ปัญญากับบารมีหก (ตอนจบ)

บารมีประการสุดท้ายที่กุงกาซังโปริมโปเชได้บรรยายไว้คือปัญญาบารมี หรือในภาษาสันสกฤตว่า “ปรัชญาปารมิตา” ปัญญาบารมีเป็นขั้นสุดท้ายของบารมีทั้งหกของพระโพธิสัตว์ และก็เป็นขั้นตอนที่ทำให้การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นไปได้ อาจกล่าวได้ว่าบารมีห้าประการแรก ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ และสมาธิ เป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การบรรลุบารมีที่หกนี้ ดังนั้นในแง่นี้ปัญญาบารมีจึงถือได้ว่าเป็นบารมีที่สำคัญที่สุดของพระโพธิสัตว์ อย่างไรก็ตามหากไม่มีบารมีที่มาก่อนทั้งห้า ปัญญาบารมีก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ด้วยเหตุนี้บารมีทั้งหกจึงมีสถานะเท่าเทียมกัน เนื่องจากไม่อาจขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่ถึงกระนั้้นปัญญาบารมีก็ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะเป็นแก่นแท้ของการบรรลุธรรม

Kunga Sangbo Rinpoche
Kunga Sangbo Rinpoche

ปัญญาบารมีได้แก่การรู้แจ้งเห็นจริงถึงสภาวธรรมตามที่เป็นอยู่จริงๆ และหัวใจของการรู้แจ้งนี้ก็คือการมองเห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเป็น “ของว่าง” หรือ “ศูนยตา” คำว่า “ศูนยตา” (หรือเขียนว่า “สุญญตา” ในภาษาบาลี) ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและการตีความที่ไม่ถูกต้องเป็นอันมาก บางคนเข้าใจไปว่าอะไรที่เป็นของว่างก็คือไม่มีอะไรเลย สูญไปหมด ไม่เหลืออะไรไว้ ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง การเป็น “ของว่าง” ไม่ได้หมายความว่าของต่างๆล่องหนไปแบบถูกเสกโดยนักมายากล บางคนก็คิดว่าการเป็น “ของว่าง” หรือ “ศูนยตา” นี้เป็นสภาวะในระดับหนึ่งที่แยกออกจากโลกธรรมชาติที่เรามองเห็นรับรู้อยู่ เช่นมีสวรรค์ของศูนยตาที่บรรดาของว่างทั้งหลายไปรวมกันอยู่ แล้วคนที่เข้าถึงศูนยตาได้ก็คือคนที่ได้รับสิทธิให้เข้าไปท่องเที่ยวในสวรรค์แห่งนี้ ความคิดนี้ยิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปใหญ่ แท้จริงแล้วศูนยตาไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลตัวจากเรา แต่อยู่ที่นี่ เวลานี้ อยู่กับตัวเราทุกเวลานาที เพียงแต่ว่าเราไม่ได้สนใจที่จะไปรับรู้ศูนยตานี้ ก็เลยคิดไปว่าอยู่ไกลไปจากเรามาก

จะว่าไปศูนยตาก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งต่างๆในโลกธรรมชาติที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ของพื้นฐานต่างๆเช่นโต๊ะ เก้าอี้ ก็เป็น “ของว่าง” หรือจะพูดให้ถูกก็น่าจะบอกว่าเป็น “ความว่าง” เพราะการเป็น “ของว่าง” เท่ากับมีของอยู่ แล้วของนั้นมีคุณสมบัติว่าง แต่ความเป็นศูนยตาหมายถึงว่า ไม่มีของอะไรเลยที่อยู่เป็นแก่นสาร ดังนั้นจึงไม่มี “ของ” อะไรให้ “ว่าง” แต่การพูดเช่นนี้ก็ต้องระวังว่าไม่ใช่การยืนยันว่าจริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ ต่างก็มีอยู่จริง เพียงแต่ว่ามันไม่มีมีอยู่จริง จริงๆ เท่านั้นเอง

