48 hours at Santo Tomas

A post about education …

Advertisements

แนวทางการปฏิบัติธรรม

เมื่อสองสามวันก่อนผมได้รับเอกสารเล่มหนึ่งจากหน่วยงานด้านธรรมะของมหาวิทยาลัย ในนั้นมีอยู่หัวข้อหนึ่งพูดเรื่องแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งบอกว่ามีอยู่สองแนวใหญ่ๆ คือแนวที่เน้นศรัทธา กับแนวที่เน้นการศึกษาด้วยตัวเอง แนวแรกก็คือว่าผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติไปศึกษากับครูโดยตรง และจุดเน้นของการศึกษากับครูแบบนี้ก็คือศรัทธาที่เรามีในตัวครูรูปนั้น ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะด้วยตนเอง หนังสือที่ผมได้รับมาบอกว่า แนวทางที่สองออกจะดีกว่าแนวแรกเพราะแม้ว่าการศึกษาธรรมะด้วยตนเองจะเป็นเรื่องยาก แต่หากศึกษาจนเกิดความเข้าใจก็จะ “สามารปฏิบัติธรรมได้อย่างอิสระ และพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง” ในขณะที่การปฏิบัติกับครูในแบบแรก หากได้ครูที่ไว้ใจไม่ได้ และเน้นที่ศรัทธาในตัวครูมากจนเกินไป โอกาสที่จะปฏิบัติไปในทางที่ผิดก็จะมีอยู่สูง ต้องเฟ้นหาครูที่ไว้ใจได้จริงๆ ต่างจากแนวที่สองที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้น ไตร่ตรองใคร่ครวญด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตกลงใจเชื่อและเข้าใจจริงๆ

ladakh_photos_NRIDZONG_0000

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการปฏิบัติธรรมโดยอ่านหนังสือคนเดียว ที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงมากนัก ก็คือว่า หากผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจไปในทิศทางที่ผิดไปจากที่ผู้เขียนต้องการ ก็จะเข้ารกเข้าพงไปได้ง่ายมากๆ เนื่องจากไม่มีใครคอยชี้แนะ เราอาจคิดว่าการอ่านที่ผิดไปจากความต้องการสื่อสารของผู้เขียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือเกิดขึ้นได้ง่ายมาก แม้แต่งานเขียนที่เป็นเรื่องพื้นๆธรรมดาๆก็ยังเกิดเหตุการณ์ว่าคนอ่านอ่านแล้วเข้าใจผิดไปจากเจตนาของผู้เขียน เช่นผู้เขียนตั้งใจจะสื่ออย่างหนึ่ง แต่ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจว่าอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนมากก็มาจากว่าตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในเล่มหนังสือนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันได้เลยว่า จะสื่อความจากผู้เขียนถึงผู้อ่านไปได้ครบหมดร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งหากเป็นงานที่ยากมากๆมีความเป็นนามธรรมซับซ้อนอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว โอกาสที่จะเข้าใจผิดก็ยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นการเรียนธรรมะแล้วไปปฏิบัติด้วยตนเอง จึงเป็นอะไรที่ต้องระวังมากเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้การเรียนธรรมะกับครูที่มีชีวิตจึงมีภาษีมากกว่าในแง่นี้ เพราะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยน ซักถาม ซักซ้อมทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการเรียนและปฏิบัติธรรมะจากการอ่านเพียงอย่างเดียว

ในบทสนทนาเรื่อง เฟดรัส ของเพลโต โสกราตีสได้เสนอเหตุผลให้เฟดรัสฟังว่า การพูดมีน้ำหนักมากกว่าการเขียน เพราะในการพูด ผู้ฟังสามารถซักถามและโต้เถียงกับผู้พูดได้ทันที ทำให้การศึกษาปรัชญามีชีวิต ไม่เหมือนกับการอ่านงานเขียนที่มีนักปรัชญาเขียนเอาไว้ เมื่อมีข้อสงสัยหนังสือก็ไม่สามารถตอบอะไรได้ เพราะเป็นแค่กระดาษกับน้ำหมึก ในทำนองเดียวกันการอ่านธรรมะก็เหมือนกับฟังความอยู่ข้างเดียว ไม่มีการโต้ตอบสนทนา ซึ่งยากมากที่จะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ขึ้นมาได้

