แนวทางการปฏิบัติธรรม

เมื่อสองสามวันก่อนผมได้รับเอกสารเล่มหนึ่งจากหน่วยงานด้านธรรมะของมหาวิทยาลัย ในนั้นมีอยู่หัวข้อหนึ่งพูดเรื่องแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งบอกว่ามีอยู่สองแนวใหญ่ๆ คือแนวที่เน้นศรัทธา กับแนวที่เน้นการศึกษาด้วยตัวเอง แนวแรกก็คือว่าผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติไปศึกษากับครูโดยตรง และจุดเน้นของการศึกษากับครูแบบนี้ก็คือศรัทธาที่เรามีในตัวครูรูปนั้น ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะด้วยตนเอง หนังสือที่ผมได้รับมาบอกว่า แนวทางที่สองออกจะดีกว่าแนวแรกเพราะแม้ว่าการศึกษาธรรมะด้วยตนเองจะเป็นเรื่องยาก แต่หากศึกษาจนเกิดความเข้าใจก็จะ “สามารปฏิบัติธรรมได้อย่างอิสระ และพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง” ในขณะที่การปฏิบัติกับครูในแบบแรก หากได้ครูที่ไว้ใจไม่ได้ และเน้นที่ศรัทธาในตัวครูมากจนเกินไป โอกาสที่จะปฏิบัติไปในทางที่ผิดก็จะมีอยู่สูง ต้องเฟ้นหาครูที่ไว้ใจได้จริงๆ ต่างจากแนวที่สองที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้น ไตร่ตรองใคร่ครวญด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตกลงใจเชื่อและเข้าใจจริงๆ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการปฏิบัติธรรมโดยอ่านหนังสือคนเดียว ที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงมากนัก ก็คือว่า หากผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจไปในทิศทางที่ผิดไปจากที่ผู้เขียนต้องการ ก็จะเข้ารกเข้าพงไปได้ง่ายมากๆ เนื่องจากไม่มีใครคอยชี้แนะ เราอาจคิดว่าการอ่านที่ผิดไปจากความต้องการสื่อสารของผู้เขียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือเกิดขึ้นได้ง่ายมาก แม้แต่งานเขียนที่เป็นเรื่องพื้นๆธรรมดาๆก็ยังเกิดเหตุการณ์ว่าคนอ่านอ่านแล้วเข้าใจผิดไปจากเจตนาของผู้เขียน เช่นผู้เขียนตั้งใจจะสื่ออย่างหนึ่ง แต่ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจว่าอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนมากก็มาจากว่าตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในเล่มหนังสือนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันได้เลยว่า จะสื่อความจากผู้เขียนถึงผู้อ่านไปได้ครบหมดร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งหากเป็นงานที่ยากมากๆมีความเป็นนามธรรมซับซ้อนอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว โอกาสที่จะเข้าใจผิดก็ยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นการเรียนธรรมะแล้วไปปฏิบัติด้วยตนเอง จึงเป็นอะไรที่ต้องระวังมากเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้การเรียนธรรมะกับครูที่มีชีวิตจึงมีภาษีมากกว่าในแง่นี้ เพราะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยน ซักถาม ซักซ้อมทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการเรียนและปฏิบัติธรรมะจากการอ่านเพียงอย่างเดียว ในบทสนทนาเรื่อง เฟดรัส ของเพลโต โสกราตีสได้เสนอเหตุผลให้เฟดรัสฟังว่า การพูดมีน้ำหนักมากกว่าการเขียน เพราะในการพูด ผู้ฟังสามารถซักถามและโต้เถียงกับผู้พูดได้ทันที ทำให้การศึกษาปรัชญามีชีวิต ไม่เหมือนกับการอ่านงานเขียนที่มีนักปรัชญาเขียนเอาไว้ เมื่อมีข้อสงสัยหนังสือก็ไม่สามารถตอบอะไรได้ […]

