คาถายี่สิบโศลกของท่านวสุพันธุ

งานอันมีชื่อเสียงของท่านวสุพันธุนี้ ผมแปลไว้นานแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยนำมาลงไว้ในทีนี้ งานชิ้นนี้เคยตีพิมพ์แล้วใน สารพันดารา ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ *** คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น   ในสารพันดาราฉบับนี้ เรามีความยินดีเสนอผลงานการแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ได้แก่เรื่อง “คาถายี่สิบโศลกว่าด้วยวิญญาณเท่านั้น” หรือชื่อภาษาสันสกฤตว่า “วิมศติการิกา” ของท่านวสุพันธุ ท่านวสุพันธุเกิดในสกุลพราหมณ์ เมื่อราวคริสตศตวรรษที่สี่ (ประมาณพุทธศตวรรษที่เก้า) ที่เมืองปุรุษปุระ แคว้นคันธาระ ซึ่งปัจจุบันได้แก่เมืองเปชาวาร์ในประเทศปากีสถาน แคว้นคันธาระนี้เคยเป็นดินแดนสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเป็นดินแดนที่สร้างพระรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ซึ่งพระพุทธรูปสมัยแรกๆของคันธาระนั้นมีลักษณะคล้ายไปทางเทพเจ้ากรีก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากทหารกรีกที่ติดตามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมาเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้า และต่อมาบางส่วนก็มาตั้งรกรากอยู่ในดินแดนนี้ ท่านมีพี่ชายคนหนึ่งแต่ต่างบิดาคือท่านอสังคะ ซึ่งก็เป็นพระอาจารย์องค์สำคัญอีกองค์หนึ่งเช่นเดียวกัน ท่านวสุพันธุเป็นนักเรียนที่เก่งกาจเฉลียวฉลาดมาก เมื่ออายุครบบวชท่านก็บวชเป็นพระภิกษุในนิกายสารวาสติวาทินซึ่งเป็นนิกายหลักของแคว้นคันธาระในสมัยนั้น และก็ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมในสายของสำนักไวภาษิกะ ซึ่งเป็นคำสอนหลักของนิกายนี้ ต่อมาท่านก็เริ่มเกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือของคำสอนของไวภาษิกะ และก็ได้เดินทางในศึกษาในสำนักเสาตรันติกะ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นกัษมีระ (หรือแคชเมียร์) สำนักนี้ถือเอาคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นหลักใหญ่ (ดังนั้นจึงถือเป็นเถรวาทฝ่ายหนึ่ง อันได้แก่เถรวาทฝ่ายเหนือ ในขณะนี้สายคำสอนในศรีลังกาถือเป็นเถรวาทฝ่ายใต้) และไม่ค่อยจะไว้ใจฝ่ายไวภาษิกะด้วยเห็นว่าเป็นฝ่ายที่แต่งเติมคำสอนดั้งเดิมให้ผิดเพี้ยนไป ท่านได้เล่าเรียนคำสอนของสำนักเสาตรันติกะจนเจนจบ และก็ได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิด เมื่อกลับมาท่านก็เริ่มสานต่องานใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ท่านได้คิดไว้ก่อนหน้านั้นนานมาแล้ว หลังจากกลับมานี้ ท่านก็มิได้สังกัดอยู่กับนิกายหรือสำนักใดเป็นพิเศษ แต่ปลีกตัวอยู่ในบ้านและก็ดำรงชีพอยู่ด้วยการสอนคำสอนของสำนักไวภาษิกะ คำสอนเหล่านี้ต่อมาก็ได้รวบรวมออกมาเป็นงานอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ อภิธรรมโกศะ […]

Heart Sutra

Here is a beautiful rendition of the Prajñaparamitahrdaya Sutra in Sanskrit. This Sutra captures the essence of Buddhist teaching in only a few sentences. These few sentences, however, can give rise to huge volumes of literature and commentaries. In essence, the Sutra says that everything is empty of their inherent character.