การที่โต๊ะเก้าอี้มีอยู่จริงในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีอยู่จริงจริงๆ เป็นตัวอย่างของ “ความจริงสองระดับ” ที่กุงกาซังโปริมโปเชพูดถึงในการบรรยายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ความจริงสองระดับนี้ได้แก่ความจริงขั้นสูง (“ปรมัตถสัจจะ”) กับความจริงพื้นๆหรือความจริงธรรมดา (“สมมติสัจจะ”) ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ว่าความจริงขั้นสูงจะแยกตัวออกไปเป็นอีกโลกหนึ่ง โต๊ะเก้าอี้ก็เป็นทั้งความจริงขั้นสูงและความจริงธรรมดาไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งโต๊ะกับเก้าอี้ต่างก็ไม่ได้มีความเป็นแก่นแท้ของตัวเอง หมายความว่าโต๊ะตัวนี้ไม่ได้เป็นโต๊ะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เพิ่งมาเป็นโต๊ะเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อไม้ท่อนนี้ถูกเปลี่ยนรูปในเป็นโต๊ะในโรงงาน เก้าอี้ตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน และเราก็เข้าใจว่าในอนาคตอีกไม่นาน ทั้งโต๊ะกับเก้าอี้ตัวนี้ก็จะไม่มีอยู่ ถ้าไม่ถูกขายทอดตลาดเป็นขยะ ก็อาจจะถูกไฟเผา หรือพังทลายสูญสลายไปด้วยวิธีอื่น ดังนั้นที่มันเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้อยู่ได้ ก็เพราะเราไปมองมันแล้วก็ไปยึดถือว่ามันเป็นเช่นนั้น

แต่ในระดับของความจริงสมมติ โต๊ะเก้าอี้ก็มีความเป็นจริงแบบเดียวกับสิ่งอื่นๆที่อยู่ในสถานะเดียวกัน ความจริงสมมติหรือความจริงธรรมดา ก็คือความจริงที่เราคุ้นเคยอยู่เป็นอย่างดี โต๊ะกับเก้าอี้ในระดับความจริงธรรมดานี้ ก็คือโต๊ะกับเก้าอี้ตามปกตินั่นเอง ความจริงสองระดับนี้แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือโต๊ะกับเก้าอี้เป็นทั้งตัวมันตามที่ปรากฏ และเป็นความว่างไปด้วยในขณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความว่างหรือศูนยตาที่สามารถกำจัดอวิชชาได้นั้น จะต้องเป็นปัญญาที่มาจากการทำสมาธิและประกอบด้วยการเห็นความจริงตามที่เป็นอยู่จริงๆ การเห็นเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการคิดตามหลึกของตรรกวิทยาเท่านั้น คนบางคนอาจมีความสามารถในการคิดตามหลักเหตุผลหรือตรรกวิทยาเป็นอย่างมาก เขาอาจอธิบายเรื่องความว่างได้เป็นคุ้งเป็นแคว แต่ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำสมาธิแลไม่ได้เห็นความว่างด้วยจิตอันสงบเป็นสมาธิ ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเขาเข้าถึงปัญญาบารมีจริงๆ เรื่องนี้เปรียบได้กับการว่ายน้ำ คนที่ว่ายน้ำเป็นจะทราบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างการลงไปว่ายน้ำให้น้ำสัมผัสตัวจริงๆ กับการพูดถึงการว่ายน้ำในเชิงทฤษฎีแต่ไม่ได้ลงไปว่าย ในทำนองเดียวกันการอธิบายความว่างหรือศูนยตาตามหลักของเหตุผล กับการมีประสบการณ์ตรงหรือการเห็นความว่างโดยตรงก็แตกต่างในแบบเดียวกัน

ปัญญาในปัญญาบารมี ก็คือการปฏิบัติปัญญาบารมีอย่างถูกต้อง ด้วยความเข้าใจและด้วยจิตมุ่งมั่นที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์โลกอย่างแท้จริง การทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าผู้ปฏิบัติได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระมัญชุศรี

ในตอนท้ายของการบรรยายริมโปเชได้พูดถึงพระมัญชุศรี และก็ได้สอนให้ผู้ฟังสวดมนตราประจำพระองค์ไปด้วยกัน มนตรานี้ก็คือ “โอม อา รา ปา ชา นา ธี” หรือในสำเนียงของริมโปเชว่า “โอม อา รา ปา ซา นา เตอ” และก่อนจะจบ อ. กฤษดาวรรณก็ได้ประกาศว่า มูลนิธิพันดาราจะจัดการบรรยายครั้งใหญ่รวมทั้งพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุศรีในปีหน้า เมื่อกุงกาซังโปริมโปเชเมตตากลับมาสอนลูกศิษย์ลูกหาในเมืองไทยอีกครั้ง

 

ปัญญากับบารมีหก (ต่อ)

ในโพสที่แล้วเราพูดกันเกี่ยวกับการบรรยายธรรมของกุงกาซังโปริมโปเช เรื่องปัญญากับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศซึ่งได้ขอให้เขียนบทความต่างๆนี้ใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็จะทำตามนั้น แต่คงหลังจากโพสเรื่องนี้เสร็จสักระยะหนึ่ง

(I wrote about the teaching of Kunga Sangbo Rinpoche in the last post, and it generated quite a lot of interest from non-Thai speakers who requested me to translate or to write about the teaching again in English. This I will certainly do soon after finishing writing about the other four perfections that Rinpoche talked about last week.)

ริมโปเชได้พูดถึง “ปัญญาในบารมีหกประการ” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติบารมีหกประการอย่างมีปัญญา ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ารวดเร็วบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา ในโพสนี้เราก็จะพูดถึงบารมีอีกสี่ประการที่เหลือ

Shantideva
ท่านศานติเทวะ

ริมโปเชกล่าวว่าขันติบารมีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนตนเองในแนวทางของพระโพธิสัตว์ หััวใจของการปฏิบัติตามเส้นทางนี้ก็คือ การมุ่งมั่นบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อให้มีความสามารถเต็มเปี่ยมในการช่วยเหลือสัตว์โลกให้ก้าวข้ามพ้นจากสังสารวัฏเข้าไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง อันได้แก่ฝั่งของพระนิพพาน การมีจิตใจที่มุ่งมั่นเช่นนี้เรียกว่า “โพธิจิต” และเนื่องจากเส้นทางเป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ก้ได้แก่การมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและกรุณาแก่สรรพสัตว์ การมีจิตใจเช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการฝึกปฏิบัติขันติบารมี ขันติบารมีได้แก่การที่เราฝึกฝนสั่งสมบ่มเพาะในจิตใจ ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและไม่ถือโกรธ ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาทใดๆแม้แต่น้อยแตสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์โลกนั้นจะมาให้ร้ายหรือทำร้ายเรามากเพียงใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าขันติบารมีเป็นแก่นกลางของการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ก็ว่าได้ ริมโปเชได้กล่าวถึงข้อเขียนของท่านศานติเทวะใน “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า อันความโกรธนั้นหากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่ววูบเดียว ก็อาจทำลายบุญบารมีที่ตนเองได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันนับชาติไม่ถ้วน แต่หากความโกรธวูบเดียวนั้นก็จะเหมือนกับเพลิงที่เผาผลาญบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาให้หายไปหมดสิ้นในเวลาชั่วพริบตา

ริมโปเชเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่ทิเบตจะแตกแก่จีนไม่นาน มีพระอาจารย์รูปหนึ่งปฏิบัติธรรมจนมองเห็นอนาคตได้ ท่านได้มองเห็นอนาคตอันน่ากลัวที่ทิเบตจะต้องได้รับและก็ได้กล่าวตักเตือนผู้คนถึงภัยคุกคามที่กำลังมาเยือน เมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ก็มีคนผู้หนึ่งคนไม่ได้ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เมื่อเขาได้ยินว่าทิเบตจะประสบภัยหายนะอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เกิดความโกรธเป็นกำลัง และก็ได้ลุกขึ้นมาชกหน้าพระอาจารย์ท่านนี้เข้าอย่างแรง พระอาจารย์มิได้ตอบโต้ใดๆ และก็มิได้มีความรู้โกรธเคืองใดๆ ตรงกันข้ามท่านกลับกล่าวขึ้นว่าท่านได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกขันติบารมีอย่างจริงๆจัง เพิ่งมีคราวนี้นี่แหละที่ได้มีโอกาสปฏิบัติบารมีข้อนี้อย่างจริงจัง

การปฏิบัติขันติบารมีมิได้หมายความเพียงแค่ว่า เมื่อมีใครมาทำร้ายเรา เราจะไม่ทำร้ายตอบและข่มความโกรธขึ้นในใจไว้ แต่หมายความว่าเมื่อเกิดอะไรร้ายแรงหรือเจ็บปวดแก่ตัวเรา เราจะรับเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ และมองความเจ็บปวดนั้นว่าเป็นครูของเรา ที่มาช่วยเหลือเราให้เดินทางไปบนเส้นทางแห่งโพธิจิตอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเรา แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงหรือความเจ็บปวดขึ้น เราก็จะไม่เสียใจหรือร้องโวยวายว่าเหตุใดโรคร้ายกับความเจ็บปวดนี้จึงเกิดแก่เรา ทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นบ้าง ทำไมต้องมาเป็นเรา การคิดเช่นนี้สวนทางกับการฝึกปฏิบัติขันติบารมีอย่างยิ่ง แทนที่จะคิดว่าทำไมต้องเป็นเราที่เกิดมาเจ็บป่วยตรงนี้ เราก็คิดว่าความเจ็บป่วยและเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกระทำในอดีต ซึ่งสัตว์โลกที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏทุกตัวตนต้องประสบทั้งสิ้น แทนที่เราจะมาเสียใจหรือโกรธเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราน่าจะมองความเจ็บปวดนี้ว่าเป็นบททดสอบที่มาทดสอบว่า เราผ่านการปฏิบัติหัวช้อขันติบารมีหรือยัง การปฏิบัติเช่นนี้ที่ประกอบไปด้วยความเข้าใจแจ้งถึงบทบาทหน้าที่และความสำคัญยิ่งของโพธิจิตและแนวทางของพระโพธิสัตว์ ก็คือการปฏิบัติขันติบารมีด้วยปัญญาอันยิ่งนั่นเอง

บารมีหัวข้อต่อไปได้แก่วิริยบารมี วิริยะก็คือความพากเพียร ท่านศานติเทวะกล่าวว่าความพากเพียรนี้ไม่ได้หมายความแต่เพียงความไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และตั้งใจจริงที่จะทำให้สำเร็จ แต่ยังหมายถึงการมีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ไม่ท้อถอยแม้งานข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด วิริยบารมีจึงไปควบคู่กับขันติบารมีในแง่นี้ การดูว่าผู้ปฏิบัติคนใดเกิดมีวิริยบารมีแล้วก็คือดูว่าเขามีจิตใจที่เบิกบานในการปฏิบัติของเราหรือไม่ หรือว่าปฏิบัติไปเพียงเพราะถูกบังคับ หรือเพราะมีจิตปรารถนาเป้าหมายอื่นใดอันไม่ใช่เป้าหมายทางธรรม เช่นบางคนปฏิบัติธรรมเพราะอยากขึ้นสวรรค์ แบบนี้ริมโปเชบอกว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ถูกต้องของวิริยบารมี จริงอยู่คนที่อยากขึ้นสวรรค์นั้นอาจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติมาก แต่เนื่องจากแรงจูงใจและเป้าหมายของเขาไม่ถูกต้อง เขาจึงไม่มีจิตใจที่เบิกบานอย่างแท้จริง การจะมีจิตใจที่เบิกบานไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆของการปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิบัติ และความสำคัญของการปฏิบัตินี้ ซึ่งก็คือปัญญาในวิริยบารมี

