แนวทางการปฏิบัติธรรม

เมื่อสองสามวันก่อนผมได้รับเอกสารเล่มหนึ่งจากหน่วยงานด้านธรรมะของมหาวิทยาลัย ในนั้นมีอยู่หัวข้อหนึ่งพูดเรื่องแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งบอกว่ามีอยู่สองแนวใหญ่ๆ คือแนวที่เน้นศรัทธา กับแนวที่เน้นการศึกษาด้วยตัวเอง แนวแรกก็คือว่าผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติไปศึกษากับครูโดยตรง และจุดเน้นของการศึกษากับครูแบบนี้ก็คือศรัทธาที่เรามีในตัวครูรูปนั้น ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะด้วยตนเอง หนังสือที่ผมได้รับมาบอกว่า แนวทางที่สองออกจะดีกว่าแนวแรกเพราะแม้ว่าการศึกษาธรรมะด้วยตนเองจะเป็นเรื่องยาก แต่หากศึกษาจนเกิดความเข้าใจก็จะ “สามารปฏิบัติธรรมได้อย่างอิสระ และพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง” ในขณะที่การปฏิบัติกับครูในแบบแรก หากได้ครูที่ไว้ใจไม่ได้ และเน้นที่ศรัทธาในตัวครูมากจนเกินไป โอกาสที่จะปฏิบัติไปในทางที่ผิดก็จะมีอยู่สูง ต้องเฟ้นหาครูที่ไว้ใจได้จริงๆ ต่างจากแนวที่สองที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้น ไตร่ตรองใคร่ครวญด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตกลงใจเชื่อและเข้าใจจริงๆ

ladakh_photos_NRIDZONG_0000

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการปฏิบัติธรรมโดยอ่านหนังสือคนเดียว ที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงมากนัก ก็คือว่า หากผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจไปในทิศทางที่ผิดไปจากที่ผู้เขียนต้องการ ก็จะเข้ารกเข้าพงไปได้ง่ายมากๆ เนื่องจากไม่มีใครคอยชี้แนะ เราอาจคิดว่าการอ่านที่ผิดไปจากความต้องการสื่อสารของผู้เขียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือเกิดขึ้นได้ง่ายมาก แม้แต่งานเขียนที่เป็นเรื่องพื้นๆธรรมดาๆก็ยังเกิดเหตุการณ์ว่าคนอ่านอ่านแล้วเข้าใจผิดไปจากเจตนาของผู้เขียน เช่นผู้เขียนตั้งใจจะสื่ออย่างหนึ่ง แต่ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจว่าอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนมากก็มาจากว่าตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในเล่มหนังสือนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันได้เลยว่า จะสื่อความจากผู้เขียนถึงผู้อ่านไปได้ครบหมดร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งหากเป็นงานที่ยากมากๆมีความเป็นนามธรรมซับซ้อนอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว โอกาสที่จะเข้าใจผิดก็ยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นการเรียนธรรมะแล้วไปปฏิบัติด้วยตนเอง จึงเป็นอะไรที่ต้องระวังมากเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้การเรียนธรรมะกับครูที่มีชีวิตจึงมีภาษีมากกว่าในแง่นี้ เพราะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยน ซักถาม ซักซ้อมทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการเรียนและปฏิบัติธรรมะจากการอ่านเพียงอย่างเดียว

ในบทสนทนาเรื่อง เฟดรัส ของเพลโต โสกราตีสได้เสนอเหตุผลให้เฟดรัสฟังว่า การพูดมีน้ำหนักมากกว่าการเขียน เพราะในการพูด ผู้ฟังสามารถซักถามและโต้เถียงกับผู้พูดได้ทันที ทำให้การศึกษาปรัชญามีชีวิต ไม่เหมือนกับการอ่านงานเขียนที่มีนักปรัชญาเขียนเอาไว้ เมื่อมีข้อสงสัยหนังสือก็ไม่สามารถตอบอะไรได้ เพราะเป็นแค่กระดาษกับน้ำหมึก ในทำนองเดียวกันการอ่านธรรมะก็เหมือนกับฟังความอยู่ข้างเดียว ไม่มีการโต้ตอบสนทนา ซึ่งยากมากที่จะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ขึ้นมาได้

