การบรรยายของคีลุง ริมโปเช

เมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมา คีลุง ริมโปเชได้มาร่วมสนทนากับกลุ่มอาจารย์กับนิสิตและบุคคลทั่วไปที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เราคุยกันเรื่อง “สติ” หรือ mindfulness โดยเฉพาะเรื่องการเอาการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานมาประยุกต์ในการทำงาน หรือเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพ ซึ่งมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ
Jpeg

อย่างไรก็ตาม คีลุงริมโปเชก็ได้พูดเกี่ยวกับบทบาทของการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานตามแบบของพระ พุทธศาสนาแบบทิเบตไว้อย่างน่าฟังมาก ท่านกล่าวว่าการฝึกสติ ไม่ได้มีเพียงแต่การรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกาย หรือรับรู้ความรู้สึก หรือความคิดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรับรู้ความสัมพันธ์ กันอย่างเป็นโยงใยของสรรพสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกว่า dependent co-origination หรือในภาษาบาลีว่า “อิทัปปัจจยตา” ความหมายก็คือว่า แทนที่เราจะรับรู้ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา เรารับรู้สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราด้วย
คีลุงริมโปเชกล่าวว่า การฝึกสติปัฎฐานจะไม่สมบูรณ์เลย หากเราละเลย “โพธิจิต” ซึ่งได้แก่ความตั้งใจว่าจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ท่านกล่าวว่าการฝึกสติปัฏฐาน ควรจะทำให้เกิดสภาพที่ใจของเราเปิดโล่ง รับรู้ถึงความทุกข์ของสรรพสัตว์มาไว้ แทนที่จะเป็นการปิดกั้นตัวเราออกจากสิ่งอื่นๆในธรรมชาติ เรามีสติต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สภาวะความเป็นไปของสิ่งรอบตัว รับรู้ถึงปัจจุบันขณะของทั้งตัวเราและธรรมชาติ
จริงๆเรื่องที่ท่านเสนอก็ไม่ได้แปลกอะไร ทั้งหมดมีอยู่แล้วในพระบาลี สติปัฏฐานมีอยู่สี่ประการ คือ กาย เวทนา (ความรู้สึก) จิต (ความคิด) แล้วก็ธรรม อย่างหลังก็หมายถึงการรับรู้ความเป็นไปของธรรมชาติรอบๆตัวแบบที่คีลุงริมโป เชพูดนั่นแหละ ธรรมชาติประกอบด้วยไตรลักษณ์ ตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพียงแต่เวลาเราฝึกสติปัฏฐาน ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเน้นสติปัฏฐานอันสุดท้ายตรงนี้ ไปเน้นแต่สามอย่างแรกกันเกือบหมด

Advertisements

ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

เมื่อเช้าผมนั่งสมาธิหลังจากที่ไม่ได้นั่งมาหลายวัน ปกติผมจะเริ่มจากนับลมหายใจ หายใจเข้าออกนับหนึ่ง แล้วก็สอง สาม ไปจนถึงยี่สิบ แล้วก็นับถอยหลัง ยี่สิบ … สิบเก้า … สิบแปด จนถึงหนึ่ง แล้วก็นับแบบนี้ใหม่ พยายามให้จิตจดจ่ออยู่กับการนับ พอทำแบบนี้ใหม่ๆจะนับแล้วหลุดบ่อยครั้ง เพราะจิตมัวไปคิดเรื่องอื่น พอหลุดแล้วก็ไม่เป็นไร ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ พอทำแบบนี้ไปได้สักพัก จิตก็จะเริ่มชินกับการนับ แล้วก็จะเริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น

พิณ

วันนี้พอนั่งไปได้จนจิตเริ่มนิ่งพอสมควร ก็คิดถึงคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่สอนพระภิกษุรูปหนึ่งที่เคยเป็นนักดนตรีก่อนจะมาบวช พระภิกษุท่านนี้พอฟังคำสอนของพระพุทธองค์ไป ก็นำไปปฏิบัติ แต่ก็มีปัญหาคือ ปฏิบัติเท่าใดก็ไม่ได้ผลซักที จนเพื่อนๆบรรลุธรรมกันไปหมดแล้ว ท่านก็ยังไม่ไปไหน ท่านก็เลยไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ท่านเคยทำอาชีพอะไรก่อนจะมาบวช ท่านก็ตอบว่าเคยเป็นนักดนตรี

พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า เคยเล่นพิณหรือไม่ ท่านก็ตอบว่าเคยเล่น พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามต่อไปอีกว่า พิณนั้นหากสายตึงไปหรือหย่อนไปจะเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบว่า หากสายตึงไป มันก็จะขาด แต่ถ้าหย่อนเกินไปก็จะดีดไม่ดัง มีแต่สายที่ขึงตึงพอดีเท่านั้น ที่จะดีดแล้วดังไพเราะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน พระภิกษุรูปนั้นได้ฟังแล้วก็นำไปใคร่ครวญและปฏิบัติ จนไม่ช้าไม่นานท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

ควมหมายของคำสอนของพระพุทธเจ้าคืออะไร? การทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เป็นเรื่องเฉพาะตนที่จะต้องเอาคำสอนไปขบคิดใคร่ครวญในการปฏิบัติของตนเอง ที่ทำไม่ได้แน่ๆก็คือว่า เอาคำสอนนี้ของพระพุทธเจ้ามาตีความเฉยๆ ราวกับว่าเป็นปริศนาคำทาย ถ้าทำอย่างนี้ รับประกันได้ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงความหมยของคำสอนนี้ได้อย่างแน่นอน

จิตใสกับจิตว่าง

ผู้ที่ได้ฟังกุงกาซังโบริมโปเชบรรยายธรรมเมื่อหลายวันที่ผ่านมา คงจำได้ว่าริมโปเชได้สอนนั่งสมาธิ โดยให้กำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้า-ออกหนึ่งรอบนับหนึ่ง แล้วก็นับสอง …​ สาม … สี่ ไปเรื่อยๆจนถึงยี่สิบเอ็ด แล้วก็เริ่มนับใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ เมื่อจิตของเราจดจ่ออยู่กับลมหายใจแล้ว ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆจะค่อยๆสงบลง จนเมื่อจิตจดจ่อเต็มที่อยู่กับลมหายใจจนแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือสมาธิได้เกิดขึ้นแล้ว