“การเห็นทางธรรมสามระดับ”

หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา เพิ่งออกจำหน่ายเร็วๆนี้ คือ “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุงริมโปเช การเห็นทางธรรมสามระดับหมายถึงสามระดับของการรับรู้ทางธรรม ประกอบด้วยการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ของผู้ที่ยังเป็นปุถุชน การเห็นของผู้ปฏิบัติธรรม และการเห็นอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มนี้แปลจาก The Three Levels of Spiritual Perception พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wisdom Publications สหรัฐอเมริกา การเห็นสามระดับนี้หมายถึงลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่มีการพัฒนาอะไรเลย มาถึงผู้ที่กำลังพัฒนาฝึกฝนตัวเอง จนท้ายที่สุดจบที่ผลลัพธ์ของการฝึกฝน ซึ่งได้แก่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า การเห็นระดับแรกเป็นการเห็นของบุคคลธรรมดาๆทั่วๆไป ที่มักเห็นอะไรที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสกับการปรุงแต่งต่างๆ คนธรรมดาๆที่ยังไม่ได้ฝึกฝนทางธรรมจะเห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่เจือไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อยู่ตลอด ซึ่งทำให้คนธรรมดานี้ตกอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ และต้องว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น ตัวอย่างของการเห็นในระดับนี้ก็เช่น เราเห็นรถใหม่ในงานแสดงรถแล้วเกิดความอยากได้ ความอยากได้นี้เรียกว่า “โลภะ” เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ หรือเราเห็นอะไรที่เราไม่ชอบ เกิดหงุดหงิดขึ้นมาจากการเห็นนั้น ก็เป็นเรื่องของการเห็นทีไม่บริสุทธิ์เช่นกัน สาเหตุหลักของความทุกข์ที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวดมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ ก็อยู่ที่การเห็นอันไม่บริสุทธิ์นี่เอง เป้าหมายของการฝึกฝนตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือว่า ให้เราฝึกตัวเองให้พ้นจากสถานะอันไม่น่าพึงพอใจนี้ ในหนังสือ “การเห็นทางธรรม” เรื่องของการเห็นระดับแรก อันเป็นการเห็นที่ไม่บริสุทธิ์ของปุถุชนนี้ ก็มุ่งที่จะสอนให้คนธรรมดาๆทั่วๆไปเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการเดินทางบนเส้นทางธรรม การเริ่มเดินทางนี้ก็เริ่มต้นที่การมองเห็นและเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร รู้ว่าไม่น่าพอใจอย่างไร เมื่อเกิดการรับรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ […]

“ตัวเองยังช่วยไม่ได้ แล้วจะช่วยผู้อื่นได้ยังไง?”