บารมีประการที่ห้าได้แก่การปฏิบัติสมาธิ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ฌานบารมี” (ภาษาสันสกฤตว่า “ธฺยานปารมิตา”) ฌานบารมีหรือการปฏิบัติสมาธิในที่นี้ได้แก่การปฏิบัติสมถสมาธิ จิตใจของเราจะจดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ริมโปเชกล่าวว่าแนวทางหนึ่งของการปฏิบัติได้แก่การนั่งสมาธิมองดูองค์พระพุทธรูป หรือไม่ก็มองดอกบัวสีน้ำเงิน เป้าหมายคือให้จิตใจแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ริมโปเชได้เน้นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิสองแบบ คือแบบที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิธีการทำสมาธิว่าถูกหรือไม่ถูก แต่อยู่ที่เป้าหมายและแรงจูงใจในการปฏิบัติเป็นสำคัญ หากเป้าหมายถูกต้อง คือปฏิบัติสมาธิไปเพื่อให้เข้าถึงความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในพ้นจากสังสารวัฏ ก็จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเป็นเป้าหมายอื่น เช่นเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง เช่นปฏิบัติไปเพื่ออยากขึ้นสวรรค์ ก็จะเป็น “มิจฉาสมาธิ” คือสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ริมโปเชเล่าถึงพระญาติของพระพุทธเจ้าท่านหนึ่ง ชื่อว่าพระนันทะ พระนันทะเป็นพระภิกษุที่หลงติดยึดกับรูปรสกลิ่นเสียงเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าต้องการให้พระนันทะถอนตัวออกจากเรื่องเหล่านี้ ในขณะนั้นพระนันทะกำลังหลงรูปของผุ้หญิงคนหนึ่งเป็นอย่างมาก เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดไม่มีใครเสมอเหมือน พระพุทธเจ้าทรงถามพระนันทะว่าอยากเห็นคนที่สวยกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าหรือไม่ พระนันทะบอกผู้หญิงแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าบอกว่ามี แล้วก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ซึ่งบนนั้นมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่สวยกว่าผู้หญิงของพระนันทะคนนั้นอย่างที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ พระนันทะเมื่อเห็นสาวงามบนสวรรค์แล้วก็เกิดจิตใจอยากครอบครองสาวๆเหล่านั้น และก็ลืมผู้หญิงคนเดิมเสียสนิท เมื่อกลับมายังโลกพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างแข็งขันด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่า จะไปเสวยสุขกับสาวงามบนสวรรค์เมื่อถึงเวลา แต่พระพุทธเจ้าก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์อีก และก็เร่งเวลาให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่เทพบุตรเทพธิดาบนสวรรค์ เมื่อเทพเหล่านี้หมดบุญต้องออกจากสวรรค์ เทพเหล่านี้เมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่บนสวรรค์อีกต่อไป ก็เกิดอาการเศร้าโศกเสียใจต่างๆนานา ด้วยผลกรรมของความรู้สึกเช่นนี้เหล่าเทวดาจึงต้องไปเกิดในนรกภูมิ พระนันทะเห็นเช่นนี้แล้วจึงมองเห็นว่า ความสวยงามของมนุษย์หรือเทพธิดานั้นเป็นของลวงตาเท่านั้น ไม่มีสาระอะไร ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติ คราวนี้ไปตามแนวทางที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์อีกรูปหนึ่ง

บารมีประการสุดท้ายได้แก่ “ปัญญาบารมี” ซึ่งถือเป็นการสุดสิ้นเส้นทางของการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์ ผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อจากโพสนี้ในเวลาอีกไม่นาน