การทำให้จิตสงบแนบแน่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจนี้เรียกว่า “สมถะ” อันที่จริงเราอาจมีวิธีการต่างๆเพื่อให้จิตสงบก็ได้ เช่นในวัชรยานมีการทำสมาธิโดยนึกภาพพระโพธิสัตว์ เช่นพระมัญชุศรีหรือพระแม่ตารา แล้วก็ให้จิตสงบกับภาพนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถทำสมาธิง่ายๆด้วยการจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เมื่อจิตสงบแล้ว จิตก็จะมีความ “อ่อนตัว” หรือมีความสามารถที่จะช่วยให้เราเข้าใจประเด็นข้อธรรมต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง เหมือนกับจิตนั้นเองเป็นอาจารย์ของเราเอง การเข้าใจนี้ไม่เหมือนกับการเข้าใจปกติธรรมดาๆในห้องเรียน แต่เป็นการเข้าใจที่เกิดจากการ “มองเห็น” ประเด็นข้อธรรมนั้นโดยตรง เช่นเมื่อเราพิจารณาความเป็น “ศูนยตา” หรือความว่างของสรรพสิ่ง เราก็มองเห็นความว่างนั้นโดยตรงในสมาธิ การมองเห็นนี้ภาษาบาลีเรียกว่า “วิปัสสนา” ความรู้ที่ได้จากวิปัสสนานี่แหละที่เป็นเหมือนดาบแห่งปัญญาของพระมัญชุศรี ที่ทำให้เราตัดอวิชชาให้ขาดเพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้

พระมัญชุศรี

เมื่อจิตเราสงบได้ที่ ริมโปเชก็สอนให้เรานึกถึงจิตของเราเอง (ซึ่งก็เป็นทางหนึ่งในการพิจารณาศูนยตา) ให้เราถามตัวเองว่า “จิตอยู่ที่ไหน?” “จิตมีลักษณะอย่างไร?” “มีสีอะไร?” มีรูปร่าง ขนาด เป็นอย่างไร?” เราก็จะพบว่าจิตนั้นบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน บอกไม่ได้ว่ามีลักษณะอย่างไร หรือมีสีอะไร หรือมีรูปร่าง ขนาดอะไรทั้งสิ้น แต่จิตนั้นมีอยู่ เพราะจิตเป็นตัวที่จดจ่ออยู่กับอารมณ์ของสมาธิที่เรากำลังมีอยู่ในขณะนี้ การพิจารณาตรงนี้สำคัญมาก เพราะเป็นหนทางที่จะทำให้เราเข้าถึงวิปัสสนาได้ เมื่อจิตปราศจากการปรุงแต่ง หรือความคิดฟุ้งซ่านใดๆหมดสิ้นแล้ว แม้แต่ความแตกต่างระหว่างอารมณ์ของสมาธิกับจิตผู้คิดนั้นก็จะหายไป กลายเป็นว่าบอกไม่ได้ว่าไหนคือลมหายใจ (หรือภาพที่นึกอยู่ หรืออารมณ์ของสมาธิอื่นๆ) ไหนเป็นจิต สภาพเช่นนี้แหละที่เป็น “ศูนยตา”

(อันที่จริงพูดแบบนี้เหมือนกับการเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาพูด ซึ่งก็ทำได้แต่เพียงเลียบๆเคียงๆ เปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะเข้าใจจริง ต้องปฏิบัติจริงๆ – แต่ถ้าไม่พูดมันก็ไม่มีทางจะรู้)

ริมโปเชสอนว่าเมื่อพิจารณาจิตเช่นนี้ ให้พิจารณาธรรมชาติสองประการของจิต คือจิตมีความ “ชัดใส” (luminosity) กับจิตมี “ความว่าง” (emptiness) สองอย่างนี้สำคัญมาก จิตมีความชัดใส หรือ “จิตใส” คือจิตที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ปราศจากความคิดฟุ้งซ่านที่มารบกวน เปรียบเหมือนกับท้องฟ้าที่สว่างสดใสไร้เมฆหมอกบดบัง หรือเปรียบเหมือนน้ำใสที่ไม่มีตะกอนขุ่นมาเจือปน จิตเมื่อเป็นสมาธิก็จะเป็นแบบนี้ ส่วน “จิตว่าง” นั้นได้แก่จิตที่ไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ และมองเห็นสิ่งต่างๆว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มิได้มีความเป็นอยู่อะไรในตัวเองให้ยึดถืออะไรได้เลย จิตว่างจากการยึดถือในตัวตนของสิ่งต่างๆอย่างสิ้นเชิง การมองเห็นนี้เป็นการมองเห็นจริงๆ ไม่ใช่แค่บอกตัวเองว่าเห็นแล้ว เพราะถ้าจิตไม่เป็นสมาธิ เราก็บอกตัวเองได้ (เพราะอาจารย์สอนเรามา) ว่าสิ่งต่างๆไม่มีตัวมีตน แต่นั่นไม่เหมือนกับการเห็นจริงๆด้วยวิปัสสนา

หลักการก็คือว่า จิตใสกับจิตว่างนั้นเป็นเนื้อเดียวกันสนิท ไม่แยกจากกัน การดำรงอยู่ในการรับรู้เช่นนี้แหละ คือการพิจารณาศูนยตาในวิปัสสนาญาณ

บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์

หัวข้อหลักของการบรรยายของกุงกาซังโปริมโปเช ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มพิธีมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้แก่เรื่อง “บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์” บารมีเหล่านี้ได้แก่สิ่งที่พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อตัวของพระโพธิสัตว์นั้นเองแต่อย่างเดียว แต่เป็นไปเพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงน้ำแห่งกองทุกข์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะมีความสามารถจะทำเช่นนี้ได้ เราตั้งจิตปรารถนาเดินตามทางของพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะว่าเราสงสารสัตว์โลก ปรารถนาจะให้พวกเขาพ้นจากทุกข์ ซึ่งในขณะนี้เรายังไม่มีความสามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะลำพังตัวเราเองก็ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย จึงต้องตั้งจิตปรารถนาพระสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อให้สามารถรื้อขนสรรพสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การ “รื้อขน” สรรพสัตว์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าจะสามารถพาเราข้ามฝั่งไปสู่ฝั่งของนิพพานได้เฉยๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราทั้งหลายก็คงอยู่บนฝั่งของพระนิพพานกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องมาว่ายวนอยู่ในสังสาระอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ที่พระพุทธเจ้าทำได้ก็คือสั่งสอนสรรพสัตว์ และแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า การพัฒนาตนเองจนถึงจุดสูงสุด ถึงความสมบูรณ์เต็มเปี่ยมนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปฏิบัติตนเพื่อให้บรรลุถึงสภาพเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติตนตามวิถีทางของพระโพธิสัตว์จึงเป็นการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดนี้เอง เราตั้งจิตปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์อย่างจริงใจ ซึ่งก็จะหมายความว่าเราเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นและสัตว์โลกทั้งปวงมากกว่าประโยชน์ของตัวเราเอง การที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ หมายความว่าจิตใจของเราจะต้องมีความโน้มเอียงที่จะปรารถนาจะพ้นทุกข์ เห็นโทษภัยของทุกข์ และเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ด้วย การมีความโน้มเอียงเช่นนี้ได้ จำเป็นจะต้องมีพระพุทธเจ้าอยู่ ดังนั้นแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ แต่พระพุทธเจ้าก็เป็นเหตุให้เกิดมีคำสอนและมีแบบอย่างที่แสดงให้เราเห็นว่า การข้ามไปอีกฝั่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริง ปฏิบัติได้ และผลของการปฏิบัตินั้นดีอย่างไร

การที่เรามีจิตปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย หมายความว่าเรามี “โพธิจิต” โพธิจิตแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ “โพธิจิตอธิษฐาน” ได้แก่จิตที่อธิษฐานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุประโยชน์ของการปรารถนาดังกล่าว และมีจิตมุ่งมั่นอย่างจริงใจที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ กับ “โพธิจิตปฏิบัติ” ได้แก่การลงมือปฏิบัติเดินตามเส้นทางของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจริงๆ เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้อย่างแท้จริง

โพธิจิตสองแบบดังกล่าวนี้ เป็นสองส่วนของโพธิจิตที่เรียกว่า “โพธิจิตสมมุติ” หมายความว่าเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่ฐานได้แก่ สมมติสัจจะ พระพุทธศาสนาแบ่งความจริงออกเป็นสองประการคือ “สมมติสัจจะ” หมายถึงความจริงที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำ ที่เราใช้คำต่างๆเรียก เช่น โลกของเราที่ประกอบด้วยน้ำ ดิน ภูเขา ท้องฟ้า คน สัตว์ ฯลฯ ล้วนเป็นสมมติสัจจะทั้งสิ้น โพธิจิตอธิษฐานกับโพธิจิตปฏิบัตินั้น เป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมติ เนื่องจากว่าการปฏิบัติกับการอธิษฐานนั้นเป็นเรื่องของสมมติบัญญัติ คือเรื่องของโลกที่เรารู้จักนี้เอง

ส่วนความจริงอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ “ปรมัคถสัจจะ” ได้แก่ความจริงโดยเนื้อแท้ของตัวเอง สิ่งที่เราควรเข้าใจก็คือว่า สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะนั้นแท้จริงแล้ว มิได้แยกกันอยู่ ไม่ใช่ว่ามีโลกของความจริงสมมติโลกหนึ่ง แล้วก็โลกของความจริงปรมัตถ์อีกโลกหนึ่ง แตความจริง็คือว่า โลกใบเดียวกันนี้แหละ เป็นทั้งความจริงสมมติและความจริงปรมัตถ์ในเวลาเดียวกัน ในตัวเดียวกัน เรื่องนี้นักเรียนธรรมะหลายๆท่านยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ท่านนาคารชุนเองก็กล่าวว่า แท้จริงแล้วไม่มีความแตกต่างกันแม้เพียงน้อยนิดระหว่างสังสาระกับนิพพาน ก็หมายความว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างความจริงทั้งสองนี้เอง โลกที่เราเห็นอยู่นี้หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ยังมีกิเลส ก็เป็นโลกสมมติหรือโลกบัญญัติ ทึกทักไปว่าบัญญัติต่างๆเป็นความจริง แต่โลกเดียวกันนี้เอง หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ปราศจากกิเลส ก็จะเป็นโลกของนิพพาน หรือโลกของความจริงปรมัตถ์

ทีนี้การปฏิบัติตามบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ก็เป็นเรื่องของโพธิจิตปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมุตินี่เอง เนื่องจากเราจะติดข้องอยู่ในโลกของสมมติบัญญัติ พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนอุบายวิธีที่จะพาเราไปสู่โลกของพระนิพพาน การสั่งสมบารมีทั้งหกก็เป็นการสั่งสมบุญบารมี เพื่อให้เป็นกำลังที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมายอันได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ

บารมีทั้งหกนี้ประกอบด้วย ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีห้าประการแรกถือว่าเป็นวิถีเข้าสู่บารมีสุดท้ายคือปัญญา เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในงานทางพระพุทธศาสนาชิ้นสำคัญ ได้แก่ “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ของท่านศานติเทวะ ทานคือการให้ ประกอบด้วย “วัตถุทาน” คือให้สิ่งของ “อภัยทาน” คือให้ชีวิตแก่สัตว์ (เช่นเขตอภัยทานตามวัดต่างๆ) และ “ธรรมทาน” คือให้ธรรมะเป็นทาน

ต่อมาคือศีลบารมี ศีลมีหลายประเภท เช่นศีลปาฏิโมกข์ของพระภิกษุ ศีลโพธิสัตว์ของผู้ปฏิบัติตามวิถีของพระโพธิสัตว์ ศีลห้าศีลแปดที่เรารู้จักกันดี แต่ที่ริมโปเชเน้นให้เราปฏิบัติก็คือเว้นจาก “อกุศลกรรมบถสิบ” ประกอบด้วยการเว้นจากการฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มีจิตโลภอยากได้ของเขา (อภิชฌา) มีจิตพยาบาท และมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) อกุศลกรรมบถเป็นหนทางของอกุศลกรรม ซึ่งก็คือหนทางสู่อบายภูมิ ผู้จะปฏิบัติตนตามโพธิจิตอธิษฐานต้องละเว้นจากอกุศลกรรมเหล่านี้ และประพฤติปฏิบัติในทางตรงข้าม เพื่อเป็นการสั่งสมบุญบารมี

บารมีต่อไปได้แก่ขันติบารมี เป็นสิ่งสำคัญมากๆสำหรับพระโพธิสัตว์ ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ว่า ผู้ที่สั่งสมบุญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่หากเกิดโกรธขึ้นมาแม้ชั่วขณะเดียว บุญบารมีเหล่านั้นก็จะสูญหายไปหมด หน้าที่ของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือสัตว์โลก แต่ความโกรธเป็นการทำร้ายสัตว์โลก ดังนั้นความโกรธจึงเป็นข้าศึกโดยตรงของวิถีของพระโพธิสัตว์

ต่อไปคือวิริยบารมี ได้แก่การบำเพ็ญความเพียรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ริมโปเชบอกว่า วิริยบารมีนี้เป็นฐานสำคัญที่จะทำให้บารมีเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง วิริยบารมีที่ถูกต้องจะต้องเป็นการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติยินดีที่ได้ทำความเพียรนั้นๆ หากรู้สึกว่าถูกบังคับแล้ววิริยบารมีก็จะไม่เกิด

ต่อไปคือสมาธิบารมีหรือ “ฌานบารมี” การปฏิบัติสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์ก็ต้องปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากจิตไม่ได้รับการฝึกฝนด้วยการปฏิบัติสมาธิ สมาธิมีสองแบบคือ “สมถะ” หรือการทำจิตให้สงบแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจ หรือสิ่งที่ตั้งนิมิตนึกถึง กับอีกอย่างคือ “วิปัสสนา” ได้แก่การเห็นความจริงตามที่เป็น

การเห็นความจริงตามที่เป็นนี้เองที่เป็นฐานของปัญญาบารมี อันเป็นบารมีสุดท้าย ปัญญาประกอบด้วยปัญญาจากการฟัง ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนา ริมโปเชบอกว่า เราไม่สามารถละทิ้งปัญญาแบบใดไปได้ เพราะปัญญาจากการภาวนานั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการฟังและการพิจารณาไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนานั้นก็คือหัวใจของการหลุดพ้น เนื้อหาของปัญญาจากการภาวนา ก็คือมองเห็นว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็น “ของว่าง” หรือเป็น “ศูนยตา” นั่นเอง

ความตายมองไม่เห็น

ในการบรรยายของผมในการประชุม “เตรียมตัวตายอย่างมีสติ” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีเรื่องธรรมะมาพูดเพียงสไลด์เดียว ที่เหลือเป็นเรื่องประเด็นทางปรัชญาและจริยธรรมเกี่ยวกับความตาย ผมได้ยกพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนพระโมฆราชเกี่ยวกับเรื่องความตายไว้ดังนี้

ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักไม่แลเห็น

คำสอนนี้สำคัญมาก และหากปฏิบัติได้เต็มที่ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นพูดได้ว่า “ก้าวข้ามความตาย” ไปได้ การก้าวข้ามความตายที่ว่าไม่ใช่ว่า บุคคลผู้นั้นจะอยู่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย สภาพการณ์เช่นนั้นไม่สามารถเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะขัดแย้งกับกฎของธรรมชาติที่บอกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจะต้องถึงเวลาดับสูญ แต่หมายความถึงว่าบุคคลผู้นั้นเป็นบุคคลที่ “มัจจุราชมองไม่เห็น” ทีนี้ปัญหาก็คือว่า บุคคลเช่นว่านี้มีอยู่จริงหรือไม่

ในแง่หนึ่งคนที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวตันอยู่ เพราะเรารู้กันเป็นอย่างดีว่าคนแบบนี้อาจจะมีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ เพียงแต่คนอื่นๆมองไม่เห็น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจหมายความว่า บุคคลเช่นนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริงๆก็ได้ จึงเป็นเหตุให้คนอื่นๆ (โดยเฉพาะมัจจุราช) มองไม่เห็น

พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ท่านโมฆราชว่า “ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า” เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับคำสอนอื่นๆของพระพุทธเจ้า ที่มุ่งเน้นการพิจารณาความเป็นจริงของโลก ว่าแท้จริงแล้ว มิได้มีแก่นสารสาระอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริงเป็นจัง หรือมีตัวมีตนได้ การมองโลกว่าเป็นของว่างเปล่า หมายถึงการมองสิ่งต่างๆในโลกว่าเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมา ถือกำเนิดขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเกิดมาแล้วก็ดับสูญสลายลงไป มิได้มีแก่นอะไรที่จะเป็นแกนของสิ่งนั้นที่จะทำให้สิ่งนั้นอยู่คงทนถาวรต่อไปได้ เราชาวพุทธฟังแบบนี้มาบ่อย แต่ปัญหาก็คือว่า เราฟังบ่อยแต่ไม่รับประเด็นนี้เข้ามาให้ซึมซับให้เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเราเอง เราส่วนใหญ่ยังทำตัวราวกับว่า สิ่งต่างๆมีความคงทนถาวรเที่ยงแท้ในตัวของมันเอง เช่นเรายังคิดไปว่าร่างกายของเราร่างนี้จะ้ต้องคงทนถาวร ไม่อยากคิดว่าวันหนึ่งมันก็จะสูญสลายไป เมื่อมันถึงคราวจะเสื่อมของมัน ก็เลยเกิดความเดือดร้อนไม่อยากให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น ทั้งๆที่ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นธรรมดาๆของโลก