ข้อวิจารณ์ที่ฝ่ายเถรวาทมักจะยกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปฏิบัติธรรมแบบมหายานบ่อยๆก็คือว่า การตั้งอุดมคติพระโพธิสัตว์เพื่ออุทิศตัวเองในการช่วยเหลือสัตว์โลกในสังสารวัฏให้พ้นจากทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆคือ “ตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร?” ก็หมายความว่า ในขณะปัจจุบันนี้ ผู้ที่ตั้งจิตแบบพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย ตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอดจากความทุกข์ แล้วจะไม่ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร เหมือนกับคนที่ตั้งจิตจะช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดจากการจมน้ำ ถ้าตัวเองยังว่ายน้ำไม่เป็น จะไปช่วยได้อย่างไร เดี๋ยวก็จมกันไปหมด ข้อวิจารณ์นี้ถูกต้องและมีน้ำหนักมาก และจริงๆแล้วก็เป็นคำสอนที่ครูบาอาจารย์ในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นสายใด เน้นหนักมาตลอด ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์นั้น มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ผู้ใดที่คิดว่าตนเองช่วยเหลือผู้อื่นได้ โดยที่ตัวเองยังไม่พ้นทุกข์ และยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณนั้น เป็นผู้ที่หลอกตนเองอย่างมาก เหมือนกับได้เสียสติไป ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ใน วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์ ไว้ดังนี้ “เมื่อข้าฯได้ตั้งปณิธานจะปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายในอากาศธาตุทั่วทั้งสิบทิศจากทุกข์ทางใจ ข้าฯไม่ได้แม้กระทั่งปลดปล่อยตนเองจากทุกข์ทางใจนี้ ข้าฯไม่รู้ขีดจำกัดของข้าฯเอง ข้าฯพูดในเวลานั้นราวกับว่าข้าฯได้เสียสติไป ดัวยเหตุนี้ ข้าฯจะไม่มีวันหันหลังให้แก่การทำลายล้างกิเลสเครื่องเศร้าหมอง” (บทที่ ๔ โศลกที่ ๔๑ กับ ๔๒) เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้ตั้งจิตมั่นที่จะบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อที่จะมีความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ แต่กลับไม่ลงมือปฏิบัติเพื่อให้คำอธิษฐานของตนเองเป็นจริง ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นก็เหมือนกับว่าได้พูดหลอกลวงพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบาปยิ่งนัก ผู้ปฏิบัติธรรมที่ตั้งจิตจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ ต้องรู้อยู่แก่ใจอยู่ตลอดเวลา ตลอดทุกลมหายใจ ว่าในขณะนี้ตนเองยังเป็นเพียงผู้ปฏิบัติหรือผู้เดินทางอยู่ ยังไม่ถึงหนทาง ในขณะนี้ยังไม่มีความสามารถอันสมบูรณ์เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้อย่างเต็มที่ […]

บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์

หัวข้อหลักของการบรรยายของกุงกาซังโปริมโปเช ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มพิธีมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้แก่เรื่อง “บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์” บารมีเหล่านี้ได้แก่สิ่งที่พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อตัวของพระโพธิสัตว์นั้นเองแต่อย่างเดียว แต่เป็นไปเพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงน้ำแห่งกองทุกข์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะมีความสามารถจะทำเช่นนี้ได้ เราตั้งจิตปรารถนาเดินตามทางของพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะว่าเราสงสารสัตว์โลก ปรารถนาจะให้พวกเขาพ้นจากทุกข์ ซึ่งในขณะนี้เรายังไม่มีความสามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะลำพังตัวเราเองก็ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย จึงต้องตั้งจิตปรารถนาพระสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อให้สามารถรื้อขนสรรพสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การ “รื้อขน” สรรพสัตว์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าจะสามารถพาเราข้ามฝั่งไปสู่ฝั่งของนิพพานได้เฉยๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราทั้งหลายก็คงอยู่บนฝั่งของพระนิพพานกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องมาว่ายวนอยู่ในสังสาระอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ที่พระพุทธเจ้าทำได้ก็คือสั่งสอนสรรพสัตว์ และแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า การพัฒนาตนเองจนถึงจุดสูงสุด ถึงความสมบูรณ์เต็มเปี่ยมนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปฏิบัติตนเพื่อให้บรรลุถึงสภาพเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติตนตามวิถีทางของพระโพธิสัตว์จึงเป็นการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดนี้เอง เราตั้งจิตปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์อย่างจริงใจ ซึ่งก็จะหมายความว่าเราเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นและสัตว์โลกทั้งปวงมากกว่าประโยชน์ของตัวเราเอง การที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ หมายความว่าจิตใจของเราจะต้องมีความโน้มเอียงที่จะปรารถนาจะพ้นทุกข์ เห็นโทษภัยของทุกข์ และเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ด้วย การมีความโน้มเอียงเช่นนี้ได้ จำเป็นจะต้องมีพระพุทธเจ้าอยู่ ดังนั้นแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ แต่พระพุทธเจ้าก็เป็นเหตุให้เกิดมีคำสอนและมีแบบอย่างที่แสดงให้เราเห็นว่า การข้ามไปอีกฝั่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริง ปฏิบัติได้ และผลของการปฏิบัตินั้นดีอย่างไร การที่เรามีจิตปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย หมายความว่าเรามี “โพธิจิต” โพธิจิตแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ […]

Can a Bodhisattva Kill?

