คาถายี่สิบโศลกของท่านวสุพันธุ

งานอันมีชื่อเสียงของท่านวสุพันธุนี้ ผมแปลไว้นานแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยนำมาลงไว้ในทีนี้ งานชิ้นนี้เคยตีพิมพ์แล้วใน สารพันดารา ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑

***

คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น

 

ในสารพันดาราฉบับนี้ เรามีความยินดีเสนอผลงานการแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ได้แก่เรื่อง “คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น” หรือชื่อภาษาสันสกฤตว่า “วิมศติการิกา” ของท่านวสุพันธุ ท่านวสุพันธุเกิดในสกุลพราหมณ์ เมื่อราวคริสตศตวรรษที่สี่ (ประมาณพุทธศตวรรษที่เก้า) ที่เมืองปุรุษปุระ แคว้นคันธาระ ซึ่งปัจจุบันได้แก่เมืองเปชาวาร์ในประเทศปากีสถาน แคว้นคันธาระนี้เคยเป็นดินแดนสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเป็นดินแดนที่สร้างพระรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ซึ่งพระพุทธรูปสมัยแรกๆของคันธาระนั้นมีลักษณะคล้ายไปทางเทพเจ้ากรีก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากทหารกรีกที่ติดตามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมาเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้า และต่อมาบางส่วนก็มาตั้งรกรากอยู่ในดินแดนนี้ ท่านมีพี่ชายคนหนึ่งแต่ต่างบิดาคือท่านอสังคะ ซึ่งก็เป็นพระอาจารย์องค์สำคัญอีกองค์หนึ่งเช่นเดียวกัน ท่านวสุพันธุเป็นนักเรียนที่เก่งกาจเฉลียวฉลาดมาก เมื่ออายุครบบวชท่านก็บวชเป็นพระภิกษุในนิกายสารวาสติวาทินซึ่งเป็นนิกายหลักของแคว้นคันธาระในสมัยนั้น และก็ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมในสายของสำนักไวภาษิกะ ซึ่งเป็นคำสอนหลักของนิกายนี้ ต่อมาท่านก็เริ่มเกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือของคำสอนของไวภาษิกะ และก็ได้เดินทางในศึกษาในสำนักเสาตรันติกะ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นกัษมีระ (หรือแคชเมียร์) สำนักนี้ถือเอาคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นหลักใหญ่ (ดังนั้นจึงถือเป็นเถรวาทฝ่ายหนึ่ง อันได้แก่เถรวาทฝ่ายเหนือ ในขณะนี้สายคำสอนในศรีลังกาถือเป็นเถรวาทฝ่ายใต้) และไม่ค่อยจะไว้ใจฝ่ายไวภาษิกะด้วยเห็นว่าเป็นฝ่ายที่แต่งเติมคำสอนดั้งเดิมให้ผิดเพี้ยนไป ท่านได้เล่าเรียนคำสอนของสำนักเสาตรันติกะจนเจนจบ และก็ได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิด

เมื่อกลับมาท่านก็เริ่มสานต่องานใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ท่านได้คิดไว้ก่อนหน้านั้นนานมาแล้ว หลังจากกลับมานี้ ท่านก็มิได้สังกัดอยู่กับนิกายหรือสำนักใดเป็นพิเศษ แต่ปลีกตัวอยู่ในบ้านและก็ดำรงชีพอยู่ด้วยการสอนคำสอนของสำนักไวภาษิกะ คำสอนเหล่านี้ต่อมาก็ได้รวบรวมออกมาเป็นงานอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ อภิธรรมโกศะ เนื้อหาของงานชิ้นนี้เป็นการรวบรวมและแจกแจงคำสอนในเชิงปรัชญาของพระพุทธศาสนาไว้อย่างเป็นระบบและเป็นหมวดหมู่ แจกแจงประเด็นต่างๆเช่น รูป จิต เจตสิก ฯลฯ ไว้อย่างละเอียดลออยิ่ง หลังจากที่งานชิ้นนี้เผยแพร่ไป ก็เป็นที่ชื่นชอบนิยมกันมาก และก็มีผู้ขอให้ท่านวสุพันธุเขียนบทอธิบายงานชิ้นนี้ ซึ่งท่านก็ได้เขียนขึ้นมา ได้แก่ อภิธรรมโกศภาสยะ อย่างไรก็ตาม ต่อมาปรากฏว่างานที่คนทั่วไปเข้าใจว่า เป็นการอธิบายคำสอนของสายไวภาษิกะนี้นั้น แท้จริงแล้วเป็นการเสนอคำสอนในสายของฝ่ายเสาตรันติกะที่ท่านวสุพันธุไปร่ำเรียนมาก่อนหน้าที่แคว้นกัษมีระ และมีหลายต่อหลายบทในงานสำคัญชิ้นนี้ที่วิพากษ์วิจารณ์คำสอนของสายไวภาษิกะ ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายไวภาษิกะเองจึงได้เขียนตำรามาหลายเล่มในเวลาต่อมาเพื่อแก้คำวิจารณ์ของวสุพันธุใน อภิธรรมโกศะ นี้ คัมภีร์ อภิธรรมโกศะ กับ ภาสยะ นี้ก็กลายเป็นงานชิ้นสำคัญที่เสนอเนื้อหาคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ยังใช้ศึกษาเล่าเรียนกันอยู่จวบจนถึงปัจจุบัน