การมองโลกว่าเป็นของว่างเปล่าจึงเป็นการมองที่เห็นว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยที่จะมีตัวมีตน เราอาจคิดว่าบางอย่างเที่ยงแท้ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แต่ความรู้จากดาราศาสตร์ก็บอกเราว่า ดวงอาทิตย์ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน และก็จะแตกดับ (หรือระเบิด) ในเวลาอีกหลายพันล้านปีต่อไป ดวงจันทร์ก็เช่นเดียวกัน แต่อายุน้อยกว่าดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ยังเป็นเช่นนี้ได้ โลกกับดาวเคราะห์อื่นๆก็จะเป็นแบบเดียวกัน นอกจากนี้ สิ่งต่างๆก็ยังต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นๆอยู่เสมอ การที่เก้าอี้ตัวนี้คงความเป็นเก้าอี้อยู่ได้ ก็เพราะว่ามีเหตุปัจจัยต่างๆอยู่ เหตุก็คือไม้ที่มาทำเป็นเก้าอี้ ปัจจัยต่างๆก็เช่น อุณหภูมิเหมาะสม ไม่ร้อนเกินไปจนเก้าอี้ไหม้หายไปหมด หรือไม่มีกองทัพปลวกมากินเก้าอี้ เป็นต้น สิ่งอื่นๆในโลกก็เป็นแบบเดียวกัน ดังนั้นเก้าอี้จึงเป็นของว่าง เพราะว่ามันต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นๆนี่เอง มันไม่มีความเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ขึ้นกับสิ่งอื่นๆ

ที่สำคัญก็คือ ที่เราคิดว่าเป็นตัวเราก็เป็นแบบเดียวกัน คือการที่เราเป็นเราอยู่นั้นต้องอิงอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ที่เราคิดว่าเป็นตัวเรานั้น แท้จริงเป็นการประกอบกันขึ้นของ “ขันธ์ห้า” หรือกองต่างๆห้ากอง ได้แก่กองรูป (ร่างกายที่เป็นรูปธรรม) กองเวทนา (ความรู้สึกต่างๆ) กองสัญญา (การจำได้ รับรู้ว่าเป็นนั่นเป็นนี่) กองสังขาร (การปรุงแต่งสิ่งต่างๆขึ้นมา) และกองวิญญาณ (การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส รวมทั้งการนึกคิดในใจ) พูดง่ายๆก็คือว่า ที่เป็นตัวเรานี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการรวมตัวกันของ “รูป” กับ “นาม” หรือร่างกายกับจิตใจ ที่สำคัญก็คือว่ารูปกับนามหรือร่างกายกับจิตใจนี้ มันมีของมันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ถึงเราไม่ได้เกิดขึ้นมา สสารที่มาประกอบกันเป็นร่างกายของเราในเวลานี้ ก็จะยังมีอยู่ เพียงแต่มันอาจประกอบขึ้นเป็นสิ่งอื่น จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน เราคิดแบบนี้ตอนนี้ ก็เพราะเราอาจเคยมีประสบการณ์บางอย่างในอดีต สิ่งต่างในใจเราที่เราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เช่น บุคลิกภาพ มุมมองที่เราคิดว่าเป็นส่วนตัวของเรา ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ทุกคนที่มีจิตแบบเดียวกับเรา มีกันหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเรามีอยู่คนเดียว จิตใจของเราจึงว่างจากตัวตน ว่างจากอะไรที่จะทำใหเรายึดได้ว่าเป็นของเรา หรือเป็นตัวเรา

เมื่อเรารับรู้ว่าโลกเป็นของว่าง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ให้เรา “ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด” เราต้องถอน “ทุกเมื่อ” ไม่ใช่เพียงแค่บางครั้งบางคราว หรือเฉพาะเวลาปฏิบัติสมาธิ เพราะคราใดที่ขาดสติ ก็จะเปิดช่องให้กิเลสกับอวิชชาเข้ามาทำอันตรายได้เมื่อนั้น และเมื่อเราทำได้เช่นนี้ั เราก็จะสามารถ “ข้ามล่วงมัจจุราช” เสียได้ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเรามองโลกเป็นของว่าง และถอนความเห็นว่าเป็นตัวของเราทุกเมื่อ เราก็จะ “ข้ามล่วง” หรือทิ้งมัจจุราชไว้ข้างหลังได้ เหมือนกับว่าหากมัจจุราชเป็นทหารที่มาตามล่าเรา เมื่อเรา “ข้ามล่วง” ทหารได้เราก็จะหนีทหารนั้นพ้น ทหารมาทำอันตรายอะไรเราไม่ได้อีกต่อไป

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ความตายหรือมัจจุราชนั้น ทำอันตรายได้ก็เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น (“ดับไป” ก็แน่นอนว่าเป็นผลงานของมัจจุราช) แต่ถ้าเกิดมีอะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งอยู่ สิ่งนั้นก็ย่อมไม่ดับไป และมัจจุราชย่อมไม่เห็นสิ่งนั้นเพราะมัจจุราชจะเห็นแต่เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น พูดอีกอย่างก็คือว่า ความตายย่อมมีแก่สิ่งที่ปรุงแต่ง และอยู่ในสังสารวัฏเท่านั้น และเมื่อเรา “ถอนความเห็นว่าเป็นตัวเรา” ออกได้ทุกเมื่อ ความตายย่อมไม่เกิดขึ้ันแก่เราอีกต่อไป

อัปปมัญญา ๔

ขอเชิญสาธุชนทุกท่าน เข้าร่วมฟังการบรรยายธรรมเรื่อง “อัปปมัญญา ๔” หรือ “ความไม่มีประมาณ ๔ ประการ” (The Four Immeasurables) โดยพระอาจารย์กุงกาซังโปริมโปเช เจ้าอาวาสวัดเจคุนโดและต้าชี่กง มณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน

“อัปปมัญญา ๔” เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “พรหมวิหาร ๔” ประกอบด้วยเมตตา ได้แก่ความรักความปรารถนาจะยังความสุขให้แก่สัตว์ทั้งปวง กรุณา หรือความปรารถนาจะยังสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ มุทิตา ได้แก่ความยินดีความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ทั้งปวงมีความสุข และอุเบกขา ได้แก่การไม่แบ่งแยกสัตว์ทั้งปวงว่าเป็นเขาเป็นเรา หรือเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่มองสรรพสัตว์ทั้งหลายว่าเสมอเหมือนกันหมดทั้งสิ้น

ในการปฏิบัติ ธรรม เราจะตั้งจิตว่าจะมีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ออกไปในทั่วทุกทิศ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งสิ้นโดยไม่มีประมาณ การไม่มีประมาณหมายความว่า ความเมตตา กรุณา ฯลฯ ของเรามีให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ แม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูของเรา หรือผู้ที่อาจเกลียดชังเรา เราก็แผ่ความรักความกรุณาไปยังพวกเขาด้วย แม้แต่มดแมลงหรือสัตว์นรกหรือเปรต อสุรกายใดๆ รวมทั้งเทวดาและพรหม เราก็แผ่ความรักความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไปยังพวกเขาโดยไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้เราก็ยังตั้งจิตอธิษฐานว่า จะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ เป็นผู้ที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาประจำใจอยู่ตลอดอีกด้วย

อัปปมัญญา ๔ เป็นกรรมฐานกลุ่มหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา พระอาจารย์กุงกาจะมาบรรยายเรื่อง นี้ที่ห้องประชุมพุทธคยา อาคารอมรินทร์โซโก้ ชั้น ๒๒ ในวันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ ถึง ๒๑.๐๐ น. และท่านที่สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิพันดารา และสนทนากันอย่างไม่เป็นทางการได้ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมดังกล่าว

ท่านที่สนใจ กรุณาติดต่อแจ้งความจำนงที่คุณพรรณพิไล ไกรฤทธิ์ โทร. ๐๘๐ ๖๑๐ ๐๗๗๐ หรืออีเมล์ 1000tara@gmail.com

การบ่มเพาะโพธิจิต

(บรรยายธรรมท่านกุงกา ซังโบ ริมโปเช บ้านมูลนิธิพันดารา วันที่ 3 มี.ค. 2553)

โพธิจิตคือการที่เราคิดถึงผู้อื่นก่อนและคิดถึงตัวเองเป็นรอง บางคนคิดถึงแต่คนวงใน เช่น ญาติพี่น้อง แต่ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นนอกเหนือจากนั้นได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้สอนธรรมให้เราเกิดโพธิจิต สอนให้เราบ่มเพาะโพธิจิตออกมา บางคนดูเหมือนมี บางคนมีเยอะบางคนไม่มีเลย สำหรับบางคนการคิดถึงคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน และแต่ละชาติเราก็คิดถึงแต่ตัวเองทำให้ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นได้ เราอาจจะให้เงินทองกับผู้อื่นได้ แต่ถ้ามีคนมาขอชีวิตเรา เราไม่สามารถให้ได้ หรือถ้ามีคนมาขอภรรยาหรือลูกของเรา เราก็ให้ไม่ได้ เราให้ได้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของที่เป็นที่รักที่หวงแหนเราให้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการฝึกสมาธิที่จะลดความยึดติดในตัวเราและน้อมนำความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือเขาเหล่านั้น

การฝึกโพธิจิตนั้นก่อนอื่นให้นึกถึงความรักของแม่ แล้วจึงบ่มเพาะความรักเช่นเดียวกับความรักของแม่ให้เกิดขึ้นในใจและเผื่อแผ่ออกไปให้ผู้อื่น คิดถึงบุญคุณของแม่ จากนั้นให้คิดถึงความทุกข์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ถึง 9 เดือน เมื่อผ่าน 9 เดือนหลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว แม่ก็เป็นทุกข์ในการที่จะเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ในพระสูตรพูดถึงความทุกข์ยากของแม่ขณะที่กำลังจะคลอดว่ามันเจ็บมากเหมือนคนที่กำลังจะตาย บุญคุญของแม่ยิ่งใหญ่มากเมื่อดวงวิญญาณหนึ่งได้มากำเนิดในครรภ์ เมื่อดวงจิตนี้เติบใหญ่แม่ก็คอยสอนภาษาพูด ภาษาเขียน แม่หมั่นสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้ลูกแข็งแรง แม่มักจะนึกถึงลูกก่อนนึกถึงตนเองเสมอ เมื่อเรานึกถึงบุญคุญของแม่ขอให้เราตั้งจิตว่าเราโตขึ้นมาได้เพราะบุญคุณของแม่ เราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์อื่นและเพื่อตอบแทนบุญคุณของแม่ ความปรารถนาที่จะให้แม่และผู้อื่นมีแต่ความสุข ความปรารถนานี้เรียกว่า “ความเมตตา” จากนั้นให้ตั้งจิตว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของแม่และผู้อื่น ความปรารถนาที่จะไม่ให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เรียกว่า “ความกรุณา” จากนั้นจึงตั้งจิตขอให้แม่และสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงการตรัสรู้ธรรม ความปรารถนาในประการสุดท้ายเรียกว่า “โพธิจิต” เมื่อตั้งจิตนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของแม่แล้ว ให้นึกถึงพ่อในลักษณะเดียวกัน จากนั้นจึงนึกถึงญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ จากนั้นให้นั่งสมาธิถึงบุคคลที่เป็นศัตรู แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากในโลกนี้ไม่มีศัตรูถาวร ศัตรูที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ศัตรูทางกาย เป็นศัตรูบางส่วนเท่านั้นเอง ถ้าหากว่ามีสิ่งที่เรียกว่าศัตรูถาวรจริงๆ คนๆ นั้นจะต้องเป็นศัตรูสำหรับทุกคน ไม่ใช่เป็นศัตรูเฉพาะแต่กับเราเท่านั้น เมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้วก็เข้าใจต่อไปอีกว่า สัตว์โลกทุกชีวิตไม่มีแม้แต่หนึ่งเดียวที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเรามาก่อน ในภพชาตินับไม่ถ้วนที่เราเกิดมาความสัมพันธ์หรือบุญคุณระหว่างพ่อแม่ที่มีต่อลูกไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกภพทุกชาติ พ่อแม่และลูกมีความรับผิดชอบต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องดูแลกันเพราะทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กัน ในทางโลกถ้าผู้ใดไม่ดูแลพ่อแม่ให้ดีก็ถือเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ดูแลลูกก็เป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกมีมานานแล้วต่างกันแค่ภพชาติหรือเวลาเท่านั้นที่ต่างออกไป เราทุกคนเคยมีพ่อมีแม่มากมายหลากหลายนับไม่ถ้วนเพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน พ่อแม่บางภพชาติอาจอยู่กับเราในเวลานี้ เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกันอีก แต่พ่อแม่อีกจำนวนมากอาจอยู่ในนรก บางท่านอาจเป็นเปรตอยู่ แม้แต่ในหมู่มนุษย์พ่อแม่บางคนก็กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ดังนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือพวกเขาแม้จะไม่ใช่พ่อแม่ในชาตินี้ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกไม่ว่าชาติไหนเปรียบได้กับความหิว ไม่ว่าจะเกิดในภพชาติไหนเมื่อเรารู้สึกหิว มันก็เป็นความรู้สึกแบบเดียวกันทุกภพชาติ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ตั้งจิตให้ทุกชีวิตมีความสุข ขอให้ทุกชีวิตเข้าถึงการตรัสรู้ เมื่อเราทำกุศลใดๆ เราต้องอุทิศด้วยการไม่คิดแต่จะให้ตัวเองมีความสุข แต่ต้องอุทิศให้สัตว์โลกที่เป็นพ่อแม่เราในทุกภพทุกชาติมีความสุขด้วย