ปัญญากับบารมีหก

manjushriกุงกาซังโปริมโปเชมาบรรยายธรรมและมาร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิพันดาราเป็นเวลาสิบกว่าวันในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ กิจกรรมแรกที่ท่านทำได้แก่การบรรยายธรรมเรื่อง “ปัญญากับพระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ที่บ้านมูลนิธิฯ ถนนลาดพร้าว เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา ริมโปเชได้บรรยายเกี่ยวกับบทบาทของปัญญากับการปฏิบัติบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สำคัญมีประโยชน์แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมาก จึงคิดว่าเอามาเล่าให้ฟังกันในที่นี้

ก่อนอื่นก็ต้องปูพื้นก่อน สำหรับคนที่อาจยังไม่คุ้นกับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ในหนังสือเรื่อง “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” หรือ “โพธิจรรยาวตาร” ของท่านศานติเทวะ ท่านได้วางแนวทางการประพฤติปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ตามหลักของบารมีหกประการเอาไว้ ซึ่งได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีทั้งหกนี้เป็นเหมือนจุดผ่านหกจุดที่ผู้ปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์จะต้องผ่านและจะต้องสั่งสม เพื่อที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมาย ได้แก่การบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้หมดสิ้น ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นหัวใจของพระโพธิสัตว์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการปฏิบัติธรรมตามแนวของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีพระคุณแก่เราทั้งหมด และก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตอบแทนคุณของสัตว์โลกเหล่านี้ ซึ่งวิธีการตอบแทนดังกล่าวแบบสูงสุดก็ได้แก่การนำมาสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ให้พ้นจากทุกข์ของสังสารวัฏ

พระมัญชุศรีเป็นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา หรือพูดอีกอย่างก็คือว่าพระองค์ทรงเป็นพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่งแสดงตัวออกมาเป็นองค์พระโพธิสัตว์ การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรีก็คือการน้อมนำเอาพระปัญญาธิคุณนี้มาไว้ในตน ให้ตนเองมีคุณสมบัตินี้ซึ่งจะสมบูรณ์แบบในท้ายที่สุด กุงกาซังโปริมโปเชเริ่มการบรรยายด้วยการพูดถึงปัญญาในการปฏิบัติธรรม ปัญญามีอยู่สามระดับ ได้แก่ปัญญาจากการฟังหรือการอ่าน ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนาหรือการทำสมาธิ ทั้งสามอย่างต้องอิงอาศัยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะมีปัญญาระดับสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่เกิดจากการอ่านการฟังและการคิดใคร่ครวญ ดังนั้นการอ่านการฟังกับการนำมาคิดใคร่ครวญไตร่ตรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราอย่าเห็นว่าการฟังธรรมเป็นเรื่องธรรมดาๆ แล้วมุ่งไปที่การทำสมาธิเลย ถ้าทำอย่างนั้นมีโอกาสสูงที่แนวทางของสมาธิของเราจะไปผิดทาง ซึ่งจะเป็นการออกนอกแนวทางของพระพุทธเจ้าไปได้

การปฏิบัติให้เกิดปัญญา ก็ทำควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติสั่งสมบารมีหกของพระโพธิสัตว์ได้ เราเริ่มด้วยทานบารมี การให้อย่างมีปัญญาได้แก่การให้ที่ประกอบไปด้วยการเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการให้ ความหมายที่แท้จริงของการให้ก็คือเรารับรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ท้ายที่สุดแล้วตัวตนของเรานั้นไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้นการให้โดยหวังผลตอบแทนกลับเข้ามาหาตัวเรา จึงเป็นการให้ที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา ซึ่งจะทำให้ออกนอกแนวทางของพระโพธิสัตว์และจะทำให้เราไม่บรรลุถึงเป้าหมายทางธรรม ในทางตรงข้ามเราควรตระหนักว่าการให้นั้นเป็นการช่วยเหลือใครก็ตามที่เราให้ ให้เขาได้พ้นจากความทุกข์ เราเห็นผลประโยชน์ของสัตว์โลกมากกว่าของเราเอง ท่านศานติเทวะได้ให้แนวทางการคิดไว้ว่า ให้เราพยายามคิดทบทวนให้เห็นตระหนักถ่องแท้ว่า ตัวเรากับสัตว์โลกทั้งมวลนั้นเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างหรืออยู่ในสถานะที่พิเศษมากกว่าใคร นอกจากนี้ท่านก็ยังแนะนำอีกว่า ให้เราลองพยายามแลกเปลี่ยนตัวเราเองกับสัตว์โลกอื่นๆ คือคิดว่าสัตว์โลกเป็นเรา และเราเป็นสัตว์โลก อะไรที่เป็นสิ่งดีๆแก่เรา ที่เราเคยคิดแสวงหามาบำรุงบำเรอความสุขชั่วครู่ชั่วยามของเรา เราก็คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งดีๆแก่สัตว์โลก มอบสิ่งเหล่านั้นให้แก่สัตว์โลกทั้งหมด การทำทานจากมุมมองเช่นนี้ เป็นการทำจากมุมมองของปัญญาที่แท้จริง และจะเป็นการสร้างสมบารมีอันจะนำไปสู่การบรรลุพระพุทธภูมิที่ถูกต้อง