ท่านวสุพันธุ

ต่อมา จากชื่อเสียงที่ท่านได้รับจากการประพันธ์ อภิธรรมโกศะ กับ ภาสยะ ท่านก็ได้ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆของอินเดียภาคเหนือ ในระยะนี้ท่านยึดมั่นอยู่กับคำสอนของฝ่ายเถรวาทอย่างแน่นแฟ้น และค่อนข้างจะดูแคลนฝ่ายมหายาน ด้วยถือว่าคำสอนของฝ่ายมหายานผิดเพี้ยนไปจากคำสอนดั้งเดิมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันนี้ ท่านอสังคะพี่ชายก็เป็นพระภิกษุฝ่ายมหายานนิกายโยคาจาร ท่านได้แต่งคัมภีร์ในฝ่ายมหายาน ได้แก่ โยคาจารภูมิ และก็ได้ไปปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาถึงสิบสองปี (ท่านสามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของท่านอสังคะได้ ใน สารพันดารา ปีที่หนึ่ง ฉบับที่สอง) ท่านวสุพันธุในเบื้องแรกมิได้มีความสนใจใดๆในคำสอนของสำนักโยคาจารของพี่ชาย แต่ต่อมาท่านก็ได้พบกันท่านอสังคะ และท่านอสังคะก็ได้อธิบายหัวใจคำสอนของมหายานให้แก่น้องชาย และจากหลักฐานชีวประวัติของท่านวสุพันธุปรากฏว่า เมื่อท่านวสุพันธุได้ฟังคำบรรยายคำสอนของมหายานจากพี่ชายแล้ว ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสในมหายานขึ้นมาทันที และด้วยสติปัญญาของท่าน ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเข้าใจแก่นแท้ของมหายานเท่ากับท่านอสังคะหลังจากใช้เวลาไปเพียงไม่นาน เมื่อถึงเวลานี้ท่านวสุพันธุก็ละอายใจในพฤติกรรมของตนในอดีต ที่เคยว่าร้ายมหายานมาก่อนจนอยากจะตัดลิ้นของตนเอง แต่ท่านอสังคะก็ได้ห้ามไว้โดยบอกว่าให้ใช้ลิ้นนี้ให้เป็นประโยชน์แก่มหายานดีกว่า จากนั้นท่านก็ได้เริ่มศึกษาคัมภัร์ต่างๆของมหายาน เช่น ศตสหัสริกปรัชญาปารมิตาสูตร กับพระสูตรอื่นๆ และก็ได้ประพันธ์ผลงานอันเป็นการให้อรรถธิบายคำสอนของมหายานมาหลายชิ้นด้วยกัน และหลังจากที่ท่านอสังคะได้เสียชีวิตไปแล้ว ท่านก็ได้ผลิตผลงานในสายมหายานออกมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวกันว่าท่านเขียนตำราใหม่หนึ่งเล่มทุกๆปี

งานที่นำมาเสนอนี้ถือเป็นงานที่สรุปแก่นของคำสอนของโยคาจารที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง ท่านวสุพันธุได้ประพันธ์งาน วิมศติกการิกา นี้เมื่อท่านใกล้จะถึงอายุขัย เนื้อหาเป็นการโต้วาทีทางปรัชญาเกี่ยวกับคำสอนของโยคาจาร คำสอนหลักของโยคาจารอยู่ทีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นจิตล้วนๆ การบอกเช่นนี้หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามองเห็น ได้ยิน สัมผัส ฯลฯ เช่น นก ภูเขา ต้นไม้ และอื่นๆ ต่างก็มีสภาพจริงแท้ที่เป็นความคิดความรู้สึกทั้งสิ้น มิได้มีความเป็นจริงของมันเองอยู่นอกจากจิตของเราเองแต่ประการใด สาเหตุที่คนทั่วไปมักคิดว่า ภูเขา ต้นไม้ เหล่านี้ เป็นอยู่จริงๆนอกเหนือจากจิต ก็เป็นเพราะว่าคนทั่วไปยังติดข้องอยู่ในกรอบความคิดที่แยกเอาตัวตนผู้คิดผู้รู้ ออกจากสิ่งที่ถูกคิดถูกรู้ นอกจากนี้ก็ยังมาจากการคิดปรุงแต่งว่านี่เป็นภูเขา นี่เป็นต้นไม้ และเชื่อไปผิดๆว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ความเป็นจริงก็คือว่า ภูเขา ต้นไม้ เหล่านี้นั้นเป็นเพียงกระแสกระเพื่อมของจิต ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ความตื่นกับความฝันก็ไม่ต่างอะไรกัน เพราะเราก็ฝันไปได้ว่ากำลังมองภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ ทั้งๆที่จริงๆแล้วมิได้มีสิ่งเหล่านั้น (เพราะกำลังฝันอยู่) และเมื่อเรากำลังมองภูเขากับต้นไม้เมื่อเราตื่นอยู่ สภาพการณ์ก็เป็นแบบเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราตื่นอยู่ อาจเกิดได้ในเวลาฝันอยู่ทั้งสิ้น เนื้อหาของ คาถายี่สิบโศลก ก็เป็นการให้คำตอบของฝ่ายโยคาจารต่อข้อโต้แย้งต่างๆ ที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์คำสอนนี้

ท่านวสุพันธุมีอายุจนถึงแปดสิบปี ท่านที่สนใจเรื่องราวของท่านเพิ่มเติมรวมทั้งรายชื่อหนังสือที่เกี่ยวข้อง สามารถดูได้ใน Internet Encyclopedia of Philosophy ที่ http://www.iep.utm.edu/v/vasubandhu.htm จุดมุ่งหมายของการนำเสนองานชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้งานของท่านวสุพันธุชิ้นนี้เป็นที่รู้จักกันเท่านั้น แต่ยังมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมอีกด้วย ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า เวลาท่านอ่านงานชิ้นนี้ขอให้อ่านช้าๆและคิดตามไปด้วยอยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้อ่านเพราะว่าเราอยากจะรู้ว่าท่านวสุพันธุสอนว่าอย่างไรเท่านั้น แต่การอ่านของเราก็เป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วย เราไม่ได้มุ่งจะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่โยคาจารสอนไว้ทั้งหมดโดยปราศจากการไตร่ตรอง การเชื่อเช่นนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นคล้อยตามประเด็นของโยคาจาร หลังจากที่ได้ใคร่ครวญตริตรองเนื้อหาทั้งหมดอย่างดีแล้วเท่านั้น เวลาอ่านก็ขอให้ความหมายของงานซึมซับเข้ามา แล้วก็หยุดคิดทบทวนไตร่ตรองว่า เหตุผลของท่านวสุพันธุที่ได้เสนอมานั้น มีน้ำหนักน่ารับฟังหรือไม่ เมื่อได้ใคร่ครวญเช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในเนื้อหาของงานขึ้นและเกิดปัญญา ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม เราไม่ควรอ่านงานชิ้นนี้ หรืองานทางพระพุทธศาสนาใดๆด้วยจิตที่เป็นอกุศล เช่นคิดว่า “งานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ในสายของอาจารย์ของเรา” “เราไม่ควรเชื่อสิ่งที่เขียนไว้ในนี้” หรือว่า “ฉันจะอ่านงานนี้ด้วยฉันจะได้เก่งกว่าคนอื่น” การคิดเช่นนี้มีแต่จะทำให้จิตของเรามัวหมอง และจะไม่ได้เห็นความหมายที่แท้จริงของงานที่ศึกษา และก็จะไม่เข้าใจงานของอาจารย์ในสายคำสอนของเราเองที่เรานับถืออีกด้วย

