การบรรยายของคีลุง ริมโปเช

เมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมา คีลุง ริมโปเชได้มาร่วมสนทนากับกลุ่มอาจารย์กับนิสิตและบุคคลทั่วไปที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เราคุยกันเรื่อง “สติ” หรือ mindfulness โดยเฉพาะเรื่องการเอาการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานมาประยุกต์ในการทำงาน หรือเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพ ซึ่งมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ
Jpeg

อย่างไรก็ตาม คีลุงริมโปเชก็ได้พูดเกี่ยวกับบทบาทของการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานตามแบบของพระ พุทธศาสนาแบบทิเบตไว้อย่างน่าฟังมาก ท่านกล่าวว่าการฝึกสติ ไม่ได้มีเพียงแต่การรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกาย หรือรับรู้ความรู้สึก หรือความคิดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรับรู้ความสัมพันธ์ กันอย่างเป็นโยงใยของสรรพสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกว่า dependent co-origination หรือในภาษาบาลีว่า “อิทัปปัจจยตา” ความหมายก็คือว่า แทนที่เราจะรับรู้ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา เรารับรู้สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราด้วย
คีลุงริมโปเชกล่าวว่า การฝึกสติปัฎฐานจะไม่สมบูรณ์เลย หากเราละเลย “โพธิจิต” ซึ่งได้แก่ความตั้งใจว่าจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ท่านกล่าวว่าการฝึกสติปัฏฐาน ควรจะทำให้เกิดสภาพที่ใจของเราเปิดโล่ง รับรู้ถึงความทุกข์ของสรรพสัตว์มาไว้ แทนที่จะเป็นการปิดกั้นตัวเราออกจากสิ่งอื่นๆในธรรมชาติ เรามีสติต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สภาวะความเป็นไปของสิ่งรอบตัว รับรู้ถึงปัจจุบันขณะของทั้งตัวเราและธรรมชาติ
จริงๆเรื่องที่ท่านเสนอก็ไม่ได้แปลกอะไร ทั้งหมดมีอยู่แล้วในพระบาลี สติปัฏฐานมีอยู่สี่ประการ คือ กาย เวทนา (ความรู้สึก) จิต (ความคิด) แล้วก็ธรรม อย่างหลังก็หมายถึงการรับรู้ความเป็นไปของธรรมชาติรอบๆตัวแบบที่คีลุงริมโป เชพูดนั่นแหละ ธรรมชาติประกอบด้วยไตรลักษณ์ ตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพียงแต่เวลาเราฝึกสติปัฏฐาน ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเน้นสติปัฏฐานอันสุดท้ายตรงนี้ ไปเน้นแต่สามอย่างแรกกันเกือบหมด

Advertisements

ปัญญากับบารมีหก (ต่อ)

ในโพสที่แล้วเราพูดกันเกี่ยวกับการบรรยายธรรมของกุงกาซังโปริมโปเช เรื่องปัญญากับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศซึ่งได้ขอให้เขียนบทความต่างๆนี้ใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็จะทำตามนั้น แต่คงหลังจากโพสเรื่องนี้เสร็จสักระยะหนึ่ง

(I wrote about the teaching of Kunga Sangbo Rinpoche in the last post, and it generated quite a lot of interest from non-Thai speakers who requested me to translate or to write about the teaching again in English. This I will certainly do soon after finishing writing about the other four perfections that Rinpoche talked about last week.)

