สิทธิในการหยุดชีวิตตนเอง

ผมเพิ่งกลับจากการไปประชุมวิชาการของสมาคม International Association of Law and Mental Health หรือสมาคมนานาชาติว่าด้วยกฎหมายกับสุขภาพจิต การบรรยายในวันแรกเป็นเรื่องปรัชญาล้วนๆ และมีการบรรยายของ David Novak จากมหาวิทยาลัยโทรอนโท แคนาดา น่าสนใจมากๆ เลยอยากเอามาเล่ากันฟัง Novak เป็นอาจารย์ประจำสาขาศาสนศึกษา และสนใจเรื่องศาสนายิวเป็นพิเศษ แต่ในการบรรยายครั้งนี้เขาสวมหมวกเป็นนักปรัชญาและเสนอบทความที่มีชื่อเป็นประโยคคำถามว่า “To Whom Does My Body Belong?” คำตอบที่เขาเสนอก็คือว่า ผู้คนทั่วไปที่พูดถึงเรื่องสิทธิในการหยุดชีวิตตนเอง หรือสิทธิในการให้แพทย์หยุดชีวิตให้ มักอ้างเหตุผลในทำองว่า “ร่างกายนี้เป็นของตนเอง” ดังนั้นจะทำอย่างไรกับร่างกายนี้อย่างไรก็ได้ อย่างไรก็ตาม Novak เสนอว่าการคิดแบบนี้มีปัญหา เนื่องจากมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยกันเป็นอย่างมาก การอ้างว่าร่างกายนี้เป็นของตนเองอย่างเดียว จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง เขาเสนอว่าแทนที่จะมาถกเถียงกันว่าร่างกายของตนเองเป็นของใครกันแน่ เขาเสนอว่าเราควรคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมด ภายใต้แนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีใครที่เป็นผู้ดูแลผู้อื่นอย่างเดียว แล้วก็ไม่มีใครที่มีแต่คนอื่นมาดูแลโดยไม่ดูแลคนอื่นเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ภารกิจของสังคมจึงอยู่ที่การจัดสรรและประสานการดูแลและการได้รับการดูแลเช่นนี้มากกว่า

การเสนอเช่นนี้ทำให้เราอาจมองเห็นว่า โนแวคไม่เห็นด้วยกับการใช้สิทธิในการหยุดชีวิตตนเอง แต่เมื่อฟังไปก็กลับกลายเป็นว่า ภายใต้เครือข่ายของการดูแลและความเอื้ออาทรที่มนุษย์มีต่อกันนั้น การใช้สิทธิในการหยุดชีวิตตนเอง เป็นการกระทำอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนความอาทรนี้ออกมาด้วย ดังนั้นข้อเสนอของเขาก็คือว่า แทนที่จะคิดว่า ร่างกายนี้เป็นของเราคนเดียว เราจะทำอะไรกับร่างกายนี้ก็ได้ เขาเสนอว่าในกรณีที่มีการอ้างอิงถึงสิทธิที่เป็นตัวของตัวเอง ที่ตัวเองจะทำอะไรกับตัวเองก็ได้ เราควรหาอย่างอื่นมาคานการอ้างแบบนี้ ด้วยการชี้ให้เห็นว่าสังคมก็มีบทบาทในการกำหนดว่าใครเป็นใคร และในการหล่อเลี้ยงสมาชิกของสังคมให้ดำรงตนอยู่ด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีสิทธิในการหยุดชีวิตตนเองเมื่อเกิดความจำเป็น (เช่นในกรณีของการเจ็บป่วยหมดทางรักษา) เพราะภายใต้เครือข่ายของความเอื้ออาทร การหยุดชีวิตที่ทุกข์ทรมานอาจจะเป็นการแสดงความเอื้ออาทรอย่างสูงก็ได้ เนื่องจากร่างกายของเราไม่ใช่ของเราคนเดียว การตัดสินใจเกี่ยวกับว่าจะจัดการกับร่างกายของเราอย่างไร จึงเป็นเรื่องของสังคมที่จะพิจารณา แต่เขาก็เสนออีกว่า การให้อำนาจทั้งหมดแก่สังคมก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะจะกลายเป็นระบบเผด็จการที่คนหมู่มากทำอะไรก็ได้แก่คนหนึ่งคน การเป็นเผด็จการเช่นนี้ก็เป็นการละเมิดหลักการของความผูกพันโยงใยกันของมนุษย์ทั้งหมดเช่นเดียวกัน

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า โนแวคไม่คัดค้านการอ้างสิทธิในการหยุดชีวิตตนเอง หรือสิทธิในการร้องขอให้แพทย์ช่วยยุติชีวิตให้ หากการใช้สิทธินั้นเป็นการแสดงออกถึงการที่สังคมเอื้ออาทรแก่ผู้อ้าง หรือการที่สังคมเห็นว่าผลประโยชน์สูงสุดจะตกแก่ผู้อ้างสิทธินี้เนื่องจากชีวิตไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีอีกแล้ว ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะตีความความหมายของคำว่า “อันตราย” (harm) อย่างไร หลักจริยธรรมข้อแรกของการแพทย์คือ “อย่าทำร้าย” (Do no harm) แต่ก็มีปัญหาว่า การยื้อชีวิตผู้ป่วยที่หมดทางรักษาจริงๆแล้ว เป็นการไม่ทำอันตรายหรือไม่ทำร้ายผู้ป่วย หรือเป็นตรงกันข้ามกันแน่

Advertisements

ความตายคืออะไร?

ความตายคืออะไร?