หมุนกงล้อธรรม

ผมตั้งใจว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังๆนี่ไม่ค่อยเขียนอะไรเกี่ยวกับธรรมะมากนัก มัวแต่ไปพูดกับเขียนเรื่องอื่นๆ เลยต้องกลับมาที่ธรรมะก่อนที่จะห่างออกไปเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชามาแล้วในบล๊อกนี้ แต่เนื่องจากเป็นวันสำคัญก็เลยต้องคิดหาหัวข้อใหม่ที่ไม่ซ้ำกับหัวข้อเดิมมาเขียน แต่เราก็คิดได้ว่าหัวข้อธรรมะไม่เคยล้าสมัย เรื่องเดียวกันสามารถเอามาพูดใหม่ได้ตลอด เพราะหัวใจอยู่ที่การทำซ้ำๆ พูดซ้ำๆ จนกว่าจะซึมซับเข้าไปในกระแสเลือดกับในกระดูก หัวข้อธรรมะต่างจากหัวข้อพูดคุยเรื่องอื่นๆตรงนี้แหละ ฟังธรรมต้องฟังซ้ำๆบ่อยๆจนกว่าความหมายของถ้อยคำจะซึมเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเราจากภายใน วันอาสาฬหะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง “หมุนกงล้อธรรม” เป็นครั้งแรก พูดอีกอย่างก็คือเป็นวันเกิดของพระพุทธศาสนา ผมอยากจะมองว่าวันนี้สำคัญกว่าวันวิสาขะเสียด้วยซ้ำ เพราะวันวิสาขะเน้นที่ตัวบุคคลของพระพุทธเจ้าเพียงคนเดียว แต่วันอาสาฬหะเป็นวันเกิดของ “ศาสนา” ใหม่ของโลก อันเป็นศาสนาที่มุ่งเสนอว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไพร่หรือผู้ดี พราหมณ์หรือศูทร ผู้หญิงหรือผู้ชาย คนรวยหรือคนจน ต่างก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้เขาปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจและอย่างมีความเพียรเท่านั้น ลักษณะนี้ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณของอินเดียอย่างสิ้นเชิง หลักของคำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่ที่ว่า คนที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้ จะต้องเป็นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อ่านและศึกษาพระเวท แนวคิดพื้นฐานก็คอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะบรรลุธรรมได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิพิเศษ สิทธิพิเศษนี้ก็มาจากชาติกำเนิดเป็นหลัก ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าการแบ่งคนออกเป็นวรรณะต่างๆ เป็นพื้นฐานความจริงของโลกและจักรวาล พราหมณ์มีหน้าที่สาธยายพระเวทและประกอบพิธีกรรมเพราะถือกำเนิดมาจากปากของพระพรหม ส่วนวรรณะอื่นๆก็มีหน้าที่อื่นๆในสังคมเพราะถือกำเนิดมาจากอวัยวะส่วนอื่นๆของพระพรหม ความจริงพื้นฐานของจักรวาล (พระพรหม) เป็นตัวกำหนดว่าใครจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม โดยที่เจ้าตัวไม่มีบทบาทอะไรแม้แต่น้อย ถึงคุณจะขยันทำความเพียรจนสิ้นใจ ถ้าคุณไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีสิทธิจะไปฟังหรือไปจับคัมภีร์พระเวท ก็ขยันไปเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้นหากคุณขืนไปจับคัมภีร์เข้าทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ ก็จะเป็นการทำบาปอย่างรุนแรง เทพเจ้าจะไม่ให้อภัยแน่ๆ เราจึงเห้นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการปฏิวัติสังคมอย่างรุนแรง และก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหล่าพราหมณ์ต้องปรับตัวสู้กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน […]

