากหนังสือต่างๆเป็นหลัก เขารำพึงออกมาดังๆว่า หนังสือธรรมะมีมากมาย ไม่รู้จะเชื่อใครดี เขาถามผมว่า ลำพังเพียงแค่การนั่งสมาธิหรือเดินจงกรม จะเข้าถึงนิพพานได้จริงๆหรือ? ก็หมายความว่าเขาสนใจธรรมะขนาดสนใจเรื่องนิพพานด้วย และผมคิดว่าลึกๆเขาคงอยากรู้ว่าเข้าถึงนิพพานเป็นอย่างไร จากการที่เขาอ่านหนังสือธรรมะสมัยใหม่มาหลายๆเล่ม

ที่ผมสนใจมากคือที่เขารำพึงออกมาว่าจะเชื่อใครดี? ในโลกสมัยใหม่ที่มีอาจารย์ธรรมะมากมาย และมีการประกันเสรีภาพทางศาสนา และเสรีภาพในการเชื่อ การสงสัยว่าจะเชื่อใครดีเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ผมไม่ได้ตอบเขาไปตรงๆว่าจะเชื่อใครดี เพราะหากทำแบบนั้นก็จะเหมือนกับว่าผมพยาามชักจูงเขาให้มาเชื่อสำนักใดสำนักหนึ่ง ผมคิดในใจว่าน่าจะปล่อยให้เขาแสวงหาต่อไป คนอย่างเขาคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง กว่าที่เขาจะพบกับคำตอบที่ตัวเขาเองพอใจได้

คนที่เรียนธรรมะมาบ้างๆ คุ้นกับแนวทางการตอบของคณะสงฆ์กระแสหลัก อาจจะคิดว่าคำตอบคือให้ดูว่าคำสอนนั้นนำไปสู่การพ้นทุกข์หรือไม่ หรืออะไรทำนองนี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็คือว่า ในแวดวงของพระพุทธศาสนาเอง ต่างกลุ่มก็ต่างสอนว่าแนวทางของตนเองนำไปสู่การดับทุกข์ทั้งนั้น และต่างฝ่ายก็บอกว่าแนวทางของตนเองสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเพียงแค่ดูผิวๆว่าคำสอนนี้อ้างพระไตรปิฎกหรือไม่ หรือว่ามีการพูดถึงว่าจะนำไปสู่การพ้นทุกข์หรือไม่ ก็อาจไม่พอ เพราะต่างสำนักก็พูดเรื่องนี้กันทั้งนั้น ทุกกลุ่มสอนว่าพระนิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องวิธีการ ต่างกลุ่มก็อ้างพระไตรปิฎกกันทั้งนั้น แต่ต่างกันในเรื่องการเข้าใจความหมายของพระไตรปิฎก กับคัมภีร์อื่นๆในระดับรองๆลงมา แนวทางของคุณศุภวรรณก็แบบหนึ่ง ของหลวงพ่อปราโมทย์ก็อีกแบบหนึ่ง ของวัดธรรมกายก็อีกแบบหนึ่ง และอื่นๆอีก จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า คนสมัยใหม่ส่วนมากงงว่าในเรื่องของธรรมะควรจะเชื่อใครดี?

ผมแนะนำเพื่อนไปว่า น่าจะหาอาจารย์สักคนหนึ่งที่ตนเองรู้สึกผูกพันด้วย แล้วไปเรียนธรรมะกับอาจารย์ท่านนั้น การอ่านหนังสือธรรมะเองแล้วปฏิบัติเอาเองไม่ใช่อะไรที่ควรแนะนำเลย เพราะประสบการณ์ทางธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตนมาก ต้องอาศัยการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งการถ่ายทอดแบบนี้การเล่าจากบุคคลจริงดีกว่าการอ่านหนังสือมาก เพราะบุคคลจริงมีท่าทาง แววตา การตอบคำถามกลับไปกลับมา ซึ่งทำไม่ได้จากการอ่านหนังสือ ผมคิดว่าจะชวนเขามาร่วมกิจกรรมของมูลนิธิแล้ว แต่ไม่ได้บอกเขาไป เพราะเพิ่งเริ่มคุยกันเรื่องธรรมะเป็นครั้งแรก เดี๋ยวเขาจะตกใจไปเสียก่อน

แล้วตกลงเราจะเชื่อใครดี? ในพระพุทธศาสนาทิเบตมีคำกล่าวว่า ก่อนที่จะเลือกอาจารย์ที่เราจะเรียนปฏิบัติธรรมด้วยนั้น ต้องตรวจสอบอาจารย์จนแน่ใจ ซึ่งใช้เวลาถึงสามปี และในทำนองเดียวกันอาจารย์ก็ต้องตรวจสอบคนที่จะรับเป็นศิษย์ด้วย ซึ่งก็ใช้เวลาสามปีเช่นเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเราไม่เลือกให้ดี เราอาจจะได้คำสอนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิมา ซึ่งแทนที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ แต่อาจพาเราไปอบายภูมิแทนก็ได้

แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าอาจารย์คนนี้สมควรที่เราจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์? ประการแรกเราต้องรู้สึกผูกพันอยู่กับอาจารย์คนนั้น เรื่องนี้อธิบายเป็นรูปธรรมได้ค่อนข้างยาก เป็นเรื่องของจิตใจของผู้ปฏิบัติที่จะเกิดความรู้สึกผูกพันกับครูคนในคนหนึ่งเป็นพิเศษ เราจะรู้สึกอย่างนี้ได้เมื่อเราตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่ทำตามแฟชั่นประเดี๋ยวประด๋าว ถามใจของเราลึกๆว่าเรารู้สึกอย่างไรกับอาจารย์คนนี้ อย่าไปฟังคนอื่นๆพูด เช่นอย่าไปฟังคนโฆษณาให้เราว่า อาจารย์รูปนั้นรูปนี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ หากเราไม่ถามใจตัวเองลึกๆจริงๆ แต่ไปตามคำแนะนำของเพื่อนประเภทไปไหนไปนั่น เราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติเลยก็ได้ เพราะเราไม่ถามใจเราเองว่าผูกพันกับอาจารย์รูปนี้จริงๆหรือไม่

ผมเอาคำพูดของเพื่อนผมคนนี้กลับมาใคร่ครวญหลังจากที่พบกันวันนั้นจนถึงวันนี้ก็หลายวันอยู่ เขามีความตั้งใจจริงจะปฏิบัติธรรม แต่ถ้าได้พบเขาอีกและได้คุยกันเรื่องนี้ ก็จะบอกเขาไปว่า ขั้นตอนแรกสุดคือหาอาจารย์ของตัวเองให้พบ แต่ถ้ายังหาอาจารย์ที่ถูกใจไม่ได้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือการสร้างกุศลกรรม เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้ตนเองมีความเหมาะสมที่จะเข้าใจพระธรรมได้จริงๆ อย่างเพื่อนผมนี้คงไม่ได้ตั้งใจถือศีลอะไร เขาอาจคิดว่าการถือศีลไม่จำเป็น ไม่ใช่ “ทางสายตรง” มุ่งสู่พระนิพพานก็ได้ ซึ่งถ้าเขาคิดอย่างนี้ก็น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะศีลถือเป็น “เงื่อนไขจำเป็น” ในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผล พระพุทธโฆษาจารย์กล่าวไว้ในคัมภีร์ “วิสุทธิมรรค” ว่า ศีลเหมือนกับรองเท้าหนังอย่างดี การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุธรรมนั้นเหมือนกับการบุกป่ารกเต็มไปด้วยหนามแหลม ถ้าเราไม่ใส่รองเท้าดีๆไม่ให้เท้าของเราต้องโดนหนามตำตลอดเวลา ก็ยากที่เราจะฟันฝ่าป่าแห่งนี้ออกไปสู่อีกฝั่งหนึ่งได้

นอกจากนี้แล้วก็ควรจะฟังการบรรยายธรรม ฟังอะไรก็ได้ ขอให้เป็นธรรมะเถอะ ฟังได้ทั้งหมด เวลาฟังก็อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์คนพูดตลอด เพราะนั่นเป็นการปิดหูเราไม่ให้เข้าถึงความหมายภายใต้การบรรยายธรรมนั้น ต้องหัดเปิดตัวเองซึมซับธรรมะเข้าไปในตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ เรื่องนี้อาจารย์มหาลัยอย่างเพื่อนผมคนนี้ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะวัฒนธรรมของพวกเราคือ ไม่เชื่ออะไรไว้ก่อน แล้วก็ตั้งคำถามไม่หยุดหย่อน ระแวงไปหมดว่าที่ตัวเองฟังอยู่เป็นจริงแค่ไหน เชื่อได้แค่ไหน ทำไมที่ฟังอยู่มันไม่เหมือนกับของอีกคน ฯลฯ ถ้าคิดแบบนี้เราก็จะเข้าไม่ถึงธรรมะซักที ดังนั้นต้องเปลี่ยนทัศนคติในการฟังธรรม มันไม่เหมือนกับการฟังคนบรรยายในการประชุมวิชาการ

ผมตั้งใจว่าจะคุยกับเพื่อนคนนี้ต่อ แต่จริงๆแล้วผมไม่สามารถไปเริ่มเรื่องพวกนี้ได้เอง ต้องรอให้เพื่อนผมเริ่มเข้ามาก่อน เขามีแววจะเข้าใจธรรมะอย่างแท้จริง เพราะมีปัญญามาก เพียงแต่โอกาสยังไม่เปิดให้เขาได้มองเห็นความจริงแท้ของพระธรรมเท่านั้น

 

2 thoughts on “จะเชื่อใครดี?

  1. kaninnit June 20, 2011 / 7:56 pm

    “การอ่านหนังสือธรรมะเองแล้วปฏิบัติเอาเองไม่ใช่อะไรที่ควรแนะนำเลย เพราะประสบการณ์ทางธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตนมาก ต้องอาศัยการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งการถ่ายทอดแบบนี้การเล่าจากบุคคลจริงดีกว่าการอ่านหนังสือมาก”

    อ่านข้อความข้างบนแล้ว รู้สึกอยากหาครูทางธรรมเลยครับ เพราะปัจจุบันก็เอาแต่อ่านหนังสือ ไม่ได้หาเวลาไปปฏิบัติกับครูเลย…

  2. soraj June 21, 2011 / 6:24 am

    ถูกต้องแล้วครับ เดี๋ยวนี้ครูมีมากจริงๆ เป็นโอกาสดีสำหรับคนปฏิบัติธรรม

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s