การบวชภิกษุณี

ระยะนี้ข่าวเรื่องการบวชพระภิกษุณีเริ่มร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่พระอาจารย์บราห์มถูก “อัปเปหิ” ออกจากคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ที่พระอาจารย์บราห์มสังกัดอยู่ หลังจากที่อาจารย์อนุญาตให้มีการบวชพระภิกษุณีในวัดของท่าน ที่เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อไม่นานมานี้

ในโพสนี้เราคงจะไม่ลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการบวชพระภิกษุณีที่เพิร์ธ หรือเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพระภิกษุสายวัดหนองป่าพง แต่จะมาดูประเด็นเกี่ยวกับหลักการของการบวชพระภิกษุณี ซึ่งน่าสนใจมากกว่า

หัวใจของเรื่องนี้ก็คือ ในพระพุทธศาสนาสายเถรวาทที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศไทยนั้น (ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่า การบวชพระภิกษุณีเริ่มเป็นที่ยอมรับในศรีลังกา ซึ่งก็เป็นเถรวาทเหมือนกัน) ยังไม่ยอมรับการบวชพระภิกษุณี เหตุผลที่ให้กันก็ซ้ำๆเดิมๆ คือ “สายการบวชพระภิกษุณีได้ขาดลงไปแล้ว” ทีนี้การอ้างเช่นนี้เป็นการอ้างข้อเท็จจริง และเป็นที่น่าสังเกตว่า ฝ่ายที่อ้างว่าไม่ควรมีการบวชพระภิกษุณีนั้นมักจะอ้างข้อเท็จจริงนี้ แทนที่จะอ้างหลักการว่าไม่ควรมีการบวชดังกล่าว ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการบวชพระภิกษุณีไว้โดยตรงในพระไตรปิฏก ดังนั้นการบวชพระภิกษุณีจึงมีความชอบธรรม เหตุผลเดียวที่เหลืออยู่ที่จะห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้นได้ ก็คืออ้าง “ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับสายการบวช

สำหรบท่านที่อาจจะยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อน การบวชพระนั้นจะต้องมีพระผู้ใหญ่เรียกว่า “อุปัชฌาย์” เป็นผู้บวชให้ และอุปัชฌาย์ท่านนั้นก็จะต้องบวชจากอุปัชฌาย์ของท่านเองมาก่อน เป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนถึงพระพุทธเจ้า แต่ประเด็นที่ฝ่ายไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงบวชก็คือว่า เราหาพระภิกษุณีมาเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ทำตามพระวินัยไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือว่า เราหาพระภิกษุณีมาเป็นพระอุปัชฌาย์ไม่ได้จริงๆหรือ? “ข้อเท็จจริง” ของฝ่ายต่อต้านที่สำคัญก็คือว่า “ในปัจจุบันไม่มีพระภิกษุณีเหลืออยู่อีกแล้ว”

การอ้างของฝ่ายไม่สนับสนุนภิกษุณีนี้เป็นการมองข้อเท็จจริงไม่รอบด้าน เพราะความจริงที่ปรากฏอยู่ก็คือว่า ปัจจุบันมีพระภิกษุณีจำพรรษาอยู่ตามวัดต่างๆในโลกนี้มากมายหลายรูป ดังนั้นที่บอกว่าปัจจุบันไม่มีพระภิกษุณีอีกแล้วจึงไม่เป็นความจริง ปัจจุบันมีการประชุมใหญ่ระดับโลกที่พระภิกษุณีจากทั่วโลกมาประชุมกัน ได้แก่การประชุมของ International Association of Buddhist Women ซึ่งได้จัดการประชุมใหญ่ไปที่ประเทศเวียตนามเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อมีหลักฐานชัดเจนเช่นนี้แล้วว่ามีพระภิกษุณีอยู่เป็นจำนวนมากในโลกในปัจจุบัน ข้ออ้างที่บอกว่าพระภิกษุณีหมดไปแล้วจึงไม่ตรงกับความจริง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต่อต้านก็อ้างอีกว่า แม้ว่าจะมีพระภิกษุณีอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ท่านเหล่านั้นก็มิใช่พระภิกษุณีตามสายการปฏิบัติของประเทศไทย กล่าวคือไม่ได้บวชในประเทศไทย แต่นี่เป็นการอ้างเหตุผลแบบงูกินหาง กล่าวคือเราหาพระภิกษุณีไม่ได้ เพราะไม่มีในประเทศไทย แต่พอมองออกไปนอกประเทศไทยที่มีพระภิกษุณีอยู่เป็นจำนวนมาก กลับไม่ยอมรับเพราะไม่ได้บวชในประเทศไทย การคิดเช่นนี้วางอยู่บนข้อฐานที่ว่า เฉพาะผู้ที่บวชในประเทศไทยเท่านั้น ที่มีความชอบธรรมในการเป็นพระอุปัชฌาย์บวชคนอื่นต่อไปได้ ซึ่งความข้อนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงรับรอง และก็มิได้มีบัญญัติไว้ในพระไตรปิฏกแต่ประการใด (แม้กระทั่งชื่อประเทศไทย ก็ยังไม่มีในพระไตรปิฏก)

ฝ่ายต่อต้านอาจจะอ้างว่า “พระภิกษุณี” ที่มีอยู่ในโลกนั้น ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นพระภิกษุณี เพราะสายการปฏิบัติได้สูญไปก่อนหน้าแล้ว แต่ปัญหาของการอ้างแบบนี้ นอกจากว่าจะเป็นดูหมิ่นดูแคลนพระสงฆ์ ซึ่งเป็นบาปแล้ว ยังเป็นการหลงผิดอย่างมาก เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า พระภิกษุณีที่มีอยู่ในประเทศต่างๆนั้น ท่านมิได้บวชจากอุปัชฌาย์ของท่าน และรู้อีกได้อย่างไรว่า อุปัชฌาย์ของท่านมิได้บวชจากอุปัชฌาย์ก่อนหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เราต้องไม่ลืมว่าในพระไตรปิฏกเองมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าทรงบวชให้แก่พระน้านางของพระองค์เป็นท่านแรก และต่อจากนั้นก็ทรงบวชพระภิกษุณีมาตลอดพระชนมายุของพระองค์ มีหลักฐานว่าสายของพระภิกษุณีได้แพร่กระจายจากอินเดียไปยังจีนเมื่อหลายร้อยปีหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดังขันธ์ปรินิพพาน และก็ได้ลงหลักปักฐานสืบทอดการบวชมาตลอด ดังนั้นเราจะอ้างได้อย่างไรว่าสายของพระภิกษุณีขาดไปแล้ว (บทความหนึ่งที่กล่าวถึงหลักฐานดังกล่าว แม้จะไม่ใช่หลักฐานชั้นต้นแต่ก็มีเหตุผลน่ารับฟัง อ่านได้ที่นี่)

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต่อต้านก็อาจจะจำนนต่อหลักฐานนี้ แต่ยังอ้างต่อไปอีกว่าพระภิกษุณีจากประเทศจีนนั้นเป็นสายมหายาน ไม่สามารถบวชให้แก่กุลธิดาในประเทศไทยที่เป็นสายเถรวาทได้ แต่ประเด็นตรงนี้มิได้อยู่ที่มหายานหรือเถรวาท ประเด็นอยู่ที่ว่าพระภิกษุณีในประเทศจีนนั้น สืบสายการบวชมาจากพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ถ้าไม่มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าสายดังกล่าวได้ขาดลงไปจริงๆในช่วงใดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ เราก็ต้องยอมรับว่าพระภิกษุณีในประเทศจีนสืบสายมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง การเป็นมหายานหรือเถรวาทเป็นเพียงเรื่องของพระสูตรที่ใช้ศึกษา หรือวิธีการปฏิบัติบางประการ แต่ในทางพระวินัยแล้วไม่มีหลักฐานอะไรที่จะแสดงได้เลยว่า ไม่มีพระภิกษุณีที่สืบสายโดยตรงมาจากพระพุทธเจ้า

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต่อต้านก็ยังมีการอ้างถึงเหตุผลเกี่ยวกับ “สัญลักษณ์” หรือ “ความเคยชิน” ที่คนไทยเคยชินกับผู้ชายในผ้าเหลืองมาตลอด หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม (เช่นใน บทความนี้) ซึ่งเสนอว่าการที่ผู้หญิงห่มผ้าเหลืองของพระ จะทำให้พลังทางวัฒนธรรมสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความดังกล่าวก็มิได้ยกตัวอย่างหรือเหตุผลมาแสดงให้เห็นว่า การให้ผู้หญิงบวชนั้นทำให้วัฒนธรรมอ่อนด้อยลงไปอย่างไร ในทางตรงกันข้าม การให้ผู้หญิงบวชกลับน่าจะทำให้พลังทางวัฒนธรรม (ไม่ว่าจะหมายความว่าอย่างไรกันแน่) เข้มแข็งมากขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มสิ่งใหม่เข้ามาให้แก่สังคมไทย ทำให้สังคมไทยมีชีวิตชีวามากขึ้น สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่แข็งทื่อเหมือนกับของในพิพิธภัณฑ์

เราต้องไม่ลืมว่า จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้แก่การละเว้นจากบาป ทำการอันเป็นกุศล และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ขาวรอบ จุดมุ่งหมายนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหากมีพระภิกษุณีมาเป็นกำลังอีกแรงหนึ่ง? ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มองไม่เห็นว่าจะทำให้ลดลงไปได้อย่างไร สิ่งที่ชาวพุทธไทยควรทำก็คือ สลัดความเคยชินเก่าๆทิ้งไป อันที่จริงเรื่องนี้ก็ทำไม่ยาก เพราะถึงแม้มหาเถรสมาคมจะยังไม่ยอมรับ แต่ก็เกิดสำนักพระภิกษุณีมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมไทย ดังนั้นเรื่องพระภิกษุณีก็อาจจะไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆในสังคมไทย คือมีการห้ามไม่ให้ทำในระยะแรก แต่พอคนทำมากๆเข้าเพราะการห้ามนั้นไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ก็ต้องมีการยอมรับอย่างเป็นทางการเองในภายหลัง แต่เราคงไม่อยากให้รอจนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเองจากการสุกงอม เพราะเรามองเห็นว่าการยอมรับให้มีพระภิกษุณีอย่างเป็นทางการในสังคมไทย มีแต่จะทำให้สังคมวัฒนธรรมไทย และที่สำคัญคือจิตวิญญาณกับการปฏิบัติธรรมของคนไทยเองเข้มแข็งมากขึ้น

Advertisements

Why Do We Practice?

One of the main topics during my talk yesterday was around the question why we came to Buddhism and became a practitioner in the first place. This is important because it points to our motivation in taking up the practice. What are our motivations?

For Thai people, this question may a bit sound strange. Since most of Thais are born into the Buddhist world, there does not seem to be a question of the motivation in coming to Buddhism. The religion pervades all aspects of the culture, so in a way one actually “comes” to Buddhism once one is born into a Buddhist Thai family.

This does not mean, however, that every child born in such a family immediately knows what there is to be known about Buddhism. Otherwise everybody would then become an arahat, and there would be no need to engage in the practice or to teach the Dharma. Furthermore, most Thais nowadays are caught up with works and daily living that they somehow ignore Buddhism. They come to get in touch with it only through rituals and ceremonies like making merits when they got a new house, a new position, or when they go to funerals. Rituals gradually lose their meanings.

This is why there is the growing phenomenon of Thai people coming “back” to Buddhism. I say “back” because Buddhism is pervasive as I have said, but somehow they have lost touch with it and due to some emerging circumstances they are realizing the value of Buddhism in their lives.

Many come to Buddhism this way because they suffer. Either they lost their loved ones, or have problems with their jobs, and so on. They believe that the Buddha’s teachings can provide a relief and a cure for their ills. This is perhaps the main motivation.

This is a good beginning. One has to realize the value of something before embarking upon it. Practicing Buddhism is a serious thing to do. One has to dedicate one’s whole life to it. It is not something that can gratify you in a short time. Nyima Dakpa Rinpoche once said that Buddhism had one big disadvantage over the other pain or suffering relievers such as Prazac or surfing the Net in that these provide instant gratification or relief. But it is short term, whereas if one succeeds in following the Buddha’s guidelines, then one achieves real, lasting relief, not only for this present life, of course, but forever.

The motivation for relieving one’s suffering, while a good beginning, is not nearly enough, however. Those who come to Buddhism because they have personal problems usually don’t go very far in their practice, simply because they are not really committed in devoting their lives into the practice. They want easy fixes, not unlike Prozac, something you pop up and voila, the pain is gone. But as we have seen Buddhism does not work like that.

This may be due to the fact that people are different. One kind of teaching is suitable to one kind of persons, but not others. But in any case in order to get anything substantial from the Buddha’s teaching, one has to go all the way. There may be some small benefits here and there if one practices only a little (even a little practice is better than no practice at all), but the real benefit is possible. And this is something most people do not realize.

Thais are brought up to believe that the lasting happiness, nirvana, is far away, forever out of their reach. So they are content with lesser aims. But when the lesser aims fail (which they very often do), they become disillusioned with the Buddha’s teachings. This is a pity, for the lasting happiness is there within their grasp. They just have to take a bit more effort.

So the reason why we practice is that we would like to attain the goal that the Buddha talked about and spent his entire working life teaching us to attain. No other aim, such as going to heaven, is not ultimately satisfactory. The point is that once one really understands some aspect of the teaching at the beginning, one is well on the Path toward the eventual Liberation. One just needs to continue further.

And of course there is the further goal of attaining Buddhahood for the benefits of beings. But more on that later…