ความตายคืออะไร?

ความตายคืออะไร?

บทความที่ผมจะเสนอในวันนั้นก็เป็นเรื่องของการพินิจความเป็นจริงเกี่ยวกับความตายจากมุมมองของปรัชญา ซึ่งอันที่จริงจะเอามาเสนอที่นี่ในบทนำหรือบทบรรณาธิการของหนังสือก็ไม่ผิดเกินไปนัก เพราะเป็นการกำหนดบริบทของหนังสือ และเป็นการนำเสนอทิศทางของบทความต่างๆอีกทางหนึ่ง ก่อนอื่นเราคงต้องเริ่มที่ประเด็นว่าความตายคืออะไร ในตอนต้นเราได้เห็นกันไปบ้างแล้วเกี่ยวกับนิยามของคำว่า ‘ความตาย’ กับ ‘การตาย’ อย่างแรกเป็นสภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนอย่างหลังเป็นกระบวนการของสิ่งที่กำลงเกิดอยู่ ที่น่าสนใจก็คือ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีนี้ แม้แต่ความหมายของคำว่า ‘ตาย’ ก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา สมัยก่อนเราไม่ค่อยลำบากใจเวลาบอกว่าใครตาย ถ้าหัวใจหยุดเต้น หรือหัวหลุดจากบ่า หรือตัวแข็งทื่อ เย็นชืด ก็เรียกว่าตายแล้ว แต่การแพทย์สมัยใหม่ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก จนทำให้ต้องมีการกำหนดความหมายของคำๆนี้กันใหม่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันแพทย์มีความสามารถในการประคับประคองผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของสมองไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้ป่วยนั้นยังหายใจได้ ตัวยังอุ่นๆอยู่ ปัญหาอยู่ที่ว่าการรักษาคนไข้รายอื่นๆนั้น หลายครั้งมีความจำเป็นต้องได้อวัยวะสดๆจากคนที่ยังหายใจอยู่ เอามาผ่าตัดเปลี่ยนทดแทนให้ ที่ใช้มากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ไต การรักษาโรคไตวายนั้น วิธีการที่ได้ผลมากที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งหากผู้ป่วยโรคไตมีญาติที่ยินดีบริจาคไตข้างหนึ่งให้ก็หมดปัญหาไป แต่ในกรณีที่หาญาติไม่ได้ ก็จำเป็นต้องรับบริจาคจากคนอื่น ทีนี้พอร่างกายของคนตายลงตามความหมายดั้งเดิม อวัยวะต่างๆของเขาจะเริ่มใช้ไม่ได้ เพราะจะเน่าเปื่อยไปเนื่องจากขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จึงมีแนวคิดว่าผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของสมองไปอย่างสิ้นเชิง แต่ยังหายใจอยู่ น่าจะถือได้ว่าตายแล้ว เพื่อประโยชน์ในการนำเอาอวัยวะของเขาไปเปลี่ยนให้แก่ผู้ป่วยอื่นๆที่ต้องการอวัยวะนั้นๆ ผู้ที่สมองตายทั้งหมดแบบนี้ ถ้าไม่มีเครื่องช่วยหายใจ จะหยุดหายใจไปเองในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดแพทย์ส่วนใหญ่จึงตกลงกันว่าผู้ที่สมองตายแบบนี้ น่าจะถือได้ว่าตายแล้ว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็เริ่มมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่สมองไม่ได้ตายทั้งหมด แต่ตายไปบางส่วนทำให้ยังหายใจเองได้ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ดังนี้เรียกกันว่า ‘เจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา’ ผู้ป่วยเหล่านี้ก็น่าจะถือว่าตายแล้วเช่นกัน เพราะชีวิตไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป วงการแพทย์โดยทั่วไปยังไม่ยอมรับเกณฑ์นี้ว่าเป็นเกณฑ์ความตายจริงๆ เพราะหลายคนยังคิดอยู่ว่า หากคนไข้ยังหายใจเองได้โดยไม่ต้องมีเครื่องช่วยหายใจ ก็ไม่น่านะถือได้ว่าเขาตายไปแล้ว การที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องคนเราตายเมื่อใด นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาด เพราะในสมัยก่อน หรือตามสามัญสำนึกของเรา เราดูจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เหตุที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็เพราะว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้มีเครื่องช่วยหายใจ ที่ทำให้ผู้ป่วยสมองตายสามารถหายใจและมีหัวใจที่ยังเต้นอยู่ กล่าวโดยสรุป ปัญหาของเกณฑ์วินิจฉัยการตายอยู่ที่ว่าการหยุดทำงานของอวัยวะส่วนใด เป็นเหตุของการตาย อาจารย์รื่นเริงจะเสนอประเด็นนี้อย่างละเอียดในบทความของท่านในหนังสือ