ริมโปเชได้พูดถึง “ปัญญาในบารมีหกประการ” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติบารมีหกประการอย่างมีปัญญา ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ารวดเร็วบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา ในโพสนี้เราก็จะพูดถึงบารมีอีกสี่ประการที่เหลือ

Shantideva
ท่านศานติเทวะ

ริมโปเชกล่าวว่าขันติบารมีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนตนเองในแนวทางของพระโพธิสัตว์ หััวใจของการปฏิบัติตามเส้นทางนี้ก็คือ การมุ่งมั่นบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อให้มีความสามารถเต็มเปี่ยมในการช่วยเหลือสัตว์โลกให้ก้าวข้ามพ้นจากสังสารวัฏเข้าไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง อันได้แก่ฝั่งของพระนิพพาน การมีจิตใจที่มุ่งมั่นเช่นนี้เรียกว่า “โพธิจิต” และเนื่องจากเส้นทางเป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ก้ได้แก่การมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและกรุณาแก่สรรพสัตว์ การมีจิตใจเช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการฝึกปฏิบัติขันติบารมี ขันติบารมีได้แก่การที่เราฝึกฝนสั่งสมบ่มเพาะในจิตใจ ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและไม่ถือโกรธ ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาทใดๆแม้แต่น้อยแตสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์โลกนั้นจะมาให้ร้ายหรือทำร้ายเรามากเพียงใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าขันติบารมีเป็นแก่นกลางของการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ก็ว่าได้ ริมโปเชได้กล่าวถึงข้อเขียนของท่านศานติเทวะใน “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า อันความโกรธนั้นหากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่ววูบเดียว ก็อาจทำลายบุญบารมีที่ตนเองได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันนับชาติไม่ถ้วน แต่หากความโกรธวูบเดียวนั้นก็จะเหมือนกับเพลิงที่เผาผลาญบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาให้หายไปหมดสิ้นในเวลาชั่วพริบตา

ริมโปเชเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่ทิเบตจะแตกแก่จีนไม่นาน มีพระอาจารย์รูปหนึ่งปฏิบัติธรรมจนมองเห็นอนาคตได้ ท่านได้มองเห็นอนาคตอันน่ากลัวที่ทิเบตจะต้องได้รับและก็ได้กล่าวตักเตือนผู้คนถึงภัยคุกคามที่กำลังมาเยือน เมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ก็มีคนผู้หนึ่งคนไม่ได้ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เมื่อเขาได้ยินว่าทิเบตจะประสบภัยหายนะอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เกิดความโกรธเป็นกำลัง และก็ได้ลุกขึ้นมาชกหน้าพระอาจารย์ท่านนี้เข้าอย่างแรง พระอาจารย์มิได้ตอบโต้ใดๆ และก็มิได้มีความรู้โกรธเคืองใดๆ ตรงกันข้ามท่านกลับกล่าวขึ้นว่าท่านได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกขันติบารมีอย่างจริงๆจัง เพิ่งมีคราวนี้นี่แหละที่ได้มีโอกาสปฏิบัติบารมีข้อนี้อย่างจริงจัง

การปฏิบัติขันติบารมีมิได้หมายความเพียงแค่ว่า เมื่อมีใครมาทำร้ายเรา เราจะไม่ทำร้ายตอบและข่มความโกรธขึ้นในใจไว้ แต่หมายความว่าเมื่อเกิดอะไรร้ายแรงหรือเจ็บปวดแก่ตัวเรา เราจะรับเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ และมองความเจ็บปวดนั้นว่าเป็นครูของเรา ที่มาช่วยเหลือเราให้เดินทางไปบนเส้นทางแห่งโพธิจิตอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเรา แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงหรือความเจ็บปวดขึ้น เราก็จะไม่เสียใจหรือร้องโวยวายว่าเหตุใดโรคร้ายกับความเจ็บปวดนี้จึงเกิดแก่เรา ทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นบ้าง ทำไมต้องมาเป็นเรา การคิดเช่นนี้สวนทางกับการฝึกปฏิบัติขันติบารมีอย่างยิ่ง แทนที่จะคิดว่าทำไมต้องเป็นเราที่เกิดมาเจ็บป่วยตรงนี้ เราก็คิดว่าความเจ็บป่วยและเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกระทำในอดีต ซึ่งสัตว์โลกที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏทุกตัวตนต้องประสบทั้งสิ้น แทนที่เราจะมาเสียใจหรือโกรธเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราน่าจะมองความเจ็บปวดนี้ว่าเป็นบททดสอบที่มาทดสอบว่า เราผ่านการปฏิบัติหัวช้อขันติบารมีหรือยัง การปฏิบัติเช่นนี้ที่ประกอบไปด้วยความเข้าใจแจ้งถึงบทบาทหน้าที่และความสำคัญยิ่งของโพธิจิตและแนวทางของพระโพธิสัตว์ ก็คือการปฏิบัติขันติบารมีด้วยปัญญาอันยิ่งนั่นเอง