นอกจากนี้ การเรียนกับครูที่มีชีวิตโดยเฉพาะในการเรียนและการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังมีประโยชน์มากที่สุดตรงที่ว่า ผู้เรียนจะได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ได้เรียนและได้ปฏิบัติตามคำสอนนี้มาจนเห็นผล และมองเห็นด้วยตาของตนเองว่า ผลของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไรจริงๆ และผลนั้นก็ปรากฏตัวออกมาเป็นรูปธรรมในตัวบุคคลของผู้ที่เป็นครูของเราที่เราศึกษาอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด ในยุคของเรานี้มักมีเรื่องเกิดขึ้นเกี่ยวกับวงการของพระสงฆ์ ที่ทำให้ผู้คนมักเกิดความสงสัยว่าพระที่แท้จะยังเหลืออยู่อีกหรือ คำตอบก็คือว่า มีอยู่อีกมาก เราไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการมองเห็นได้ทันทีว่าใครเป็นพระอรหันต์ ใครไม่ใช่ เพราะมีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้ แต่ที่เรามีก็คือศรัทธาในตัวครูของเรา และจากศรัทธานี้เองที่จะนำไปสู่่ความเชื่อมั่น และการเห็นผลอันเป็นรูปธรรมที่ปรากฏอยู่ในตัวครูของเรา

เมื่อพูดเช่นนี้ คำถามที่เกิดขึ้นทันทีก็คือว่า แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระภิกษุรูปนี้ ที่เราคิดว่าควรจะฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ มีคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น? เรื่องนี้ก็เป็นวงจรกลับไปกลับมา คือหากเราไม่สามารถมองเห็นคุณสมบัติในตัวครู เราก็จะไม่รู้ว่าควรเลือกครูรูปไหนดี แต่ถ้าเราไม่ยอกเลือกเรียนกับครูรูปใดเลย เราก็จะไม่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมกับครูเป็นๆที่มีชีวิตเลือดเนื้อได้เลย เพื่อทำลายวงจรนี้เราจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นตัวนำไปก่อน ซึ่งก็คือศรัทธา ในประเพณีพระพุทธศาสนาของทิเบต มีหลักอยู่ว่าครูจะเลือกผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ คือไม่ใช่ว่าใครมาขอเรียนวิชาด้วยครูจะรับหมด เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยากมากๆในทิเบต ที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือว่า ครูจะพิจารณาบุคคลที่จะรับเป็นศิษย์อย่างละเอียด บางทีใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะตัดสินใจ และในทำนองเดียวกันศิษย์ก็จะเลือกผู้ที่จะมาเป็นครูของตนเองด้วย บางทีก็ใช้เวลาเป็นปีๆเช่นเดียวกัน ประโยชน์ของวิธีการแบบนี้ก็คือเป็นการคัดกรองคุณภาพของทั้งผู้ที่จะมาเป็นศิษย์และเป็นอาจารย์

ในบริบทของไทยเราก็ไม่ต่างกันมาก ปัญหาของคนไทยที่สนใจปฏิบัติธรรมก็คือว่า มีทางเลือกให้เลือกเป็นจำนวนมาก แล้วผู้จะเรียนก็มักจะเดินท่องไปสำรวจสำนักต่างๆ เข้าที่นั่นที ที่นี่ที แต่ไม่มีการสร้าง “ความผูกพัน” และ “การตกลงปลงใจ” (commitment) ที่จะศึกษาปฏิบัติกับสำนักใดสำนักหนึ่งอย่างจริงจัง ผลก็คือปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าไปไหน สิ่งที่อยากจะแนะนำผู้ปฏิบัติในท้ายที่สุดนี้ก็คือว่า หลังจากที่ได้ศึกษาทางเลือกของสำนักต่างๆมาระยะหนึ่ง ผู้เรียนต้องตัดสินใจเลือกและตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตทางธรรมกับสำนักใดสำนักหนึ่งที่ตนเองพิจารณาแล้วเป็นสำนักที่เหมาะกับตนเองที่สุด หากไม่ทำเช่นนี้แล้วโอกาสที่จะปฏิบัติธรรมได้ผล เช่นจากการอ่านด้วยตัวเอง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

