พุทธวัชรยานกับธรรมะสามระดับ

การประชุม/เสวนาเรื่อง “พุทธวัชรยานกับธรรมะสามระดับ”

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2554 เวลา 9.00-16.00 น.

ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัดโดยมูลนิธิพันดาราและศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

หลักการและเหตุผล

การประชุม “พุทธวัชรยานกับธรรมะสามระดับ” จัดขึ้นเพื่อเสวนาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาวัชรยาน อันเป็นนิกายในพระพุทธศาสนาที่พัฒนาขึ้นหลังสุด และยังมีข้อสงสัยเป็นอันมากในหมู่ชาวพุทธไทยว่านิกายนี้เป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกับพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างไร นอกจากนี้การประชุมดังกล่าวก็ยังเป็นโอกาสที่สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา จะทำการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ ได้แก่ การเห็นทางธรรมสามระดับ ซึ่งจัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเห็นทางธรรมสามระดับ เแปลมาจากคำสอนของพระอาจารย์เตชุง ริมโปเช ซึ่งเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญในพระพุทธศาสนาทิเบตนิกายสาเกียปะ ซึ่งท่านได้สอนและให้อรรถาธิบายคำสอนในคัมภีร์ “การเห็นทั้งสาม” อันเป็นคำสอนหลักอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนาทิเบตที่เรียกว่า “ลัมเดร” หรือคำสอนว่าด้วยมรรคและผล เนื้อหาในคำสอนนี้ประกอบด้วยเส้นทางการปฏิบัติธรรมอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจในการเริ่มปฏิบัติธรรม การพิจารณาว่าชีวิตมนุษย์นี้มีค่ายิ่งนัก การมองเห็นทุกข์ ภพภูมิต่างๆของสัตว์โลกในสังสารวัฏ การละวางจากสังสารวัฏ รวมไปถึงการตั้งปณิธานโพธิจิต หรือการตั้งจิตอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อบำเพ็ญประโยชน์สูงสุดให้แก่สรรพสัตว์ โพธิจิตอธิษฐาน โพธิจิตปฏิบัติ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ การแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆ การพิจารณาศูนยตาหรือความว่าง การปฏิบัติสมาธิแบบสมถะและแบบวิปัสสนา

“การเห็นทั้งสาม” ในหนังสือเล่มนี้ได้แก่การรับรู้หรือการมองโลกเป็นสามระดับ ตามลำดับขั้นของการพัฒนาทางธรรมของผู้ปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่การเห็นที่ไม่บริสุทธิ์ อันเป็นการเห็นโลกตามธรรมดาของปุถุชนทั่วไป ต่อมาก็เป็นการเห็นของผู้กำลังอยู่ในระหว่างการปฏิบัติ และสุดท้ายได้แก่การเห็นอย่างบริบูรณ์ของผู้ที่เข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ หรือการรู้แจ้งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนสำคัญของพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาท มหายานและวัชรยาน จึงมีสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาวัชรยานเป็นอย่างไรด้วย

การประชุมประกอบด้วยการเสวนาโดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งผู้แปลหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งการบรรยายเกี่ยวกับความตายและการเกิดใหม่โดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ซึ่งเรื่องความตายกับการเกิดใหม่นี้ก็เป็นหัวข้อในพระพุทธศาสนาวัชรยานของทิเบตที่คนไทยให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

การประชุมนี้ไม่เก็บค่าลงทะเบียนแต่อย่างใด แต่กรุณาแจ้งความจำนงล่วงหน้าที่ 1000tara@gmail.com

 

กำหนดการ

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

8.30 น. ลงทะเบียน

9.00 น. พิธีเปิด

9.15 น. ทำความรู้จักพุทธวัชรยาน

รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านทิเบตและพุทธวัชรยาน)

10.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง

10.30 น. เสวนาเรื่อง “ธรรมะสามระดับ”

• ผศ. ดร. ประพจน์ อัศววิรุฬหการ (คณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนามหายาน)

• อ. สมฤทธิ์ ลือชัย (พิธีกรรายการธรรมในใจและอาจารย์พิเศษด้านอุษาคเนย์)

• รศ. ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ (อาจารย์ปรัชญา ผู้แปลหนังสือการเห็นทางธรรม

สามระดับ)

12.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.00 น. ภาพยนตร์ “ชีวิตและการละสังขารของลามะทิเบต”

14.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง

15.00 น. เสวนาเรื่อง “การละสังขาร การเกิดใหม่”

นำเสวนาโดย รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

16.30 น. ปิดประชุม

“การเห็นทางธรรมสามระดับ”

หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา เพิ่งออกจำหน่ายเร็วๆนี้ คือ “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุงริมโปเช การเห็นทางธรรมสามระดับหมายถึงสามระดับของการรับรู้ทางธรรม ประกอบด้วยการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ของผู้ที่ยังเป็นปุถุชน การเห็นของผู้ปฏิบัติธรรม และการเห็นอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มนี้แปลจาก The Three Levels of Spiritual Perception พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wisdom Publications สหรัฐอเมริกา

การเห็นสามระดับนี้หมายถึงลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่มีการพัฒนาอะไรเลย มาถึงผู้ที่กำลังพัฒนาฝึกฝนตัวเอง จนท้ายที่สุดจบที่ผลลัพธ์ของการฝึกฝน ซึ่งได้แก่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า การเห็นระดับแรกเป็นการเห็นของบุคคลธรรมดาๆทั่วๆไป ที่มักเห็นอะไรที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสกับการปรุงแต่งต่างๆ คนธรรมดาๆที่ยังไม่ได้ฝึกฝนทางธรรมจะเห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่เจือไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อยู่ตลอด ซึ่งทำให้คนธรรมดานี้ตกอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ และต้องว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น ตัวอย่างของการเห็นในระดับนี้ก็เช่น เราเห็นรถใหม่ในงานแสดงรถแล้วเกิดความอยากได้ ความอยากได้นี้เรียกว่า “โลภะ” เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ หรือเราเห็นอะไรที่เราไม่ชอบ เกิดหงุดหงิดขึ้นมาจากการเห็นนั้น ก็เป็นเรื่องของการเห็นทีไม่บริสุทธิ์เช่นกัน สาเหตุหลักของความทุกข์ที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวดมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ ก็อยู่ที่การเห็นอันไม่บริสุทธิ์นี่เอง เป้าหมายของการฝึกฝนตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือว่า ให้เราฝึกตัวเองให้พ้นจากสถานะอันไม่น่าพึงพอใจนี้

ในหนังสือ “การเห็นทางธรรม” เรื่องของการเห็นระดับแรก อันเป็นการเห็นที่ไม่บริสุทธิ์ของปุถุชนนี้ ก็มุ่งที่จะสอนให้คนธรรมดาๆทั่วๆไปเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการเดินทางบนเส้นทางธรรม การเริ่มเดินทางนี้ก็เริ่มต้นที่การมองเห็นและเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร รู้ว่าไม่น่าพอใจอย่างไร เมื่อเกิดการรับรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ คิดว่าจะต้องมีอะไรที่มีความหมายมากกว่านี้ ซึ่งก็เป็นเป้าหมายของการสั่งสอนพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้เรื้องต่างๆในหัวข้อการเห็นระดับแรกนี้ ก็ยังมีเรื่องกฎแห่งกรรม ผลร้ายของการปฏิบัติกรรมอันเป็นอกุศล ผลดีของการปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศล ภพภูมิต่างๆ ความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ความแน่นอนของความตาย ความยากลำบากของการเกิดเป็นมนุษย์ ความไร้สาระของโลกของปุถุชนหรือสังสารวัฏ จุดมุ่งหมายของการสอนเกี่ยวกับการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ ก็คือให้ผู้เรียนมองเห็นความไร้สาระของโลกที่เป็นอยู่ ที่คนทั่วไปติดข้องอยู่ เกิดความเบื่อหน่ายในความไร้สาระนี้ และให้ตระหนักรู้ว่าทางเลือกที่ดีกว่ามีจริง และสามารถไปถึงได้ และการไปถึงนั้นต้องทำอย่างไร

การเห็นระดับที่สองเรียกว่า “การเห็นเชิงประสบการณ์” ซึ่งประสบการณ์ในที่นี้หมายถึงประสบการณ์ทางธรรมของผู้ที่กำลังฝึกฝนตนเองบนเส้นทางของธรรมะ เราอาจเรียกการเห็นระดับที่สองนี้ได้ว่า เป็นการเห็นในขั้นตอนเปลี่ยนผ่านจากการเป็นปุถุชนไปสู่ผู้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า เนื่องจากคำสอนเกี่ยวกับการเห็นทางธรรมสามระดับนี้เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนามหายาน เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่แค่แสวงหาการหลุดพ้นส่วนตัว แต่อยู่ที่พัฒนาโพธิจิต อันเป็นจิตที่มุ่งมั่นเข้าสู่การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ ผู้ที่เดินตามเส้นทางแห่งโพธิจิตนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ดังนั้นผู้ที่มีการเห็นในระดับที่สองนี้ จึงก้าวข้ามระดับของการเป็นปุถุชนไปแล้ว เนื่องจากเขาตระหนักรู้แก่ใจอย่างลึกซึ้งว่าสังสารวัฏเต็มไปด้วยความทุกข์ จึงต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์นั้น รวมทั้งพัฒนาความสามารถที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์นี้ด้วย เรื่องนี้ก็เหมือนกับคนที่ “ตาสว่าง” สามารถมองเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน จะมีความสงสารเพื่อนร่วมโลกที่ยังมองไม่เห็นอย่างที่ตัวเองเห็น มีสายตามืดบอดว่ายสะเปะสะปะไม่รู้ทิศทาง จึงทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้เพื่อนๆมองเห็นได้แบบเดียวกับตนเอง ด้วยเหตุนี้หัวข้อต่างๆในระดับของการเห็นเชิงประสบการณ์นี้ จึงเป็นเรื่องโพธิจิตเป็นหลัก

โพธิจิตแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท หากแบ่งตามความตั้งใจของผู้ปฏิบัติ ก็แบ่งได้เป็น “โพธิจิตอธิษฐาน” กับ “โพธิสิตปฏิบัติ” อย่างแรกเป็นความตั้งใจจริงที่จะเลือกเดินทางบนเส้นทางของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากรู้แล้วว่ามีแต่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุดเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนอย่างหลังเป็นการลงมือเดินบนเส้นทางนี้จริงๆหลังจากที่มีโพธิจิตแบบแรกแล้ว แต่หากแบ่งโพธิจิตออกตามลักษณะของความเป็นจริง ก็แบ่งได้เป็น “โพธิจิตสมมติ” กับ “โพธิจิตปรมัตถ์” อย่างแรกเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่บนความจริงแบบสมมติ ซึ่งได้แก่ความจริงที่เป็นไปตามการปรุงแต่งต่างๆ ส่วนอย่างหลังเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่บนความจริงแบบปรมัตถ์ที่เป็นอยู่จริงๆ การปฏิบัติในขั้นของโพธิจิตสมมติ ประกอบด้วยการบ่มเพาะความเมตตากรุณา การพิจารณาว่าตัวเองเสมอเหมือนกับสัตว์โลกอื่นๆทุกอย่าง การแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก ส่วนการปฏิบัติในขั้นตอนของโพธิจิตปรมัตถ์นั้นประกอบด้วยการฝึกสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนต่างๆของการปฏิบัติในระดับของการเห็นขั้นที่สอง เป้าหมายของการปฏิบัติตามการเห็นขั้นที่สอง ได้แก่การบรรลุถึงระดับของการเห็นขั้นที่สาม อันเป็นการเห็นอันบริสุทธิ์ของผู้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า

กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมคำสอนทั้งหมดเกี่ยวกับการพัฒนาฝึกฝนตนเอง จากผู้ที่ไม่มีอะไร เป็นปุถุชนเต็มที่ จนถึงการบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เกี่ยวกับพระอาจารย์เตชุงริมโปเช

พระอาจารย์เตชุงริมโปเช (Deshung Rinpoche) เป็นพระอาจารย์ที่สำคัญมากที่สุดรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาทิเบต  ท่านเป็นพระอาจารย์ในสายสาเกียปะ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 1906 ถึงปี 1987 ท่านเป็นพระภิกษุที่คงแก่เรียนมาก และเป็นที่รู้จักนับถือกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากๆรูปหนึ่ง

รูปหน้าปก

รูปหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ เป็นรูปของพระมหาสิทธิวิรูปะกำลังหยุดดวงอาทิตย์ วาดโดยคุณอธิพงศ์ ภาดานุพงศ์ พระมหาสิทธะวิรูปะเป็นพระอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนาลันทาในอินเดียในอดีต ท่านเป็นต้นรากของคำสอนที่พัฒนามาเป็น “การเห็นทางธรรมสามระดับ” นี้ ซึ่งเรียกในภาษาทิเบตว่า “ล้มเดร” เรื่องราวชีวิตของท่าน ตลอดจนเหตุว่าทำไมท่านจึงหยุดดวงอาทิตย์ได้ และหยุดไปเพราะเหตุใด มีอยู่ในหนังสือแล้ว

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุด “คำสอนจากมหาวิทยาลัยนาลัทา” ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา

 

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นธรรมะที่แท้จริง และพระอาจารย์ที่แท้จริง

ในขณะนี้กำลังมีข่าวเกี่ยวกับพระภิกษุถูกฟ้องอีกแล้ว ก็นับว่าสั่นสะเทือนวงการชาวพุทธพอสมควร เพราะท่านนี้เป็นที่นับถือกันว่าเป็นพระปฏิบัติที่เคร่งครัด และมีแนทางสอนเพื่อให้บรรลุมรรคผลโดยตรง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนีขึ้นมา ชาวพุทธก็เกิดความท้อแท้ใจ คิดว่าพระดีจริงๆไม่มีเลยหรืออย่างไร ทำไมเมื่อมีพระภิกษุที่มีชื่อเสียงขึ้นมา มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ก็เกิดเรื่องทุกที เพราะเราเพิ่งเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้มาไม่นาน แล้วก็มาเกิดอีก หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เราจะมีวิธีการอะไรหรือไม่ ที่จะตรวจสอบคำสอนของพระภิกษุ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า พระท่านนี้ควรที่เราจะฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่

ในคำสอนของทิเบต การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญมาก และในขณะเดียวกันการที่พระอาจารย์จะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ของมีความสำคัญมากไม่แพ้กัน ในหนังสือเรื่อง “การเห็นทางธรรมสามระดับ” เตชุงริมโปเชได้สอนไว้ว่า ในการตรวจคุณสมบัติของผู้ที่เราจะฝากตัวเป็นศิษย์นั้น ประการแรก ผู้ที่ควรแก่การเป็นอาจารย์ผู้สอนการปฏิบัติธรรม จะต้องมีความประพฤติที่ไม่ด่างพร้อยใดๆ และมีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่บริสุทธิ์สะอาด ประการที่สอง เจตนาของท่านในการสั่งสอนจะต้องเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ กล่าวคือท่านมีจิตมุ่งมั่นที่จะสอนผู้คนให้เกิดดวงตาเห็นธรรม มองเห็นแนวทางที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของคำสอนจริงๆ ประการที่สาม ท่านต้องมีปัญญาอันบริสุทธิ์ กล่าวคือต้องมีความรู้แตกฉานในข้อธรรม ในคัมภีร์ต่างๆ และที่สำคัญคือรู้และเข้าใจความหมายของข้อความในคัมภีร์เหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เตชุงริมโปเชเน้นหนักที่ข้อสามนี้อย่างยิ่ง ผู้ที่เราควรจะยกย่องเป็นอาจารย์จะต้องไม่มีเพียงแค่ความรู้แบบครึ่งกลางๆในคัมภีร์อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ต้องมีความรู้เต็มสมบูรณ์ครบถ้วน ผู้ที่เราจะรับเป็นพระอาจารย์จะต้องไม่มีการสอนอย่างผิดๆ ซึ่งเกิดจากการไม่เข้าใจคำสอน หรือมิได้ปฏิบัติตามคำสอนจนเห็นแจ้ง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้สอนนั้นจะต้องเข้าถึงและมองเห็นความเป็นจริงอันเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในคำสอนที่ตนเองกำลังจะสอน เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง

เราอาจเปรียบเทียบได้กับการสอนเรื่องอื่นๆ เช่นการว่ายน้ำ เมื่อเราเรียนว่ายน้ำ เราก็อยากจะเรียนกับครูที่ว่ายน้ำเก่ง มีประสบการณ์โดยตรงกับการว่ายน้ำมาเป็นอย่างดี เมื่อครูเช่นนี้อธิบายให้เราฟังเกี่ยวกับเทคนิคการว่ายน้ำ ก็จะออกมาจากใจโดยตรง จากประสบการณ์ตรงของตัวเองในฐานะนักว่ายน้ำ เราคงไม่อยากเรียนกับครูที่ว่ายน้ำไม่เป็น เพียงแต่เคยอ่านเรื่องว่ายน้ำมาเท่านั้น

ทีนี้เราก็อาจเกิดปัญหาว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพระอาจารย์รูปนี้เห็นแจ้งเรื่องที่ตนเองกำลังสอนอยู่จริงๆ แต่เวลาเราหาครูว่ายน้ำ เรารู้ได้อย่างไรว่าครูคนนี้ว่ายน้ำเป็นจริงๆพอจะสอนได้? ปกติเราก็ไม่ไดสงสัยเรื่องนี้ เราอาจเห็นครูคนนี้ว่ายน้ำอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งก็เป็นตัวชี้วัดที่ดี ดังนั้นในกรณีของพระอาจารย์สอนธรรมะ เราก็น่าจะสังเกตได้แบบเราๆที่ยังอยู่ในระดับโลกียะว่าท่านได้ปฏิบัติตามคำสอนจนได้ผลจริงๆ เช่น เราไม่เคยเห็นท่านโกรธเลย หรือเรื่องพัวพันใดๆกับทางโลกเลย เป็นต้น

นอกจากนี้ เงื่อนไขสองประการแรกที่กล่าวมาข้างต้น ก็เป็นอะไรที่เราสังเกตได้ไม่ยาก คือการประพฤติปฏิบัติตนของพระอาจารย์ว่าเป็นไปตามพระวินัย ไม่อะไรด่างพร้อยให้ผู้คนติฉินนินทาหรือไม่ หรือเงื่อนไขที่สองเกี่ยวกับเจตนาในการสั่งสอนธรรมะ ก็สังเกตได้ไม่ยากเช่นกัน เช่นเจตนาจะสอนเพื่อให้ลูกศิษย์พ้นทุกข์หรือไม่ หรือเพื่อแสวงหาลาภยศชื่อเสียงส่วนตัว

ในทิเบตเรื่องการหาพระอาจารย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่นเดียวกับการที่อาจารย์จะรับสอนเฉพาะศิษย์ที่คุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งก็สำคัญมากเช่นเดียวกัน อาจเปรียบได้ว่าแม่เหล็กคนละขึ้วที่จะดึงดูดกัน หรือคู่ของสิ่งที่เหมือนๆกัน ซึ่งก็จะดึงดูดกันเช่นเดียวกัน ในทิเบต เวลาศิษย์จะไปขอวิชากับพระอาจารย์ บางทีอาจารย์รอดูพฤติกรรมของผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ถึงสามปีกว่าจะรับเป็นศิษย์สอนวิชาให้ หรือบางทีคนที่จะเรียนปฏิบัติธรรมะ ก็ใช้เวลามากๆในการตรวจสอบผู้ที่ตนเองจะฝากตนฝากชีวิตไว้ให้เป็นพระอาจารย์ของตนเช่นกัน

ปรับแต่งเสียงของสมาธิ

ทีนี้อาจเกิดขึ้นได้ว่าเราปฏิบัติสมาธิมากเกินไป เราพยายามมากไปหรือเพ่งนานมากไป จิตอาจจะขุ่นมัวด้วยแรงปฏิกิริยาอันเกิดจากความตึงเครียด และเราอาจพบว่าเราเองตกลงไปสู่ความง่วงงุน ความหลง หรือความเซื่องซึม หากเราพบความขุ่นมัวเช่นนี้ เราก็ควรจะพยายามพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาญาณอันแยกแยะ” เราถอยกลับไปที่จุดตั้งต้นแล้วก็เริ่มใหม่ ตรวจสอบจิต จิตอยู่ข้างในหรือข้างนอก? หากอยู่ข้างในจิตนั้นคืออะไร? จิตมีขนาด รูปร่าง สี ตำแหน่งหรือไม่? ขอให้เราเตือนตัวเองเกี่ยวกับธรรมชาติอันแท้จริงของจิต การทำเช่นนี้จะขับไล่ความขุ่นมัวไปได้