นอกจากนี้ การเรียนกับครูที่มีชีวิตโดยเฉพาะในการเรียนและการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังมีประโยชน์มากที่สุดตรงที่ว่า ผู้เรียนจะได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ได้เรียนและได้ปฏิบัติตามคำสอนนี้มาจนเห็นผล และมองเห็นด้วยตาของตนเองว่า ผลของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไรจริงๆ และผลนั้นก็ปรากฏตัวออกมาเป็นรูปธรรมในตัวบุคคลของผู้ที่เป็นครูของเราที่เราศึกษาอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด ในยุคของเรานี้มักมีเรื่องเกิดขึ้นเกี่ยวกับวงการของพระสงฆ์ ที่ทำให้ผู้คนมักเกิดความสงสัยว่าพระที่แท้จะยังเหลืออยู่อีกหรือ คำตอบก็คือว่า มีอยู่อีกมาก เราไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการมองเห็นได้ทันทีว่าใครเป็นพระอรหันต์ ใครไม่ใช่ เพราะมีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้ แต่ที่เรามีก็คือศรัทธาในตัวครูของเรา และจากศรัทธานี้เองที่จะนำไปสู่่ความเชื่อมั่น และการเห็นผลอันเป็นรูปธรรมที่ปรากฏอยู่ในตัวครูของเรา

เมื่อพูดเช่นนี้ คำถามที่เกิดขึ้นทันทีก็คือว่า แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระภิกษุรูปนี้ ที่เราคิดว่าควรจะฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ มีคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น? เรื่องนี้ก็เป็นวงจรกลับไปกลับมา คือหากเราไม่สามารถมองเห็นคุณสมบัติในตัวครู เราก็จะไม่รู้ว่าควรเลือกครูรูปไหนดี แต่ถ้าเราไม่ยอกเลือกเรียนกับครูรูปใดเลย เราก็จะไม่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมกับครูเป็นๆที่มีชีวิตเลือดเนื้อได้เลย เพื่อทำลายวงจรนี้เราจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นตัวนำไปก่อน ซึ่งก็คือศรัทธา ในประเพณีพระพุทธศาสนาของทิเบต มีหลักอยู่ว่าครูจะเลือกผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ คือไม่ใช่ว่าใครมาขอเรียนวิชาด้วยครูจะรับหมด เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยากมากๆในทิเบต ที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือว่า ครูจะพิจารณาบุคคลที่จะรับเป็นศิษย์อย่างละเอียด บางทีใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะตัดสินใจ และในทำนองเดียวกันศิษย์ก็จะเลือกผู้ที่จะมาเป็นครูของตนเองด้วย บางทีก็ใช้เวลาเป็นปีๆเช่นเดียวกัน ประโยชน์ของวิธีการแบบนี้ก็คือเป็นการคัดกรองคุณภาพของทั้งผู้ที่จะมาเป็นศิษย์และเป็นอาจารย์

ในบริบทของไทยเราก็ไม่ต่างกันมาก ปัญหาของคนไทยที่สนใจปฏิบัติธรรมก็คือว่า มีทางเลือกให้เลือกเป็นจำนวนมาก แล้วผู้จะเรียนก็มักจะเดินท่องไปสำรวจสำนักต่างๆ เข้าที่นั่นที ที่นี่ที แต่ไม่มีการสร้าง “ความผูกพัน” และ “การตกลงปลงใจ” (commitment) ที่จะศึกษาปฏิบัติกับสำนักใดสำนักหนึ่งอย่างจริงจัง ผลก็คือปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าไปไหน สิ่งที่อยากจะแนะนำผู้ปฏิบัติในท้ายที่สุดนี้ก็คือว่า หลังจากที่ได้ศึกษาทางเลือกของสำนักต่างๆมาระยะหนึ่ง ผู้เรียนต้องตัดสินใจเลือกและตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตทางธรรมกับสำนักใดสำนักหนึ่งที่ตนเองพิจารณาแล้วเป็นสำนักที่เหมาะกับตนเองที่สุด หากไม่ทำเช่นนี้แล้วโอกาสที่จะปฏิบัติธรรมได้ผล เช่นจากการอ่านด้วยตัวเอง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