อีสเตอร์

เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คือวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดในคริตสศาสนา สำคัญกว่าวันคริสตมาสอีก เพราะวันนี้เป็นวันที่พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตายหลังจากที่ถูกตรึงกางเขน ความเชื่อว่าพระเยซูฟื้นจากความตายเป็นความเชื่อที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่น้องชาวคริสต์ เพราะเป็นการยืนยันว่าพระเยซูไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์ธรรมดา แต่คือพระเจ้าเอง ที่ปรากฏพระองค์มาท่ามกลางพวกเรา พระเยซูทรงลุกขึ้น เปิดประตูหินที่เอามาปิดถ้ำที่เก็บพระศพไว้ แล้วก็ปรากฏพระองค์ให้แก่เหล่าสาวกอยู่เป็นเวลาสี่สิบวัน ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ทั้งร่างกายเพื่อไปสถิตอยู่บนบรรลังก์ข้างๆพระบิดา ความหมายของอีสเตอร์มองได้หลายระดับ ระดับหนึ่งก็คือการเอาชนะความตาย ความตายเป็นเพียงทางผ่านชั่วขณะเท่านั้น การที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นมาและเสด็จสู่สวรรค์แสดงว่าเราเองก็สามารถเอาชนะความตายได้เช่นกัน ชาวคริสต์เชื่อว่าทุกคนที่ตายไป จะฟื้นขึ้นมาเพื่อฟังคำพิพากษาครั้งสุดท้ายจากพระเจ้า และประวัติศาสตร์ก็จะปิดฉากลง เราชาวพุทธก็มีวิธีเอาชนะความตายเหมือนกัน คำสอนบทหนึ่งที่เอามาอ้างกันบ่อยๆคือ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชายคนหนึ่งชื่อโมฆราชว่า ผู้ที่ดำรงตนอยู่ในความว่าง และไม่มีการยึดมั่นถือมั่นกับตัวตนใดๆ คนผู้นั้นจะเป็นผู้ที่พระยามัจจุราช “หาไม่พบ” คำๆนี้น่าสนใจมาก พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่าผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว จะ “เอาชนะ” พระยามัจจุราชได้ ราวกับว่าเผชิญหน้ากับความตายแล้วก็ต่อสู้กัน แล้วก็เอาชนะไปได้ นั่นไม่ใช่วิธีการของพระพุทธเจ้าเลย แต่ตรัสว่า ความตาย “มองหา” ผู้บรรลุธรรมไม่พบ ราวกับว่าผู้บรรลุธรรมนั้น ล่องหนหายตัวได้! (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างละเอียดในบล๊อกนี้เอง ติดตามย้อนกลับไปอ่านได้ที่นี่) การที่เรา “หายตัว” ในสายตาของความตายได้ ก็หมายความว่า ไม่ใช่ว่าเราจะหายไปจริงๆ ในบางแง่เราเองยังคงอยู่ แต่พระยามัจจุราชหาไม่พบ เหมือนกับว่าถ้าเรายังดำรงอยู่ในบางแง่ เราจะถูกพระยามัจจุราชพบตัวแน่นอน เช่นหากเรายังมีความเห็นว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา เมื่อนั้นความหตายหรือพระยามัจจุราชจะตามตัวเราถูกแน่นอน เพราะทันทีที่เราทำเช่นนั้น […]

พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์

คำถามหนึ่งที่มีคนถามญีมาถักปาริมโปเชในการบรรยายของท่านที่บ้านมูลนิธิพันดาราเมื่อวานก็คือว่า ในพระพุทธศาสนาทิเบตมีเรื่องเกี่ยวกับพระอาจารย์ที่บรรลุกลายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก แล้วพระอาจารย์ที่บรรลุเหล่านี้จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับพระพุทธเจ้าศากยมุนี คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ ก็เลยคิดว่าจะเอามาพูดในรายละเอียดในที่นี้ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า การเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีร่างกายร่างนี้หรือเป็นคนๆนี้เท่านั้น เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าเองตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ซึ่งก็หมายความว่าการเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่การมีร่างกายร่างนี้ มีหน้าตาแบบนี้ มีชาติกำเนิดแบบนี้ สวมใส่จีวรแบบนี้ พวกนี้ไม่เกี่ยวข้องแต่ประการใด ใครที่คิดว่าเกี่ยวก็หมายความว่ายังไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าดีพอ แล้ว “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” หมายความว่าอย่างไรกันแน่? การเห็นธรรมคือการเข้าใจคำสอนอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เดินตามเส้นทางของศีล สมาธิ ปัญญา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เราทำ คนที่ทำเช่นนี้ได้ชื่อว่า “เห็นพระพุทธเจ้า” เพราะว่าเขามีจิตที่น้อมนำไปสุ่การหลุดพ้นจากทุกข์ มีจิตที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและปัญญา แล้วเหตุใดคนที่เห็นเช่นนี้จึเรียกว่าเห็นพระพุทธเจ้า? ก็เพราะว่าความเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยุ่ที่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่เช่นนั้นเวลาเรากราบพระพุทธรูป เราก็กำลังกราบก้อนอิฐก้อนปูน หรือก้อนทองเหลืองเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเวลาเรากราบพระพุทธรูป ใจของเราน้อมนำไปที่คุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเรามองพระพุทธรูป เราเห็นมากไปกว่าก้อนทองเหลืองหรือก้อนปูน แต่เราเห็นตัวแทนของคุณสมบัติที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า นี่ต่างหากที่พระพุทธองค์ทรงอยากให้เราเห็น ไม่ใช่มาเห็นรูปร่างภายนอกของท่านเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครก็ตามที่เข้าถึงคุณสมบัติเหล่านี้อย่างเต็มที่ ก็ย่อมไม่ต่างจากพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ต่างกัน เพราะต่างก็บรรลุถึงคุณสมบัติข้อนี้เหมือนกัน เป็นไปไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าที่มีคุณสมบัติอะไรที่พระอรหันต์ไม่มี เพราะคุณสมบัติของการหลุดพ้นเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นสาธารณะ ทุกคนก็ย่อมเข้าถึงและเอามาเป็นของตัวได้เหมือนกันหมดทั้งสิ้น […]