อีกทางหนึ่ง หากเราใช้การวิเคราะห์หรือการแยกแยะมากเกินไป จนทำให้จิตผูกติดอยู่กับญาณทัศนะอันส่องแสงเจิดจ้า จิตก็จะมีปฏิกิริยาด้วยการกระจัดกระจายฟุ้งซ่าน จิตจะไม่อยู่ในสมาธิแต่จะกระสับกระส่ายไปมา ในขั้นตอนแรกๆของการปฏิบัติการฟุ้งซ่านนี้จะหยาบมาก แต่ในขณะนี้จิตเพียงแค่ไม่ยอมอยู่นิ่งและไม่ยอมอยู่ในสถานะของสมาธิ เนื่องจากว่าเราใช้การวิเคราะห์ด้วยเหตุผลมากจนเกินไป

วิธีที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งสองประการนี้ก็คือทำทุกอย่างให้ง่ายๆสบายๆ เข้าสู่สมาธิและดำรงอยู่อย่างนั้นด้วยความชำนาญและความเรียบง่าย ให้เรารักษาสมดุลเอาไว้ อย่ากดให้มากเกินไป ตัวอย่างเช่นหากเรากำลังใส่ก้อนหินเข้าไปในลัง เราไม่สามารถทำได้ดีหากโยนก้อนหินเข้าไปจากระยะไกล เมื่อเราฟั่นด้ายให้เป็นเชือก หากเราฟั่นไม่ดีไม่ทำให้เหนียวแน่น เชือกก็จะหลุดกระจายออกมา ฉันใดก็ฉันนั้นการปฏิบัติสมาธิของเราก็ควรทำไปด้วยความสม่ำเสมอที่พอดี

มีพระสูตรที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารูปหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นนักดนตรีมาก่อนที่จะมาบวช พระภิกษุรูปนี้มีปัญหากับการทำสมาธิ บางครั้งก็ไปได้ดี แต่บางครั้งก็พบว่าตนเองเฉื่อยชากับง่วงงุน แต่บางครั้งจิตของท่านก็ซัดส่ายฟุ้งซ่านไปมา เมื่อท่านพยายามแก้ปัญหาด้วยการท่องมนตรา จิตของท่านก็แล่นเตลิดเปิดเปิงบังคับไม่ได้ ท่านจึงไปหาพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “เมื่อท่านยังเป็นนักดนตรีขณะเมื่อยังเป็นฆราวาสอยู่นั้น ท่านขึงสายเครื่องดนตรีตึงเกินไปหรือไม่?” พระภิกษุรูปนี้ก็ตอบว่า “ไม่ พระเจ้าข้า หากข้าพระองค์ทำเช่นนั้นก็จะไม่สามารถเล่นได้”

พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามอีกว่า “แล้วท่านทำอย่างไร?” พระภิกษุก็ทูลตอบว่า “ข้าพระองค์ขึงสายไม่ให้ตึงไปหรือหย่อนไป แต่ให้พอดี” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ให้ท่านขึงสายสมาธิของท่านให้พอดีเช่นเดียวกัน” พระภิกษุรูปนั้นก็ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ และไม่นานท่านก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์

เนื้อหาของพระสูตรนี้ก็คือว่า แม้ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติสมาธิขั้นสูง เราก็ต้องรักษาสมดุลย์หรือความพอดีเอาไว้ในการปฏิบัติทั้งสมถและวิปัสสนาภาวนา เมื่อทั้งสองนี้ปฏิบัติร่วมกันอย่างเท่าๆกันโดยไม่มีการแบ่งแยก เราก็จะพ้นจากการสูญเสียสมาธิ การตกต่ำหรือการหลุดออกนอกเส้นทางที่อาจเกิดขึ้นได้ หากเรามีอย่างใดอย่างหนึ่งมาจนเกินไป ผลที่ได้ก็จะไม่ใช่พระสัมมาสัมโพธิญาณ แต่เราจะเข้าสู่อรูปฌานอย่างใดอย่างหนึ่งในสี่ประการ ซึ่งเราจะพูดเรื่องนี้กันต่อไป สรุปก็คือสิ่งที่เราจะหวังได้มากที่สุดจากความเพียรของเราแม้ว่าเราจะคิดว่าเรากำลังปฏิบัติสมาธิภาวนาพิจารณาศูนยตาอยู่ก็ตาม ก็คืออรูปฌานทั้งสี่นี้ หาใช่พระพุทธภาวะไม่

ตัวอย่างเช่น หากเราใช้วิปัสสนามากเกินไป ไม่ว่าญาณทัศนะของเราจะลึกซึ้งปานใด สิ่งที่เราจะได้อย่างมากที่สุดก็คือการดำรงอยู่ในอรูปภูมิหนึ่งในสี่ภูมินี้ ในอรูปภูมิผู้ที่อาศัยในนั้น (เรียกว่าพระพรหม) ปฏิบัติสมาธิอยู่กับลักษณะใดลักษณะหนึ่งของการไม่มีรูป เช่น “ไม่มีอะไรเลย” สภาวะเช่นนี้เรียกได้อย่างถูกต้องว่า “การหลุดออกนอกเส้นทาง” หรือ “การตกต่ำ” เพราะว่าการปฏิบัติของเรากำลังพาเราออกจากเป้าหมายอันได้แก่การหลุดพ้นจากสังสารวัฏแล้วพาเข้าไปสู่ประสบการณ์เหล่านี้ ซึ่งไม่ว่าจะสูงส่งเพียงใดแต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายที่เราแสวงหา ดังนั้นการตระหนักเกี่ยวกับการออกนอกเส้นทางเหล่านี้ ตลอดจนรู้ถึสาเหตุและจะหลีกเลี่ยงอย่างไร จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

เมื่อเราถอนออกจากสมาธิและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติประจำวัน เราก็ไม่ควรปล่อยให้จิตซัดส่ายไปมากับตกอยู่ใต้อำนาจความหลงอีกต่อไป แต่เราควรจะมีสติกับสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วอยู่กับสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับจิต พร้อมกับสิ่งที่จำเป็นในการรักษาสถานะของสมาธิที่ดีที่สุดเอาไว้ เมื่อเราใช้ชีวิตตามปกติเราก็มีสติอยู่เสมอ ประพฤติตัวให้ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันได้แก่ประโยชน์สูงสุดของสรรพสัตว์

— จาก การเห็นทางธรรมสามระดับ ของเตชุง ริมโปเช

พระวรกายของพระพุทธเจ้า

 

คุณสมบัติอันไม่จบสิ้นของกายของพระพุทธเจ้าหรือรูปกายนั้น หมายถึงสองแง่มุม ได้แก่ (1) ขอบเขตอันไม่อาจหยั่งถึงได้ของกายแห่งการตรัสรู้ และ (2) ความครบถ้วนสมบูรณ์ของรูปกายของพระพุทธเจ้า ขอบเขตอันไม่อาจหยั่งถึงได้หมายความว่า ผู้ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้าใจทั้งหมดของร่างกายของพระพุทธเจ้า ร่างนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากเสียจนไม่ว่าใครก็ตามหรือจะรับรู้อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจหยั่งถึงขอบเขตทั้งหมดของกายของพระพุทธเจ้าได้
ตัวอย่างเช่น ใน พระมหารัตนกูฏสูตร มีเรื่องราวของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยมีจิตปรารถนาที่จะวัดขนาดของพระอุษณีศะของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้แก่ส่วนที่สูงขึ้นมาบนยอดพระเศียรของพระองค์ แต่ไม่ว่าท่านจะพยายามมองเห็นขนาดนี้อย่างไร ก็มองไม่เห็น ท่านมีฤทธิ์ในฐานะที่เป็นพระโพธิสัตว์ เหาะขึ้นนไปยังยอดเขาพระสุเมรุแล้วก็มองไปยังพระอุษณีศะ แต่พระอุษณีศะนั้นก็ยังสูงเลยพ้นขึ้นไปจนท่านมองไม่เห็น จากยอดเขาพระสุเมรุท่านก็ได้เหาะขึ้นไปยังสวรรค์ทั้งสามสิบสามชั้น แต่ก็ยังไม่เห็นยอดพระอุษณีศะเช่นกัน จากนั้นพระโพธิสัตว์องค์นี้ก็เหาะไปยังพรหมโลก และจากนั้นก็เหาะขึ้นไปอีกยังภพภูมิต่างๆจนกระทั่งผ่านไปถึงหนึ่งพ้นล้านภพภูมิ
แต่ไม่ว่าท่านจะเหาะสูงขึ้นไปเท่าใด ท่านก็ยังไม่เห็นว่ายอดพระอุษณีศะของพระพุทธเจ้าจะสุดลง ณ ที่ใด ท่านเหาะขึ้นไปยังพระราชวังของพระปัทมศรีครรภะ แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นยอดพระอุษณีศะ ในท้ายที่สุดท่านก็ต้องล้มเลิกความพยายามนี้ ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือว่ารูปกายของพระพุทธเจ้านั้นไม่อาจหยั่งรู้ได้จริงๆ ความกว้างใหญ่ไพศาลของพระอุษณีศะเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ (การตรัสรู้ธรรมอันบริบูรณ์) ของพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระสัพพัญญุตญาณ (การรู้รอบหมดทุกสิ่งทุกอย่าง) ของพระองค์ ลักษณะเหล่านี้ไม่มีทางที่สัตว์โลกที่ด้อยกว่าจะเข้าใจหรือหยั่งถึงได้ ในทำนองเดียวกันคุณสมบัติทั้งหมดของพระพุทธภาวะก็ไม่อาจหยั่งถึงหรือเข้าใจได้โดยสัตว์โลกที่ด้อยกว่าเช่นเดียวกัน
ลักษณะประการที่สองของรูปกายของพระพุทธเจ้าก็คือความครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าในภาคที่ทรงเป็นนิรมาณกาย หรือกายเนื้อของพระองค์นั้น พระองค์ทรงมีพลังที่จะปรากฏกายออกมาเป็นลักษณะรูปร่างแบบใดก็ได้ตามที่ทรงปรารถนา เพื่อแสดงหนทางสู่การตรัสรู้และเพื่อยังเป้าหมายของพระองค์ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้บรรลุเป็นจริง เราทราบกันว่าประวัติชีวิตของพระพุทธเจ้านั้น ประกอบด้วยเรื่องราวต่างๆที่ทรงปรากฏเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนี และก็ได้ทรงเป็นกระต่าย เสือ สิงโต เรือ สะพาน และอื่นๆ พระองค์ทรงปรากฏกายออกมาเป็นรูปแบบใดๆที่จำเป็นในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ เพื่อสาธยายพระธรรม และเพื่อทำเป้าหมายของพระองค์ให้สำเร็จอันเป็นการยังประโยชน์สูงสุดให้แก่สัตว์ทั้งปวง ด้วยเหตุนี้เราจึงกล่าวว่ารูปกายของพระพุทธเจ้าครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีขีดจำกัดใดๆที่จะทำให้พระองค์ทรงปรากฏพระกายออกมาไม่ได้เป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ทรงปรากฏพระองค์ออกมาเป็นรูปแบบใดๆก็ได้ทั้งสิ้น

