พระพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมได้รับเชิญจากช่อง ThaiPBS ให้ไปออกรายการเรื่อง “เถียงให้รู้เรื่อง” ที่ได้ออกอากาศไปเมื่อสักครู่ในวันอาทิตย์นี้เวลาเที่ยงๆ บังเอิญผมไม่ได้ดูอีกตามเคย แต่คราวนี้ตั้งใจจะไม่ดู เพราะไม่ชอบเห็นตัวเองในทีวี แล้วอีกอย่างเรื่องที่ออกก็พูดกันไปแล้ว จำได้หมดแล้ว ก็ไม่รู้จะดูไปทำไม

หัวข้อในการพูดก็ได้แก่ “พระพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์” โจทย์หลักของการสนทนากันก็คือ พระพุทธศาสนาจะปรับตัวให้ข้ากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร จะเห็นได้ว่าโลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก มีเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัว มีสมาร์ทโฟน มีเฟสบุ๊ค มีอะไรหลายอย่างที่ในสมัยพุทธกาลไม่มี ก็เลยเป็นเหตุให้มาถกกันว่า เมื่อโลกเปลี่ยนไปรวดเร็วเช่นนี้ พระพุทธศาสนาควรจะปรับตัวอย่างไร

แต่เวลาออกรายการจริงๆ โจทย์ที่ตั้งไว้ก็ไม่ได้พูดถึงกันจริงๆจัง แต่ไปพูดถึงเพียงแค่ประเด็นหนึ่งในนั้นแทน คือบทบาทและความประพฤติของพระภิกษุ จริงๆแล้วพระภิกษุเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทั้งหมด แต่บังเอิญว่าในระยะนี้มีข่าวเกี่ยวกับพระภิกษุเกิดขึ้นหลายข่าวติดกัน ก็เลยพูดกันเรื่องนี้เป็นธรรมดา เริ่มตั้งแต่เณรคำ แล้วก็อดีตพระมิตซูโอะ แล้วก็หลวงปู่พุทธอิสระที่มีกรณีโต้เถียงกับหลวงพ่อเกษม แล้วก็กรณีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวสหรัฐฯแล้วถ่ายรูปมา ทำให้บางฝ่ายเดือดร้อน เป็นต้น

ผมไม่ค่อยอยากจะพูดเรื่องความประพฤติของพระสงฆ์มากนัก เพราะคนพูดกันมากแล้ว ปัญหาหลักก็คือว่ามักมีการมองว่าเรื่องพระเป็นเรื่องของพระเท่านั้นที่จะพูดกันหรือจัดการกัน คนที่ได้รับเชิญมาออกรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในวันศุกร์ที่ผ่านมาก็มีแต่ผมคนเดียวที่ไม่เคยบวชเรียน หรือผ่านการศึกษาแบบพระๆมา ทำให้การพูดกันเรื่องพระเป็นเรื่องของคนในวงการเป็นหลัก คือคุยกันว่าทำอย่างไรจึงจะให้สถาบันสงฆ์เป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนอยู่ต่อไป และทำอย่างไรให้สถาบันนี้ยังคงได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูอยู่ต่อไป การพูดกันก็เลยใช้เวลาพอสมควรไปกับประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมือง รวมทั้งรูปแบบของการสนับสนุนสถาบันสงฆ์โดยรัฐ เรื่องพวกนี้พูดกันมามากแล้ว ท่านที่สนใจรายละเอียดก็สามารถหาอ่านเอาจากที่อื่นๆในอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก นัยยะของการคุยเรื่องศาสนากับรัฐก็คือว่า มีความเชื่อว่าหากรัฐสนับสนุนหรือ “เอาจริง” กับพระแล้ว ปัญหาพระประพฤตินอกรีตนอกรอยก็จะไม่มี ทั้งหมดนี้เป็นไปภายใต้ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณที่ว่า ปัญหาอะไรในประเทศไทยนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะแก้ทั้งหมด ประชาชนไม่สามารถ หรือไม่มีความประสงค์ จะแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง

ประเด็นที่ผมอยากจะพูดมากกว่าเป็นประเด็นนี้พูดกันนิดเดียวในรายการ แต่ก็เป็นประเด็นหลักที่จั่วหัวไว้ในตอนแรก คือพระพุทธศาสนาควรจะปรับตัวอย่างไรในโลกยุคใหม่ที่มีสมาร์ทโฟนกับเฟสบุ๊ค ผมอยากจะเสนอว่า อะไรจะเกิดขึ้นในวัดก็เกิดไป แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ เราสามารถบรรลุเป้าหมายของการเป็นชาวพุทธ โดยไม่ต้องพึ่งพาพระภิกษุกับวัดได้หรือไม่ คำตอบคือได้แน่นอน เป้าหมายที่ว่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่เป้าหมายของการเป็นชาวพุทธมีหลายระดับ และหลายระดับนั้นฆราวาสผู้ครองเรือนก็สามารถบรรลุได้ อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องเป้าหมายที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์เลยแม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยการพูดถึงเป้าหมายก็หมายความว่า ผู้ปฏิบัติธรรมรับเอา “คำมั่นสัญญา” ของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า หากทำแบบนี้แล้ว จะได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ หากชาวพุทธไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นชาวพุทธจริงๆได้

เป้าหมายหลักของคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือ การพ้นทุกข์ แน่นอนว่าการพ้นทุกข์มีหลายระดับ นับตั้งแต่พ้นโดยสิ้นเชิงเป็นพระอรหันต์ และก็มีระดับรองๆลงมาอีกหลายระดับ เนื่องจากการไปเป็นพระภิกษุไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ยังต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ก็ไม่น่าจะเป็นว่าเขาถูกตัดขาดจากการบรรลุเป้าหมายทางธรรม ลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่ก็คือ เส้นแบ่งระหว่างพระภิกษุกับฆราวาสเริ่มจางลง หมายความว่าฆราวาสก็สามารถปฏิบัติธรรมได้แบบเดียวกับพระภิกษุ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ก็ตาม ในโลกของเฟสบุ๊ค มีความพยายามเกิดขึ้นจากหลายกลุ่มมากที่รวมตัวกันจากกลุ่มคนที่สนใจเรื่องธรรมะ ซึ่งก็เป็นคนรุ่นใหม่ธรรมดาๆที่ไม่บวชเป็นพระแต่อย่างใด ข้อดีอีกประการก็คือว่า การไม่บังคับว่าผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นพระภิกษุ ทำให้ผู้หญิงสามารถปฏิบัติธรรมได้เท่าเทียมกับผู้ชายในทุกมิติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับโลกสมัยใหม่

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร หัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่ว่าจะมีไอโฟน หรือการติดต่อรวดเร็วแบบสามหรือสี่จีก็ตาม แต่คนก็ยังมีความทุกข์อยู่ และเมื่อเป็นอย่างนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังมีประโยชน์อยู่เสมอในแง่นี้ โจทย์ของคนรุ่นใหม่ก็คือว่า ทำอย่างไรให้คำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าไปสัมผัสจิตใจของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เขาเข้าถึงแก่นของคำสอน และกลายเป็นเนื้อเดียวกับคำสอนได้ ซึ่งจะทำให้เขาเห็นทางที่จะรอดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ไปได้ การทำอย่างนี้หากมีพระภิกษุมาร่วมด้วยก็จะดี แต่เนื่องจากพระภิกษุกับสถาบันสงฆ์ยังติดยึดอยู่กับอดีตและประเพณีต่างๆ ซึ่งอาจมีคนบางกลุ่มยังให้ความสำคัญ แต่เนื่องจากคนรุ่นใหม่หลายกลุ่มเริ่มเหินห่างออกจากประเพณีดั้งเดิมเหล่านี้ ปัญหาก็คือว่าเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้าใจและซาบซึ้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เขาเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในในทางที่ดีขึ้นมาได้ ผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดของเรื่องพระพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์

 

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s