“การเห็นทางธรรมสามระดับ”

หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา เพิ่งออกจำหน่ายเร็วๆนี้ คือ “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุงริมโปเช การเห็นทางธรรมสามระดับหมายถึงสามระดับของการรับรู้ทางธรรม ประกอบด้วยการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ของผู้ที่ยังเป็นปุถุชน การเห็นของผู้ปฏิบัติธรรม และการเห็นอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มนี้แปลจาก The Three Levels of Spiritual Perception พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wisdom Publications สหรัฐอเมริกา

การเห็นสามระดับนี้หมายถึงลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่มีการพัฒนาอะไรเลย มาถึงผู้ที่กำลังพัฒนาฝึกฝนตัวเอง จนท้ายที่สุดจบที่ผลลัพธ์ของการฝึกฝน ซึ่งได้แก่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า การเห็นระดับแรกเป็นการเห็นของบุคคลธรรมดาๆทั่วๆไป ที่มักเห็นอะไรที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสกับการปรุงแต่งต่างๆ คนธรรมดาๆที่ยังไม่ได้ฝึกฝนทางธรรมจะเห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่เจือไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อยู่ตลอด ซึ่งทำให้คนธรรมดานี้ตกอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ และต้องว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น ตัวอย่างของการเห็นในระดับนี้ก็เช่น เราเห็นรถใหม่ในงานแสดงรถแล้วเกิดความอยากได้ ความอยากได้นี้เรียกว่า “โลภะ” เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ หรือเราเห็นอะไรที่เราไม่ชอบ เกิดหงุดหงิดขึ้นมาจากการเห็นนั้น ก็เป็นเรื่องของการเห็นทีไม่บริสุทธิ์เช่นกัน สาเหตุหลักของความทุกข์ที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวดมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ ก็อยู่ที่การเห็นอันไม่บริสุทธิ์นี่เอง เป้าหมายของการฝึกฝนตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือว่า ให้เราฝึกตัวเองให้พ้นจากสถานะอันไม่น่าพึงพอใจนี้

ในหนังสือ “การเห็นทางธรรม” เรื่องของการเห็นระดับแรก อันเป็นการเห็นที่ไม่บริสุทธิ์ของปุถุชนนี้ ก็มุ่งที่จะสอนให้คนธรรมดาๆทั่วๆไปเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการเดินทางบนเส้นทางธรรม การเริ่มเดินทางนี้ก็เริ่มต้นที่การมองเห็นและเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร รู้ว่าไม่น่าพอใจอย่างไร เมื่อเกิดการรับรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ คิดว่าจะต้องมีอะไรที่มีความหมายมากกว่านี้ ซึ่งก็เป็นเป้าหมายของการสั่งสอนพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้เรื้องต่างๆในหัวข้อการเห็นระดับแรกนี้ ก็ยังมีเรื่องกฎแห่งกรรม ผลร้ายของการปฏิบัติกรรมอันเป็นอกุศล ผลดีของการปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศล ภพภูมิต่างๆ ความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ความแน่นอนของความตาย ความยากลำบากของการเกิดเป็นมนุษย์ ความไร้สาระของโลกของปุถุชนหรือสังสารวัฏ จุดมุ่งหมายของการสอนเกี่ยวกับการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ ก็คือให้ผู้เรียนมองเห็นความไร้สาระของโลกที่เป็นอยู่ ที่คนทั่วไปติดข้องอยู่ เกิดความเบื่อหน่ายในความไร้สาระนี้ และให้ตระหนักรู้ว่าทางเลือกที่ดีกว่ามีจริง และสามารถไปถึงได้ และการไปถึงนั้นต้องทำอย่างไร