บทความที่ผมจะเสนอในวันนั้นก็เป็นเรื่องของการพินิจความเป็นจริงเกี่ยวกับความตายจากมุมมองของปรัชญา ซึ่งอันที่จริงจะเอามาเสนอที่นี่ในบทนำหรือบทบรรณาธิการของหนังสือก็ไม่ผิดเกินไปนัก เพราะเป็นการกำหนดบริบทของหนังสือ และเป็นการนำเสนอทิศทางของบทความต่างๆอีกทางหนึ่ง ก่อนอื่นเราคงต้องเริ่มที่ประเด็นว่าความตายคืออะไร ในตอนต้นเราได้เห็นกันไปบ้างแล้วเกี่ยวกับนิยามของคำว่า ‘ความตาย’ กับ ‘การตาย’ อย่างแรกเป็นสภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนอย่างหลังเป็นกระบวนการของสิ่งที่กำลงเกิดอยู่ ที่น่าสนใจก็คือ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีนี้ แม้แต่ความหมายของคำว่า ‘ตาย’ ก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา สมัยก่อนเราไม่ค่อยลำบากใจเวลาบอกว่าใครตาย ถ้าหัวใจหยุดเต้น หรือหัวหลุดจากบ่า หรือตัวแข็งทื่อ เย็นชืด ก็เรียกว่าตายแล้ว แต่การแพทย์สมัยใหม่ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก จนทำให้ต้องมีการกำหนดความหมายของคำๆนี้กันใหม่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันแพทย์มีความสามารถในการประคับประคองผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของสมองไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้ป่วยนั้นยังหายใจได้ ตัวยังอุ่นๆอยู่ ปัญหาอยู่ที่ว่าการรักษาคนไข้รายอื่นๆนั้น หลายครั้งมีความจำเป็นต้องได้อวัยวะสดๆจากคนที่ยังหายใจอยู่ เอามาผ่าตัดเปลี่ยนทดแทนให้ ที่ใช้มากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ไต การรักษาโรคไตวายนั้น วิธีการที่ได้ผลมากที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งหากผู้ป่วยโรคไตมีญาติที่ยินดีบริจาคไตข้างหนึ่งให้ก็หมดปัญหาไป แต่ในกรณีที่หาญาติไม่ได้ ก็จำเป็นต้องรับบริจาคจากคนอื่น ทีนี้พอร่างกายของคนตายลงตามความหมายดั้งเดิม อวัยวะต่างๆของเขาจะเริ่มใช้ไม่ได้ เพราะจะเน่าเปื่อยไปเนื่องจากขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จึงมีแนวคิดว่าผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของสมองไปอย่างสิ้นเชิง แต่ยังหายใจอยู่ น่าจะถือได้ว่าตายแล้ว เพื่อประโยชน์ในการนำเอาอวัยวะของเขาไปเปลี่ยนให้แก่ผู้ป่วยอื่นๆที่ต้องการอวัยวะนั้นๆ ผู้ที่สมองตายทั้งหมดแบบนี้ ถ้าไม่มีเครื่องช่วยหายใจ จะหยุดหายใจไปเองในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดแพทย์ส่วนใหญ่จึงตกลงกันว่าผู้ที่สมองตายแบบนี้ น่าจะถือได้ว่าตายแล้ว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็เริ่มมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่สมองไม่ได้ตายทั้งหมด แต่ตายไปบางส่วนทำให้ยังหายใจเองได้ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ดังนี้เรียกกันว่า ‘เจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา’ ผู้ป่วยเหล่านี้ก็น่าจะถือว่าตายแล้วเช่นกัน เพราะชีวิตไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป วงการแพทย์โดยทั่วไปยังไม่ยอมรับเกณฑ์นี้ว่าเป็นเกณฑ์ความตายจริงๆ เพราะหลายคนยังคิดอยู่ว่า หากคนไข้ยังหายใจเองได้โดยไม่ต้องมีเครื่องช่วยหายใจ ก็ไม่น่านะถือได้ว่าเขาตายไปแล้ว การที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องคนเราตายเมื่อใด นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาด เพราะในสมัยก่อน หรือตามสามัญสำนึกของเรา เราดูจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เหตุที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็เพราะว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้มีเครื่องช่วยหายใจ ที่ทำให้ผู้ป่วยสมองตายสามารถหายใจและมีหัวใจที่ยังเต้นอยู่ กล่าวโดยสรุป ปัญหาของเกณฑ์วินิจฉัยการตายอยู่ที่ว่าการหยุดทำงานของอวัยวะส่วนใด เป็นเหตุของการตาย อาจารย์รื่นเริงจะเสนอประเด็นนี้อย่างละเอียดในบทความของท่านในหนังสือ

ปัญหาทำนองนี้ทำให้เรามาคิดว่า ความตายคืออะไรกันแน่ จากที่กล่าวมาข้างต้น บางฝ่ายบอกว่า การตายเกิดจากการที่สมองหยุดทำงาน แม้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่แต่ถ้าสมองไม่ทำงานก็ถือว่าตายแล้ว แต่บางฝ่ายบอกว่าต้องหัวใจหยุดทำงานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจคิดว่าความตายได้แก่การที่วิญญาณออกจากร่าง ทีนี้ปัญหาก็คือว่า ในทางวิทยาศาสตร์เรายังไม่มีวิธีการที่จะชั่ง ตวง วัดวิญญาณได้ ในเมื่อทำเช่นนี้ไม่ได้ นอกจากนี้การอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ก็ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องอาศัยวิญญาณแต่อย่างใด (เช่นอธิบายว่ามีชีวิตอยู่และคิดได้ เพราะว่าสมองกำลังทำงานอยู่ ไม่จำเป็นต้องอ้างว่ามีวิญญาณ) ด้วยเหตุนี้วิญญาณจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ไม่ต่างกัน นั่นคือมีความแตกต่างกันระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ ศาสนาทุกศาสนาต่างให้ข้อมูลตรงกันว่า การตายไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต แต่วิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์แผนใหม่ บอกเราอีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการสนทนากัน

อภิปรัชญากับปรากฏการณ์วิทยาของความตาย

อภิปรัชญาเป็นแขนงหนึ่งของวิชาปรัชญาที่ว่าด้วยธรรมชาติเนื้อแท้ของความเป็นจริง ตัวอย่างของประเด็นทางอภิปรัชญาก็มีเช่น ความเป็นจริงที่เราสัมผัสจับต้องได้ ที่ประกอบด้วยแม่น้ำ ภูเขา ต่างๆนี้ แท้จริงแล้วเป็นอะไรกันแน่ ทรรศนะกระแสหลักในปัจจุบันได้แก่วิทยาศาสตร์ ซึ่งบอกเราว่าภูเขา แม่น้ำ โต๊ะเก้าอี้ ต่างก็ประกอบด้วยธาตุมูลฐาน มีอยู่ร้อยกว่าธาตุ ตัวอย่างก็เช่นอ๊อกซิเจนก็เป็นธาตุหนึ่ง เหล็กก็เป็นอีกธาตุหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นธาตุเหล่านี้ก็ยังประกอบไปด้วยอนุภาคที่เล็กมากๆ ได้แก่อะตอมกับโมเลกุล ซึ่งก็แยกย่อยออกไปได้เป็นประจุไฟฟ้า และฟิสิกส์ในปัจจุบันก็มีทฤษฎีว่าอนุภาคเหล่านี้ก็ยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กลงไปอีก ฯลฯ ประเด็นก็คือว่า อนุภาคเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่างก็เป็นสสาร (หรือพลังงาน) ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม มีอีกทรรศนะหนึ่งที่บอกว่า ความเป็นจริงภายนอกนั้นไม่ใช่สสาร แต่เป็นจิต การที่เราเห็นโต๊ะตัวหนึ่งว่ามีคุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพราะสายตาเราเป็นอย่างนี้ และมุมมองที่โต๊ะปรากฏแก่เราเป็นเช่นนี้ และหากวิเคราะห์ให้ตลอด (ตามทรรศนะนี้) ก็จะพบว่าสสารวัตถุนั้นแท้จริงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากภาพปรากฏของจิตเอง ดังนั้น อภิปรัชญาของความตายก็ได้แก่การศึกษาความตายในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงหรือธรรมชาติที่มีอยู่เป็นอยู่ ปัญหาก็คือว่าความเป็นจริงที่ว่านี้เป็นอย่างไร

เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นหัวข้อหลักๆของปรัชญา ซึ่งผู้ที่เคยเรียนวิชานี้มาคงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทีนี้ หากเรามาพิจารณาอภิปรัชญาของความตาย เรื่องจะอยู่ที่ว่าความตายนั้นแท้จริงเป็นอะไรกันแน่ มีความสัมพันธ์หรือความสำคัญแก่เรามากน้อยเพียงใด เพื่อให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น ขอให้เรามาพิจารณาข้อเสนอของนักปรัชญาคนหนึ่งในโลกตะวันตก ได้แก่เอพิคิวรัส (Epicurus) ซึ่งเสนอคำสอนต่อไปนี้

Death is nothing to us: for that which is dissolved is without sensation; and that which lacks sensation is nothing to us.