ต่อจากนั้นริมโปเชก็พูดถึงการปฏิบัติศีล ศีลมีสามแบบกว้างๆ ได้แก่ศีลปาฏิโมกข์ ศีลพระโพธิสัตว์ และศีลตันตระ อย่างแรกได้แก่การปฏิบัติแบบสำรวมระวังและข้อห้ามต่างๆอันเป็นของนักบวชทั่วไป อย่างที่สองได้แก่แนวทางการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ อย่างหลังสุดคือศีลที่ผู้ปฏิบัติตันตระต้องยึดถือ ในการบรรยายนี้ริมโปเชเน้นที่ศีลของพระโพธิสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยการประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ดำรงตนอยู่ในเส้นทางของพระโพธิสัตว์ ได้แก่การไม่ทำร้ายสัตว์โลกและมุ่งมั่นที่จะนำพาสัตว์โลกนั้นให้พ้นทุกข์ ที่สำคัญคือการถือศีลไม่ใช่การมีกรอบจากภายนอกมาบังคับเรา แต่เราควรคิดว่าศีลออกมาจากภายใน มาจากความเข้าใจของเราเองว่าต้องสำรวมระวังไม่ให้กาย วาจา ใจของเราไปทำอะไรที่เป็นการทำร้ายสัตว์โลก และระวังไม่ให้สิ่งภายนอกเข้ามารบกวนหรือทำให้เราต้องไขว้เขวออกจากเส้นทางหรือเปิดโอกาสให้กิเสลเข้ามารบกวนจิตใจเราได้ นอกจากนี้ก็มาจากการเข้าใจว่าภูมิต่างๆในสังสารวัฏต่างก็มีแต่ความทุกข์ไม่จบสิ้น การเข้าใจเช่นนี้นำไปสู่การตั้งใจมั่นว่าจะรักษาศีล เพื่อที่จะไม่ทำร้ายและยังประโยชน์ให้แก่สัตว์โลกอย่างดีที่สุด  การปฏิบัติด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องเช่นนี้ ก็คือการปฏิบัติศีลบารมีด้วยปัญญาอันแท้จริง

ริมโปเชยังได้กล่าวถึงบารมีอื่นๆอีก แต่เวลาหมดเพียงแค่นี้ในคราวนี้ บารมีอื่นๆจะมาพูดถึงในโพสหน้า การบรรยายของริมโปเชเราสามารถฟังได้ด้วยการ คลิกที่นี่

กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ
กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ

Manjushri Song and Mantra

This video is posted by Pandara99, whom I must know because he or she is affiliated with the Thousand Stars Foundation. He (I think I know now who he is) has posted this beautiful video about the Bodhisattva Manjushri. In Tibetan his name is “Jampelyang.” The song contains his mantra “Om A Ra Pa Tsa Na Dhi”. Manjushri is the bodhisattva of wisdom and symbolizes the wisdom of enlightenment of all the Buddhas: