หมุนกงล้อธรรม

ผมตั้งใจว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังๆนี่ไม่ค่อยเขียนอะไรเกี่ยวกับธรรมะมากนัก มัวแต่ไปพูดกับเขียนเรื่องอื่นๆ เลยต้องกลับมาที่ธรรมะก่อนที่จะห่างออกไปเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชามาแล้วในบล๊อกนี้ แต่เนื่องจากเป็นวันสำคัญก็เลยต้องคิดหาหัวข้อใหม่ที่ไม่ซ้ำกับหัวข้อเดิมมาเขียน แต่เราก็คิดได้ว่าหัวข้อธรรมะไม่เคยล้าสมัย เรื่องเดียวกันสามารถเอามาพูดใหม่ได้ตลอด เพราะหัวใจอยู่ที่การทำซ้ำๆ พูดซ้ำๆ จนกว่าจะซึมซับเข้าไปในกระแสเลือดกับในกระดูก หัวข้อธรรมะต่างจากหัวข้อพูดคุยเรื่องอื่นๆตรงนี้แหละ ฟังธรรมต้องฟังซ้ำๆบ่อยๆจนกว่าความหมายของถ้อยคำจะซึมเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเราจากภายใน วันอาสาฬหะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง “หมุนกงล้อธรรม” เป็นครั้งแรก พูดอีกอย่างก็คือเป็นวันเกิดของพระพุทธศาสนา ผมอยากจะมองว่าวันนี้สำคัญกว่าวันวิสาขะเสียด้วยซ้ำ เพราะวันวิสาขะเน้นที่ตัวบุคคลของพระพุทธเจ้าเพียงคนเดียว แต่วันอาสาฬหะเป็นวันเกิดของ “ศาสนา” ใหม่ของโลก อันเป็นศาสนาที่มุ่งเสนอว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไพร่หรือผู้ดี พราหมณ์หรือศูทร ผู้หญิงหรือผู้ชาย คนรวยหรือคนจน ต่างก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้เขาปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจและอย่างมีความเพียรเท่านั้น ลักษณะนี้ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณของอินเดียอย่างสิ้นเชิง หลักของคำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่ที่ว่า คนที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้ จะต้องเป็นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อ่านและศึกษาพระเวท แนวคิดพื้นฐานก็คอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะบรรลุธรรมได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิพิเศษ สิทธิพิเศษนี้ก็มาจากชาติกำเนิดเป็นหลัก ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าการแบ่งคนออกเป็นวรรณะต่างๆ เป็นพื้นฐานความจริงของโลกและจักรวาล พราหมณ์มีหน้าที่สาธยายพระเวทและประกอบพิธีกรรมเพราะถือกำเนิดมาจากปากของพระพรหม ส่วนวรรณะอื่นๆก็มีหน้าที่อื่นๆในสังคมเพราะถือกำเนิดมาจากอวัยวะส่วนอื่นๆของพระพรหม ความจริงพื้นฐานของจักรวาล (พระพรหม) เป็นตัวกำหนดว่าใครจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม โดยที่เจ้าตัวไม่มีบทบาทอะไรแม้แต่น้อย ถึงคุณจะขยันทำความเพียรจนสิ้นใจ ถ้าคุณไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีสิทธิจะไปฟังหรือไปจับคัมภีร์พระเวท ก็ขยันไปเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้นหากคุณขืนไปจับคัมภีร์เข้าทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ ก็จะเป็นการทำบาปอย่างรุนแรง เทพเจ้าจะไม่ให้อภัยแน่ๆ เราจึงเห้นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการปฏิวัติสังคมอย่างรุนแรง และก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหล่าพราหมณ์ต้องปรับตัวสู้กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน […]

บทสวดเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในชีวิตให้ส่งผลดีแก่การปฏิบัติธรรม