งานที่นำเสนอต่อไปนี้ แปลจากฉบับชำระของ George Cronk ที่มหาวิทยาลัยเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ (George Cronk © 1998.  — ต้นฉบับสืบค้นได้ที่ http://www.bergen.edu/phr/121/VasubandhuGC.pdf [Vasubandhu’s Twenty Verses on Consciousness-Only [Vimsatika] (together with their commentary [Karika], which is also by Vasubandhu) were originally composed in Sanskrit. The following are two standard English translations of the work: The Twenty Verses and Their Commentary, in Seven Works of Vasubandhu, trans. and ed. Stefan Anacker (Delhi, India: Motilal Banarsidass Publishers, 1984), pp. 157-179; and A Treatise in Twenty Stanzas and its Explanation, in A Buddhist Doctrine of Experience, trans. and ed. Thomas A. Kochumuttom (Delhi, India: Motilal Banarsidass Publishers, 1982), pp. 260-275.])

 

 

 

วสุพันธุ

 

คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น

(วิมศติกการิกา)

 

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ แปล

 

ความเป็นจริงเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น

 

ข้อเสนอของโยคาจาร: ในปรัชญาของมหายาน … ความเป็นจริงเรามองว่าเป็นเพียงวิญญาณหรือการรู้สำนึกเท่านั้น .. “จิต” “มนัส” กับ “ประจักษ์” เป็นคำพ้องความหมายกัน คำว่า “จิต” มีความหมายรวมไปถึงสถานะของจิตและการกระทำต่างๆของจิตเข้าไว้ด้วย การใช้คำว่า “เท่านั้น” มาจากตั้งใจที่จะปฏิเสธความมีอยู่ของวัตถุภายนอกใดๆของวิญญาณ แน่นอนว่าเรารับว่า “ภาพแทนของวัตถุภายนอกที่อยู่ในจิตดูเหมือนกับจะสอดคล้องกับวัตถุภายนอก (ซึ่งไม่ใช่จิต) แต่นี่ก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ที่ผู้คนที่มีปัญหาทางสายตา “มองเห็น” ผม พระจันทร์ กับสิ่งอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ “ตรงนั้น” (โศลก 1)

 

ข้อโต้แย้ง: “หากมีการรับรู้และวิญญาณโดยไม่มีวัตถุภายนอกที่ตรงกัน ความคิดใดๆก็อาจเกิดขึ้นได้ ณ เวลาใดหรือ ณ ที่ใด จิตที่แตกต่างกันก็จะมีลักษณะการรับรู้ของวัตถุที่แตกต่างกันในเวลาและสถานที่เดียวกัน และวัตถุนั้นก็จะประพฤติตนในวิถีทางที่ไม่อาจคาดคิดได้” (โศลก 2)

อีกนัยหนึ่ง (1) หากการรับรู้วัตถุเกิดขึ้นโดยไม่มีวัตถุที่ดำรงอยู่ภายนอกจิต แล้วเหตุใดวัตถุนั้นจึงเกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น และไม่ใช่ในทุกที่ และแม้แต่ในที่เหล่านั้น เหตุใดวัตถุนั้นจึงเกิดขึ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในทุกเวลา? (2) เหตุใดวัตถุนั้นจึงเกิดขึ้นในจิตของทุกๆคนที่อยู่ตรงนั้นในเวลาใดเวลาหนึ่งกับ ณ ที่ใดที่หนึ่ง และไม่ได้อยู่จิตของใครคนใดคนหนึ่ง เช่นเดียวกับภาพปรากฏของขน ผึ้งหรืออื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นในจิตของผู้ที่เป็นโรคสายตา แต่ไม่ปรากฏในจิตของคนอื่นๆ? (3) เหตุใดขนหรือผึ้งเหล่านี้ ซึ่งเห็นได้โดยผู้เป็นโรคสายตา มิได้ทำหน้าที่แบบเดียวกับขนหรือผึ้ง ในขณะที่ขนหรือผึ้งที่เห็นได้โดยผู้ที่มิได้เป็นโรคสายตานั้น ทำหน้าที่ของขนหรือผึ้ง? อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ยาพิษ อาวุธ ฯลฯ ที่เห็นในความฝันมิได้ทำหน้าที่สิ่งเหล่านั้น (ได้แก่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ) ในขณะที่อาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ ที่มองเห็นได้ในเวลาตื่น อาจทำหน้าที่ของสิ่งเหล่านั้นได้ เมืองมายามิได้ทำหน้าที่ของเมืองเพราะเมืองมายานั้นไม่มีอยู่ ในขณะที่เมืองที่มีอยู่จริงสามารถทำหน้าที่เหล่านั้นได้ หากวัตถุภายนอกไม่มีอยู่จริง เราก็ไม่สามารถอธิบายความจริงของประสบการณ์เหล่านี้ได้

 

โยคาจารตอบ: “แม้ในความฝัน ภาพบางอย่างก็เกิดขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง และสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง (โศลก 3a) นั่นคือ ในความฝัน แม้จะไม่มีวัตถุภายนอกจิตที่รับรู้ ก็ยังเห็นเฉพาะบางสิ่งบางอย่าง ตัวอย่างเช่น ผึ้ง สวน ผู้หญิง ผู้ชาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เห็นได้เฉพาะในบางสถานที่และบางเวลา และแม้แต่ในสถานที่เหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็ยังเห็นได้เฉพาะบางเวลา และไม่ใช่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ แม้จะไม่มีวัตถุภายนอกการรับรู้หรือความคิด การรับรู้บางอย่างอาจเกิดขึ้นเฉพาะในบางเวลาและบางสถานที่”