การบรรยายของคีลุง ริมโปเช

เมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมา คีลุง ริมโปเชได้มาร่วมสนทนากับกลุ่มอาจารย์กับนิสิตและบุคคลทั่วไปที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เราคุยกันเรื่อง “สติ” หรือ mindfulness โดยเฉพาะเรื่องการเอาการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานมาประยุกต์ในการทำงาน หรือเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพ ซึ่งมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ
Jpeg

อย่างไรก็ตาม คีลุงริมโปเชก็ได้พูดเกี่ยวกับบทบาทของการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานตามแบบของพระ พุทธศาสนาแบบทิเบตไว้อย่างน่าฟังมาก ท่านกล่าวว่าการฝึกสติ ไม่ได้มีเพียงแต่การรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกาย หรือรับรู้ความรู้สึก หรือความคิดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรับรู้ความสัมพันธ์ กันอย่างเป็นโยงใยของสรรพสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกว่า dependent co-origination หรือในภาษาบาลีว่า “อิทัปปัจจยตา” ความหมายก็คือว่า แทนที่เราจะรับรู้ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา เรารับรู้สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราด้วย
คีลุงริมโปเชกล่าวว่า การฝึกสติปัฎฐานจะไม่สมบูรณ์เลย หากเราละเลย “โพธิจิต” ซึ่งได้แก่ความตั้งใจว่าจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ท่านกล่าวว่าการฝึกสติปัฏฐาน ควรจะทำให้เกิดสภาพที่ใจของเราเปิดโล่ง รับรู้ถึงความทุกข์ของสรรพสัตว์มาไว้ แทนที่จะเป็นการปิดกั้นตัวเราออกจากสิ่งอื่นๆในธรรมชาติ เรามีสติต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สภาวะความเป็นไปของสิ่งรอบตัว รับรู้ถึงปัจจุบันขณะของทั้งตัวเราและธรรมชาติ
จริงๆเรื่องที่ท่านเสนอก็ไม่ได้แปลกอะไร ทั้งหมดมีอยู่แล้วในพระบาลี สติปัฏฐานมีอยู่สี่ประการ คือ กาย เวทนา (ความรู้สึก) จิต (ความคิด) แล้วก็ธรรม อย่างหลังก็หมายถึงการรับรู้ความเป็นไปของธรรมชาติรอบๆตัวแบบที่คีลุงริมโป เชพูดนั่นแหละ ธรรมชาติประกอบด้วยไตรลักษณ์ ตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพียงแต่เวลาเราฝึกสติปัฏฐาน ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเน้นสติปัฏฐานอันสุดท้ายตรงนี้ ไปเน้นแต่สามอย่างแรกกันเกือบหมด

5 Differences Between The Guy You Date And The Guy You Marry

Very ideal – wish it were true for everyone.

Thought Catalog

The Office: Season 1The Office: Season 1

1.

The Guy You Date: Thinks about what you have to offer him. He loves you because you give him your undivided time and attention, you’re attractive, and you share common interests and hobbies like playing tennis or obsessing over Fall Out Boy. He is hoping you will be a good match for him.

The Guy You Marry: Thinks about what he has to offer you. He loves you because of who you are- he appreciates your quirks, your flaws and strange sense of humor, the way you snort when you laugh and read Charles Dickens every winter, and everything he’s come to know about you. He is hoping he will be a good husband for you.

2.

The Guy You Date: Is quick to become jealous when you’re around other guys. He gets angry easily, which often ends up in long, petty arguments. He is…

View original post 537 more words

Good News

The organizing committee of the APSAFE 2013 Conference has agreed to extend the last date for “early bird” registration period to August 16. So if you are deciding whether to register for the conference please do so now, or at least until that day in order to be eligible for the early bird fees. I will post more details and information about the conference regularly at this website.

-Soraj