แปลเป็นไทยได้ว่า

ความตายไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เพราะว่าสิ่งที่ตายไปแล้วไม่มีผัสสะ และสิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกียวข้องอะไรกับเรา

คำสอนนี้ลึกซึ้งมาก (แต่ไม่เป็นความจริง) ความหมายก็คือ เอพิคิวรัสต้องการจะให้เราเชื่อว่าความตายไม่มีความหมายก็อะไรแก่เราเลย ไม่มีบทบาทใดๆ ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ เขากล่าวว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ “สิ่งที่ตายไปแล้วไม่มีผัสสะ” ความหมายก็คือคนตายไม่สามารถมีผัสสะ ไม่สามารถมีความรู้สึกใดๆได้อีกต่อไป คนตายไม่รู้ร้อนรู้หนาว ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ลิ้นไม่ได้รับรส ฯลฯ เพราะคนตายไม่นานก็เปื่อยยุ่ยสลายไปหมด อีกอย่างหนึ่งก็คือ “สิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรา” เนื่องจากว่าตามปกติคนที่กลัวตายนั้น อาจจะเพราะกลัวว่าเมื่อตนเองตายไป จะไปพบเข้ากับผัสสะที่น่ากลัว เช่นตกนรกแล้วลงกระทะทองแดง หรือถูกไล่ให้ไปปีนต้นงิ้ว แต่เอพิคิวรัสบอกเราว่าคนตายไม่มีผัสสะ หรือความรู้สึกใดๆ เพราะฉะนั้นการกลัวความตายจึงเป็นเรื่องน่าหัวร่อ เราจะกลัวสิ่งที่เราไม่เคยสัมผัส ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลยได้อย่างไร เราจะกลัวสิ่งที่ไม่มีผัสสะเช่นก้อนหินก็ต่อเมื่อก้อนหินนั้นอาจมาชนตัวเรา ดังนั้นเหตุเดียวที่เราจะกลัวคนตายได้ ก็คือว่า มีคนใช้ศพคนตายเป็นอาวุธ เหวี่ยงมาโดนตัวเรา ในแง่นี้เราก็อาจกลัวคนตายได้ (แต่จริงๆแล้วต้องกลัวคนที่ใช้ศพเป็นอาวุธมากกว่า) แต่ในกรณีนี้เรากับคนตายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คนที่กลัวตายจะกลัวว่า ตนเอง นั่นแหละที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับคนตาย ไม่ใช่กลัวถูกคนตายเหวี่ยงมาโดน การที่สิ่งที่ไม่มีผัสสะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย ก็หมายความว่าหากเราตายไปจริง และเราไม่มีผัสสะใดๆ ก็เท่ากับว่าทุกอย่างในจิตสำนึกของเราดับสูญไปหมด ไม่มีตาจะมอง ไม่มีหูจะฟัง ไม่มีลิ้นจะรับรส ไม่มีจมูกจะดม ไม่มีผิวไว้รับสัมผัส เมื่อเป็นแบบนี้ เอพิคิวรัสถามเราว่าแล้วจะกลัวการเปลี่ยนสภาพเป็นคนตายไปทำไม

เราอาจคิดว่าข้อเสนอของเอพิคิวรัสฟังดูแปลกๆ แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่มีอะไรขัดแย้งกับข้อเสนอนี้เลย ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ คนตายเป็นเพียงกลุ่มของสารอินทรีย์ที่หยุดทำงานแล้วก็กำลังรอการย่อยสลาย ถ้าจะมีบทบาทก็คงเป็นแบบเดียวกับการที่มีคนใช้ศพเป็นอาวุธ กล่าวคือศพคนตายเป็นเพียงสสารวัตถุที่มีมวลอยู่ปริมาณหนึ่ง สามารถใช้เป็นอาวุธมาเหวี่ยงใส่กันได้ หรือสารอินทรีย์ในศพอาจใช้เป็นปุ๋ยได้ แล้วถ้าเราสนใจประเด็นเรื่องจิตรู้สำนึก ซึ่งเรารู้ตัวอยู่ว่าในขณะนี้เรากำลังมีอยู่ วิทยาศาสตร์ก็บอกอะไรเราไม่ได้มากไปกว่าจิตสำนึกนี้เป็นผลของการทำงานของร่างกาย ซึ่งก็หมายความว่าหากการทำงานของร่างกายหยุดลง จิตสำนึกก็ย่อมหมดไปด้วย แบบเดียวกับที่เอพิคิวรัสเสนอ
ประเด็นนี้นักปรัชญารู้จักกันในชื่อว่า ‘ปรากฏการณ์วิทยาของความตาย’ หรือ phenomenology of death ในภาษาอังกฤษ (The phenomenology of death, embodiment and organ transplantation Author: Haddow Gillian 1 Source: Sociology of Health & Illness, Volume 27, Number 1, January 2005, pp. 92-113(22)) ปรากฏการณ์วิทยาเป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ของจิตรู้สำนึกจากมุมมองของผู้มีประสบการณ์เอง ซึ่งมักจะเรียกว่าจากมุมมองของ ‘บุรุษที่หนึ่ง’ (first person point of view) ได้แก่สรรพนามบุรุษที่หนึ่งที่เราใช้เวลาเราคิดถึงตัวเอง ด้วยเหตุนี้การศึกษาคนตายในฐานะที่เป็นสสารหรือเป็นอาวุธ จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์วิทยา แต่การศึกษาว่าคนที่ตายอยู่ มีจิตสำนึกอย่างไร รู้สึกอะไร คิดอะไร มองเห็นภาพอะไรอยู่ เหล่านี้ได้แก่การศึกษาปรากฏการณ์วิทยาของความตาย วิทยาศาสตร์หรือปรัชญาแบบสสารนิยมจะพยายามบอกเราว่า ปรากฏการณ์วิทยาของความตายเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะคนตายคิดไม่ได้ สมองไม่ทำงาน แต่ประสบการณ์ยาวนานจากศาสนาต่างๆกลับบอกเราว่า ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต จิตสำนึกยังคงอยู่เพียงแต่ร่างกายไม่อยู่ด้วยแล้ว ดังนั้นมีความแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม ฝ่ายหนึ่งบอกว่าความตายไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการหยุดทำงานของเซลล์ ทำให้ชีวิตของคนๆนี้หมดลง ทุกอย่างจบสิ้นลงสำหรับเขา แต่ศาสนากลับบอกอีกอย่างหนึ่ง ศาสนายอมรับความตายของคนหรือสัตว์ว่าเป็นการหยุดทำงานของเซลล์ ฯลฯ แต่ยังยืนยันอีกด้วยว่ายังมีแง่มุมของปรากฏการณ์วิทยาของความตายที่วิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดถึง

เอพิคิวรัสกล่าวว่าเนื่องจากความตายไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เราก็ไม่ควรกลัวตาย คนกลัวตายเป็นคนที่ไร้เหตุผลเนื่องจากกลัวไม่สิ่งที่ไม่มีทางมาทำอะไรเราได้ อย่างไรก็ตามทรรศนะของเขาไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากปฏิเสธความมีอยู่ของประสบการณ์หลังตายโดยสิ้นเชิง ปัญหาก็คือว่าในทางปรัชญาเราต้องพิสูจน์ทรรศนะของเราด้วยวิธีการที่เป็นสาธารณะ หมายความว่าให้ทุกคนสามารถใช้วิธีนั้นๆและเห็นความจริงได้เหมือนๆกัน นักปรัชญาในโลกตะวันตกส่วนใหญ่ที่เขียนเรื่องความตายมักจะยอมรับความคิดตรงนี้ของเอพิคิวรัส แม้ว่าอาจจะมีบางคนที่ไม่เห็นด้วย (Termination Thesis paper) แต่ไม่ว่าอย่างไรเกือบทั้งหมดก็ยอมรับโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าการมีประสบการณ์หลังความตายเป็นไปไม่ได้ หนทางที่จะถกเถียงกับเอพิคิวรัสก็เห็นจะต้องไปถกเถียงกับโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์แทน

เราอาจจะเก็บรักษาความคิดของเราที่เชื่อเรื่องประสบการณ์หลังตายเอาไว้ โดยที่ยังไม่ปฏิเสธโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ หรือไม่ปฏิเสธว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เราได้ วิธีการก็คือยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เราในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และเป็นไปได้เสมอที่วิทยาศาสตร์จะให้ข้อมูลหรือทฤษฎีที่ผิดพลาด เมื่อประสบการณ์ของเรามีมากขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะมีการพิสูจน์เรื่องประสบการณ์หลังตายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์กับคนทั่วไปในอนาคตก็อาจเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ หรือประสบการณ์หลังตายเป็นเรื่องธรรมดาๆ เหมือนกับที่เราเชื่อเรื่องการมีอยู่ของดาวเคราะห์กับดาราจักรในปัจจุบัน ในอนาคตความเชื่อเรื่องดาวเคราะห์ที่เหมือนโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อาจเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกันคนในอนาคตก็อาจเชื่อเรื่องโลกนี้ โลกหน้า สวรรค์ นรก อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ คือเชื่อจริงๆไม่ใช่เพียงแค่รับไว้ตามประเพณีแบบในปัจจุบัน หากเรื่องเหล่านี้เป็นไปได้จริง ก็หมายความว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์รับว่าจริงในปัจจุบันอาจไม่เป็นที่ยอมรับในอนาคตก็ได้

หัวใจของทรรศนะแบบของเอพิคิวรัสก็คือความเชื่อที่ว่าเมื่อเราตายไป เราจะไม่มีอยู่ เมื่อพิจารณาดูคำพูดนี้ก็เป็นจริงไม่น้อย เพราะเมื่อเราตายไป เช่นโสรัจจ์คนนี้ตายไป โสรัจจ์ก็จะไม่เหลืออยู่ คือไม่มานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ตรงนี้ ไม่มาจัดประชุมสหวิทยาการ ฯลฯ พูดง่ายๆคือโสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์จะไม่มีอยู่ เช่นเดียวกับที่คนเป็นอันมากที่ได้ตายไป ก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในปัจจุบัน แต่ศาสนาบอกเราว่าเมื่อโสรัจจ์ตายไป ตัวตนในบางรูปแบบของโสรัจจ์ยังอยู่ อาจจะอยู่ในสวรรค์ (หากทำดีมาพอสมควร) หรือในนรก หรือบางศาสนาเช่นพุทธหรือฮินดู ก็เชื่อว่าอาจกลับมาเกิดใหม่เป็นชีวิตใหม่ อาจเป็นคนหรือเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ (อย่างไรก็ตาม ในพระพุทธศาสนาก็มีคำสอนหลักว่า หากคนๆหนึ่งเข้าใจแก่นแท้ของธรรมะก็อาจไม่ต้องมาเกิดอีกก็ได้ การกลับมาเกิดไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน และก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เมื่อตายไปแล้ว จะมีประสบการณ์หลังตายอย่างไรหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญเพราะหากไม่มีอะไรเลย ก็จะไม่ต่างกับที่เอพิคิวรัสบอกไว้ ถ้าไม่มีอะไรเลยหลังตาย ก็จะปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระอรหันต์ไปทำไม เพราะเชื่อแบบเอพิคิวรัสก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้วเหมือนกัน) ไม่ว่าจะอย่างไรก็คือมีประสบการณ์หลังตายในบางรูปแบบ

แนวทางหนึ่งในการยืนยันเรื่องความต่อเนื่องของบุคคลผ่านการเกิดการตาย อาจจะอยู่ในรูปของการอ้างเหตุผลต่อไปนี้

• ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลไม่มีอะไรที่เป็นบังเอิญ (คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัย สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น)
• มีข้อเท็จจริงอยู่ว่าคน (หรือสัตว์) ที่เกิดมา มีความไม่เท่าเทียมกัน เช่นบางคนรวย บางคนจน บางคนปัญญาดี บางคนปัญญาไม่ค่อยดี ฯลฯ
• ดังนั้น สภาพความไม่เท่าเทียมกันนี้ต้องมีคำอธิบาย
• คำอธิบายที่เป็นเรื่องของสสารนิยมล้วนๆไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ เนื่องจากอธิบายไม่ได้ว่า เหตุใด คนๆนี้ จึงเกิดมารวยหรือปัญญาดี และเหตุใดจึงไม่ใช่ คนๆนั้น ที่เกิดมาไม่ค่อยรวยหรือปัญญาไม่ค่อยดี
• ดังนั้น คำอธิบายที่เป็นไปได้ จึงต้องก้าวข้ามสสารนิยม และอ้างอิงถึงสภาพของบุคคลก่อนที่บุคคลคนนั้น จะเกิดมามีสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
• นั่นคือ คนแต่ละคนมีอดีตที่ยาวนานไปกว่าการถือกำเนิดมาในชาติปัจจุบันเพียงชาติเดียว แสดงว่ามีอดีตชาติ และในเมื่อชาติปัจจุบันนี้ไม่ได้แตกต่างกับชาติก่อนๆ จึงต้องมีอนาคตชาติด้วย ซึ่งก็แสดงว่าการตายไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะวาดภาพเรื่องนี้ได้ชัดเจน คือสมมติว่าคุณกับผมซื้อล็อตเตอรี่มาคนละใบ เมื่อมาตรวจผล ปรากฏว่าของคุณถูกรางวัลที่หนึ่ง แต่ของผมไม่ถูกอะไรเลย ตามการอ้างเหตุผลนี้ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นการที่คุณถูกรางวัลที่หนึ่งต้องมีคำอธิบาย หากคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งเป็นสสารนิยมแล้ว คำอธิบายที่ว่านี้จะหาไม่ได้เลย ถ้าหากการออกล็อตเตอรี่เป็นไปอย่างถูกกติกา ไม่มีการโกง เหตุที่คุณถูกแต่ผมไม่ถูกนั้นเป็นเรื่องของโอกาสหรือ chance ล้วนๆ นั่นคือไม่มีคำอธิบายนั่นเอง เพราะการอ้างโอกาสเช่นนี้ก็เท่ากับยอมรับว่า ไม่มีคำอธิบายอะไรที่อธิบายได้ว่า เหตุใดจึงเป็นคุณที่ถูกล็อตเตอรี่ ไม่ใช่ผม อาจมีคำตอบว่า ก็เพราะคุณไปซื้อเอาใบที่ถูกเข้า แต่ผมไม่ได้ซื้อ แต่คำตอบนี้ก็ไม่น่าจะใช้ได้ เพราะถ้าผมรู้ว่าเบอร์ไหนถูก ผมก็ย่อมซื้อเบอร์นั้น และคุณก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่าเบอร์ใดจะถูก แต่ถ้าหากคิดเรื่องผลกรรมที่ได้ทำมาก่อนแล้ว ก็จะสามารถอธิบายได้