โดยภิกษุเกียลเซทกเมซังโป ขอนอบน้อมแด่พระอาจารย์ ร่างกายอันเป็นมายาอันข้าพเจ้าถือครองอยู่ เช่นเดียวกับที่ผู้อื่นถือครองร่างของเขาอยู่นี้ หากต้องเจ็บป่วยลงไป ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะปิติยินดี เนื่องจากจะได้ชำระล้างบาปกรรมที่ได้สั่งสมมาแต่อดีต การปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่หลากหลาย ก็เป็นไปเพื่อชำระล้างกิเลสทั้งสองนี้ให้บริสุทธิ์ หากข้าพเจ้ามีสุขภาพดี ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด เมื่อข้าพเจ้าปลอดจากโรคภัย ก็จะปิติยินดี เมื่อกายกับใจอยู่ดีมีความสบาย การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าและเข้มแข็งขึ้น การทำให้ชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้เกิดความหมายขึ้นมา ก็คือการอุทิศร่างกาย คำพูดและจิตใจแก่การปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศล หากข้าพเจ้าเผชิญกับความยากไร้ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดี ข้าพเจ้าจะปราศจากสิ่งใดที่จะต้องมาคอยปกป้องดูแล และจะไม่มีสิ่งใดให้ต้องสูญเสียไป การทะเลาะวิวาทหรือการขัดแย้งใดๆ ล้วนแล้วแต่เกิดจากความโลภอยากได้ทรัพย์สมบัติ นี่เป็นของแน่นอน หากข้าพเจ้ามีทรัพย์สมบัติ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดีในทรัพย์สมบัติ หากข้าพเจ้าจะเพิ่มพูนบุญบารมี การมีทรัพย์สมบัตินี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าประโยชน์หรือสุขใดๆที่จะเกิดขึ้นในบัดนี้และในกาลข้างหน้า ต่างก็เกิดจากบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมมา นี่เป็นของแน่นอน หากข้าพเจ้าต้องตายไปในเวลาอันใกล้ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดี เมื่อปราศจากสถานการณ์อันเป็นอกุศลที่มาแทรกแซง รวมทั้งเมื่อได้รับแรงหนุนจากวิบากอันเป็นกุศลที่ได้สั่งสมมา ข้าพเจ้าก็จะตรงแน่วไปบนเส้นทางที่แท้จริงและไม่ผิดพลาด หากข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาว ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น เมื่อข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่ ก็จะปิติยินดี ทันทีที่พืชผลแห่งการบรรลุธรรมได้ปลูกไปแล้ว ตราบเท่าที่แดดยังออกและฝนยังตก หากได้ดูแลพืชผลนั้นอย่างดี ก็จะสุกงอมให้ผลอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ขอให้เราปิติยินดีอยู่เสมอ บทสวดนี้ประพันธ์ขึ้นจากคำถามของเกเชสาเกียปะรูปหนึ่ง ซึ่งถามว่าเราควรต้องทำอะไรเมื่อเราเกิดความเจ็บไข้และอื่นๆ ข้าพเจ้า […]

จิตใสกับจิตว่าง

ผู้ที่ได้ฟังกุงกาซังโบริมโปเชบรรยายธรรมเมื่อหลายวันที่ผ่านมา คงจำได้ว่าริมโปเชได้สอนนั่งสมาธิ โดยให้กำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้า-ออกหนึ่งรอบนับหนึ่ง แล้วก็นับสอง …​ สาม … สี่ ไปเรื่อยๆจนถึงยี่สิบเอ็ด แล้วก็เริ่มนับใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ เมื่อจิตของเราจดจ่ออยู่กับลมหายใจแล้ว ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆจะค่อยๆสงบลง จนเมื่อจิตจดจ่อเต็มที่อยู่กับลมหายใจจนแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือสมาธิได้เกิดขึ้นแล้ว การทำให้จิตสงบแนบแน่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจนี้เรียกว่า “สมถะ” อันที่จริงเราอาจมีวิธีการต่างๆเพื่อให้จิตสงบก็ได้ เช่นในวัชรยานมีการทำสมาธิโดยนึกภาพพระโพธิสัตว์ เช่นพระมัญชุศรีหรือพระแม่ตารา แล้วก็ให้จิตสงบกับภาพนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถทำสมาธิง่ายๆด้วยการจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เมื่อจิตสงบแล้ว จิตก็จะมีความ “อ่อนตัว” หรือมีความสามารถที่จะช่วยให้เราเข้าใจประเด็นข้อธรรมต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง เหมือนกับจิตนั้นเองเป็นอาจารย์ของเราเอง การเข้าใจนี้ไม่เหมือนกับการเข้าใจปกติธรรมดาๆในห้องเรียน แต่เป็นการเข้าใจที่เกิดจากการ “มองเห็น” ประเด็นข้อธรรมนั้นโดยตรง เช่นเมื่อเราพิจารณาความเป็น “ศูนยตา” หรือความว่างของสรรพสิ่ง เราก็มองเห็นความว่างนั้นโดยตรงในสมาธิ การมองเห็นนี้ภาษาบาลีเรียกว่า “วิปัสสนา” ความรู้ที่ได้จากวิปัสสนานี่แหละที่เป็นเหมือนดาบแห่งปัญญาของพระมัญชุศรี ที่ทำให้เราตัดอวิชชาให้ขาดเพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้ เมื่อจิตเราสงบได้ที่ ริมโปเชก็สอนให้เรานึกถึงจิตของเราเอง (ซึ่งก็เป็นทางหนึ่งในการพิจารณาศูนยตา) ให้เราถามตัวเองว่า “จิตอยู่ที่ไหน?” “จิตมีลักษณะอย่างไร?” “มีสีอะไร?” มีรูปร่าง ขนาด เป็นอย่างไร?” เราก็จะพบว่าจิตนั้นบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน บอกไม่ได้ว่ามีลักษณะอย่างไร […]