“และในอบายภูมิ บรรดาเปรตทั้งหลายต่างก็มองเห็นแม่น้ำสายเดียวกันนี้ว่าเป็นแม่น้ำอันเต็มไปด้วยน้ำหนองและภาพอันน่าสะพรึงกลัวในนรกต่างๆ (โศลก 3b) “แม่น้ำหนอง” เป็นแม่น้ำที่เต็มไปด้วยน้ำหนอง (รวมทั้งปัสสาวะ อุจจาระ) … เปรตทั้งหลายต่างก็มองเห็นสภาพอันน่าสยดสยองเช่นนี้ อันเป็นการรับผลของกรรมชั่วที่พวกเขาได้กระทำมา เห็นแม่น้ำสายเดียวกันนี้เต็มไปด้วยหนอง ปัสสาวะ อุจจาระ มียามถือกระบองหรือดาบเฝ้าอยู่ … ด้วยเหตุนี้ แม้จะไม่มีวัตถุภายนอกจิต จิตที่แตกต่างกันก็มีประสบการณ์กับสิ่งเดียวกันออกมาแตกต่างกัน”

“สัตว์นรกทั้งมวลมองเห็นนายนิรยบาลกับปรากฏการณ์ในนรกอื่นๆ (เช่น แม่น้ำอันเต็มไปด้วยหนอง สุนัขกับกาที่ดุร้ายหิวกระหาย ภูเขาที่เคลื่อนที่ได้ ฯลฯ) และพวกเขายังต้องทนทรมานกับการทรมานแบบเดียวกัน” (โศลก 4b) ทั้งหมดนี้ แม้ว่านายนิรยบาล แม่น้ำ สุนัข ฯลฯ จะมิได้มีอยู่จริง แต่ก็หมายความว่าความทรมานที่สัตว์นรกได้รับนั้น (รวมถึงนรกเองด้วย) เป็นเพียงภาพที่จิตสร้างขึ้นมาเอง  และมิได้ตั้งอยู่บนวัตถุใดๆที่ดำรงอยู่ภายนอกจิต”

ยิ่งไปกว่านั้น “ในความฝัน สิ่งที่ประสบอาจทำงานได้แบบเดียวกับในเวลาตื่น ดังจะเห็นได้จากกรณีของการหลั่งน้ำอสุจิในเวลาหลับ” (โศลก 4a) แม้จะไม่มีคู่สมรสที่ร่วมเพศกันจริงๆ แต่ชายที่ฝันว่าได้ร่วมเพศก็อาจจะมีความรู้สึกสุดยอดและหลั่งน้ำอสุจิออกมาได้ …”

ด้วยตัวอย่างเหล่านี้ จึงเป็นอันชัดว่า (1) จิตอาจจะมีภาพการรับรู้บางอย่างในบางเวลาและในบางสถานที่ (2) จิตที่แตกต่างกันอาจรับรู้สิ่งเดียวกัน และ (3) สิ่งที่ถูกรับรู้อาจทำงานของมันได้ตามที่คาดคิดเอาไว้ ทั้งหมดนี้เป็นไปได้แม้ว่าจะไม่มีวัตถุภายนอกอยู่

 

ข้อโต้แย้ง: เหตุใดท่านจึงกล่าวว่าสิ่งต่างๆที่ประสบอยู่ในอบายภูมิไม่มีอยู่จริง?

 

โยคาจารตอบ: เป็นเพราะว่า … นายนิรยบาลนั้น (จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับสภาพในนรกตามที่ปรากฏในคัมภีร์) แม้จะคอยทรมานให้ความทุกข์แก่สัตว์นรก แต่นายนิรยบาลนั้นก็มิได้รับความเจ็บปวดของนรกนั้นเสียเอง (ตัวอย่างความเจ็บปวดเช่น การยืนอยู่บนถ่านหรือเหล็กที่เผาจนลุกแดง อันก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส) นายนิรยบาลนั้นจะต้องเป็นผู้ทำบาป ซึ่งก็ต้องควรได้รับโทษทัณฑ์ในนรก หรือนายนิรยบาลมิได้เป็นเช่นนั้น หากนายนิรยบาลเป็นผู้ทำบาป ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่นายนิรยบาลจะมาทำงานเป็นนายนิรยบาล ผู้คอยทรมานสัตว์นรก แต่หากนายนิรยบาลมิได้เป็นผู้ทำบาป ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่นายนิรยบาลจะต้องมาทำงานในนรก ท่ามกลางเหล่าสัตว์นรกทั้งหลาย (น่าจะมีเหตุผลมากกว่า หากจะคิดถึงนายนิรยบาลกับสิ่งต่างๆที่ทนทรมานอยู่ในนรก ว่าเป็นเพียงภาพสร้างขึ้นในจิตใจของผู้ที่ต้องตกไปยังนรก)

 

สัมผัส อายตนะภายในกับภายนอก: ไม่มีตัวตน/ไม่มีสิ่งของ

 

ข้อโต้แย้ง: แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่ามีอายตนะสิบสอง ได้แก่อายตนะภายในหก และอายตนะภายนอกอีกหก ดังนั้นตามคำสอนของพระพุทธองค์ หากวิญญาณเกิดขึ้นจากผัสสะอันเกิดจากการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก แล้วความเป็นจริงจะเป็นวิญญาณล้วนๆได้อย่างไร?

 

โยคาจารตอบ: “คำสอนของพระพุทธเจ้าข้อนั้นมุ่งสอนเฉพาะผู้ที่มาใหม่ (ได้แก่ผู้ที่เพิ่งเข้ามาในพระพุทธศาสนาใหม่ๆ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นคำสอนสำหรับกลุ่มคนภายนอก (ที่มุ่งแสดงให้แก่สาธารณชน) แต่คำสอนนี้ยังมีความหมายที่เป็นที่รู้กันภายใน (ได้แก่คำสอนปกปิดหรือคำสอนลับ) …” (โศลก 8)

ไม่ว่าจะอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า แท้จริงแล้วมิได้มีสัตว์ที่มีชีวิต และก็มิได้มีสัตว์ที่รู้สำนึก หรือตัวตน (อนัตตา) แต่มีเพียงเหตุการณ์กับสาเหตุของเหตุการณ์นั้นๆ ความหมายปกปิดหรือความหมายลับของคำสอนของพระองค์เรื่องอายตนะสิบสองนี้ แสดงออกมาในโศลกต่อไปนี้