คนที่เชื่อฝ่ายสสารนิยมก็อาจเถียงว่า การอ้างเหตุผลของผมนี้ตั้งอยู่บนการยอมรับว่าไม่มีสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ก็แน่นอนว่าเขาท้าทายประเด็นนี้ เขาจะถามว่าผมมีเหตุผลอะไรที่มาสนับสนุนข้อความนี้ วิทยาศาสตร์ศึกษาเรื่องความบังเอิญมาช้านาน ผลก็คือมีวิชาสถิติที่เป็นการทำความบังเอิญให้เป็นระบบ ผมก็จะตอบว่าเราไม่สามารถหาบทพิสูจน์ที่ยืนยันตายตัวได้ว่าไม่มีความบังเอิญอยู่ แต่ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ เรื่องความบังเอิญหรือไม่บังเอิญนี้เป็นทรรศนะทางอภิปรัชญา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ (เพราะเราไม่สามารถออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ได้) ดังนั้นวิทยาศาสตร์ที่เป็นอยู่จึงได้แต่ยอมรับไว้ว่าความบังเอิญเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ ในเมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่พิสูจน์ว่าเหตุใดจึงมีความบังเอิญ จะมาให้ผมพิสูจน์บ้างได้อย่างไร บางคนอาจคิดด้วยซ้ำว่าการที่มีความบังเอิญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแปลว่าวิทยาศาสตร์ยังอธิบายเรื่องนั้นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อาจจะแสดงว่า ไม่มีความบังเอิญอยู่จริง

(จากบทบรรณาธิการหนังสือเรื่อง “ความตายกับการตาย: มุมมองจากศาสนาและวิทยาศาสตร์” สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา)

พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์

คำถามหนึ่งที่มีคนถามญีมาถักปาริมโปเชในการบรรยายของท่านที่บ้านมูลนิธิพันดาราเมื่อวานก็คือว่า ในพระพุทธศาสนาทิเบตมีเรื่องเกี่ยวกับพระอาจารย์ที่บรรลุกลายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก แล้วพระอาจารย์ที่บรรลุเหล่านี้จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับพระพุทธเจ้าศากยมุนี คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ ก็เลยคิดว่าจะเอามาพูดในรายละเอียดในที่นี้

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า การเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีร่างกายร่างนี้หรือเป็นคนๆนี้เท่านั้น เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าเองตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ซึ่งก็หมายความว่าการเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่การมีร่างกายร่างนี้ มีหน้าตาแบบนี้ มีชาติกำเนิดแบบนี้ สวมใส่จีวรแบบนี้ พวกนี้ไม่เกี่ยวข้องแต่ประการใด ใครที่คิดว่าเกี่ยวก็หมายความว่ายังไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าดีพอ

แล้ว “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” หมายความว่าอย่างไรกันแน่? การเห็นธรรมคือการเข้าใจคำสอนอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เดินตามเส้นทางของศีล สมาธิ ปัญญา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เราทำ คนที่ทำเช่นนี้ได้ชื่อว่า “เห็นพระพุทธเจ้า” เพราะว่าเขามีจิตที่น้อมนำไปสุ่การหลุดพ้นจากทุกข์ มีจิตที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและปัญญา

แล้วเหตุใดคนที่เห็นเช่นนี้จึเรียกว่าเห็นพระพุทธเจ้า? ก็เพราะว่าความเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยุ่ที่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่เช่นนั้นเวลาเรากราบพระพุทธรูป เราก็กำลังกราบก้อนอิฐก้อนปูน หรือก้อนทองเหลืองเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเวลาเรากราบพระพุทธรูป ใจของเราน้อมนำไปที่คุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเรามองพระพุทธรูป เราเห็นมากไปกว่าก้อนทองเหลืองหรือก้อนปูน แต่เราเห็นตัวแทนของคุณสมบัติที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า นี่ต่างหากที่พระพุทธองค์ทรงอยากให้เราเห็น ไม่ใช่มาเห็นรูปร่างภายนอกของท่านเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครก็ตามที่เข้าถึงคุณสมบัติเหล่านี้อย่างเต็มที่ ก็ย่อมไม่ต่างจากพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ต่างกัน เพราะต่างก็บรรลุถึงคุณสมบัติข้อนี้เหมือนกัน เป็นไปไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าที่มีคุณสมบัติอะไรที่พระอรหันต์ไม่มี เพราะคุณสมบัติของการหลุดพ้นเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นสาธารณะ ทุกคนก็ย่อมเข้าถึงและเอามาเป็นของตัวได้เหมือนกันหมดทั้งสิ้น

เมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วตกลงพระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ เราต้องคอยระวังตัวอย่าให้ภาษามาหลอกลวงเราได้ การที่เราถูกภาษาหลอกเอาแสดงว่าเรายังอยู่ภายใต้อวิชชาอยู่ ที่สำคัญก็คือว่า เราคิดไปว่าภาษาหรือถ้อยคำเป็นอย่างไร ความเป็นจริงต้องเป็นอย่างนั้น ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ภาษามักปรากฏตัวออกมาเป็นรูปประโยค ซึ่งต้องประกอบด้วยภาคประธานกับภาคแสดง หากเราไม่ระวังตัว เราก็คิดไปว่า โลกภายนอกนั้นก็แบ่งตัวออกเป็น “ภาคประธาน” กับ “ภาคแสดง” ไปด้วย หรือตามที่อาริสโตเติล (ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีของการคิดตามภาษา) บอกว่า สรรพสิ่งประกอบไปด้วย “องค์ประธาน” หรือ “แก่นสารสาระ” (substance) กับ “คุณสมบัติ” (property) ซึ่งจริงๆแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสิ่งที่เราสมมติปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น ไม่ได้มีรากฐานอยู่บนความเป็นจริงที่แท้แต่ประการใด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำหนดขึ้นเป็น “องค์ประธาน” นั้น ก็ต้องตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่มีสาระประจำใดๆที่จะทำให้กำหนดได้ว่าเป็นสิ่งนี้จริงๆไม่ใช่สิ่งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ขัดแย้งกับการคิดแบบอาริสโตเติลโดยตรง