บารมีหัวข้อต่อไปได้แก่วิริยบารมี วิริยะก็คือความพากเพียร ท่านศานติเทวะกล่าวว่าความพากเพียรนี้ไม่ได้หมายความแต่เพียงความไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และตั้งใจจริงที่จะทำให้สำเร็จ แต่ยังหมายถึงการมีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ไม่ท้อถอยแม้งานข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด วิริยบารมีจึงไปควบคู่กับขันติบารมีในแง่นี้ การดูว่าผู้ปฏิบัติคนใดเกิดมีวิริยบารมีแล้วก็คือดูว่าเขามีจิตใจที่เบิกบานในการปฏิบัติของเราหรือไม่ หรือว่าปฏิบัติไปเพียงเพราะถูกบังคับ หรือเพราะมีจิตปรารถนาเป้าหมายอื่นใดอันไม่ใช่เป้าหมายทางธรรม เช่นบางคนปฏิบัติธรรมเพราะอยากขึ้นสวรรค์ แบบนี้ริมโปเชบอกว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ถูกต้องของวิริยบารมี จริงอยู่คนที่อยากขึ้นสวรรค์นั้นอาจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติมาก แต่เนื่องจากแรงจูงใจและเป้าหมายของเขาไม่ถูกต้อง เขาจึงไม่มีจิตใจที่เบิกบานอย่างแท้จริง การจะมีจิตใจที่เบิกบานไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆของการปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิบัติ และความสำคัญของการปฏิบัตินี้ ซึ่งก็คือปัญญาในวิริยบารมี

บารมีประการที่ห้าได้แก่การปฏิบัติสมาธิ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ฌานบารมี” (ภาษาสันสกฤตว่า “ธฺยานปารมิตา”) ฌานบารมีหรือการปฏิบัติสมาธิในที่นี้ได้แก่การปฏิบัติสมถสมาธิ จิตใจของเราจะจดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ริมโปเชกล่าวว่าแนวทางหนึ่งของการปฏิบัติได้แก่การนั่งสมาธิมองดูองค์พระพุทธรูป หรือไม่ก็มองดอกบัวสีน้ำเงิน เป้าหมายคือให้จิตใจแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ริมโปเชได้เน้นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิสองแบบ คือแบบที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิธีการทำสมาธิว่าถูกหรือไม่ถูก แต่อยู่ที่เป้าหมายและแรงจูงใจในการปฏิบัติเป็นสำคัญ หากเป้าหมายถูกต้อง คือปฏิบัติสมาธิไปเพื่อให้เข้าถึงความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในพ้นจากสังสารวัฏ ก็จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเป็นเป้าหมายอื่น เช่นเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง เช่นปฏิบัติไปเพื่ออยากขึ้นสวรรค์ ก็จะเป็น “มิจฉาสมาธิ” คือสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ริมโปเชเล่าถึงพระญาติของพระพุทธเจ้าท่านหนึ่ง ชื่อว่าพระนันทะ พระนันทะเป็นพระภิกษุที่หลงติดยึดกับรูปรสกลิ่นเสียงเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าต้องการให้พระนันทะถอนตัวออกจากเรื่องเหล่านี้ ในขณะนั้นพระนันทะกำลังหลงรูปของผุ้หญิงคนหนึ่งเป็นอย่างมาก เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดไม่มีใครเสมอเหมือน พระพุทธเจ้าทรงถามพระนันทะว่าอยากเห็นคนที่สวยกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าหรือไม่ พระนันทะบอกผู้หญิงแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าบอกว่ามี แล้วก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ซึ่งบนนั้นมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่สวยกว่าผู้หญิงของพระนันทะคนนั้นอย่างที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ พระนันทะเมื่อเห็นสาวงามบนสวรรค์แล้วก็เกิดจิตใจอยากครอบครองสาวๆเหล่านั้น และก็ลืมผู้หญิงคนเดิมเสียสนิท เมื่อกลับมายังโลกพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างแข็งขันด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่า จะไปเสวยสุขกับสาวงามบนสวรรค์เมื่อถึงเวลา แต่พระพุทธเจ้าก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์อีก และก็เร่งเวลาให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่เทพบุตรเทพธิดาบนสวรรค์ เมื่อเทพเหล่านี้หมดบุญต้องออกจากสวรรค์ เทพเหล่านี้เมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่บนสวรรค์อีกต่อไป ก็เกิดอาการเศร้าโศกเสียใจต่างๆนานา ด้วยผลกรรมของความรู้สึกเช่นนี้เหล่าเทวดาจึงต้องไปเกิดในนรกภูมิ พระนันทะเห็นเช่นนี้แล้วจึงมองเห็นว่า ความสวยงามของมนุษย์หรือเทพธิดานั้นเป็นของลวงตาเท่านั้น ไม่มีสาระอะไร ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติ คราวนี้ไปตามแนวทางที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์อีกรูปหนึ่ง