การนั่งสมาธิทงเลนเป็นการสอนให้เรามอบความรู้สึกดีๆ มอบกุศลผลบุญของเราให้คนอื่น และรับความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาด้วยการใช้ลมหายใจ ตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกยาก นั่นเพราะเรายังไม่ชิน แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็จะง่ายขึ้นและเป็นธรรมชาติขึ้นเอง การฝึกแบบนี้จะทำให้เรามีความสุข ทำให้เราอยู่บนวิถีที่จะบรรลุธรรมได้ เราจะได้บ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหัวใจของการตรัสรู้ธรรมในอนาคต

วิธีการนั่งสมาธิทงเลน (แลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก)

นั่งขัดสมาธิเพชรหรือขัดสมาธิชั้นเดียวตามแต่ถนัด แต่หลักสำคัญคือให้กระดูกสันหลังตั้งตรง เพื่อให้ช่องลมภายในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก ตามองต่ำ ไม่หลับตา จากนั้นให้ใช้นิ้วปิดจมูกไว้ข้างหนึ่ง เวลาหายใจออกให้ตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้เคยทำมานับภพชาติไม่ถ้วนมอบให้กับผู้อื่น และเมื่อหายใจเข้าให้น้อมนำความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาที่ตัวเรา ให้นึกว่าเราสูดเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามาทางลมหายใจ หากเรามีโพธิจิตความทุกข์และสิ่งแย่ๆของผู้อื่นที่เรารับเข้ามาทางลมหายใจนั้นจะไม่สามารถทำร้ายหรือทำอันตรายเราได้ เพราะเรามีจิตของพระโพธิสัตว์เป็นเกราะกำบังเราอยู่ แต่หากเราไม่มีโพธิจิตเราก็ต้องบ่มเพาะให้เกิดโพธิจิตก่อน โดยการนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของพ่อแม่อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น จากนั้นจึงค่อยนึกถึงสัตว์อื่น

พระอาจารย์อติศะกล่าวไว้ว่าเมื่อเราหายใจเข้า ไม่เพียงแต่จะมีธาตุทั้ง 5 เท่านั้นที่เข้าไปในร่างกาย แต่ยังมีความคิดเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนความคิดหรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ให้เป็นกุศลได้ เมื่อเรามีโพธิจิตเหล่าเทพทั้งทางโลกและทางธรรมก็จะอนุโมทนาและปีติกับเรา ที่เราเรียกว่าจิตแบบพระโพธิสัตว์นั้นจริงๆ มีอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าเราได้บ่มเพาะฝึกปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน เมื่อเราตั้งจิตแบบนี้และฝึกปฏิบัติแบบนี้เราสามารถช่วยสัตว์โลกได้นับจำนวนไม่ถ้วน พระอาจารย์อติศะได้เผยแผ่พระธรรมในลักษณะเช่นนี้และมีลูกศิษย์คนแรก คือ ท่านตมเตินปะ วันหนึ่งพระอาจารย์มีแผลที่มือก็บอกให้ศิษย์ช่วยเป่าให้เพราะศิษย์มีจิตแบบโพธิสัตว์ย่อมมีผลให้แผลหายได้ ซึ่งคนอื่นๆ ที่ไม่มีโพธิจิตทำไม่ได้ เมื่อเป่าแล้วก็หายจริงๆ หรือตัวอย่างของพระอาจารย์อาดรัก ริมโปเช ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านกุงกา ริมโปเช ท่านฝึกสมาธิทงเลนและทำให้สัตว์อื่นหายทุกข์ได้ ท่านอาดรัก ริมโปเช เลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว วันหนึ่งมีคนปาก้อนหินไปที่สุนัขตัวเมีย เป็นแผลใหญ่ที่คอ ท่านสงสารสุนัขตัวนั้นจึงนั่งสมาธิทงเลนให้ จากนั้นแผลของสุนัขก็หายแต่ที่คอของท่านอาดรัก ริมโปเช มีรอยแดงใหญ่ปรากฏอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน เรื่องเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเห็นได้แม้ในปัจจุบัน การฝึกสมาธิแบบนี้เท่ากับเป็นการฝึกทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือผู้อื่นได้รับความสุข ทางธรรมคือเราบ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหนทางบรรลุธรรม

คำถาม: การรับเอาความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาในตัวเรา จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ และถ้าหากเราไม่มีบุญกุศลเพียงพอจะสามารถรับเอาความทุกข์ของคนอื่นไหวหรือ ?

