แนวทางการปฏิบัติธรรม

เมื่อสองสามวันก่อนผมได้รับเอกสารเล่มหนึ่งจากหน่วยงานด้านธรรมะของมหาวิทยาลัย ในนั้นมีอยู่หัวข้อหนึ่งพูดเรื่องแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งบอกว่ามีอยู่สองแนวใหญ่ๆ คือแนวที่เน้นศรัทธา กับแนวที่เน้นการศึกษาด้วยตัวเอง แนวแรกก็คือว่าผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติไปศึกษากับครูโดยตรง และจุดเน้นของการศึกษากับครูแบบนี้ก็คือศรัทธาที่เรามีในตัวครูรูปนั้น ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะด้วยตนเอง หนังสือที่ผมได้รับมาบอกว่า แนวทางที่สองออกจะดีกว่าแนวแรกเพราะแม้ว่าการศึกษาธรรมะด้วยตนเองจะเป็นเรื่องยาก แต่หากศึกษาจนเกิดความเข้าใจก็จะ "สามารปฏิบัติธรรมได้อย่างอิสระ และพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง" ในขณะที่การปฏิบัติกับครูในแบบแรก หากได้ครูที่ไว้ใจไม่ได้ และเน้นที่ศรัทธาในตัวครูมากจนเกินไป โอกาสที่จะปฏิบัติไปในทางที่ผิดก็จะมีอยู่สูง ต้องเฟ้นหาครูที่ไว้ใจได้จริงๆ ต่างจากแนวที่สองที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้น ไตร่ตรองใคร่ครวญด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตกลงใจเชื่อและเข้าใจจริงๆ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการปฏิบัติธรรมโดยอ่านหนังสือคนเดียว ที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงมากนัก ก็คือว่า หากผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจไปในทิศทางที่ผิดไปจากที่ผู้เขียนต้องการ ก็จะเข้ารกเข้าพงไปได้ง่ายมากๆ เนื่องจากไม่มีใครคอยชี้แนะ เราอาจคิดว่าการอ่านที่ผิดไปจากความต้องการสื่อสารของผู้เขียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือเกิดขึ้นได้ง่ายมาก แม้แต่งานเขียนที่เป็นเรื่องพื้นๆธรรมดาๆก็ยังเกิดเหตุการณ์ว่าคนอ่านอ่านแล้วเข้าใจผิดไปจากเจตนาของผู้เขียน เช่นผู้เขียนตั้งใจจะสื่ออย่างหนึ่ง แต่ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจว่าอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนมากก็มาจากว่าตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในเล่มหนังสือนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันได้เลยว่า จะสื่อความจากผู้เขียนถึงผู้อ่านไปได้ครบหมดร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งหากเป็นงานที่ยากมากๆมีความเป็นนามธรรมซับซ้อนอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว โอกาสที่จะเข้าใจผิดก็ยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นการเรียนธรรมะแล้วไปปฏิบัติด้วยตนเอง จึงเป็นอะไรที่ต้องระวังมากเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้การเรียนธรรมะกับครูที่มีชีวิตจึงมีภาษีมากกว่าในแง่นี้ เพราะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยน ซักถาม ซักซ้อมทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการเรียนและปฏิบัติธรรมะจากการอ่านเพียงอย่างเดียว ในบทสนทนาเรื่อง เฟดรัส ของเพลโต โสกราตีสได้เสนอเหตุผลให้เฟดรัสฟังว่า การพูดมีน้ำหนักมากกว่าการเขียน เพราะในการพูด ผู้ฟังสามารถซักถามและโต้เถียงกับผู้พูดได้ทันที ทำให้การศึกษาปรัชญามีชีวิต ไม่เหมือนกับการอ่านงานเขียนที่มีนักปรัชญาเขียนเอาไว้ เมื่อมีข้อสงสัยหนังสือก็ไม่สามารถตอบอะไรได้ … Continue reading แนวทางการปฏิบัติธรรม