การเห็นระดับที่สองเรียกว่า “การเห็นเชิงประสบการณ์” ซึ่งประสบการณ์ในที่นี้หมายถึงประสบการณ์ทางธรรมของผู้ที่กำลังฝึกฝนตนเองบนเส้นทางของธรรมะ เราอาจเรียกการเห็นระดับที่สองนี้ได้ว่า เป็นการเห็นในขั้นตอนเปลี่ยนผ่านจากการเป็นปุถุชนไปสู่ผู้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า เนื่องจากคำสอนเกี่ยวกับการเห็นทางธรรมสามระดับนี้เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนามหายาน เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่แค่แสวงหาการหลุดพ้นส่วนตัว แต่อยู่ที่พัฒนาโพธิจิต อันเป็นจิตที่มุ่งมั่นเข้าสู่การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ ผู้ที่เดินตามเส้นทางแห่งโพธิจิตนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ดังนั้นผู้ที่มีการเห็นในระดับที่สองนี้ จึงก้าวข้ามระดับของการเป็นปุถุชนไปแล้ว เนื่องจากเขาตระหนักรู้แก่ใจอย่างลึกซึ้งว่าสังสารวัฏเต็มไปด้วยความทุกข์ จึงต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์นั้น รวมทั้งพัฒนาความสามารถที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์นี้ด้วย เรื่องนี้ก็เหมือนกับคนที่ “ตาสว่าง” สามารถมองเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน จะมีความสงสารเพื่อนร่วมโลกที่ยังมองไม่เห็นอย่างที่ตัวเองเห็น มีสายตามืดบอดว่ายสะเปะสะปะไม่รู้ทิศทาง จึงทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้เพื่อนๆมองเห็นได้แบบเดียวกับตนเอง ด้วยเหตุนี้หัวข้อต่างๆในระดับของการเห็นเชิงประสบการณ์นี้ จึงเป็นเรื่องโพธิจิตเป็นหลัก

โพธิจิตแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท หากแบ่งตามความตั้งใจของผู้ปฏิบัติ ก็แบ่งได้เป็น “โพธิจิตอธิษฐาน” กับ “โพธิสิตปฏิบัติ” อย่างแรกเป็นความตั้งใจจริงที่จะเลือกเดินทางบนเส้นทางของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากรู้แล้วว่ามีแต่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุดเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนอย่างหลังเป็นการลงมือเดินบนเส้นทางนี้จริงๆหลังจากที่มีโพธิจิตแบบแรกแล้ว แต่หากแบ่งโพธิจิตออกตามลักษณะของความเป็นจริง ก็แบ่งได้เป็น “โพธิจิตสมมติ” กับ “โพธิจิตปรมัตถ์” อย่างแรกเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่บนความจริงแบบสมมติ ซึ่งได้แก่ความจริงที่เป็นไปตามการปรุงแต่งต่างๆ ส่วนอย่างหลังเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่บนความจริงแบบปรมัตถ์ที่เป็นอยู่จริงๆ การปฏิบัติในขั้นของโพธิจิตสมมติ ประกอบด้วยการบ่มเพาะความเมตตากรุณา การพิจารณาว่าตัวเองเสมอเหมือนกับสัตว์โลกอื่นๆทุกอย่าง การแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก ส่วนการปฏิบัติในขั้นตอนของโพธิจิตปรมัตถ์นั้นประกอบด้วยการฝึกสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนต่างๆของการปฏิบัติในระดับของการเห็นขั้นที่สอง เป้าหมายของการปฏิบัติตามการเห็นขั้นที่สอง ได้แก่การบรรลุถึงระดับของการเห็นขั้นที่สาม อันเป็นการเห็นอันบริสุทธิ์ของผู้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า

กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมคำสอนทั้งหมดเกี่ยวกับการพัฒนาฝึกฝนตนเอง จากผู้ที่ไม่มีอะไร เป็นปุถุชนเต็มที่ จนถึงการบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เกี่ยวกับพระอาจารย์เตชุงริมโปเช