One of the most controversial topics in Mahayana Buddhism touched upon in Kunga Sangbo Rinpoche’s teaching at the Bodhgaya Hall last Thursday is about the act of killing by a bodhisattva. Those who have even a very basic understanding of Buddhism knows that killing is prohibited in the precepts. The first precept says specifically that […]

Can a Buddhist be a Skeptic?

Georges Dreyfus came to Chulalongkorn University again for the third time, and this time he gave a public talk on “Can a Buddhist be a Skeptic?” The talk was really interesting and touched upon some of the very difficult issues in Buddhist philosophy. He started by recounting the tenet found in the Madhyamika system, especially […]

นิพพานสองแบบ

สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมหรือนักเรียนนักศึกษาพระพุทธศาสนายังไม่ค่อยเข้าใจกัน ก็คือเหตุใดพระพุทธศาสนามหายานจึงถือว่า พระโพธิสัตว์ระดับสูงเช่นพระอวโลกิเตศวร หรือพระแม่ตารา จึงบรรลุพระนิพพานแล้วแต่ยังอยู่ดูแลสรรพสัตว์อยู่ แถมยังสามารถ “แบ่งภาค” หรือสร้าง “นิรมาณกาย” มาเกิดในร่างมนุษย์ เช่น ชาวพุทธทิเ้บตถือกันว่า สมเด็จดาไลลามะทรงเป็น “นิรมาณกาย” หรือ “กายนิรมิต” ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ไม่ค่อยเข้าใจกันก็คือว่า เหตุใดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั้น บรรลุนิพพานไปแล้ว แต่ก็ยังดำรงอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ที่บรรลุนิพพานแล้วจะยังดำรงอยู่? ก่อนจะตอบคำถามอันสำคัญนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระพุทธศาสนามหายานถือว่า มีพระนิพพานอีกแบบหนึ่งต่างหากจากพระนิพพานแบบที่มีอยู่ในเถรวาท พระนิพพานที่มีอยู่ในเถรวาทนั้นเป็นสภาวะอันดับทุกข์โดยสิ้นเชิง หมดสิ้นเชื้อที่จะทำให้มาเกิดอีกในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าศากยมุนี กับพระอรหันต์ทั้งปวงต่างก็บรรลุพระนิพพานนี้ ท่านเหล่านี้จึงไม่มีใครมาเกิดอีก และเราก็ไม่ควรพูดว่า ท่านเหล่านี้ “ดำรงอยู่” เช่นอยู่ในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสวรรค์ไม่ว่าชั้นใดก็เป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้หมดสิ้นซึ่งเหตุที่จะเกิดใหม่ ถือชาติภพใหม่อีกต่อไป เนื่องจากการดำรงอยู่ในสังสารวัฏนั้นเป็นการดำรงอยู่โดยมีเหตุที่จะทำให้เกิดใหม่อีกต่อไป พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ดำรงอยู่ในสังสารวัฏแต่ประการใด ดังนั้นจึงพูดไม่ได้ว่าพระองค์กับพระอรหันต์ทรงดำรงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในสังสารวัฏ แต่พระพุทธศาสนามหายานถือว่า พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้นทรงเป็น “นิรมาณกาย” ของการตรัสรู้ปรมัตถธรรมหรือพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พูดง่ายๆก็คือว่า ทรงเป็นตัวแทนของการรู้แจ้งที่ทำลายอวิชชาจนหมดสิ้น เป็นการ “ตรัสรู้” ที่ทำลายมูลเหตุของความทุกข์ทั้งสิ้นทั้งปวง และตัว “ความรู้” […]