คำตอบ: ถ้าเราฝึกปฏิบัติด้วยความต้องการแบ่งเบาความทุกข์ของคนอื่นด้วยใจจริง ไม่มีการลังเลสงสัย ไม่มีการ เสแสร้งแกล้งคิดแม้เพียงน้อยนิด ความทุกข์ทั้งหลายของคนอื่นจะไม่สามารถกระทบเราได้ เพราะเรามีโพธิจิตเป็นเกราะกำบังอยู่และเมื่อฝึกจนกระทั่งจิตละเอียดขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกว่าฝึกอยู่ในขั้นสูง เราก็จะไม่ได้รับความทุกข์ใดๆ เลย แต่หากเราไม่มีโพธิจิตก็ยิ่งจำเป็นต้องบ่มเพาะให้มีเพราะโพธิจิตเป็นหัวใจของการทำสมาธิทงเลน บางคนมีโพธิจิตมาแต่กำเนิด บางคนไม่มี ก็จำเป็นต้องฝึกให้มี เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ โพธิจิตจะเกิดขึ้นเอง สมาธิทงเลนช่วยให้โลกมีสันติสุข เพราะคนเห็นแก่ตัวน้อยลง โกรธกันน้อยลง อิจฉาริษยากันน้อยลง ขณะที่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเพิ่มขึ้น โลกจึงมีความสุขมากขึ้น ในพระสูตรหลายเล่มกล่าวว่าผู้ใดคิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น ผู้นั้นคือพระโพธิสัตว์ ผู้ใดคิดถึงแต่ตัวเองผู้นั้นเป็นสัตว์โลก ถ้ามีความกรุณาเกิดขึ้นในจิต ความกรุณานั้นเองจะเป็นเกราะกำบังภัยอันตรายทั้งปวง และเมื่อฝึกปฏิบัติทงเลนไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีศัตรูและจะเป็นที่รักของผู้อื่น เนื่องจากเราไม่มีจิตคิดร้ายผู้ใด มีแต่จิตอยากให้เขามีความสุขไม่มีความทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น หมอกับคนไข้ ถ้าหมอมีความเมตตากรุณารักษาคนไข้และอยากให้คนไข้หายอย่างแท้จริง คนไข้ย่อมรับรู้ความรู้สึกเมตตากรุณาของหมอ รู้คุณหมอ และเป็นเพื่อนกันได้ในที่สุดแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อเราผูกมิตรกับใครด้วยความรู้สึกให้ เขาย่อมเห็นเราเป็นเพื่อนและเราก็ได้ประโยชน์จากมิตรภาพนั้น ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันต่อไป แต่ถ้าหากเราอยากแต่จะสาปแช่งผู้อื่น อิจฉาริษยาผู้อื่น อยากได้ของของผู้อื่น เราก็จะมีแต่ศัตรู เพราะเขาย่อมรู้สึกถึงเจตนาที่ไม่ดีจากเรา และเมื่อเป็นศัตรูกันก็มีแต่ความเกลียด ความอาฆาต ความไม่ชอบ ดังนั้น ควรคิดถึงผู้อื่นในทางที่ดีคิดถึงแต่ประโยชน์สุขของคนอื่นเพราะทำให้จิตเรามีความสุขกว่าคิดแต่จะเกลียดชังกัน และหลักการนี้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สังคมมีความสุขในทุกระดับ และไม่ได้หมายความว่าการฝึกแบบนี้เป็นการมอบกายมอบใจของเราให้คนอื่นจริงๆ แต่ในขั้นนี้เป็นเพียงการฝึกตั้งจิต เป็นการบ่มเพาะโพธิจิตให้เกิดขึ้นเท่านั้น ในขั้นของการฝึกมอบกายมอบใจของเราให้ผู้อื่นจริงๆ นั้นเป็นขั้นสูงมาก เป็นการฝึกขั้นละเอียด ซึ่งไม่สามารถที่จะเรียนรู้กันได้โดยง่าย โดยเฉพาะหากเราไม่เคยบ่มเพาะโพธิจิตมาก่อน

คำถาม: ตอนที่เรานึกถึงบุญคุญของพ่อแม่นั้น จะเรียกว่าเป็นการทำสมาธิได้หรือ เพราะจิตเรามัวแต่คิดไม่ได้อยู่กับความว่าง จิตเราไม่ได้สงบจากความคิดเลย และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนจิตเราเป็นสมาธิแล้ว ?

คำตอบ: การที่เรานึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นกุศลถือได้ว่าเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะการคิดแบบนี้ไม่ใช่การคิดฟุ้งซ่าน การคิดตามแนวทางนี้ต้องอาศัยสมาธิจึงสามารถน้อมนำให้โพธิจิตเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าคิดแบบฟุ้งซ่านโพธิจิตก็ไม่เกิด การทำสมาธิมีหลายแบบ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้มากมายทั้งสมาธิแบบที่จิตสงบไม่คิดสิ่งใดเลย หรือ สมาธิแบบซกเช็น และสมาธิที่เกิดจากการนึกคิดสิ่งที่เป็นกุศลหรือสมาธิทงเลน การที่จิตเกาะอยู่กับสิ่งที่เป็นกุศลนั่นก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการปฏิบัติสมาธิเพื่อสิ่งใดและในช่วงเวลาใด ความเหมาะสมของการทำสมาธิจึงอยู่ที่จุดประสงค์ของการฝึก การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เป็นการฝึกบ่มเพาะความเมตตา เพื่อให้กลายเป็นบุคลิกลักษณะของเราอย่างเป็นธรรมชาติต่อไป ดังนั้น การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เพื่อบ่มเพาะความเมตตานั้นก็ต้องอาศัยสมาธิในการน้อมนำจิตให้เกิดความเมตตาด้วย การฝึกสมาธิทงเลนในตอนแรกๆ ให้ทำทีละ 9 ครั้ง คือ หายใจเข้าออก 9 ครั้ง แล้วหยุด แล้วเริ่มทำอีก 9 ครั้งแล้วหยุด