“ทั้งอัตตาและธรรมะต่างก็เกิดขึ้นจากอาลยวิชญาณ (“จิตสำนึกที่เป็นเมล็ดพันธุ์”) ตัวอย่างได้แก่สัมผัส เช่นตาเห็นรูป เกิดจากเมล็ดพันธุ์ (ในจิตใต้สำนึก) และยังผลให้วัตถุปรากฏขึ้น (เช่นสี) …”  (โศลก 9)

แล้วเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเช่นนี้? ทำไมจึงทรงสอนแบบนี้ให้แก่คนในวงนอก แล้วเหตุใดจึงไม่ทรงเปิดเผยความหมายปกปิดนั้นให้แจ้งออกมา? คำตอบเป็นเช่นนี้ “ด้วยวิธีนี้ สาวกทั้งหลายจะได้รับการนำพาให้เข้าสู่เนื้อหาคำสอนอย่างช้าๆ ซึ่งเนื้อหานั้นได้แก่การเข้าใจเรื่องความไม่เป็นตัวเป็นตนของตัวเรา และของสิ่งต่างๆ นั่นคือ ทั้งตัวตนและสิ่งต่างๆก็ถูกสร้างขึ้นมาในประสบการณ์ธรรมดาๆ [ต่างก็ไม่เป็นตัวเป็นตนทั้งสิ้น – ผู้แปล]” (โศลก 10)

ผัสสะทั้งหกเป็นเพียงภาพแทนหรือภาพปรากฏของจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจิตไร้สำนึกหรืออาลยวิชญาณ เมื่อพระสาวกได้ศึกษาพระธรรม และรับรู้ว่าแท้จริงแล้วมิได้มีผู้เห็น ไม่มีผู้ได้ยิน ไม่มีผู้ได้กลิ่น ไม่มีผู้ได้โผฏฐัพพะ ไม่มีผู้ได้ธรรมารมณ์ ท่านผู้นั้นก็จะเข้าใจความไม่เป็นตัวเป็นตนของตัวเอง และเมื่อท่านทราบว่าอายตนะภายนอกก็เป็นเพียงภาพแทนหรือภาพปรากฏของจิตเท่านั้น และอันที่จริงก็มิได้มีสิ่งที่ถูกรับรู้ที่มีคุณสมบัติต่างๆของวัตถุหรืออายตนะภายนอก เมื่อนั้นพระสาวกก็จะเข้าสู่ความเข้าใจเรื่องความไม่เป็นตัวตนของสรรพสิ่ง (ที่ถูกรับรู้)

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ในประโยคสุดท้ายของโศลก 10 เราต้องแยกแยะระหว่างความเป็นจริง (ตัวตนกับวัตถุ) ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยจิตสำนึกธรรมดา (โดยเฉพาะในการใช้จินตนาการ) และความเป็นจริงอันเป็นตามที่มันเป็น หรือ “ตถตา” ความจริงนี้ได้แก่ การมีตัวตนที่เราไม่สามารถบรรยายได้ (anabhilapya) (ซึ่งการแบ่งแยกตัวตันกับวัตถุมิได้เกิดขึ้น) ตัวตนดังกล่าวนี้อยู่พ้นไปจากตัวตนธรรมดาๆที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆกันการแบ่งแยกภววิสัยกับอัตวิสัย และรู้ได้เฉพาะพระพุทธเจ้าและผู้ตรัสรู้แล้วท่านอื่นๆ ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นกับวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นนั้นเองที่ไม่เป็นตัวเป็นตน ซึ่งเป็นเพียงการเปลี่ยนแปรกับการสร้างภาพขึ้นของจิตเท่านั้น (ส่วนตัวตนที่แท้จริงซึ่งเราบรรยายไม่ได้นั้น เป็นตัวเป็นตน (dravyatah) นั่นคือ “เป็นจริงจริงๆ”)

 

ปรมาณูกับประสบการณ์

 

ข้อโต้แย้ง: แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระพุทธองค์ทรงหมายถึงความหมายสำหรับวงใน เมื่อพระองค์ตรัสสอนเกี่ยกับอายตนะภายในกับภายนอก? ไม่มีธาตุที่ดำรงอยู่จริงๆภายนอก (ได้แก่ปรมาณู) หรอกหรือ? อันปรมาณูนั้นเมื่อรวมเข้าด้วยกันก็จะเป็นวัตถุต่างๆที่เรารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส? (พระพุทธเจ้ามิได้ทรงรับว่ามีโครงสร้างปรมาณูอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของวัตถุธาตุทั้งหลายหรอกหรือ?)

 

โยคาจารตอบ: (พระพุทธเจ้ามิอาจทรงยอมรับทฤษฎีปรมาณูได้) “การดำรงอยู่ของปรมาณูไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้เนื่องจากสิ่งที่ถูกรับรู้ไม่เคยเป็นวัตถุธาตุที่เป็นหนึ่งเดียว (นั่นคือ เป็นส่วนรวมที่ไม่ใช่ส่วนย่อย) และก็ไม่เคยเป็นปรมาณูหลายๆตัว และก็ไม่เคยเป็นปรมาณูที่มารวมตัวกัน” (โศลก 11)

นี้หมายความว่าอย่างไร? ลองพิจารณาสิ่งที่ถูกรับรู้ สิ่งนี้เป็นวัตถุธาตุชิ้นเดียว (หมายถึงเป็นส่วนรวมที่ไม่มีส่วนย่อย) หรือไม่? … สิ่งนี้อาจเป็นกลุ่มของปรมาณูที่ต่างก็แยกต่างหากจากกันหรือไม่? สิ่งนี้อาจเป็นการรวมตัวกันของปรมาณูหรือไม่? สิ่งนี้ไม่อาจเป็นวัตถุธาตุชิ้นเดียวได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับรู้ส่วนรวมโดยไม่ได้รับรู้ส่วนย่อยของมันเข้าไปด้วย (นั่นคือ วัตถุทั้งหมดที่ถูกรับรู้ได้จะต้องเป็นสิ่งที่อาจแบ่งออกได้เป็นส่วนย่อยๆ) นอกจากนี้สิ่งนี้ก็ไม่อาจถูกรับรู้เป็นกลุ่มของปรมาณูที่ต่างก็แยกต่างจากกันได้ เพราะว่าปรมาณูนั้นเราไม่สามารถรับรู้ได้เลย และสิ่งนี้ก็ไม่อาจถูกรับรู้เป็นกลุ่มของปรมาณูได้เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวนี้จะต้องประกอบขึ้นด้วยปรมาณูเดี่ยวๆ ซึ่งปรมาณูแต่ละหน่วยนั้นก็ไม่สามารถที่ใครจะไปรับรู้ได้ (และกลุ่มหรือการรวมตัวกันของปรมาณูเหล่านั้นก็ไม่อาจรับรู้ได้มากไปกว่าส่วนประกอบของมันเอง)