ปัญหาทำนองนี้ทำให้เรามาคิดว่า ความตายคืออะไรกันแน่ จากที่กล่าวมาข้างต้น บางฝ่ายบอกว่า การตายเกิดจากการที่สมองหยุดทำงาน แม้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่แต่ถ้าสมองไม่ทำงานก็ถือว่าตายแล้ว แต่บางฝ่ายบอกว่าต้องหัวใจหยุดทำงานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจคิดว่าความตายได้แก่การที่วิญญาณออกจากร่าง ทีนี้ปัญหาก็คือว่า ในทางวิทยาศาสตร์เรายังไม่มีวิธีการที่จะชั่ง ตวง วัดวิญญาณได้ ในเมื่อทำเช่นนี้ไม่ได้ นอกจากนี้การอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ก็ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องอาศัยวิญญาณแต่อย่างใด (เช่นอธิบายว่ามีชีวิตอยู่และคิดได้ เพราะว่าสมองกำลังทำงานอยู่ ไม่จำเป็นต้องอ้างว่ามีวิญญาณ) ด้วยเหตุนี้วิญญาณจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ไม่ต่างกัน นั่นคือมีความแตกต่างกันระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ ศาสนาทุกศาสนาต่างให้ข้อมูลตรงกันว่า การตายไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต แต่วิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์แผนใหม่ บอกเราอีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการสนทนากัน

อภิปรัชญากับปรากฏการณ์วิทยาของความตาย

อภิปรัชญาเป็นแขนงหนึ่งของวิชาปรัชญาที่ว่าด้วยธรรมชาติเนื้อแท้ของความเป็นจริง ตัวอย่างของประเด็นทางอภิปรัชญาก็มีเช่น ความเป็นจริงที่เราสัมผัสจับต้องได้ ที่ประกอบด้วยแม่น้ำ ภูเขา ต่างๆนี้ แท้จริงแล้วเป็นอะไรกันแน่ ทรรศนะกระแสหลักในปัจจุบันได้แก่วิทยาศาสตร์ ซึ่งบอกเราว่าภูเขา แม่น้ำ โต๊ะเก้าอี้ ต่างก็ประกอบด้วยธาตุมูลฐาน มีอยู่ร้อยกว่าธาตุ ตัวอย่างก็เช่นอ๊อกซิเจนก็เป็นธาตุหนึ่ง เหล็กก็เป็นอีกธาตุหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นธาตุเหล่านี้ก็ยังประกอบไปด้วยอนุภาคที่เล็กมากๆ ได้แก่อะตอมกับโมเลกุล ซึ่งก็แยกย่อยออกไปได้เป็นประจุไฟฟ้า และฟิสิกส์ในปัจจุบันก็มีทฤษฎีว่าอนุภาคเหล่านี้ก็ยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กลงไปอีก ฯลฯ ประเด็นก็คือว่า อนุภาคเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่างก็เป็นสสาร (หรือพลังงาน) ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม มีอีกทรรศนะหนึ่งที่บอกว่า ความเป็นจริงภายนอกนั้นไม่ใช่สสาร แต่เป็นจิต การที่เราเห็นโต๊ะตัวหนึ่งว่ามีคุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพราะสายตาเราเป็นอย่างนี้ และมุมมองที่โต๊ะปรากฏแก่เราเป็นเช่นนี้ และหากวิเคราะห์ให้ตลอด (ตามทรรศนะนี้) ก็จะพบว่าสสารวัตถุนั้นแท้จริงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากภาพปรากฏของจิตเอง ดังนั้น อภิปรัชญาของความตายก็ได้แก่การศึกษาความตายในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงหรือธรรมชาติที่มีอยู่เป็นอยู่ ปัญหาก็คือว่าความเป็นจริงที่ว่านี้เป็นอย่างไร

เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นหัวข้อหลักๆของปรัชญา ซึ่งผู้ที่เคยเรียนวิชานี้มาคงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทีนี้ หากเรามาพิจารณาอภิปรัชญาของความตาย เรื่องจะอยู่ที่ว่าความตายนั้นแท้จริงเป็นอะไรกันแน่ มีความสัมพันธ์หรือความสำคัญแก่เรามากน้อยเพียงใด เพื่อให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น ขอให้เรามาพิจารณาข้อเสนอของนักปรัชญาคนหนึ่งในโลกตะวันตก ได้แก่เอพิคิวรัส (Epicurus) ซึ่งเสนอคำสอนต่อไปนี้

Death is nothing to us: for that which is dissolved is without sensation; and that which lacks sensation is nothing to us.