ธรรมะจากหลวงปู่สิม

แม้กระทั้งสัตว์เดรัจฉาน ที่ตัวเล็กกว่ายุง เช่น ริ้น ไรและลอด หลวงปู่ก็ยังสอนให้พวกเราให้ทาน ตัวลอดนี่ หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ ท่านบอกว่าตัวมันเล็ก จนลอดผ้าเข้าไปกัดเราได้นั่นแหละและหลวงปู่ก็ยกย่องว่า การที่เราให้ทานน้ำเลือดน้ำเหลืองในตัวเราแก่พวกนี้ เป็นทานบริสุทธิ์เสียด้วย "ทานํ เม บริสุทฺธํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" "เวลาเรากินสัตว์อื่น เรากินทั้งเลือดทั้งเนื้อทั้งหนัง ตับไตไส้พุง แม้กระทั่งกระดูก เลือดเนื้อเชื้อไขในตัวของเรา ได้มาจากพ่อแม่ ไม่ได้ไปซื้อไปหามาจากไหน ปล่อยให้เขากัดไปเถอะ ตั้งใจให้เป็นทานไป เป็นทานละเอียดบริสุทธิ์" อัตตโนประวัติ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร หน้า ๖๕

“การเห็นทางธรรมสามระดับ”

หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา เพิ่งออกจำหน่ายเร็วๆนี้ คือ "การเห็นทางธรรมสามระดับ" ของเตชุงริมโปเช การเห็นทางธรรมสามระดับหมายถึงสามระดับของการรับรู้ทางธรรม ประกอบด้วยการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ของผู้ที่ยังเป็นปุถุชน การเห็นของผู้ปฏิบัติธรรม และการเห็นอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มนี้แปลจาก The Three Levels of Spiritual Perception พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wisdom Publications สหรัฐอเมริกา การเห็นสามระดับนี้หมายถึงลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่มีการพัฒนาอะไรเลย มาถึงผู้ที่กำลังพัฒนาฝึกฝนตัวเอง จนท้ายที่สุดจบที่ผลลัพธ์ของการฝึกฝน ซึ่งได้แก่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า การเห็นระดับแรกเป็นการเห็นของบุคคลธรรมดาๆทั่วๆไป ที่มักเห็นอะไรที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสกับการปรุงแต่งต่างๆ คนธรรมดาๆที่ยังไม่ได้ฝึกฝนทางธรรมจะเห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่เจือไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อยู่ตลอด ซึ่งทำให้คนธรรมดานี้ตกอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ และต้องว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น ตัวอย่างของการเห็นในระดับนี้ก็เช่น เราเห็นรถใหม่ในงานแสดงรถแล้วเกิดความอยากได้ ความอยากได้นี้เรียกว่า "โลภะ" เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ หรือเราเห็นอะไรที่เราไม่ชอบ เกิดหงุดหงิดขึ้นมาจากการเห็นนั้น ก็เป็นเรื่องของการเห็นทีไม่บริสุทธิ์เช่นกัน สาเหตุหลักของความทุกข์ที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวดมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ ก็อยู่ที่การเห็นอันไม่บริสุทธิ์นี่เอง เป้าหมายของการฝึกฝนตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือว่า ให้เราฝึกตัวเองให้พ้นจากสถานะอันไม่น่าพึงพอใจนี้ ในหนังสือ "การเห็นทางธรรม" เรื่องของการเห็นระดับแรก อันเป็นการเห็นที่ไม่บริสุทธิ์ของปุถุชนนี้ ก็มุ่งที่จะสอนให้คนธรรมดาๆทั่วๆไปเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการเดินทางบนเส้นทางธรรม การเริ่มเดินทางนี้ก็เริ่มต้นที่การมองเห็นและเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร รู้ว่าไม่น่าพอใจอย่างไร เมื่อเกิดการรับรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ … Continue reading “การเห็นทางธรรมสามระดับ”

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นธรรมะที่แท้จริง และพระอาจารย์ที่แท้จริง