ความตายมองไม่เห็น

ในการบรรยายของผมในการประชุม “เตรียมตัวตายอย่างมีสติ” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีเรื่องธรรมะมาพูดเพียงสไลด์เดียว ที่เหลือเป็นเรื่องประเด็นทางปรัชญาและจริยธรรมเกี่ยวกับความตาย ผมได้ยกพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนพระโมฆราชเกี่ยวกับเรื่องความตายไว้ดังนี้ ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักไม่แลเห็น คำสอนนี้สำคัญมาก และหากปฏิบัติได้เต็มที่ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นพูดได้ว่า “ก้าวข้ามความตาย” ไปได้ การก้าวข้ามความตายที่ว่าไม่ใช่ว่า บุคคลผู้นั้นจะอยู่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย สภาพการณ์เช่นนั้นไม่สามารถเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะขัดแย้งกับกฎของธรรมชาติที่บอกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจะต้องถึงเวลาดับสูญ แต่หมายความถึงว่าบุคคลผู้นั้นเป็นบุคคลที่ “มัจจุราชมองไม่เห็น” ทีนี้ปัญหาก็คือว่า บุคคลเช่นว่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ ในแง่หนึ่งคนที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวตันอยู่ เพราะเรารู้กันเป็นอย่างดีว่าคนแบบนี้อาจจะมีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ เพียงแต่คนอื่นๆมองไม่เห็น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจหมายความว่า บุคคลเช่นนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ จึงเป็นเหตุให้คนอื่นๆ (โดยเฉพาะมัจจุราช) มองไม่เห็น พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ท่านโมฆราชว่า “ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า” เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับคำสอนอื่นๆของพระพุทธเจ้า ที่มุ่งเน้นการพิจารณาความเป็นจริงของโลก ว่าแท้จริงแล้ว มิได้มีแก่นสารสาระอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริงเป็นจัง หรือมีตัวมีตนได้ การมองโลกว่าเป็นของว่างเปล่า หมายถึงการมองสิ่งต่างๆในโลกว่าเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมา ถือกำเนิดขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเกิดมาแล้วก็ดับสูญสลายลงไป มิได้มีแก่นอะไรที่จะเป็นแกนของสิ่งนั้นที่จะทำให้สิ่งนั้นอยู่คงทนถาวรต่อไปได้ เราชาวพุทธฟังแบบนี้มาบ่อย แต่ปัญหาก็คือว่า เราฟังบ่อยแต่ไม่รับประเด็นนี้เข้ามาให้ซึมซับให้เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเราเอง เราส่วนใหญ่ยังทำตัวราวกับว่า สิ่งต่างๆมีความคงทนถาวรเที่ยงแท้ในตัวของมันเอง เช่นเรายังคิดไปว่าร่างกายของเราร่างนี้จะ้ต้องคงทนถาวร ไม่อยากคิดว่าวันหนึ่งมันก็จะสูญสลายไป เมื่อมันถึงคราวจะเสื่อมของมัน […]