โดนกล้องสูบใบยาเขกหัว

ยามาโอกะ เตทชูเป็นนักเรียนเซ็นรุ่นหนุ่มคนหนึ่ง เขาเดินทางไปหาอาจารย์คนแล้วคนเล่า วันหนึ่งเขาเดินทางไปหาท่านโดกุออนแห่งโชโกกุ ยามาโอกะอยากจะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว จึงเอ่ยแก่ท่านโดกุออนว่า “จิต พระพุทธเจ้า กับสัตว์โลกทั้งหลายต่างก็เป็นของว่าง แก่นแท้ของสรรพสิ่งคือความว่าง ไม่มีการบรรลุ ไม่มีความหลง ไม่มีผู้ทรงศีล ไม่มีความกึ่งดิบกึ่งดี ไม่มีการให้ ไม่มีการรับ” ท่านโดกุออนกำลังสูบใบยาอยู่เงียบๆ ท่านไม่ได้กล่าวอะไร แต่ทันใดนั้นก็เอากล้องสูบใบยาตีเข้าที่ศีรษะของยามาโอกะ ชายหนุ่มถึงกับโกรธขึ้นมาทันควัน ท่านโดกุออนถามขึ้นว่า “หากทุกอย่างเป็นของว่างจริงแล้ว ไอ้ความโกรธนี่มันมาจากไหน?” จาก #zenjournalism https://www.facebook.com/zenjournalist  

อาสาฬหบูชาภาวนา ปณิธานเข้าพรรษา (กำหนดการปรับปรุง)

กิจกรรมบำเพ็ญบุญกุศลในวันพระใหญ่ “อาสาฬหบูชาภาวนา ปณิธานเข้าพรรษา” ถวายดวงประทีปเป็นพุทธบูชา บ่มเพาะความกรุณาในหัวใจ สร้างความรักความผูกพันในครอบครัว วันที่ 15-16 กรกฎาคม 2554 ศูนย์ขทิวัน หัวหิน *ไม่เก็บค่าลงทะเบียน* มูลนิธิ พันดาราขอเชิญพุทธศาสนิกชน กัลยาณมิตรสายใยพันดารา พร้อมคุณพ่อคุณแม่และครอบครัว ร่วมบำเพ็ญบุญกุศลและถวายดวงประทีปเป็นพุทธบูชาในวันพระใหญ่ ร่วมกิจกรรม “อาสาฬหบูชาภาวนา ปณิธานเข้าพรรษา” 15-16 กรกฎาคม 2554 ณ ศูนย์ขทิร วัน หัวหิน กิจกรรมประกอบด้วย กราบอัษฎางคประดิษฐ์ อุทิศกาย วาจา ใจเพื่อพระรัตนตรัย ภาวนาเพื่อสร้างสันติสุขในจิตใจ ฝึกสมาธิถึงพระโพธิสัตว์ตารา เสวนาธรรม ตั้งปณิธานเข้าพรรษา ถวายดวงประทีป ณ บริเวณก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป พุทธสถานแห่งความรักความกรุณาอุทิศแด่สันติภาพของโลก นำภาวนาโดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ อดีตอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อุทิศตนเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทางมูลนิธิมีความ ยินดีบริการที่พักในบรรยากาศธรรมชาติและอาหารมังสวิรัติ ผู้ร่วมภาวนาสามารถนำอาหารมังสวิรัติ ผลไม้ เครื่องดื่มมารับประทานร่วมกัน หรือร่วมเป็นเจ้าภาพถวายดวงประทีปตามจิตศรัทธา […]