เรื่องการที่ภาษามาหลอกลวงเรากับเรื่องพระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ มาเกี่ยวกันก็เพราะว่าภาษามักบอกเราว่า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของศาสนาพุทธ หรือพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสรรพสัตว์ ทำให้เกิดภาพว่าผู้สอนก็สิ่งหนึ่ง ผู้ถูกสอนก็อีกสิ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงที่แท้นั้นผู้สอนก็ไม่มี ผู้ถูกสอนก็ไม่มี การคิดไปว่ามีผู้สอนกับผู้ถูกสอนก็มาจากการอุปโลกน์ความเป็นจริงโดยภาษาเท่านั้น คือเมื่อมีคำว่า “ผู้สอน” ก็เกิดความคิดว่ามีสิ่งหนึ่งที่เป็นผู้สอน ซึ่งก็ย่อมต่างจากผู้ถูกสอน ผลก็คือการคิดแบบแยกแยะนี้ไปขัดกับความเข้าใจที่ว่าคุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้าหรือการบรรลุธรรมมีเหมือนกันทั้งในพระพุทธเจ้าและในพระอรหันตสาวก

แล้วตกลงมีพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ คำตอบคือมันขึ้นกับเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยเป็นแบบหนึ่ง เช่นต้องการจะเน้นเรื่องศาสนาของพระพุทธศาสนา หรือเจ้าชายสิทธัตถะที่บำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมแล้วสังสอนสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าก็มีหนึ่งเดียว แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่น่าสนใจ เพราะเรากำลังมุ่งไปที่ตัวบุคคลหรือร่างกายเนื้อหนัง ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของพระพุทธองค์ในการสั่งสอนเราเลย เราควรมุ่งไปที่คุณลักษณะของความเป็นพระพุทธเจ้าหรือสภาวธรรมที่เป็นอยู่เอง สภาวะดังกล่าวนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีมากกว่าหนึ่งหรือน้อยกว่าหนึ่ง เพราะทั้งหมดตั้งอยู่บนการไม่แบ่งแยกออกเป็นสอง ซึ่งได้บอกไปแล้วว่ามาจากการถูกภาษาหลอกเอา

หรือมองอีกแง่หนึ่ง จำนวนพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้มีนับไม่ถ้วน มีมากมายมหาศาลสุดจะนับได้ มีอยู่ในทุกอณูของอากาศธาตุ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละอณูของอากาศธาตุนั้นมีความแตกต่างกัน และเป็นจักรวาลในตัวมันเองทั้งหมด ดังนั้นเนื่องจากในแต่ละจักรวาลจะมีพระพุทธเจ้าประจำอยู่อย่างน้อยหนึ่งพระองค์ จำนวนของพระพุทธเจ้าจึงมากมายมหาศาล สุดจะสรุปออกมาเป็นตัวเลขได้

วิถีแห่งความสุข

การประชุมและเสวนาเรื่อง

วิถีแห่งความสุข”

ห้องประชุมจุมภฏพันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปกรำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2553 เวลา 8.30-17.30 .

จัดโดยมูลนิธิพันดาราและศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไล่ล่า “ความสุข” ก็เหมือนเด็กวิ่งไล่จับรุ้งกินน้ำ

ดิลโก เคียนเซ ริมโปเช

หลักการและเหตุผล

ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่หลายคนกลับไม่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร สังคมสมัย ใหม่ที่เต็มไปด้วยบริโภคนิยม มักให้ความหมายว่า ความสุขคือสิ่งที่ซื้อได้ด้วยเงิน และเป็นสิ่งเดียวกันกับความพึงพอใจทางเนื้อหนัง หรือการได้บํารุงบําเรอประสาทสัมผัสต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือยิ่งเราใช้ จ่ายบริโภคไปเท่าใด ก็ดูเหมือนว่าเรายิ่งห่างไกลจากความสุขไปเท่านั้น เพราะกลับเกิดความไม่พอใจ หรือไม่รู้จักพอเพียงอยู่ตลอดเวลา

ความสุขจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนไขว่คว้า แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับ เปรียบเสมือนเด็กวิ่งไล่จับ รุ้งกินน้ำ ความสุขเกิดขึ้นแล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะความสุขที่ผู้คนส่วนใหญ่คิดคํานึงเป็นเพียง ความสุขที่เกิดจากเหตุปัจจัยจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง สมบัติ หรือความ ปรารถนาที่จะครอบครองสิ่งใด ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงยังเต็มไปด้วยความทุกข์ และเกิดปัญหาความขัด แย้งต่างๆมากมายในสังคม

กล่าวโดยรวมก็คือ ความสุขเป็นยอดปรารถนาของทุกคน แต่ในท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วย การแข่งขันและการบริโภคเช่นที่เป็นอยู่นี้ ความสุขกลับกลายเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกล เราอาจเปรียบได้กับ ม้าที่วิ่งอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะอยากกินแครอทที่แขวนอยู่ข้างหน้ากับหลักที่ติดอยู่กับอานม้า ไม่ว่า ม้าจะวิ่งไปมากเท่าใดหรือเร็วเท่าใด ก็ไม่ได้กินแครอทเสียที ภาพนี้สามารถอธิบายสภาพของสังคมที่ เราดํารงอยู่ได้เป็นอย่างดี

ด้วยตระหนักถึงความสําคัญของการอภิปรายและเสวนาเกี่ยวกับความสุขในหลากหลายมิติ คณะผู้จัดจึงได้จัดประชุมและเสวนาเรื่อง “วิถีแห่งความสุข” ขึ้นโดยได้เชิญพระอาจารย์ในหลากหลาย วิถีของพระพุทธศาสนา นักวิชาการ นักเขียน นักแสดง ตลอดจนนักวางแผนกลยุทธ ที่ได้ศึกษาพระพุทธ ธรรมและได้นํามาใช้เป็นหลักในการดํารงชีวิต มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ให้ข้อคิด และให้แรง บันดาลใจต่อการดํารงชีวิต

การประชุมครั้งนี้จะทําให้ผู้เข้าร่วมประชุมและสังคมโดยรวมได้หันมาทําความเข้าใจความ หมายของความสุขกันอย่างจริงจังและได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อไม่ ให้นิยามของความสุขอยู่เพียงแค่การได้มาซึ่งวัตถุหรือสิ่งที่ปรารถนาจะครอบครอง อันเป็นความสุขที่ ไม่จีรังและเป็นต้นตอของความทุกข์อีกมากมาย

นอกจากนี้ ในการประชุม ประเด็นหนึ่งที่จะได้หยิบยกคือเรื่องความสุขที่โยงกับจิตวิญญาณ และ เรื่องของ “บริโภคนิยมทางจิตวิญญาณ” (spiritual consumerism) ซึ่งเกิดจากการทํามิติทางจิตวิญญาณ ให้กลายเป็นสินค้าที่มาบริโภคกัน ไม่ต่างจากสินค้าและบริการประเภทอื่น