– จาก “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุง ริมโปเช

ธรรมชาติพุทธะ

เรามีตัวอย่างที่ได้จากพระอาจารย์ของอาตมาเอง คือท่านงาวังเลกปาริมโปเช ท่านกล่าวว่า สมมติว่าเรามีโลหะอยู่ก้อนหนึ่ง เช่นทองเหลือง เราอาจใช้โลหะก้อนนี้มาทำกระโถน แล้วผู้คนก็จะบอกว่านี่เป็นสิ่งสกปรกมากๆ ผู้คนใช้กระโถนนี้ไปห้องน้ำ เขาจะคิดว่านี่เป็นสิ่งสกปรก แตะต้องไม่ได้ แต่เมื่อเราเอากระโถนใบนี้ไปหลอมใหม่ ตีขึ้นรูปใหม่ให้เป็นถ้วยถวายเครื่องบูชาอันสดใสแวววาว ผู้คนกลุ่มเดียวกันนี้ก็จะพูดว่า “ถ้วยใบนี้ช่างสวยเสียนี่กระไร! เราไม่สามารถใช้ถ้วยเช่นนี้ในครัวได้ ขอให้เอาถ้วยใบนี้ไปใส่เครื่องบูชาถวายพระเถอะ!” ต่อไปเราเอาโลหะก้อนเดียวกันนี้มาหลอมใหม่อีกครั้ง แล้วเปลี่ยนให้เป็นพระพุทธรูป แล้วผู้คนก็จะกราบลงกับพื้น กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเขาและแสดงความเคารพบูชาอย่างสูงสุด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้แก่โลหะก้อนเดียวกันนี้

ขอให้เราพิจารณาจิตของมนุษย์คนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีอะไรที่เหมือนกับคนอนาถาที่เราเห็นทนทุกข์ทรมานอยู่ตามตรอกบ้าง? จะมีอะไรที่ต่างกันมากไปกว่านี้อีกหรือ? ธรรมชาติพุทธะในใจของสัตว์โลกเหล่านี้อยู่ที่ใด? นี่คือสัตว์โลกที่ธรรมชาติพุทธะของพวกเขาไม่ได้รับการรับรู้ ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับกระโถนในส้วม คือความเป็นไปได้ของพวกเขาที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าไม่ชัดเจน แต่คนเข็ญใจคนหนึ่งที่อาจจะเป็นคนที่น่าสมเพชเวทนาที่สุด ก็ยังมีธรรมชาติพุทธะอยู่ในใจของเขา ไม่ว่าเขาเองหรือคนอื่นจะมองเห็นตรงนี้หรือไม่ก็ตาม คนเข็ญใจนี้ก็เหมือนกับการที่เราเอาโลหะมาทำเป็นกระโถนในส้วม ทีนี้เอาคนเข็ญใจคนนี้สอนพระธรรม แสดงให้เขาเห็นว่าปฏิบัติสมาธิอย่างไร จะหลีกเลี่ยงอกุศลกรรมและสั่งสมบุญบารมีอย่างไร หลังจากนี้ไม่นานเขาก็กลายเป็นพระโพธิสัตว์ เนื่องจากหากเขาเพียรปฏิบัติเยี่ยงพระโพธิสัตว์ ไม่นานเขาก็จะเป็นพระโพธิสัตว์ ทีนี้เขาก็จะเป็นเหมือนกับโลหะทองเหลืองก้อนนี้ที่มาทำเป็นถ้วยบูชาอันควรแก่การถวายเครื่องบูชา และพระโพธิสัตว์นี้หากท่านเพียรพยายามต่อไป ก็จะกลายเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เององค์หนึ่ง นี่ตรงกับขั้นตอนที่สามในตัวอย่างของเรา เมื่อโลหะก้อนนี้เปลี่ยนไปเป็นพระพุทธรูป

ในกรณีทั้งสามนี้ เราใช้วัตถุก้อนเดียวกัน นั่นก็คือธรรมชาติของจิต หรือธรรมชาติอันตื่นรู้เป็นพุทธะ นี่เองที่เชื่อมโยงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับสัตว์โลกในสังสารวัฏที่ต่ำที่สุด ลงไปจนถึงแมลง ทั้งหมดต่างก็มีธรรมชาติตื่นรู้นี้อยู่ภายในทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องของการมองเห็นรับรู้และการชำระล้างเท่านั้น