บารมีประการสุดท้ายได้แก่ “ปัญญาบารมี” ซึ่งถือเป็นการสุดสิ้นเส้นทางของการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์ ผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อจากโพสนี้ในเวลาอีกไม่นาน

บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์

หัวข้อหลักของการบรรยายของกุงกาซังโปริมโปเช ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มพิธีมนตราภิเษกพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้แก่เรื่อง “บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์” บารมีเหล่านี้ได้แก่สิ่งที่พระโพธิสัตว์พึงปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็มิได้เป็นไปเพื่อตัวของพระโพธิสัตว์นั้นเองแต่อย่างเดียว แต่เป็นไปเพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงน้ำแห่งกองทุกข์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะมีความสามารถจะทำเช่นนี้ได้ เราตั้งจิตปรารถนาเดินตามทางของพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะว่าเราสงสารสัตว์โลก ปรารถนาจะให้พวกเขาพ้นจากทุกข์ ซึ่งในขณะนี้เรายังไม่มีความสามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะลำพังตัวเราเองก็ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย จึงต้องตั้งจิตปรารถนาพระสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อให้สามารถรื้อขนสรรพสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การ “รื้อขน” สรรพสัตว์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าจะสามารถพาเราข้ามฝั่งไปสู่ฝั่งของนิพพานได้เฉยๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราทั้งหลายก็คงอยู่บนฝั่งของพระนิพพานกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องมาว่ายวนอยู่ในสังสาระอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ที่พระพุทธเจ้าทำได้ก็คือสั่งสอนสรรพสัตว์ และแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า การพัฒนาตนเองจนถึงจุดสูงสุด ถึงความสมบูรณ์เต็มเปี่ยมนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปฏิบัติตนเพื่อให้บรรลุถึงสภาพเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติตนตามวิถีทางของพระโพธิสัตว์จึงเป็นการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดนี้เอง เราตั้งจิตปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์อย่างจริงใจ ซึ่งก็จะหมายความว่าเราเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นและสัตว์โลกทั้งปวงมากกว่าประโยชน์ของตัวเราเอง การที่พระพุทธเจ้าไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ หมายความว่าจิตใจของเราจะต้องมีความโน้มเอียงที่จะปรารถนาจะพ้นทุกข์ เห็นโทษภัยของทุกข์ และเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ด้วย การมีความโน้มเอียงเช่นนี้ได้ จำเป็นจะต้องมีพระพุทธเจ้าอยู่ ดังนั้นแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่สามารถพาเราไปได้เฉยๆ แต่พระพุทธเจ้าก็เป็นเหตุให้เกิดมีคำสอนและมีแบบอย่างที่แสดงให้เราเห็นว่า การข้ามไปอีกฝั่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริง ปฏิบัติได้ และผลของการปฏิบัตินั้นดีอย่างไร