พุทธวัชรยานกับธรรมะสามระดับ

การประชุม/เสวนาเรื่อง “พุทธวัชรยานกับธรรมะสามระดับ” วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2554 เวลา 9.00-16.00 น. ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยมูลนิธิพันดาราและศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   หลักการและเหตุผล การประชุม “พุทธวัชรยานกับธรรมะสามระดับ” จัดขึ้นเพื่อเสวนาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาวัชรยาน อันเป็นนิกายในพระพุทธศาสนาที่พัฒนาขึ้นหลังสุด และยังมีข้อสงสัยเป็นอันมากในหมู่ชาวพุทธไทยว่านิกายนี้เป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกับพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างไร นอกจากนี้การประชุมดังกล่าวก็ยังเป็นโอกาสที่สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา จะทำการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ ได้แก่ การเห็นทางธรรมสามระดับ ซึ่งจัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเห็นทางธรรมสามระดับ เแปลมาจากคำสอนของพระอาจารย์เตชุง ริมโปเช ซึ่งเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญในพระพุทธศาสนาทิเบตนิกายสาเกียปะ ซึ่งท่านได้สอนและให้อรรถาธิบายคำสอนในคัมภีร์ “การเห็นทั้งสาม” อันเป็นคำสอนหลักอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนาทิเบตที่เรียกว่า “ลัมเดร” หรือคำสอนว่าด้วยมรรคและผล เนื้อหาในคำสอนนี้ประกอบด้วยเส้นทางการปฏิบัติธรรมอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจในการเริ่มปฏิบัติธรรม การพิจารณาว่าชีวิตมนุษย์นี้มีค่ายิ่งนัก การมองเห็นทุกข์ ภพภูมิต่างๆของสัตว์โลกในสังสารวัฏ การละวางจากสังสารวัฏ รวมไปถึงการตั้งปณิธานโพธิจิต หรือการตั้งจิตอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อบำเพ็ญประโยชน์สูงสุดให้แก่สรรพสัตว์ โพธิจิตอธิษฐาน โพธิจิตปฏิบัติ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ การแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆ การพิจารณาศูนยตาหรือความว่าง การปฏิบัติสมาธิแบบสมถะและแบบวิปัสสนา “การเห็นทั้งสาม” ในหนังสือเล่มนี้ได้แก่การรับรู้หรือการมองโลกเป็นสามระดับ […]

“การเห็นทางธรรมสามระดับ”

หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา เพิ่งออกจำหน่ายเร็วๆนี้ คือ “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุงริมโปเช การเห็นทางธรรมสามระดับหมายถึงสามระดับของการรับรู้ทางธรรม ประกอบด้วยการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ของผู้ที่ยังเป็นปุถุชน การเห็นของผู้ปฏิบัติธรรม และการเห็นอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มนี้แปลจาก The Three Levels of Spiritual Perception พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wisdom Publications สหรัฐอเมริกา การเห็นสามระดับนี้หมายถึงลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่มีการพัฒนาอะไรเลย มาถึงผู้ที่กำลังพัฒนาฝึกฝนตัวเอง จนท้ายที่สุดจบที่ผลลัพธ์ของการฝึกฝน ซึ่งได้แก่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า การเห็นระดับแรกเป็นการเห็นของบุคคลธรรมดาๆทั่วๆไป ที่มักเห็นอะไรที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสกับการปรุงแต่งต่างๆ คนธรรมดาๆที่ยังไม่ได้ฝึกฝนทางธรรมจะเห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่เจือไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อยู่ตลอด ซึ่งทำให้คนธรรมดานี้ตกอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ และต้องว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น ตัวอย่างของการเห็นในระดับนี้ก็เช่น เราเห็นรถใหม่ในงานแสดงรถแล้วเกิดความอยากได้ ความอยากได้นี้เรียกว่า “โลภะ” เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ หรือเราเห็นอะไรที่เราไม่ชอบ เกิดหงุดหงิดขึ้นมาจากการเห็นนั้น ก็เป็นเรื่องของการเห็นทีไม่บริสุทธิ์เช่นกัน สาเหตุหลักของความทุกข์ที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวดมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ ก็อยู่ที่การเห็นอันไม่บริสุทธิ์นี่เอง เป้าหมายของการฝึกฝนตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือว่า ให้เราฝึกตัวเองให้พ้นจากสถานะอันไม่น่าพึงพอใจนี้ ในหนังสือ “การเห็นทางธรรม” เรื่องของการเห็นระดับแรก อันเป็นการเห็นที่ไม่บริสุทธิ์ของปุถุชนนี้ ก็มุ่งที่จะสอนให้คนธรรมดาๆทั่วๆไปเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการเดินทางบนเส้นทางธรรม การเริ่มเดินทางนี้ก็เริ่มต้นที่การมองเห็นและเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร รู้ว่าไม่น่าพอใจอย่างไร เมื่อเกิดการรับรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ […]

บทสวดเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในชีวิตให้ส่งผลดีแก่การปฏิบัติธรรม

โดยภิกษุเกียลเซทกเมซังโป ขอนอบน้อมแด่พระอาจารย์ ร่างกายอันเป็นมายาอันข้าพเจ้าถือครองอยู่ เช่นเดียวกับที่ผู้อื่นถือครองร่างของเขาอยู่นี้ หากต้องเจ็บป่วยลงไป ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะปิติยินดี เนื่องจากจะได้ชำระล้างบาปกรรมที่ได้สั่งสมมาแต่อดีต การปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่หลากหลาย ก็เป็นไปเพื่อชำระล้างกิเลสทั้งสองนี้ให้บริสุทธิ์ หากข้าพเจ้ามีสุขภาพดี ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด เมื่อข้าพเจ้าปลอดจากโรคภัย ก็จะปิติยินดี เมื่อกายกับใจอยู่ดีมีความสบาย การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าและเข้มแข็งขึ้น การทำให้ชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้เกิดความหมายขึ้นมา ก็คือการอุทิศร่างกาย คำพูดและจิตใจแก่การปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศล หากข้าพเจ้าเผชิญกับความยากไร้ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดี ข้าพเจ้าจะปราศจากสิ่งใดที่จะต้องมาคอยปกป้องดูแล และจะไม่มีสิ่งใดให้ต้องสูญเสียไป การทะเลาะวิวาทหรือการขัดแย้งใดๆ ล้วนแล้วแต่เกิดจากความโลภอยากได้ทรัพย์สมบัติ นี่เป็นของแน่นอน หากข้าพเจ้ามีทรัพย์สมบัติ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดีในทรัพย์สมบัติ หากข้าพเจ้าจะเพิ่มพูนบุญบารมี การมีทรัพย์สมบัตินี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าประโยชน์หรือสุขใดๆที่จะเกิดขึ้นในบัดนี้และในกาลข้างหน้า ต่างก็เกิดจากบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมมา นี่เป็นของแน่นอน หากข้าพเจ้าต้องตายไปในเวลาอันใกล้ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ข้าพเจ้าจะปิติยินดี เมื่อปราศจากสถานการณ์อันเป็นอกุศลที่มาแทรกแซง รวมทั้งเมื่อได้รับแรงหนุนจากวิบากอันเป็นกุศลที่ได้สั่งสมมา ข้าพเจ้าก็จะตรงแน่วไปบนเส้นทางที่แท้จริงและไม่ผิดพลาด หากข้าพเจ้ามีชีวิตยืนยาว ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น เมื่อข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่ ก็จะปิติยินดี ทันทีที่พืชผลแห่งการบรรลุธรรมได้ปลูกไปแล้ว ตราบเท่าที่แดดยังออกและฝนยังตก หากได้ดูแลพืชผลนั้นอย่างดี ก็จะสุกงอมให้ผลอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ขอให้เราปิติยินดีอยู่เสมอ บทสวดนี้ประพันธ์ขึ้นจากคำถามของเกเชสาเกียปะรูปหนึ่ง ซึ่งถามว่าเราควรต้องทำอะไรเมื่อเราเกิดความเจ็บไข้และอื่นๆ ข้าพเจ้า […]

จะเชื่อใครดี?