(และก็ยังมีปัญหาทางตรรกะอีกหลายประการเกี่ยวกับทฤษฎีปรมาณู เช่นปัญหาเกี่ยวกับการรวมตัวกันของปรมาณู การรวมตัวที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?)

“ปรมาณูหนึ่งหน่วยที่ต่อเข้ากับอีกหกหน่วยก็ย่อมต้องมีหกด้าน (เพื่อให้ทั้งหกหน่วยนั้นเชื่อมเข้ามาได้) หรือมิฉะนั้นปรมาณูอีกหกหน่วยนั้นจะกินพื้นที่เดียวกันกับปรมาณูหน่วยแรกละหรือ? ปรมาณูทั้งเจ็ดนี้ก็จะไม่กลายเป็นหน่วยเดียว (นั่นคือ จะไม่กลายเป็นเพียงปรมาณูเดียวแทนที่จะเป็นเจ็ดปรมาณู)?” (โศลก 12)

หากมีการเชื่อมต่อปรมาณูหนึ่งหน่วยเข้ากับอีกหก ปรมาณูหนึ่งหน่วยก็จะต้องมีหกด้าน (ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น) และหกด้านนั้นก็ย่อมได้แก่ส่วนประกอบหกประการ แต่โดยนิยามแล้วปรมาณูนั้นมิอาจแบ่งออกได้อีก จึงไม่อาจมีส่วนประกอบได้ ดังนั้นตามทางเลือกนี้ปรมาณูจึงมิใช่ปรมาณู ซึ่งเป็นการขัดแย้งกันเองโดยตรง!

หรืออีกนัยหนึ่ง ปรมาณูทั้งเจ็ดนี้กินเนื้อที่ที่เดียวกันหรือไม่? แต่หากเป็นเช่นนั้นการรวมตัวกันของปรมาณูเหล่านี้ก็จะเป็นเพียงหนึ่งปรมาณูเท่านั้น (เนื่องจากสสารวัตถุสองชิ้นหรือมากกว่าไม่สามารถกินเนื้อที่ที่เดียวกันได้) ซึ่งก็จะหมายความว่า การรวมตัวกันนั้นไม่ใช่การรวมตัวกัน? นี่มิใช่ข้อขัดแย้งอีกข้อหนึ่งหรอกหรือ?

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวปรมาณูนิยมบางฝ่ายเถียงว่า เนื่องจากปรมาณูไม่มีส่วนประกอบ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรมาณูจะมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม นอกจากนี้ ชาวปรมาณูนิยมเหล่านี้อ้างว่ากลุ่มของปรมาณูอาจเชื่อมกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อก่อร่างเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น “แต่หากปรมาณูไม่สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มได้ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วจะมีกลุ่มของปรมาณูที่รวมตัวกับกลุ่มอื่นๆได้อีกอย่างไร?” (โศลก 13)

ทีนี้ ปรมาณูจะต้องมีส่วนย่อยหรือไม่มี “สิ่งใดก็ตามที่มีส่วนย่อยไม่สามารถเป็นสิ่งเดียวได้ (นั่นคือไม่สามารถเป็นสิ่งที่ไม่อาจแบ่งออกไปอีกได้) (โศลก 14a) หากปรมาณูหนึ่งหน่วยอาจอยู่ “ข้างหน้า” หรือ “ข้างหลัง” หรือ “ข้างบน” หรือ “ข้างล่าง” อีกปรมาณูหนึ่ง แล้วปรมาณูนั้นก็จะต้องมีข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน และข้างล่าง นั่นคือจะต้องมีส่วนประกอบย่อยและก็ย่อมเป็นสิ่งที่อาจแบ่งออกได้ ในกรณีนี้ก็ย่อมมิใช่ปรมาณู (ซึ่งเป็นข้อขัดแย้ง)”

“แต่หากปรมาณูไม่มีส่วนย่อย ปรมาณูนั้นจะถูกเงาบดบังหรือถูกปิดบังได้อย่างไร?” (โศลก 14b) หากปรมาณูหนึ่งไม่มีส่วนย่อย นั่นคือหากปรมาณูนั้นไม่อาจแบ่งออกได้อีก ปรมาณูก็จะไม่มีการกินเนื้อที่และไม่มีที่อยู่ และหากเป็นดังนั้น หากเราถือว่าโลกนี้ประกอบไปด้วยปรมาณูอันไม่อาจแบ่งออกได้นี้ แล้วแสงแดดจะส่องในที่หนึ่งและมีเงาในอีกที่หนึ่งได้อย่างไร? หากปรมาณูไม่มีส่วนย่อยจริง ก็จะต้องไม่มีแสงในที่หนึ่งและไม่มีเงาในอีกที่หนึ่งเพราะไม่มีข้างใดข้างหนึ่งเลย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ปรมาณูหนึ่งจะบดบังหรือปิดบังอีกปรมาณูหนึ่ง (เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่บางอย่างจะอยู่ “ข้างหน้า” หรือ “ข้างหลัง” หรือ “ข้างบน” หรือ “ข้างล่าง” อีกสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบนหรือข้างล่างเลย) … จึงสรุปได้ว่า หากปรมาณูไม่มีส่วนย่อยและไม่อาจแบ่งออกได้ และมิได้มีการกินเนื้อที่และไม่มีที่อยู่ กลุ่มทั้งหมดของปรมาณูก็จะเป็นเพียงหนึ่งปรมาณูเท่านั้น เพราะว่าปรมาณูเหล่านั้นต่างก็อยู่ในที่ที่เดียวกันและในเวลาเดียวกัน!