ในขณะนี้กำลังมีข่าวเกี่ยวกับพระภิกษุถูกฟ้องอีกแล้ว ก็นับว่าสั่นสะเทือนวงการชาวพุทธพอสมควร เพราะท่านนี้เป็นที่นับถือกันว่าเป็นพระปฏิบัติที่เคร่งครัด และมีแนทางสอนเพื่อให้บรรลุมรรคผลโดยตรง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนีขึ้นมา ชาวพุทธก็เกิดความท้อแท้ใจ คิดว่าพระดีจริงๆไม่มีเลยหรืออย่างไร ทำไมเมื่อมีพระภิกษุที่มีชื่อเสียงขึ้นมา มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ก็เกิดเรื่องทุกที เพราะเราเพิ่งเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้มาไม่นาน แล้วก็มาเกิดอีก หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เราจะมีวิธีการอะไรหรือไม่ ที่จะตรวจสอบคำสอนของพระภิกษุ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า พระท่านนี้ควรที่เราจะฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ ในคำสอนของทิเบต การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญมาก และในขณะเดียวกันการที่พระอาจารย์จะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ของมีความสำคัญมากไม่แพ้กัน ในหนังสือเรื่อง "การเห็นทางธรรมสามระดับ" เตชุงริมโปเชได้สอนไว้ว่า ในการตรวจคุณสมบัติของผู้ที่เราจะฝากตัวเป็นศิษย์นั้น ประการแรก ผู้ที่ควรแก่การเป็นอาจารย์ผู้สอนการปฏิบัติธรรม จะต้องมีความประพฤติที่ไม่ด่างพร้อยใดๆ และมีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่บริสุทธิ์สะอาด ประการที่สอง เจตนาของท่านในการสั่งสอนจะต้องเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ กล่าวคือท่านมีจิตมุ่งมั่นที่จะสอนผู้คนให้เกิดดวงตาเห็นธรรม มองเห็นแนวทางที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของคำสอนจริงๆ ประการที่สาม ท่านต้องมีปัญญาอันบริสุทธิ์ กล่าวคือต้องมีความรู้แตกฉานในข้อธรรม ในคัมภีร์ต่างๆ และที่สำคัญคือรู้และเข้าใจความหมายของข้อความในคัมภีร์เหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เตชุงริมโปเชเน้นหนักที่ข้อสามนี้อย่างยิ่ง ผู้ที่เราควรจะยกย่องเป็นอาจารย์จะต้องไม่มีเพียงแค่ความรู้แบบครึ่งกลางๆในคัมภีร์อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ต้องมีความรู้เต็มสมบูรณ์ครบถ้วน ผู้ที่เราจะรับเป็นพระอาจารย์จะต้องไม่มีการสอนอย่างผิดๆ ซึ่งเกิดจากการไม่เข้าใจคำสอน หรือมิได้ปฏิบัติตามคำสอนจนเห็นแจ้ง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้สอนนั้นจะต้องเข้าถึงและมองเห็นความเป็นจริงอันเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในคำสอนที่ตนเองกำลังจะสอน เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เราอาจเปรียบเทียบได้กับการสอนเรื่องอื่นๆ เช่นการว่ายน้ำ เมื่อเราเรียนว่ายน้ำ เราก็อยากจะเรียนกับครูที่ว่ายน้ำเก่ง มีประสบการณ์โดยตรงกับการว่ายน้ำมาเป็นอย่างดี เมื่อครูเช่นนี้อธิบายให้เราฟังเกี่ยวกับเทคนิคการว่ายน้ำ ก็จะออกมาจากใจโดยตรง … Continue reading รู้ได้อย่างไรว่าเป็นธรรมะที่แท้จริง และพระอาจารย์ที่แท้จริง

กำหนดการบรรยายธรรมของญีมาทักปาริมโปเช

โปรแกรมธรรมบรรยาย พระอาจารย์ ลาตรี เคนโป เกเช ญีมา ทรักปา ริมโปเช 21-24 กันยายน 2553 : “เปลี่ยนแปลงตนเองบนวิถีซกเช็น” ศูนย์ขทิรวัน (กุนเทรอลิง) หัวหิน ภาวนา 3 คืน 4 วันเพื่อฝึกตนบนวิถีซกเช็น คำสอนล้ำค่าในพุทธศาสนาวัชรยาน 25-26 กันยายน 2553 : “วันมหาพุทธบูชาเพื่อกรุณาและสันติสุข” ศูนย์ขทิรวัน (กุนเทรอลิง) หัวหิน; เขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี ถวายเครื่องบูชา 5000 ที่แด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ร่วมพิธีมนตราภิเษกเพื่อให้มีอายุยืนยาว และพิธีเรียกขวัญเพื่อโชคลาภและฐานชีวิตที่มั่นคง ปล่อยชีวิตปลา 100,000 ตัว และฟังธรรมเพื่อบ่มเพาะกรุณาและสันติสุขในหัวใจ 28 กันยายน 2553 : “จะตั้งจิตเพื่อการหลุดพ้นได้อย่างไร” 18.30-20.30 น.  บ้านมูลนิธิพันดารา ลาดพร้าว ซอย 11 ชีวิตของเราและสัตว์ทั้งหลายล้วนแวดล้อมไปด้วยความทุกข์ แต่จริงๆแล้วมีหนทางให้เราเป็นอิสระจากความทุกข์เหล่านี้ หนทางดังกล่าวคือหนทางสู่ความหลุดพ้นซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลานี้ … Continue reading กำหนดการบรรยายธรรมของญีมาทักปาริมโปเช

นำพาความเจ็บป่วยกับความตายสู่เส้นทางกุศล

ภิกษุทกเมซังโบ (อสังคภัทรภิกษุ) ขอนอบน้อมแด่พระอาจารย์! กายอันเป็นมายากองนี้ อันข้าพเจ้าเป็นเจ้าของอยู่เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ หากกายนี้เจ็บป่วยลง ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด! ข้าพเจ้าจะยินดีในความเจ็บป่วย เนื่องจากจะทำให้อกุศลกรรมของข้าพเจ้าที่มาจากอดีตหมดสิ้นไป นอกจากนี้การปฏิบัติธรรมหลายๆแบบ ก็มีไว้เพื่อชำระล้างกิเลสสองประการ หากข้าพเจ้ามีสุขภาพดี ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด! ข้าพเจ้าจะยินดีกับความเป็นอิสระจากความเจ็บไข้ เมื่อร่างกายและจิตใจอยู่ดี และสงบ ก็จะเกิดการประกอบกุศลกรรม และกุศลกรรมนั้นก็จะเข้มแข็งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการให้ความหมายแก่ชีวิตมนุษย์ ก็อยู่ที่การอุทิศกาย วาจา ใจ ให้แก่กุศลกรรม หากข้าพเจ้าประสบกับความยากจน ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด! ข้าพเจ้าจะยินดีกับการปราศจากทรัพย์สมบัติ ข้าพเจ้าจะไม่มีอะไรให้ปกป้อง ไม่มีอะไรให้สูญเสีย การทะเลาะวิวาทและความขัดแย้งใดๆ ต่างเกิดจากความโลภอยากได้ทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น นี่เป็นความจริง! หากข้าพเจ้ามีทรัพย์สมบัติ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด! ข้าพเจ้าจะสามารถเพิ่มพูนบุญกุศลได้ นั่นก็เป็นการเพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์หรือความสุขใดๆที่จะมีขึ้น ไม่ว่าในขณะนี้หรือในอนาคต ต่างก็เกิดจากบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมมา นี่เป็นความจริง! หากข้าพเจ้าต้องตายในเร็ววัน ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด! ข้าพเจ้าจะยินดีในความตาย เมื่อข้าพเจ้าปราศจากสถานการณ์ที่จะไปสู่อกุศล และเมื่อมีแรงสนับสนุนจากกุศลกรรมที่ได้สั่งสมมา ข้าพเจ้าก็จะเดินทางไปบนหนทางอันเที่ยงแท้และไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน! หากข้าพเจ้ามีอายุยืนยาว ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด! ข้าพเจ้าจะยินดีในอายุยืนยาว เมื่อพืชผลอันได้แก่ประสบการณ์ที่แท้จริงเกิดขึ้น เมื่อแสงแดดกับสายผนแห่งคำสอนมิได้ถดถอย เมื่อดูแลพืชผลเหล่านี้ในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะให้ผลที่สุกงอมอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ขอให้เราปลูกฝังความปิติยินดีเถิด! -- … Continue reading นำพาความเจ็บป่วยกับความตายสู่เส้นทางกุศล

การบรรยายที่สุรินทร์

เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๕ ธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่อง "การประยุกต์พุทธธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่" ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ต้องเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้า ถึงสุรินทร์ราวๆสิบเอ็ดนาฬิกา พูดตั้งแต่บ่ายโมงถึงบ่ายสาม บ่ายสี่โมงเดินทางกลับ ถึงบ้านสามทุ่ม แต่ก็ได้ประสบการณ์ดีๆ และได้พบกับผู้คนที่หลายคนรู้จักกันมาก่อน และเคยทำงานด้วยกัน และอีกหลายคนก็เพิ่งได้รู้จักกัน ผมได้บันทึกไฟล์เสียงของการประชุมไว้ ฟังได้ที่ข้างล่างนี้ ส่วนไฟล์เพาเวอร์พอยต์คลิกได้ ที่นี่ Talk at Surin