การที่เรามีจิตปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย หมายความว่าเรามี “โพธิจิต” โพธิจิตแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ “โพธิจิตอธิษฐาน” ได้แก่จิตที่อธิษฐานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุประโยชน์ของการปรารถนาดังกล่าว และมีจิตมุ่งมั่นอย่างจริงใจที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ กับ “โพธิจิตปฏิบัติ” ได้แก่การลงมือปฏิบัติเดินตามเส้นทางของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจริงๆ เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้อย่างแท้จริง

โพธิจิตสองแบบดังกล่าวนี้ เป็นสองส่วนของโพธิจิตที่เรียกว่า “โพธิจิตสมมุติ” หมายความว่าเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่ฐานได้แก่ สมมติสัจจะ พระพุทธศาสนาแบ่งความจริงออกเป็นสองประการคือ “สมมติสัจจะ” หมายถึงความจริงที่เราพบเห็นอยู่เป็นประจำ ที่เราใช้คำต่างๆเรียก เช่น โลกของเราที่ประกอบด้วยน้ำ ดิน ภูเขา ท้องฟ้า คน สัตว์ ฯลฯ ล้วนเป็นสมมติสัจจะทั้งสิ้น โพธิจิตอธิษฐานกับโพธิจิตปฏิบัตินั้น เป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมติ เนื่องจากว่าการปฏิบัติกับการอธิษฐานนั้นเป็นเรื่องของสมมติบัญญัติ คือเรื่องของโลกที่เรารู้จักนี้เอง

ส่วนความจริงอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ “ปรมัคถสัจจะ” ได้แก่ความจริงโดยเนื้อแท้ของตัวเอง สิ่งที่เราควรเข้าใจก็คือว่า สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะนั้นแท้จริงแล้ว มิได้แยกกันอยู่ ไม่ใช่ว่ามีโลกของความจริงสมมติโลกหนึ่ง แล้วก็โลกของความจริงปรมัตถ์อีกโลกหนึ่ง แตความจริง็คือว่า โลกใบเดียวกันนี้แหละ เป็นทั้งความจริงสมมติและความจริงปรมัตถ์ในเวลาเดียวกัน ในตัวเดียวกัน เรื่องนี้นักเรียนธรรมะหลายๆท่านยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ท่านนาคารชุนเองก็กล่าวว่า แท้จริงแล้วไม่มีความแตกต่างกันแม้เพียงน้อยนิดระหว่างสังสาระกับนิพพาน ก็หมายความว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างความจริงทั้งสองนี้เอง โลกที่เราเห็นอยู่นี้หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ยังมีกิเลส ก็เป็นโลกสมมติหรือโลกบัญญัติ ทึกทักไปว่าบัญญัติต่างๆเป็นความจริง แต่โลกเดียวกันนี้เอง หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ปราศจากกิเลส ก็จะเป็นโลกของนิพพาน หรือโลกของความจริงปรมัตถ์

ทีนี้การปฏิบัติตามบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ก็เป็นเรื่องของโพธิจิตปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโพธิจิตสมมุตินี่เอง เนื่องจากเราจะติดข้องอยู่ในโลกของสมมติบัญญัติ พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนอุบายวิธีที่จะพาเราไปสู่โลกของพระนิพพาน การสั่งสมบารมีทั้งหกก็เป็นการสั่งสมบุญบารมี เพื่อให้เป็นกำลังที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมายอันได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ

บารมีทั้งหกนี้ประกอบด้วย ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีห้าประการแรกถือว่าเป็นวิถีเข้าสู่บารมีสุดท้ายคือปัญญา เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในงานทางพระพุทธศาสนาชิ้นสำคัญ ได้แก่ “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ของท่านศานติเทวะ ทานคือการให้ ประกอบด้วย “วัตถุทาน” คือให้สิ่งของ “อภัยทาน” คือให้ชีวิตแก่สัตว์ (เช่นเขตอภัยทานตามวัดต่างๆ) และ “ธรรมทาน” คือให้ธรรมะเป็นทาน

ต่อมาคือศีลบารมี ศีลมีหลายประเภท เช่นศีลปาฏิโมกข์ของพระภิกษุ ศีลโพธิสัตว์ของผู้ปฏิบัติตามวิถีของพระโพธิสัตว์ ศีลห้าศีลแปดที่เรารู้จักกันดี แต่ที่ริมโปเชเน้นให้เราปฏิบัติก็คือเว้นจาก “อกุศลกรรมบถสิบ” ประกอบด้วยการเว้นจากการฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มีจิตโลภอยากได้ของเขา (อภิชฌา) มีจิตพยาบาท และมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) อกุศลกรรมบถเป็นหนทางของอกุศลกรรม ซึ่งก็คือหนทางสู่อบายภูมิ ผู้จะปฏิบัติตนตามโพธิจิตอธิษฐานต้องละเว้นจากอกุศลกรรมเหล่านี้ และประพฤติปฏิบัติในทางตรงข้าม เพื่อเป็นการสั่งสมบุญบารมี

บารมีต่อไปได้แก่ขันติบารมี เป็นสิ่งสำคัญมากๆสำหรับพระโพธิสัตว์ ท่านศานติเทวะกล่าวไว้ว่า ผู้ที่สั่งสมบุญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่หากเกิดโกรธขึ้นมาแม้ชั่วขณะเดียว บุญบารมีเหล่านั้นก็จะสูญหายไปหมด หน้าที่ของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือสัตว์โลก แต่ความโกรธเป็นการทำร้ายสัตว์โลก ดังนั้นความโกรธจึงเป็นข้าศึกโดยตรงของวิถีของพระโพธิสัตว์

ต่อไปคือวิริยบารมี ได้แก่การบำเพ็ญความเพียรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ริมโปเชบอกว่า วิริยบารมีนี้เป็นฐานสำคัญที่จะทำให้บารมีเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง วิริยบารมีที่ถูกต้องจะต้องเป็นการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติยินดีที่ได้ทำความเพียรนั้นๆ หากรู้สึกว่าถูกบังคับแล้ววิริยบารมีก็จะไม่เกิด

ต่อไปคือสมาธิบารมีหรือ “ฌานบารมี” การปฏิบัติสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์ก็ต้องปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากจิตไม่ได้รับการฝึกฝนด้วยการปฏิบัติสมาธิ สมาธิมีสองแบบคือ “สมถะ” หรือการทำจิตให้สงบแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจ หรือสิ่งที่ตั้งนิมิตนึกถึง กับอีกอย่างคือ “วิปัสสนา” ได้แก่การเห็นความจริงตามที่เป็น

การเห็นความจริงตามที่เป็นนี้เองที่เป็นฐานของปัญญาบารมี อันเป็นบารมีสุดท้าย ปัญญาประกอบด้วยปัญญาจากการฟัง ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนา ริมโปเชบอกว่า เราไม่สามารถละทิ้งปัญญาแบบใดไปได้ เพราะปัญญาจากการภาวนานั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการฟังและการพิจารณาไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนานั้นก็คือหัวใจของการหลุดพ้น เนื้อหาของปัญญาจากการภาวนา ก็คือมองเห็นว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็น “ของว่าง” หรือเป็น “ศูนยตา” นั่นเอง