แปลเป็นไทยได้ว่า

ความตายไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เพราะว่าสิ่งที่ตายไปแล้วไม่มีผัสสะ และสิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกียวข้องอะไรกับเรา

คำสอนนี้ลึกซึ้งมาก (แต่ไม่เป็นความจริง) ความหมายก็คือ เอพิคิวรัสต้องการจะให้เราเชื่อว่าความตายไม่มีความหมายก็อะไรแก่เราเลย ไม่มีบทบาทใดๆ ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ เขากล่าวว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ “สิ่งที่ตายไปแล้วไม่มีผัสสะ” ความหมายก็คือคนตายไม่สามารถมีผัสสะ ไม่สามารถมีความรู้สึกใดๆได้อีกต่อไป คนตายไม่รู้ร้อนรู้หนาว ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ลิ้นไม่ได้รับรส ฯลฯ เพราะคนตายไม่นานก็เปื่อยยุ่ยสลายไปหมด อีกอย่างหนึ่งก็คือ “สิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรา” เนื่องจากว่าตามปกติคนที่กลัวตายนั้น อาจจะเพราะกลัวว่าเมื่อตนเองตายไป จะไปพบเข้ากับผัสสะที่น่ากลัว เช่นตกนรกแล้วลงกระทะทองแดง หรือถูกไล่ให้ไปปีนต้นงิ้ว แต่เอพิคิวรัสบอกเราว่าคนตายไม่มีผัสสะ หรือความรู้สึกใดๆ เพราะฉะนั้นการกลัวความตายจึงเป็นเรื่องน่าหัวร่อ เราจะกลัวสิ่งที่เราไม่เคยสัมผัส ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลยได้อย่างไร เราจะกลัวสิ่งที่ไม่มีผัสสะเช่นก้อนหินก็ต่อเมื่อก้อนหินนั้นอาจมาชนตัวเรา ดังนั้นเหตุเดียวที่เราจะกลัวคนตายได้ ก็คือว่า มีคนใช้ศพคนตายเป็นอาวุธ เหวี่ยงมาโดนตัวเรา ในแง่นี้เราก็อาจกลัวคนตายได้ (แต่จริงๆแล้วต้องกลัวคนที่ใช้ศพเป็นอาวุธมากกว่า) แต่ในกรณีนี้เรากับคนตายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คนที่กลัวตายจะกลัวว่า ตนเอง นั่นแหละที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับคนตาย ไม่ใช่กลัวถูกคนตายเหวี่ยงมาโดน การที่สิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย ก็หมายความว่าหากเราตายไปจริง และเราไม่มีผัสสะใดๆ ก็เท่ากับว่าทุกอย่างในจิตสำนึกของเราดับสูญไปหมด ไม่มีตาจะมอง ไม่มีหูจะฟัง ไม่มีลิ้นจะรับรส ไม่มีจมูกจะดม ไม่มีผิวไว้รับสัมผัส เมื่อเป็นแบบนี้ เอพิคิวรัสถามเราว่าแล้วจะกลัวการเปลี่ยนสภาพเป็นคนตายไปทำไม