อัปปมัญญา ๔

ขอเชิญสาธุชนทุกท่าน เข้าร่วมฟังการบรรยายธรรมเรื่อง “อัปปมัญญา ๔” หรือ “ความไม่มีประมาณ ๔ ประการ” (The Four Immeasurables) โดยพระอาจารย์กุงกาซังโปริมโปเช เจ้าอาวาสวัดเจคุนโดและต้าชี่กง มณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน “อัปปมัญญา ๔” เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “พรหมวิหาร ๔” ประกอบด้วยเมตตา ได้แก่ความรักความปรารถนาจะยังความสุขให้แก่สัตว์ทั้งปวง กรุณา หรือความปรารถนาจะยังสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ มุทิตา ได้แก่ความยินดีความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ทั้งปวงมีความสุข และอุเบกขา ได้แก่การไม่แบ่งแยกสัตว์ทั้งปวงว่าเป็นเขาเป็นเรา หรือเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่มองสรรพสัตว์ทั้งหลายว่าเสมอเหมือนกันหมดทั้งสิ้น ในการปฏิบัติ ธรรม เราจะตั้งจิตว่าจะมีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ออกไปในทั่วทุกทิศ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งสิ้นโดยไม่มีประมาณ การไม่มีประมาณหมายความว่า ความเมตตา กรุณา ฯลฯ ของเรามีให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ แม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูของเรา หรือผู้ที่อาจเกลียดชังเรา เราก็แผ่ความรักความกรุณาไปยังพวกเขาด้วย แม้แต่มดแมลงหรือสัตว์นรกหรือเปรต อสุรกายใดๆ รวมทั้งเทวดาและพรหม เราก็แผ่ความรักความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไปยังพวกเขาโดยไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้เราก็ยังตั้งจิตอธิษฐานว่า จะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ […]

การบ่มเพาะโพธิจิต

(บรรยายธรรมท่านกุงกา ซังโบ ริมโปเช บ้านมูลนิธิพันดารา วันที่ 3 มี.ค. 2553) โพธิจิตคือการที่เราคิดถึงผู้อื่นก่อนและคิดถึงตัวเองเป็นรอง บางคนคิดถึงแต่คนวงใน เช่น ญาติพี่น้อง แต่ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นนอกเหนือจากนั้นได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้สอนธรรมให้เราเกิดโพธิจิต สอนให้เราบ่มเพาะโพธิจิตออกมา บางคนดูเหมือนมี บางคนมีเยอะบางคนไม่มีเลย สำหรับบางคนการคิดถึงคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน และแต่ละชาติเราก็คิดถึงแต่ตัวเองทำให้ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นได้ เราอาจจะให้เงินทองกับผู้อื่นได้ แต่ถ้ามีคนมาขอชีวิตเรา เราไม่สามารถให้ได้ หรือถ้ามีคนมาขอภรรยาหรือลูกของเรา เราก็ให้ไม่ได้ เราให้ได้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของที่เป็นที่รักที่หวงแหนเราให้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการฝึกสมาธิที่จะลดความยึดติดในตัวเราและน้อมนำความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือเขาเหล่านั้น การฝึกโพธิจิตนั้นก่อนอื่นให้นึกถึงความรักของแม่ แล้วจึงบ่มเพาะความรักเช่นเดียวกับความรักของแม่ให้เกิดขึ้นในใจและเผื่อแผ่ออกไปให้ผู้อื่น คิดถึงบุญคุณของแม่ จากนั้นให้คิดถึงความทุกข์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ถึง 9 เดือน เมื่อผ่าน 9 เดือนหลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว แม่ก็เป็นทุกข์ในการที่จะเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ในพระสูตรพูดถึงความทุกข์ยากของแม่ขณะที่กำลังจะคลอดว่ามันเจ็บมากเหมือนคนที่กำลังจะตาย บุญคุญของแม่ยิ่งใหญ่มากเมื่อดวงวิญญาณหนึ่งได้มากำเนิดในครรภ์ เมื่อดวงจิตนี้เติบใหญ่แม่ก็คอยสอนภาษาพูด ภาษาเขียน แม่หมั่นสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้ลูกแข็งแรง แม่มักจะนึกถึงลูกก่อนนึกถึงตนเองเสมอ เมื่อเรานึกถึงบุญคุญของแม่ขอให้เราตั้งจิตว่าเราโตขึ้นมาได้เพราะบุญคุณของแม่ เราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์อื่นและเพื่อตอบแทนบุญคุณของแม่ ความปรารถนาที่จะให้แม่และผู้อื่นมีแต่ความสุข ความปรารถนานี้เรียกว่า “ความเมตตา” จากนั้นให้ตั้งจิตว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของแม่และผู้อื่น ความปรารถนาที่จะไม่ให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เรียกว่า “ความกรุณา” จากนั้นจึงตั้งจิตขอให้แม่และสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงการตรัสรู้ธรรม ความปรารถนาในประการสุดท้ายเรียกว่า […]