 

ข้อโต้แย้ง: เหตุใดเราจึงพูดไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มของปรมาณู (และไม่ใช่ปรมาณูแต่ละหน่วย) ที่ถูกปิดบังกับบดบัง?

 

โยคาจารตอบ: แต่ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่ากลุ่มของปรมาณูกลุ่มหนึ่งมิได้แตกต่างอันใด (ในเชิงความจริงแท้) กับปรมาณูนั้นเอง?

 

ข้อโต้แย้ง: ไม่เห็นด้วย เราไม่สามารถคิดเช่นนั้นได้

 

โยคาจารตอบ: “ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มของปรมาณูอาจถูกบดบังหรือปิดบังได้ เว้นแต่จะรับว่ากลุ่มนั้นๆแตกต่าง (ในเชิงความจริงแท้) จากปรมาณูนั้นๆที่มารวมกันเป็นกลุ่มนี้” (โศลก 14c)

 

เอกนิยมกับประสบการณ์

 

คำถาม: (เราได้พิจารณาทรรศนะแบบปรมาณูนิยม ซึ่งเสนอว่าความเป็นจริงประกอบด้วยส่วนต่างๆอันกหลากหลาย แล้วทรรศนะที่เสนอว่าความเป็นจริงเป็นเอกภาพ เป็นหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์และไม่สามารถแบ่งออกได้เล่า?) (ทรรศนะแบบเอกนิยมเชิงอภิปรัชญา)

 

โยคาจารตอบ: “หากความเป็นจริงเป็นเอกภาพโดยสมบูรณ์ ก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ไม่มีการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส และก็ไม่มีการไม่รับรู้ในขณะเดียวกัน จะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างสิ่งของต่างๆ และจะไม่มีการมองไม่เห็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากๆ” (โศลก 15)

หากความเป็นจริงเป็นเอกภาพโดยสมบูรณ์ ก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวช้าๆจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง การ “ไป” หรือการเคลื่อนย้ายช้าๆจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งก็จะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเราจะ “อยู่” ในทุกที่ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ก็จะเป็นไปไม่ได้ที่จะมองวัตถุและเห็นวัตถุนั้นเพียงด้านเดียว ในขณะที่มองไม่เห็นอีกด้านหนึ่งในเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น จะไม่มีความแตกต่างหรือการแยกแยะช้าง ม้า หรือสิ่งอื่นๆอีกมากมาย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน สิ่งทั้งหลายจะอยู่ในที่ที่เดียวกัน เพราะว่าความเป็นเอกภาพของสิ่งทั้งมวลย่อมหมายความว่าการแบ่งแยกสิ่งต่างๆออกจากกันตามพื้นที่ไม่อาจเป็นไปได้ และสิ่งที่มองไม่เห็น เช่นจุลชีพในน้ำก็จะมองเห็นได้อย่างสบายเช่นเดียวกับ (ภูเขา) (ซึ่งขัดแย้งกับสามัญสำนึกและประสบการณ์)

(ดูเหมือนว่าเอกนิยมก็ไม่อาจรับได้เช่นเดียวกับทรรศนะแบบพหุนิยมแบบปรมาณู ประสบการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่าทรรศนะทั้งสองไม่เป็นความจริง ซึ่งประสบการณ์นั้นเองก็เปิดเผยให้เห็นโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิญญาณเท่านั้น)

 

สถานะของความฝันและความตื่น

 

ข้อโต้แย้ง: มีความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างสถานะที่เกิดขึ้นในความฝันกับในความตื่น ทุกๆคนรับทราบว่าวัตถุที่พบในความฝันไม่เป็นความจริง แต่เป็นเพียงสิ่งที่จิตสร้างขึ้น แต่เรื่องนี้มิได้เป็นที่ยอมรับกันในกรณีของสิ่งต่างๆที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสในขณะที่กำลังตื่นอยู่ …

 

โยคาจารตอบ: การอ้างเหตุผลนี้ไม่อาจยืนยันข้อเสนอของท่านได้ เนื่องจาก บางคนที่มิได้ตื่นอยู่ มิได้รับทราบถึงความไม่เป็นจริงของวัตถุทั้งหลายที่ประสบในความฝัน (โศลก 17b) มีแต่เพียงผู้ที่ได้ตื่นออกจากความฝันเท่านั้น ที่สามารถ “มองทะลุผ่าน” วัตถุที่รับรู้ในขณะที่กำลังฝันอยู่ ในทำนองเดียวกัน มีแต่เพียงผู้ที่ตรัสรู้แล้วเท่านั้น ที่จะสามารถรู้แจ้งถึงความไม่เป็นจริงเป็นจังของโลกที่เสนอขึ้นมาในสภาพที่คนทั่วไปถือกันว่า (แต่ในความเป็นจริงแล้วมิใช่) สถานะที่ตื่นอยู่ ด้วยเหตุนี้ ประสบการณ์ในความฝันและประสบการณ์ในสภาพที่เรียกกันว่าความตื่นจึงเสมอเหมือนกัน (ตรงที่ต่างก็ถูกข้ามพ้นไปโดย “วิญญาณระดับสูงกว่า”)

 

ข้อโต้แย้ง: ท่านกล่าวว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างสถานะตื่นกับสถานะฝันตรงที่ต่างก็เป็นไปได้ โดยไม่ต้องมีวัตถุภายนอกอยู่ แล้วเหตุใดเราจึงให้ความสนใจแก่กรรมดีกับกรรมชั่ว รวมถึงผลของกรรมเหล่านี้ เราไม่ได้ให้ความสนใจแก่ผลของกรรมที่ได้ทำไปในความฝัน แต่เราสนใจถึงผลของกรรมที่ทำไปในขณะที่กำลังตื่นอยู่?