เราอาจคิดว่าข้อเสนอของเอพิคิวรัสฟังดูแปลกๆ แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่มีอะไรขัดแย้งกับข้อเสนอนี้เลย ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ คนตายเป็นเพียงกลุ่มของสารอินทรีย์ที่หยุดทำงานแล้วก็กำลังรอการย่อยสลาย ถ้าจะมีบทบาทก็คงเป็นแบบเดียวกับการที่มีคนใช้ศพเป็นอาวุธ กล่าวคือศพคนตายเป็นเพียงสสารวัตถุที่มีมวลอยู่ปริมาณหนึ่ง สามารถใช้เป็นอาวุธมาเหวี่ยงใส่กันได้ หรือสารอินทรีย์ในศพอาจใช้เป็นปุ๋ยได้ แล้วถ้าเราสนใจประเด็นเรื่องจิตรู้สำนึก ซึ่งเรารู้ตัวอยู่ว่าในขณะนี้เรากำลังมีอยู่ วิทยาศาสตร์ก็บอกอะไรเราไม่ได้มากไปกว่าจิตสำนึกนี้เป็นผลของการทำงานของร่างกาย ซึ่งก็หมายความว่าหากการทำงานของร่างกายหยุดลง จิตสำนึกก็ย่อมหมดไปด้วย แบบเดียวกับที่เอพิคิวรัสเสนอ
ประเด็นนี้นักปรัชญารู้จักกันในชื่อว่า ‘ปรากฏการณ์วิทยาของความตาย’ หรือ phenomenology of death ในภาษาอังกฤษ (The phenomenology of death, embodiment and organ transplantation Author: Haddow Gillian 1 Source: Sociology of Health & Illness, Volume 27, Number 1, January 2005, pp. 92-113(22)) ปรากฏการณ์วิทยาเป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ของจิตรู้สำนึกจากมุมมองของผู้มีประสบการณ์เอง ซึ่งมักจะเรียกว่าจากมุมมองของ ‘บุรุษที่หนึ่ง’ (first person point of view) ได้แก่สรรพนามบุรุษที่หนึ่งที่เราใช้เวลาเราคิดถึงตัวเอง ด้วยเหตุนี้การศึกษาคนตายในฐานะที่เป็นสสารหรือเป็นอาวุธ จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์วิทยา แต่การศึกษาว่าคนที่ตายอยู่ มีจิตสำนึกอย่างไร รู้สึกอะไร คิดอะไร มองเห็นภาพอะไรอยู่ เหล่านี้ได้แก่การศึกษาปรากฏการณ์วิทยาของความตาย วิทยาศาสตร์หรือปรัชญาแบบสสารนิยมจะพยายามบอกเราว่า ปรากฏการณ์วิทยาของความตายเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะคนตายคิดไม่ได้ สมองไม่ทำงาน แต่ประสบการณ์ยาวนานจากศาสนาต่างๆกลับบอกเราว่า ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต จิตสำนึกยังคงอยู่เพียงแต่ร่างกายไม่อยู่ด้วยแล้ว ดังนั้นมีความแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม ฝ่ายหนึ่งบอกว่าความตายไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการหยุดทำงานของเซลล์ ทำให้ชีวิตของคนๆนี้หมดลง ทุกอย่างจบสิ้นลงสำหรับเขา แต่ศาสนากลับบอกอีกอย่างหนึ่ง ศาสนายอมรับความตายของคนหรือสัตว์ว่าเป็นการหยุดทำงานของเซลล์ ฯลฯ แต่ยังยืนยันอีกด้วยว่ายังมีแง่มุมของปรากฏการณ์วิทยาของความตายที่วิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดถึง

เอพิคิวรัสกล่าวว่าเนื่องจากความตายไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เราก็ไม่ควรกลัวตาย คนกลัวตายเป็นคนที่ไร้เหตุผลเนื่องจากกลัวไม่สิ่งที่ไม่มีทางมาทำอะไรเราได้ อย่างไรก็ตามทรรศนะของเขาไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากปฏิเสธความมีอยู่ของประสบการณ์หลังตายโดยสิ้นเชิง ปัญหาก็คือว่าในทางปรัชญาเราต้องพิสูจน์ทรรศนะของเราด้วยวิธีการที่เป็นสาธารณะ หมายความว่าให้ทุกคนสามารถใช้วิธีนั้นๆและเห็นความจริงได้เหมือนๆกัน นักปรัชญาในโลกตะวันตกส่วนใหญ่ที่เขียนเรื่องความตายมักจะยอมรับความคิดตรงนี้ของเอพิคิวรัส แม้ว่าอาจจะมีบางคนที่ไม่เห็นด้วย (Termination Thesis paper) แต่ไม่ว่าอย่างไรเกือบทั้งหมดก็ยอมรับโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าการมีประสบการณ์หลังความตายเป็นไปไม่ได้ หนทางที่จะถกเถียงกับเอพิคิวรัสก็เห็นจะต้องไปถกเถียงกับโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์แทน