เมื่อวันก่อนผมนั่งกินข้างกับเพื่อนอาจารย์ที่รู้จักกันมานาน เพื่อนคนนี้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตามที่คนทั่วไปวาดภาพเอาไว้ คือขยันทำงาน ขยันสอนและทำผลงานทางวิชาการ มีความคิดอ่านแบบคนสมัยใหม่ทั่วไป เนื่องจากเขาจบปริญญาเอกมาจากสหรัฐอเมริกา ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เขาก็สนใจธรรมะด้วย จนกระทั่งมาคุยกันเมื่อวันก่อน เขาถามผมเรื่องการปฏิบัติธรรมและการทำสมาธิ แล้วเขาก็เล่าว่าเขาก็พยายามปฏิบัติธรรมด้วยการเดินจงกรมเป็นหลัก แล้วก็ถามผมว่าผมปฏิบัติธรรมอย่างไร ซึ่งผมก็ตอบเขาไป เขาเล่าว่าเขาอ่านหนังสือธรรมะมาหลายเล่ม เช่นหนังสือของหมอสม สุจีรากับของคุณศุภวรรณ กรีน ท่าทางเขาจะสนใจอ่านหนังสือพวกนี้เอามากๆ เพราะเขาสามารถเล่าเรื่องที่คุณศุภวรรณบอกไว้ว่า การเข้าถึงนิพพานไม่ใช่เรื่องยาก และงานของหมอสมเป็นการเปรียบเทียบพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ โดยพระพุทธศาสนาเหนือกว่าวิทยาศาสตร์ในประการต่างๆ ผมฟังด้วยความสนใจ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่า เพื่อนคนนี้จะสนใจธรรมะขนาดนี้ ผมตอบเขาไปว่า วิธีการนั่งสมาธิของผมส่วนมากเป็นการสังเกตลมหายใจ โดยหายใจเข้าออกนับหนึ่ง แล้วก็นับสองสามไปเรื่อยๆ จากนั้นผมก็ถามเขาว่าเขาเรียนธรรมะกับอาจารย์คนไหนบ้างหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ได้เรียนกับอาจารย์คนไหน แต่ศึกษาเอาจากหนังสือต่างๆเป็นหลัก เขารำพึงออกมาดังๆว่า หนังสือธรรมะมีมากมาย ไม่รู้จะเชื่อใครดี เขาถามผมว่า ลำพังเพียงแค่การนั่งสมาธิหรือเดินจงกรม จะเข้าถึงนิพพานได้จริงๆหรือ? ก็หมายความว่าเขาสนใจธรรมะขนาดสนใจเรื่องนิพพานด้วย และผมคิดว่าลึกๆเขาคงอยากรู้ว่าเข้าถึงนิพพานเป็นอย่างไร จากการที่เขาอ่านหนังสือธรรมะสมัยใหม่มาหลายๆเล่ม ที่ผมสนใจมากคือที่เขารำพึงออกมาว่าจะเชื่อใครดี? ในโลกสมัยใหม่ที่มีอาจารย์ธรรมะมากมาย และมีการประกันเสรีภาพทางศาสนา และเสรีภาพในการเชื่อ การสงสัยว่าจะเชื่อใครดีเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ผมไม่ได้ตอบเขาไปตรงๆว่าจะเชื่อใครดี เพราะหากทำแบบนั้นก็จะเหมือนกับว่าผมพยาามชักจูงเขาให้มาเชื่อสำนักใดสำนักหนึ่ง ผมคิดในใจว่าน่าจะปล่อยให้เขาแสวงหาต่อไป คนอย่างเขาคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง กว่าที่เขาจะพบกับคำตอบที่ตัวเขาเองพอใจได้ คนที่เรียนธรรมะมาบ้างๆ คุ้นกับแนวทางการตอบของคณะสงฆ์กระแสหลัก อาจจะคิดว่าคำตอบคือให้ดูว่าคำสอนนั้นนำไปสู่การพ้นทุกข์หรือไม่ หรืออะไรทำนองนี้ […]