ช่องว่างระหว่างความคิด

อุบายอย่างหนึ่งที่ครูบาอาจารย์มักจะใช้แนะนำศิษย์ที่ปฏิบัติสมาธิ ได้แก่การมองหา “ช่องว่างระหว่างความคิด” หลักการก็คือว่า คนเรานั้นไม่สามารถคิดได้มากกว่าหนึ่งเรื่องในเวลาเดียวกัน และเนื่องจากจิตของเราคิดอยู่ตลอดเวลา จึงมีช่วงเวลาหนึ่งที่จิตไม่ได้คิดอะไร แต่ตื่นอยู่เฉยๆ ซึ่งจะอยู่ระหว่างตรงที่ความคิดหนึ่งจบไปแล้ว และอีกความคิดหนึ่งกำลังจะเข้ามา ช่วงเวลานี้แหละที่เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ตื่นรู้” อันสำคัญ เป้าหมายของการปฏิบัติสมาธิก็คือการอยู่กับช่องว่างตรงนี้ ตอนแรกก็พยายามหาช่องนี้ให้พบ และเมื่อพบแล้วก็พยายามปฏิบัติเพื่อให้ช่องนี้กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อง นี้ฟังดูง่ายๆแต่จริงๆแล้วเป็นหัวใจของการปฏิบัติทั้งหมด ซึ่งเราสามารถปฏิบัติตรงจุดนี้ได้ทั้งชีวิต ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ใหม่ๆฟังดูเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน ตอนนั้นฟังดูเหมือนกับว่าความคิดหนึ่งเมื่อหยุดไปแล้ว ช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อนั้นสั้นนิดเดียว แล้วจะหาได้อย่างไร ตอนนั้นคิดเหมือนกับว่าเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน เป็นเรื่องทางเทคนิคที่เหมือนกับปฏิบัติได้ยากมากๆ แต่เมื่อปฏิบัติ สมาธิกรรมฐานไปเรื่อยๆ ก็พบว่าจริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่ยากอย่างที่คิดไว้ตอนแรก สิ่งที่เราควรทำในระยะแรกคือให้จิตแนบแน่นอยู่กับอะไรก็ตามที่เรายึดเป็นจุด รวมของสมาธิ ส่วนใหญ่เราจะเน้นที่ลมหายใจ คือให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ รู้สึกตัวเมื่อลมเข้า ลมออก หรือไม่มีลมวิ่งเนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือบางคนอาจจะเน้นที่บริกรรมคำพูด หรือบริกรรมเป็นภาพนิมิตที่ตัวเองกำหนดขึ้น เช่นนึกภาพว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในร่างกายเรา เป็นต้น ศูนย์รวมจิตในการทำสมาธินี้ท่านเรียกว่า “อารมณ์ของสมาธิ” เมื่อ จิตแนบแน่นอยู่กับศูนย์รวมเหล่านี้พอสมควรแล้ว เราก็จะพบว่าการหาช่องว่างระหว่างความคิดเป็นเรื่องธรรมดาๆ เมื่อจิตแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ของสมาธิแล้ว ก็จะไม่คิดไปต่างๆนานา แต่ก็เป็นอย่างนี้ไปไม่ได้ตลอด ไม่ช้าไม่นาน (สำหรับเราๆที่เพิ่งเริ่มฝึกปฏิบัติสมาธิ) จิตเราก็จะเริ่มคิดไปถึงสิ่งต่างๆ หน้าที่ของเราก็คือให้รู้ตัวว่าจิตได้คิดออกไปแล้ว ก็เพียงแค่นำจิตกลับมาสู่อารมณ์ของสมาธิ หลังจากนั้นจิตก็คิดออกไปอีก ก็นำกลับมาด้วยวิธีเดียวกัน ทีนี้ […]

The Soul of the Robot

One of the most discussed topics at the 5th Asia-Pacific Computing and Philosophy Conference (APCAP 2009) at the University of Tokyo was about the ethics of robots. This is not so surprising given that Japan is one of the leading countries in robot technology and thinking about robots which look like humans and do things […]

Staying in the Present

One of the teachings given by Nyima Dakpa Rinpoche at the construction ceremony of the Tara Great Stupa in Hua Hin was that we should constantly be at the present moment. The past is already passed. We can’t bring the past back. The future does not yet happen. So if we keep on thinking about […]