การบ่มเพาะโพธิจิต

(บรรยายธรรมท่านกุงกา ซังโบ ริมโปเช บ้านมูลนิธิพันดารา วันที่ 3 มี.ค. 2553)

โพธิจิตคือการที่เราคิดถึงผู้อื่นก่อนและคิดถึงตัวเองเป็นรอง บางคนคิดถึงแต่คนวงใน เช่น ญาติพี่น้อง แต่ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นนอกเหนือจากนั้นได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้สอนธรรมให้เราเกิดโพธิจิต สอนให้เราบ่มเพาะโพธิจิตออกมา บางคนดูเหมือนมี บางคนมีเยอะบางคนไม่มีเลย สำหรับบางคนการคิดถึงคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน และแต่ละชาติเราก็คิดถึงแต่ตัวเองทำให้ไม่สามารถคิดถึงคนอื่นได้ เราอาจจะให้เงินทองกับผู้อื่นได้ แต่ถ้ามีคนมาขอชีวิตเรา เราไม่สามารถให้ได้ หรือถ้ามีคนมาขอภรรยาหรือลูกของเรา เราก็ให้ไม่ได้ เราให้ได้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่ของที่เป็นที่รักที่หวงแหนเราให้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการฝึกสมาธิที่จะลดความยึดติดในตัวเราและน้อมนำความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือเขาเหล่านั้น

การฝึกโพธิจิตนั้นก่อนอื่นให้นึกถึงความรักของแม่ แล้วจึงบ่มเพาะความรักเช่นเดียวกับความรักของแม่ให้เกิดขึ้นในใจและเผื่อแผ่ออกไปให้ผู้อื่น คิดถึงบุญคุณของแม่ จากนั้นให้คิดถึงความทุกข์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ถึง 9 เดือน เมื่อผ่าน 9 เดือนหลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว แม่ก็เป็นทุกข์ในการที่จะเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ในพระสูตรพูดถึงความทุกข์ยากของแม่ขณะที่กำลังจะคลอดว่ามันเจ็บมากเหมือนคนที่กำลังจะตาย บุญคุญของแม่ยิ่งใหญ่มากเมื่อดวงวิญญาณหนึ่งได้มากำเนิดในครรภ์ เมื่อดวงจิตนี้เติบใหญ่แม่ก็คอยสอนภาษาพูด ภาษาเขียน แม่หมั่นสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้ลูกแข็งแรง แม่มักจะนึกถึงลูกก่อนนึกถึงตนเองเสมอ เมื่อเรานึกถึงบุญคุญของแม่ขอให้เราตั้งจิตว่าเราโตขึ้นมาได้เพราะบุญคุณของแม่ เราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์อื่นและเพื่อตอบแทนบุญคุณของแม่ ความปรารถนาที่จะให้แม่และผู้อื่นมีแต่ความสุข ความปรารถนานี้เรียกว่า “ความเมตตา” จากนั้นให้ตั้งจิตว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของแม่และผู้อื่น ความปรารถนาที่จะไม่ให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เรียกว่า “ความกรุณา” จากนั้นจึงตั้งจิตขอให้แม่และสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงการตรัสรู้ธรรม ความปรารถนาในประการสุดท้ายเรียกว่า “โพธิจิต” เมื่อตั้งจิตนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของแม่แล้ว ให้นึกถึงพ่อในลักษณะเดียวกัน จากนั้นจึงนึกถึงญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ จากนั้นให้นั่งสมาธิถึงบุคคลที่เป็นศัตรู แผ่ความเมตตาและความกรุณาไปให้ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากในโลกนี้ไม่มีศัตรูถาวร ศัตรูที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ศัตรูทางกาย เป็นศัตรูบางส่วนเท่านั้นเอง ถ้าหากว่ามีสิ่งที่เรียกว่าศัตรูถาวรจริงๆ คนๆ นั้นจะต้องเป็นศัตรูสำหรับทุกคน ไม่ใช่เป็นศัตรูเฉพาะแต่กับเราเท่านั้น เมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้วก็เข้าใจต่อไปอีกว่า สัตว์โลกทุกชีวิตไม่มีแม้แต่หนึ่งเดียวที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเรามาก่อน ในภพชาตินับไม่ถ้วนที่เราเกิดมาความสัมพันธ์หรือบุญคุณระหว่างพ่อแม่ที่มีต่อลูกไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกภพทุกชาติ พ่อแม่และลูกมีความรับผิดชอบต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องดูแลกันเพราะทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กัน ในทางโลกถ้าผู้ใดไม่ดูแลพ่อแม่ให้ดีก็ถือเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ดูแลลูกก็เป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกมีมานานแล้วต่างกันแค่ภพชาติหรือเวลาเท่านั้นที่ต่างออกไป เราทุกคนเคยมีพ่อมีแม่มากมายหลากหลายนับไม่ถ้วนเพราะเราเกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน พ่อแม่บางภพชาติอาจอยู่กับเราในเวลานี้ เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกันอีก แต่พ่อแม่อีกจำนวนมากอาจอยู่ในนรก บางท่านอาจเป็นเปรตอยู่ แม้แต่ในหมู่มนุษย์พ่อแม่บางคนก็กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ดังนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือพวกเขาแม้จะไม่ใช่พ่อแม่ในชาตินี้ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกไม่ว่าชาติไหนเปรียบได้กับความหิว ไม่ว่าจะเกิดในภพชาติไหนเมื่อเรารู้สึกหิว มันก็เป็นความรู้สึกแบบเดียวกันทุกภพชาติ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ตั้งจิตให้ทุกชีวิตมีความสุข ขอให้ทุกชีวิตเข้าถึงการตรัสรู้ เมื่อเราทำกุศลใดๆ เราต้องอุทิศด้วยการไม่คิดแต่จะให้ตัวเองมีความสุข แต่ต้องอุทิศให้สัตว์โลกที่เป็นพ่อแม่เราในทุกภพทุกชาติมีความสุขด้วย