–จากหนังสือเรื่อง “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุงริมโปเช

ปรมัตถธรรม

อาตมาอยากจะพูดต่อเกี่ยวกับธรรมชาติของปรมัตถธรรมตามที่ได้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น ใน พระปีตปุตรสมาคมสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่เหล่าพุทธบุตรผู้เป็นพระโพธิสัตว์ว่า ในความจริงระดับปรมัตถ์นั้นไม่มีสภาวะธรรมใดๆให้รับรู้เลย ด้วยเหตุนี้ ในปรมัตถธรรมจึงไม่มีการใช้คำพูดปรุงแต่งใดๆ ทีนี้เมื่อมาตมาพูดกว่า “ใช้คำพูดปรุงแต่ง” ก็หมายความว่าเป็นธรรมชาติของจิตเองที่จะบอกว่าสิ่งต่างๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ราวกับเอาป้ายไปแปะไว้กับสิ่งต่างๆ ในช่วงขณะแรกจิตมีผัสสะกับสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบโดยทันที ในช่วงขณะที่สองจิตก็ทำงานแล้วกล่าวว่า “ฉันเคยเห็นนี่มาก่อน นี่เรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้” จากจุดนี้เราก็ทำตัวเช่นเดียวกับที่เคยทำมาตลอด นี่เป็นหนทางที่จิตทำงานตามธรรมดาๆ

แต่หนทางนี้ไม่ใช่แนวทางในปรมัตถธรรม เนื่องจากไม่มีอะไรที่จะไปจับยึดได้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ดังที่พระอาจารย์สาเกียบัณฑิตได้กล่าวไว้ ไม่มีอะไรที่จะชี้ไปได้ว่าอยู่ตรงนั้น ไม่มีอะไรให้จับยึดปรุงแต่งเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่ามีอยู่จริง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่าเป็นอะไรในระดับของปรมัตถธรรม ไม่มีธรรมชาติของปรมัตถธรรม ไม่มีสภาวธรรม ไม่มีสิ่งต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไร ต่างก็เป็นเพียงชื่อเรียกเท่านั้นเอง เรากำลังตกอยู่ภายใต้ความคิดปรุงแต่งหากที่บอกเราว่า “ใช่แล้ว นั่นเป็นสิ่งๆหนึ่ง” “นั่นเรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้” หรือ “ทุกๆคนต่างก็เห็นตรงกันกับเรา” เราพูดเกี่ยวกับมัน เราเขียนหนังสือเป็นเล่มๆเกี่ยวกับมัน แล้วก็ไปอย่างนี้เรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เรียกว่า “การปรุงแต่ง” หรือ “สังสาระ” (ในสายสาเกียคำเทคนิคที่ใช้เรียกปรมัตถธรรมนี้อาจแปลได้ว่า “การเป็นอิสระจากการปรุงแต่ง” หรือ “ความง่ายอย่างที่สุด”) การปรุงแต่งหมายถึงการไปวุ่นวายกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จุดเริ่มของเราอยู่ที่เราไปคิดว่าเรามีอยู่จริงๆ และของก็มีอยู่จริง จากนั้นเราก็สร้างสังสาระขึ้นมา

ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากสภาวะอันเป็นปรมัตถ์ของสิ่งต่างๆอันเป็นตามที่มันเป็น จึงเป็นเพียงชื่อเรียก คำพูด แบบแผน พูดเพ้อเจ้อไปมา ทั้งหมดนี้เป็นเพียงป้ายที่เราเอาไปแปะไว้ ไม่มีอะไรมากกว่านี้ แต่่ในความเป็นจริงแท้นั้นทุกสิ่งทุกอย่างมิได้ถูกรับรู้ด้วยอายตนะ ทั้งหมดนี้เป็นพระพุทธพจน์ ใน พระโพธิสัตตวปิฏกสูตร มีกล่าวว่า “เมื่อบุคคลมิได้จับยึดธรรม และมิได้ละวางธรรม บุคคลนั้นมิได้ดำรงอยู่ในธรรม” [หมายถึงว่าบุคคลผู้นั้นไม่ได้มีความปรุงแต่งใดๆเลยเกี่ยวกับสภาวธรรมต่างๆ] นั่นคือเราไม่ได้ข้องแวะหรือติดอยู่กับสิ่งต่างๆ และก็มิได้อาศัยอยู่ในสิ่งเหล่านั้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ เรารู้สึกว่าพระพุทธภาวะหรือการเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะได้มาได้ก็ต่อเมื่อเราต้องพากเพียรปฏิบัติอย่างหนัก นี่เป็นอะไรที่มีความหมายถูกต้องมากจากมุมมองของผู้ที่ยังปฏิบัติอยู่ จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายคือพระพุทธภาวะนั้น แต่เมื่อถึงเป้าหมายนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลยที่จะบรรลุ ใครกันที่จะมาบรรลุ? ไม่มีใครที่บรรลุ ไม่มีอะไรให้บรรลุ และก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าพระพุทธภาวะว่าเป็นอะไรที่บรรลุได้ เราไม่ได้มองตัวเราว่ามีอยู่แบบเดียวกับที่เราเคยคิดมาว่าเรามีอยู่ ฯลฯ

— จาก การเห็นทางธรรมสามระดับ ของเตชุงริมโปเช