เราอาจจะเก็บรักษาความคิดของเราที่เชื่อเรื่องประสบการณ์หลังตายเอาไว้ โดยที่ยังไม่ปฏิเสธโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ หรือไม่ปฏิเสธว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เราได้ วิธีการก็คือยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เราในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และเป็นไปได้เสมอที่วิทยาศาสตร์จะให้ข้อมูลหรือทฤษฎีที่ผิดพลาด เมื่อประสบการณ์ของเรามีมากขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะมีการพิสูจน์เรื่องประสบการณ์หลังตายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์กับคนทั่วไปในอนาคตก็อาจเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ หรือประสบการณ์หลังตายเป็นเรื่องธรรมดาๆ เหมือนกับที่เราเชื่อเรื่องการมีอยู่ของดาวเคราะห์กับดาราจักรในปัจจุบัน ในอนาคตความเชื่อเรื่องดาวเคราะห์ที่เหมือนโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อาจเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกันคนในอนาคตก็อาจเชื่อเรื่องโลกนี้ โลกหน้า สวรรค์ นรก อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ คือเชื่อจริงๆไม่ใช่เพียงแค่รับไว้ตามประเพณีแบบในปัจจุบัน หากเรื่องเหล่านี้เป็นไปได้จริง ก็หมายความว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์รับว่าจริงในปัจจุบันอาจไม่เป็นที่ยอมรับในอนาคตก็ได้

หัวใจของทรรศนะแบบของเอพิคิวรัสก็คือความเชื่อที่ว่าเมื่อเราตายไป เราจะไม่มีอยู่ เมื่อพิจารณาดูคำพูดนี้ก็เป็นจริงไม่น้อย เพราะเมื่อเราตายไป เช่นโสรัจจ์คนนี้ตายไป โสรัจจ์ก็จะไม่เหลืออยู่ คือไม่มานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ตรงนี้ ไม่มาจัดประชุมสหวิทยาการ ฯลฯ พูดง่ายๆคือโสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์จะไม่มีอยู่ เช่นเดียวกับที่คนเป็นอันมากที่ได้ตายไป ก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในปัจจุบัน แต่ศาสนาบอกเราว่าเมื่อโสรัจจ์ตายไป ตัวตนในบางรูปแบบของโสรัจจ์ยังอยู่ อาจจะอยู่ในสวรรค์ (หากทำดีมาพอสมควร) หรือในนรก หรือบางศาสนาเช่นพุทธหรือฮินดู ก็เชื่อว่าอาจกลับมาเกิดใหม่เป็นชีวิตใหม่ อาจเป็นคนหรือเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ (อย่างไรก็ตาม ในพระพุทธศาสนาก็มีคำสอนหลักว่า หากคนๆหนึ่งเข้าใจแก่นแท้ของธรรมะก็อาจไม่ต้องมาเกิดอีกก็ได้ การกลับมาเกิดไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน และก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เมื่อตายไปแล้ว จะมีประสบการณ์หลังตายอย่างไรหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญเพราะหากไม่มีอะไรเลย ก็จะไม่ต่างกับที่เอพิคิวรัสบอกไว้ ถ้าไม่มีอะไรเลยหลังตาย ก็จะปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระอรหันต์ไปทำไม เพราะเชื่อแบบเอพิคิวรัสก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้วเหมือนกัน) ไม่ว่าจะอย่างไรก็คือมีประสบการณ์หลังตายในบางรูปแบบ

แนวทางหนึ่งในการยืนยันเรื่องความต่อเนื่องของบุคคลผ่านการเกิดการตาย อาจจะอยู่ในรูปของการอ้างเหตุผลต่อไปนี้

• ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลไม่มีอะไรที่เป็นบังเอิญ (คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัย สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น)
• มีข้อเท็จจริงอยู่ว่าคน (หรือสัตว์) ที่เกิดมา มีความไม่เท่าเทียมกัน เช่นบางคนรวย บางคนจน บางคนปัญญาดี บางคนปัญญาไม่ค่อยดี ฯลฯ
• ดังนั้น สภาพความไม่เท่าเทียมกันนี้ต้องมีคำอธิบาย
• คำอธิบายที่เป็นเรื่องของสสารนิยมล้วนๆไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ เนื่องจากอธิบายไม่ได้ว่า เหตุใด คนๆนี้ จึงเกิดมารวยหรือปัญญาดี และเหตุใดจึงไม่ใช่ คนๆนั้น ที่เกิดมาไม่ค่อยรวยหรือปัญญาไม่ค่อยดี
• ดังนั้น คำอธิบายที่เป็นไปได้ จึงต้องก้าวข้ามสสารนิยม และอ้างอิงถึงสภาพของบุคคลก่อนที่บุคคลคนนั้น จะเกิดมามีสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
• นั่นคือ คนแต่ละคนมีอดีตที่ยาวนานไปกว่าการถือกำเนิดมาในชาติปัจจุบันเพียงชาติเดียว แสดงว่ามีอดีตชาติ และในเมื่อชาติปัจจุบันนี้ไม่ได้แตกต่างกับชาติก่อนๆ จึงต้องมีอนาคตชาติด้วย ซึ่งก็แสดงว่าการตายไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะวาดภาพเรื่องนี้ได้ชัดเจน คือสมมติว่าคุณกับผมซื้อล็อตเตอรี่มาคนละใบ เมื่อมาตรวจผล ปรากฏว่าของคุณถูกรางวัลที่หนึ่ง แต่ของผมไม่ถูกอะไรเลย ตามการอ้างเหตุผลนี้ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นการที่คุณถูกรางวัลที่หนึ่งต้องมีคำอธิบาย หากคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งเป็นสสารนิยมแล้ว คำอธิบายที่ว่านี้จะหาไม่ได้เลย ถ้าหากการออกล็อตเตอรี่เป็นไปอย่างถูกกติกา ไม่มีการโกง เหตุที่คุณถูกแต่ผมไม่ถูกนั้นเป็นเรื่องของโอกาสหรือ chance ล้วนๆ นั่นคือไม่มีคำอธิบายนั่นเอง เพราะการอ้างโอกาสเช่นนี้ก็เท่ากับยอมรับว่า ไม่มีคำอธิบายอะไรที่อธิบายได้ว่า เหตุใดจึงเป็นคุณที่ถูกล็อตเตอรี่ ไม่ใช่ผม อาจมีคำตอบว่า ก็เพราะคุณไปซื้อเอาใบที่ถูกเข้า แต่ผมไม่ได้ซื้อ แต่คำตอบนี้ก็ไม่น่าจะใช้ได้ เพราะถ้าผมรู้ว่าเบอร์ไหนถูก ผมก็ย่อมซื้อเบอร์นั้น และคุณก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่าเบอร์ใดจะถูก แต่ถ้าหากคิดเรื่องผลกรรมที่ได้ทำมาก่อนแล้ว ก็จะสามารถอธิบายได้

คนที่เชื่อฝ่ายสสารนิยมก็อาจเถียงว่า การอ้างเหตุผลของผมนี้ตั้งอยู่บนการยอมรับว่าไม่มีสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ก็แน่นอนว่าเขาท้าทายประเด็นนี้ เขาจะถามว่าผมมีเหตุผลอะไรที่มาสนับสนุนข้อความนี้ วิทยาศาสตร์ศึกษาเรื่องความบังเอิญมาช้านาน ผลก็คือมีวิชาสถิติที่เป็นการทำความบังเอิญให้เป็นระบบ ผมก็จะตอบว่าเราไม่สามารถหาบทพิสูจน์ที่ยืนยันตายตัวได้ว่าไม่มีความบังเอิญอยู่ แต่ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ เรื่องความบังเอิญหรือไม่บังเอิญนี้เป็นทรรศนะทางอภิปรัชญา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ (เพราะเราไม่สามารถออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ได้) ดังนั้นวิทยาศาสตร์ที่เป็นอยู่จึงได้แต่ยอมรับไว้ว่าความบังเอิญเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ ในเมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่พิสูจน์ว่าเหตุใดจึงมีความบังเอิญ จะมาให้ผมพิสูจน์บ้างได้อย่างไร บางคนอาจคิดด้วยซ้ำว่าการที่มีความบังเอิญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแปลว่าวิทยาศาสตร์ยังอธิบายเรื่องนั้นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อาจจะแสดงว่า ไม่มีความบังเอิญอยู่จริง

(จากบทบรรณาธิการหนังสือเรื่อง “ความตายกับการตาย: มุมมองจากศาสนาและวิทยาศาสตร์” สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา)

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s