พระอาจารย์เตชุงริมโปเช (Deshung Rinpoche) เป็นพระอาจารย์ที่สำคัญมากที่สุดรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาทิเบต  ท่านเป็นพระอาจารย์ในสายสาเกียปะ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 1906 ถึงปี 1987 ท่านเป็นพระภิกษุที่คงแก่เรียนมาก และเป็นที่รู้จักนับถือกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากๆรูปหนึ่ง

รูปหน้าปก

รูปหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ เป็นรูปของพระมหาสิทธิวิรูปะกำลังหยุดดวงอาทิตย์ วาดโดยคุณอธิพงศ์ ภาดานุพงศ์ พระมหาสิทธะวิรูปะเป็นพระอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนาลันทาในอินเดียในอดีต ท่านเป็นต้นรากของคำสอนที่พัฒนามาเป็น “การเห็นทางธรรมสามระดับ” นี้ ซึ่งเรียกในภาษาทิเบตว่า “ล้มเดร” เรื่องราวชีวิตของท่าน ตลอดจนเหตุว่าทำไมท่านจึงหยุดดวงอาทิตย์ได้ และหยุดไปเพราะเหตุใด มีอยู่ในหนังสือแล้ว

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุด “คำสอนจากมหาวิทยาลัยนาลัทา” ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา

 

ความเป็นเลิศสามประการ

ในการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติควรคำนึงถึงความเป็นเลิศสามประการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายอันได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ได้

ความเป็นเลิศประการแรกได้แก่ ความเป็นเลิศของความตั้งใจ การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การฟังการบรรยายธรรม ก็คือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ การนำเอาคำสอนมาพิจารณาไตร่ตรอง อ่านหนังสือธรรมะ อธิบายหัวข้อธรรมะให้แก่ผู้อื่น ทำบุญให้ทาน เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยทำงานทางธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ ถือศีล ต่างก็เป็นการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราควรมีทำการนั้นเพื่อเป็นการมุ่งหน้าไปสู่การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อจะได้สามารถยังประโยชน์อันแท้จริงสูงสุดให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ได้อย่างบริบูรณ์ นี่ถือเป็นความเป็นเลิศประการแรก

เหตุที่การปฏิบัติของเราควรมีความเป็นเลิศประการนี้ก็คือว่า หากความตั้งใจหรือแรงจูงใจของเรา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สูงสุดของเหล่าสรรพสัตว์แล้ว แต่กลับเป็นเหตุผลส่วนตัวของเรา ซึ่งจะยังประโยชน์ให้แก่เราเพียงคนเดียว การกระทำนั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติที่สมบูรณ์ และไม่อาจพาเราไปสู่เป้าหมายสุดท้ายนี้ได้ ตัวอย่างเช่น หากเราฟังธรรม แต่แทนที่จะคิดว่า เราจะเข้าใจธรรมะเพื่อยังประโยชน์ให้แก่สัตว์โลก แต่เรากลับคิดว่า ฟังธรรมไปเพื่อเอาไปอวดภูมิรู้กับคนอื่นๆ แรงจูงใจของเราก็เรียกได้ว่า “เป็นพิษ” และไม่อาจเป็นการปฏิบัติที่จะให้ผลอย่างแท้จริงได้

การมีจิตตั้งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ เพื่อการตรัสรู้ของเหล่าสรรพสัตว์ในท้ายที่สุด เรียกว่า “โพธิจิต” โพธิจิตจะทำให้เรามีกำลังใจเอาชนะอุปสรรคทุกประการ ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะหนักหนาสาหัสเพียงใดก็ตาม แม้แต่คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างหนัก โพธิจิตก็จะทำให้เขาแช่มชื่นสดใส เพราะการเจ็บไข้ของเขานั้นเท่ากับว่าเขาได้รับเอาความเจ็บไข้ของสัตว์โลกมาไว้ สัตว์โลกจะได้ไม่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยอีก ความสุขของสัตว์โลกที่พ้นจากความเจ็บไข้นั้นก็คือความสุขของเราเอง (เพราะไม่มีตัวเรา ไม่มีสัตว์โลกที่แบ่งออกจากกัน) และเมื่อเรามีความสุขหรือเกิดปิติจากบุญกุศลใดๆ ความสุขหรือความปิตินั้นก็เป็นของสัตว์โลกทั้งมวล แทนที่จะมีเพียงคนเดียวที่มีความสุขนั้น ก็เป็นสัตว์โลกทั้งหมดในจักรวาลที่มีความสุข ลองคิดดูว่าบุญกุศลจากการคิดอย่างจริงใจเช่นนี้จะมีมากเพียงใด