 

โยคาจารตอบ: “ในสถานะแห่งความฝัน จิตถูกทำให้ง่วงงุนด้วยความหลับ จึงไม่อาจควบคุมกรรมกับผลกรรมของตนเองได้เท่าใดเลย ในขณะที่จิตมีการควบคุมเข้มแข้งกว่าเป็นอันมากในขณะที่ตื่นอยู่ ด้วยเหตุนี้ ผลของกรรมในขณะที่ตื่นอยู่จึงต้องได้รับการเอาใจใส่และความใส่ใจในเรื่องของกรรมและการรับผลมากกว่ากรรมที่ทำไปในขณะฝัน” (โศลก 18b)

 

การติดต่อกันของปัจเจกบุคคล

 

ข้อโต้แย้ง: หากวัตถุที่ถูกรับรู้เกิดขึ้นภายในกระแสสำนึกของจิต และไม่ได้มาจากสิ่งภายนอกที่มีอยู่จริง (ดังที่ท่านเสนอเหตุผลมาข้างต้น) แล้วจิตดวงหนึ่งจะถูกกระทบโดยจิตอีกดวงหนึ่งได้อย่างไร? ตัวอย่างเช่น ความคิดของข้าพเจ้าจะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนดีกับเพื่อนเลวได้อย่างไร? หรือจากการได้ยินคำสอนที่ผิดพลาดหรือที่ถูกต้อง? ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งภายนอกอยู่จริง ก็จะหมายความว่าไม่มีเพื่อนหรือคำสอนที่อยู่ภายนอกกระแสสำนึกของเราเอง

 

โยคาจารตอบ: “กระแสจิตสำนึกในจิตที่ต่างกันมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน” (โศลก 18a) นี่เป็นเรื่องของกระแสสำนึกคนละกระแส (หรือจิตคนละดวง) ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางซึ่งกันและกัน แต่การติดต่อกันของจิตเหล่านี้มิได้แสดงว่ามีวัตถุภายนอกที่อยู่ภายนอกจิต …

 

ข้อโต้แย้ง: หากความเป็นจริงเป็นเพียงจิตเท่านั้น รูป … ก็ไม่ได้มีอยู่ ดังนั้นแกะจะถูกคนขายเนื้อฆ่าได้อย่างไร (หากแม้คนขายเนื้อกับแกะเองมีรูปกายจริง?) และคนขายเนื้อจะถูกตำหนิที่ตั้งใจเอาชีวิตสัตว์อื่นได้อย่างไรกัน?

 

โยคาจารตอบ: “การฆ่าเป็นการตัดกระแสสำนึกโดยอีกกระแสหนึ่ง … ” (โศลก 19) เป็นที่รู้กันและยืนยันไว้แล้วในคัมภีร์หลายแห่งว่า อำนาจของจิตดวงหนึ่งสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตอีกดวงหนึ่งได้ (ตัวอย่างเช่น ทำให้เกิดการสูญเสียความทรงจำ การเข้าสิง การส่งกระแสจิต การเกิดความฝัน ฯลฯ) … การฆ่าผู้อื่นเป็นการเปลี่ยนแปลงพลังชีวิตอย่างเฉียบพลันรุนแรง และทำให้กระแสนั้นไหลไปอีกทิศทางหนึ่ง …

 

ปัญหาเกี่ยวกับจิตดวงอื่นๆ

 

ข้อโต้แย้ง: หากความเป็นจริงเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จิตดวงหนึ่งจะมีความรู้เกี่ยวกับจิตดวงอื่นๆ (นั่นคือ จิตอื่นๆนอกเหนือจากตนเอง?) และหากมีความรู้เกี่ยวกับจิตอื่นๆจริง สิ่งนี้ก็มิได้เป็นหลักฐานที่จะปฏิเสธทรรศนะเรื่องความเป็นจริงเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้นหรอกหรือ?

 

โยคาจารตอบ: “ผู้ที่ยังมิได้ตรัสรู้ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถรู้จิตของผู้อื่นเท่านั้น ยังมิได้มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับจิตของตนเองอีกด้วย ในขณะที่ผู้ที่รู้แจ้งแล้ว จะรู้จิตของตนเองและจิตอันแท้จริงของผู้อื่น สิ่งที่ผู้ตรัสรู้แล้วรู้ไม่อาจรู้ได้โดยผู้ที่ยังมิได้ตรัสรู้” (โศลก 21) (คาถายี่สิบโศลกนี้แท้จริงแล้วมียี่สิบเอ็ดโศลก)

 

ผู้ที่ยังไม่ตรัสรู้จะถูกผูกมัดด้วยอวิชชา และด้วยเหตุนี้จึงติดอยู่ในกับดักของการคิดแบบอัตวิสัย-ภววิสัย (ตัวตนกับไม่ใช่ตัวตน) ในระดับของจิตสำนึกสามัญธรรมดา เราอาจจะอนุมานถึงการมีอยู่ของจิตอื่นๆบนพื้นฐานของการเปรียบเทียบกับจิตของเราเอง แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นจิตนั้นมิใช่จิตที่แท้จริง และสิ่งที่ถือว่าเป็นตัวตนนั้น มิใช่ตัวตนที่แท้จริง ผู้ที่ตรัสรู้แล้วถูกปลดปล่อยออกจากอวิชชา และได้ก้าวข้ามพ้นการคิดแบบอัตวิสัย-ภววิสัย พวกท่านรู้จิตของท่านเองรวมตลอดถึงจิตของผู้อื่น พวกท่านได้บรรลุถึงตัวตนที่แท้จริง …

 

สรุป

 

โยคาจาร (วสุพันธุ) คำสอนเรื่องวิญญาณเท่านั้นเป็นคำสอนที่ลึกสุดจะหยั่งถึงและเต็มไปด้วยความละเอียดลึกซึ้ง ไม่มีขีดจำกัดของปัญญาที่จะได้จากคำสอนนี้ “ข้าพเจ้าได้เขียนคาถาเกี่ยวกับวิญญาณเท่านั้นด้วยความสามารถอันเต็มที่ของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถหยั่งถึงความซับซ้อนของคำสอนนี้ได้ทั้งหมด คำสอนนี้จะเข้าใจได้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็แต่กับท่านที่ตรัสรู้แล้วเท่านั้น” (โศลก 22) ความเต็มเปี่ยมของคำสอนนี้อยู่พ้นไปจากตรรกะธรรมดาๆ และก็ก้าวพ้นความสามารถในการเข้าใจของข้าพเจ้าเอง คำสอนนี้รู้ได้แต่ท่านที่ตรัสรู้แล้ว เนื่องจากท่านเหล่านี้ได้สถิตอยู่เหนืออุปสรรคใดๆที่ปิดกั้นความรู้

 

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s