วัตถุประสงค์

1. ชี้ให้เห็นหลากหลายหนทางและแนวทางในการเข้าถึงความสุข

2. เสนอทางออกให้แก่ผู้คนในสังคมว่าความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนนั้นจะได้มาได้อย่างไร

3. กระตุ้นความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าวิจัยและวิพากษ์เกี่ยวกับความสุขในแง่มุมต่างๆในสังคมไทย

การลงทะเบียน

ไม่เก็บค่าลงทะเบียน ทางมูลนิธิยินดีบริการอาหารว่างและเครื่องดื่มสําหรับผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ผู้ มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทําบุญเป็นเจ้าภาพอาหารว่างหรืออาหารกลางวันสําหรับวิทยากรและจิตอาสา ช่วยงาน

โปรดสํารองที่นั่งล่วงหน้าภายในวันที่ 27 กันยายน 2553 Email: 1000tara@gmail.com มือถือ 0806100770

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิ http://www.thousand-stars.org; http://krisadawan.wordpress.com; http://www.facebook.com/ มูลนิธิพันดารา

กำหนดการ วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2553 (ฉบับปรับใหม่)
8.30 น. ลงทะเบียน

9.00 น. พิธีเปิดและภาวนาเพื่อสันติสุข ของสรรพชีวิต

9.15 น. เสวนา “วิถีแห่งความสุข”
กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านทิเบต) สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ (อาจารย์สอนการเปลี่ยนแปลงตนเองและรองผอ. มูลนิธิส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน) ณัฐฬส วังวิญญู (สถาบันขวัญแผ่นดิน)

10.45 น. เติมความสุขยามเช้า

11.15 น. “จิตวิทยาแห่งความสุข”
ดร. กรรณิการ์ นลราชสุวัจน์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

12.00 น. พักผ่อนยามเที่ยงและรับประทา นอาหารกลางวันตามอัธยาศัย

13.00 น. “มองเรื่องร้าย…ด้วยความสุข”
คุณมาฬิศร์ เชยโสภณ (นักแสดง นักเขียน บรรณาธิการ ผู้เขียน

14.00 น. “ความสุขบนความทุกข์”
จิตร์ ตัณฑเสถียร (นักวิจัยพฤติกรรมและนักวางแผนกลยุทธ์การสื่อสาร)

14.45 น. จิบความสุขในความว่าง

15.00-17.00 น. “ความสุขในมุมมองของซกเช็น” (Happiness in Dzogchen Perspective)
ลาตรี เคนโป ญีมา ทรักปา ริมโปเช (ครูทางจิตวิญญาณชั้นนำของทิเบต ผู้สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมในหลายประเทศทั่วโลก)
**บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยโดยดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

ความเห็นผิดกับความเห็นถูก

ขณะที่ผมขับรถกลับบ้าน ผมมักจะเปิดวิทยุธรรมะฟัง คลื่นที่ฟังบ่อยเป็นพิเศษก็ได้แก่ คลื่น 89.25 ของวัดสังฆทาน ซึ่งมีรายการธรรมะดีๆอยู่มากมาย และรับฟังได้ค่อนข้างชัดเมื่อเปรียบกับวิทยุธรรมะ หรือวิทยุชุมชนอื่นๆ ช่วงที่ขับรถกลับเวลาราวๆสี่โมงครึ่งถึงห้าโมงครั่ง สถานีวิทยุจะเปิดรายการ “เสียงหนังสือ” ซึ่งในขณะนี้เป็นการอ่านพระไตรปิฎกทั้งชุด คิดว่าคงอ่านมานานมากพอดู (และคงจะอีกนานต่อไป) ขณะที่ฟังอยู่นั้นกำลังเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ ซึ่งเป็นพระสูตรในหมวด “สังยุตตนิกาย”

สังยุตตนิกายเป็นกลุ่มพระสูตรที่น่าสนใจมากกลุ่มหนึ่ง ประกอบไปด้วยพระสูตรเล็กๆ สั้นๆ ที่มาเนื้อหาร้อยเรียงกันเป็นหมวดหมู่ (จึงทำให้ได้ชื่อว่า “สังยุตต” หรือมาร้อยเรียงกัน) เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับตัวตนและขันธ์ห้า ซึ่งเป็นแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจะตรัสสอนพระสาวกด้วยการให้พิจารณาขันธ์ห้าแต่ละอย่างว่ามีลักษณะอย่างไร และเมื่อมีลักษณะเช่นนั้นแล้ว ก็ควรหรือที่จะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน ลักษณะทั่วๆไปของคำถามของพระพุทธเจ้าเป็นดังนี้:

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า
นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา … สัญญา … สังขาร … วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

บทที่ยกมานี้มาจาก “อานนทสูตร” มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแก่พระอานนท์ เมื่อพระอานนท์ทุลขอคำสอนที่จะนำไปปฏิบัติเพียงคนเดียวเพื่อให้บรรลุธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ประทานคำสอนที่ปรากฏอยู่ ซึ่งคำสอนลักษณะนี้ปรากฏอยู่แทบจะทุกสูตรในสังยุตตนิกายนี้ จะมีต่างกันบ้างก็เพียงรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละสูตรเท่านั้น คือทรงให้พิจารณาว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?” “เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?” แล้วก็ไปเรื่อยๆจนครบขันธ์ทั้งห้า เมื่อพอว่าขันธ์ห้าต่างก็ไม่เที่ยงหมดแล้ว ก็ทรงถามว่าควรหรือที่เราไปยึดว่าขันธ์ห้าเป็นตัวเราหรือของๆเรา เพราะเมื่อมันไม่เที่ยง ก็ย่อมไม่ใช่อะไรที่เราจะไปยึดถือให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ได้

การไม่ยึดถือแบบที่ว่านี้แหละ ที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำในพระสูตรจำนวนมากในสังยุตตนิกายนี้ว่า เป็นหนทางสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ที่สำคัญก็คือว่า การพิจารณาขันธ์ห้านี้ใช้ได้กับการพิจารณาความคิดเห็นต่างๆว่าถูกต้องหรือไม่ได้ทั้งหมด มีกลุ่มพระสูตรหนึ่งซึ่งอยู่ในหมวด “โสดาปัตติวรรค” ซึ่งอยู่ใน “ทิฏฐิสังยุตต์” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ทั้งหมดของการที่สัตว์โลกเมื่อตายไปแล้วจะเกิด หรือจะไม่ไปเกิด (หรือเป็นเช่นนั้นทั้งคู่ หรือไม่เป็นเช่นนั้นทั้งคู่) พระสูตรทั้งสี่นี้ได้แก่ ๑. “โหตุตถาคตสูตร” ซึ่งก็สรุปว่าหากมีความคิดเห็นที่ถูกต้องว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง ก็สามารถแก้ความเห็นผิดเรื่องสัตว์โลกตายแล้วไปเกิดหรือไม่ ๒. “นโหตุตถาคตสูตร” ซึ่งก็เสนอทิฏฐิว่า สัตว์โลกตายแล้วไม่ไปเกิด แต่พระพุทธเจ้ากับให้พิจารณาเรื่องรูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯลฯ นอกจากนี้ก็มี ๓. “โหติจนโหติตถาคตสูตร” ซึ่งเสนอทิฏฐิว่า สัตว์โลกทั้งตายแล้วไปเกิด และตายแล้วไม่ไปเกิด” ส่วน ๔. ได้แก่ “เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร” ซึ่งหมายถึงการที่สัตว์โลกตายแล้วไปเกิดก็ไม่ใช่ สัตว์โลกตายแล้วไม่ไปเกิดก็ไม่ใช่ ในทั้งสี่พระสูตรนี้ท่าทีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็คือว่า ทรงสอนให้พระภิกษุไม่รับแม้ข้อใดข้อหนึ่งในสี่ทางเหล่านี้ แต่หากทรงให้พิจารณาทางเลือกต่างๆอย่างถี่ถ้วนว่าเป็น “ทิฏฐิ” หรือความเห็นที่ควรเชื่อได้หรือไม่ วิธีการก็คือให้พิจารณาเรื่องขันธืห้าว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เมื่อพิจารณาเช่นนี้คำถามสำคัญก็คือว่า เมื่ขันธ์ห้าไม่เที่ยงเช่นนี้ ก็ยังจะมีอะไรที่ให้มีทิฏฐิได้ว่า เมื่อสัตว์ตายไปแล้วจะไปเกิด จะไม่ไปเกิด จะทั้งไปเกิดและไม่ไปเกิด หรือจะไปเกิดก็ไม่ใช่ จะไม่ไปเกิดก็ไม่ใช่?

คำตอบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเข้าใจก็คือว่า การมีความเห็นว่าอย่างใดอย่างหนึ่งในสี่อย่างนี้ ไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้องทั้งสิ้น ความเห็นที่ถูกต้องก็คือการพิจารณาว่าขันธ์ห้าไม่เที่ยง ไม่ใช่อัตตาตัวตน ไม่มีสาระอะไรที่จะไปเห็นหลักให้แก่ความเห็นเรื่องต่างๆเช่นเรื่องสัตว์ตายแล้วจะไปเกิดหรือไม่ได้ ทีนี้คำถามก็คือว่า แล้วการพิจารณาว่าขันธ์ห้าไม่เที่ยงเกี่ยวอย่างไรกับการไม่มีทิฏฐิเรื่องเหล่านี้? คำตอบก็คือว่า การพิจารณาว่าขันธ์ห้าไม่เที่ยง (เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?” ฯลฯ และ “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?”) ทำให้เรเข้าใจสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่อยู่สถานะที่จะเป็นบาทฐาน หรือเป็นอะไรที่เราจะยึดมั่นให้เกิดความเห็นหรือทิฏฐิต่างๆได้เลย

นักปรัชญามักคิดกันว่า ตนเองอยากจะเข้าใจความจริง อยากรู้ว่าจริงๆแล้วโลกเป็นอย่างไร จริงๆแล้วสัตว์ตายแล้วไปเกิดหรือไม่ไปเกิด จิตกับกาย (หรือพูดแบบภาษาในพระไตรปิฎกว่า ชีวะกับสรีระ) เป็นหนึ่งเดียวกัน หรือแยกกันเป็นคนละสิ่ง โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ ฯลฯ พระสูตรต่างๆในสังยุตตนิกายนี้มุ่งที่จะชี้ให้เราเห็นถึงข้อผิดพลาดในการมีความคิดเห็นเหล่านี้ ประเด็นก็คือ ไม่ว่าเราจะคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ว่าอย่างไร (เช่นคิดว่าโลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง หรือโลกทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง หรือโลกจะเที่ยงก็ไม่ใช่ จะไม่เที่ยงก็ไม่ใช่) ก็มารากฐานมาจากการยึดมั่นในการปรุงแต่ง คิดไปว่าภาษากำหนดความจริงให้แก่เราทั้งสิ้น การพิจารณาขันธ์ห้าที่พระพุทธเจ้าทรงเริ่มจากการถามว่า “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” นั้น ซึ่งมีคำตอบจากพระภิกษุที่ฟังคำสอนอยู่ที่บอกว่า “ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า” (หรือในกรณีแบบเดียวกันในเรื่องสัตว์ตายแล้วไปเกิดหรือไม่ไปเกิด) นั้น หากไม่ได้พิจารณาอย่างละเอียดก็อาจจะพาให้คิดไปได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่ารูปไม่เที่ยง แต่นั่นเป็นความเข้าใจในระดับผิวเผินเบื้องต้นเท่านั้น อันที่จริง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การคิดว่ารูปเที่ยง หรือรูปไม่เที่ยง หรือรูปทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง หรือรูปจะเที่ยงก็ไม่ใช่ จะไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ ล้วนเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ทั้งสิ้น เพราะมีจุดตั้งต้นมาจากการคิดว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “รูป” ที่จะให้กำหนดได้ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยงตั้งแต่ต้น เนื่องจากการกำหนดว่ามี “รูป” นั้นเป็นการปรุงแต่ง คือกำหนดให้มีคำว่า “รูป” มาใช้ในความหมายว่าอย่างนั้นๆชื่อว่า “รูป” ทั้งๆที่จริงๆแล้วความเป็นจริงไม่ได้แบ่งออกเป็นรูปตั้งแต่ต้น ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด เกิดเป็น “ทิฏฐิ” หนึ่งในสี่อย่างนี้ขึ้นมา

ประเด็นเรื่อง โลกไม่เที่ยงนี้มีใน “อสัสสตทิฏฐิสูตร” ซึ่งมีเนื้อหาว่าการพิจารณาว่ารูปไม่เที่ยง ฯลฯ นั้นทำให้ถอนทิฏฐิที่ว่า “โลกไม่เที่ยง” ออกได้ ปัญหาก็คือว่า เหตุใดการคิดว่ารูปไม่เที่ยงเป็นผลให้เข้าใจว่าการคิดว่า “โลกไม่เที่ยง” เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง? หากจะคิดว่ารูปกับโลกเป็นคนละอย่างกันก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะการบอกว่าโลกไม่เที่ยงนั้นหมายความรวมเอาทุกอย่าง คือความเห็นนี้บอกว่า ไม่มีอะไรที่เที่ยงเลย รวมทั้งรูปด้วยเพราะรูปเป็นส่วนหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ใช่ว่า รูปกับโลกเป็นคนละอย่างโดยที่รูปนั้นไท้เที่ยงแต่โลกไม่เที่ยง (หรือเที่ยง หรือ … ) แต่อยู่ที่ว่า การปรุงแต่งให้เกิดมีอะไรขึ้นก็ตาม เช่น “โลก” หรือ​ “รูป” ยังผลให้เกิดทิฏฐิเหล่านี้ขึ้น และเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งสิ้น

เรื่องนี้ค่อนข้างยาก แต่ก็คงไม่เกินความสามารถของเราที่จะเข้าใจ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้เราเอาข้อธรรมข้อนี้ไปพินิจพิจารณาอย่างละเอียดด้วยการปลีกวิเวก ทุ่มเวลาแรงกายแรงใจในการพิจารณาอย่างเต็มที่ เราศิษย์ของพระพุทธเจ้าก็ควรจะพยายามทำตาม