ความเป็นเลิศประการที่สอง ได้แก่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติ ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศลนั้น ไม่ว่าจะเป็นฟังธรรม ถือศีล ให้ทาน หรือนั่งสมาธิ เราทำไปโดยรู้อยู่ว่า โดยแท้จริงแล้ว แม้ตัวเราผู้ปฏิบัติก็ไม่มีอยู่ ผู้รับการกระทำของเราก็ไม่มีอยู่ ตัวการกระนั้นก็ไม่มีอยู่ ตัวอย่างเช่นการให้ทาน เราที่เป็นผู้ให้แท้จริงแล้วก็ไม่มีอยู่ ผู้รับของที่เราให้ก็ไม่มีอยู่ ของที่ให้ก็ไ่ม่มีอยู่ แม้บุญกุศลที่เกิดขึ้นก็ไม่มีอยู่ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองของปรมัตถธรรม อันเป็นความเป็นจริงอันแท้จริงที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ข้อดีประการหนึ่งของการตระหนักเช่นนี้ก็คือว่า จะเป็นการหยุดยั้งหรือทำลายความคิดผิดๆที่คิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะก่อให้เกิดบุญกุศลแต่ตนเอง หลายคนที่ปฏิบัติธรรมมักมีความคิดเช่นนี้ เช่นคิดว่าจะปฏิบัติธรรมไปเพื่อให้ตนเองได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเพื่อให้ตนเองได้รับผลทางโลก เช่นมีชื่อเสียง หรือได้รับยกย่องในทางต่างๆ การคิดเช่นนี้จะทำให้การปฏิบัติธรรมของเรา หรือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดบุญกุศลใดๆ เสียไปหมด ตัวอย่างเช่น เราให้ทาน หากเราให้เพื่อหวังว่าจะได้รับชื่อเสียงจากการให้นั้น เช่นจะได้มีคนมามองว่า เรานี้เป็นคนดี ชอบให้ทาน แทนที่จะคิดว่า การให้ทานนั้นเป็นการฝึกตัวเราเองให้ละจากการยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้ก้าวหน้าไปบนเส้นทางสู่พระพุทธภาวะ ก็จะทำให้การให้ทานของเราเป็นการทำกุศลที่บกพร่อง ขาดปัจจัยที่จะทำให้การกระทำของเรานี้เป็นกรรมอันบริสุทธิ์ ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายอันแท้จริงได้ ดังนั้นเราคิดว่า แม้บุญกุศลก็ไม่มีจริง เพราะที่เราคิดว่าเป็น “บุญกุศล” นั้นก็เป็นเพียงการปรุงแต่งไปด้วยคำพูด เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็ปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศลไปได้อย่างอิสระ ไร้ข้อผูกมัดใดๆว่าจะต้องมีบุญกุศลเท่านั้นเท่านี้

ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นเลิศของการปฏิบัตินี้ยังบอกเราว่า แม้แต่ตัวเราก็ไม่มี ดังนั้นเมื่อมีการประกอบกุศลกรรมหรือปฏิบัติธรรม ก็ไม่มีความคิดว่า “นี่คือตัวเราผู้กำลังปฏิบัติ” นอกจากการคิดเช่นนี้จะทำให้เราเกิดความหลงผิดว่า มีตัวมีตนแล้ว ยังจะก่อให้เกิดภัยอันใหญ่หลวงขึ้นมาได้แก่ผู้ปฏิบัติ ได้แก่การคิดว่าตนเองดีกว่า เก่งกว่า เหนือกว่าคนอื่น การประจักษ์แจ้งชัดว่าแท้จริงแล้ว เราผู้ปฏิบัติไม่มีอยู่ เป็นการกำจัดต้นตอของการที่อาจจะคิดไปว่า ตัวเราจะดีกว่า หรือเหนือกว่า หรือแม้แต่จะคิดว่าตัวเราด้อยกว่า หรือเท่าเทียมกับผู้อื่น ทั้งนี้เพราะไม่มีตัวเราให้เปรียบแต่อย่างใดเลยนั่นเอง

ความเป็นเลิศประการสุดท้ายได้แก่ความเป็นเลิศของการลงจบ ในการปฏิบัติธรรมหรือประกอบกุศลกรรมใดๆ เช่น ถือศีล ให้ทาน นั่งสมาธิ ฟังธรรม ภาวนาหัวข้อธรรม เมื่อถึงเวลาที่จะจบการกระทำนั้น เราต้องไม่ลืมอุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นให้แก่สรรพสัตว์เสมอ เราทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เราไม่อาจเก็บบุญกุศลนั้นไว้ที่เราเพียงผู้เดียว แต่เรากำลังเดินทางสู่การบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ดังนั้นที่เราทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพียงเพื่อเหล่าสัตว์โลกนี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีเหตุผลอันมีน้ำหนัก ที่เราจะต้องอุทิศบุญกุศลนี้ให้แก่สัตว์โลก หลังจากการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง

ตัวอย่างเช่น หลังจากให้ทาน เช่นถวายของแก่พระ เสร็จแล้ว เราก็อุทิศบุญกุศลให้แก่สรรพสัตว์ด้วยการคิดว่าขอให้บุญกุศลที่ได้จากการถวายของแก่พระภิกษุนี้ จงเป็นปัจจัยให้สรรพสัตว์ทั้งปวงจงเข้าถึงเป้าหมายอันสูงสุด อันเป็นประโยชน์สูงสุดทุกคนๆหรือทุกตัวๆ เราทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เราเข้าใจว่าไม่มีตัวเราที่จะเป็นผู้รับบุญกุศลนั้น แต่บุญกุศลนั้นกลับเป็นประโยชน์แก่เหล่าสัตว์โลกในสังสารวัฏอย่างมหาศาล เพราะสัตว์โลกเหล่านี้ยังมีกิเลสปิดบังดวงตา ทำให้มองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้วตัวตนของพวกเขามิได้มีอยู่จริง แต่เมื่อพวกเขายังถูกปิดบังอยู่เช่นนี้ เราก็ช่วยเหลือพวกเขาด้วยการให้อำนาจของบุญกุศลที่เราทำนี้แผ่ไปยังสัตว์โลกทั้งมวล ให้สัตว์โลกได้รับประโยชน์สุขจากบุญกุศลของเรานี้ทั้งหมด

นอกจากนี้ประโยชน์และความเป็นเลิศของการอุทิศบุญกุศลก็คือว่า จะทำให้การปฏิบัติธรรมของเรานั้นได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งก็ต้องทำไปควบคู่กับความเป็นเลิศสองประการแรกด้วย เหตุที่ทำให้มีประสิทธิภาพเช่นนี้ก็เพราะว่า แทนที่เราจะเก็บบุญกุศลไว้ที่ตัวเราคนเดียว ซึ่งจะทำให้บุญกุศลนั้นเหือดแห้งไปเพราะแปดเปื้อนไปด้วยการยึดมั่นกับตัวตน เรากลับแผ่บุญกุศลนั้นออกไปทุกทิศทุกทาง บุญกุศลนั้นก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล เพราะประกอบไปด้วยการไม่ยึดมั่นกับตัวตน และด้วยความปรารถนาอันจริงใจที่ยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์

(จากคำสอนของเตชุง ริมโปเชใน การเห็นทั้งสาม)