การนั่งสมาธิทงเลนเป็นการสอนให้เรามอบความรู้สึกดีๆ มอบกุศลผลบุญของเราให้คนอื่น และรับความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาด้วยการใช้ลมหายใจ ตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกยาก นั่นเพราะเรายังไม่ชิน แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็จะง่ายขึ้นและเป็นธรรมชาติขึ้นเอง การฝึกแบบนี้จะทำให้เรามีความสุข ทำให้เราอยู่บนวิถีที่จะบรรลุธรรมได้ เราจะได้บ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหัวใจของการตรัสรู้ธรรมในอนาคต

วิธีการนั่งสมาธิทงเลน (แลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก)

นั่งขัดสมาธิเพชรหรือขัดสมาธิชั้นเดียวตามแต่ถนัด แต่หลักสำคัญคือให้กระดูกสันหลังตั้งตรง เพื่อให้ช่องลมภายในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก ตามองต่ำ ไม่หลับตา จากนั้นให้ใช้นิ้วปิดจมูกไว้ข้างหนึ่ง เวลาหายใจออกให้ตั้งจิตอุทิศบุญกุศลที่ได้เคยทำมานับภพชาติไม่ถ้วนมอบให้กับผู้อื่น และเมื่อหายใจเข้าให้น้อมนำความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาที่ตัวเรา ให้นึกว่าเราสูดเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามาทางลมหายใจ หากเรามีโพธิจิตความทุกข์และสิ่งแย่ๆของผู้อื่นที่เรารับเข้ามาทางลมหายใจนั้นจะไม่สามารถทำร้ายหรือทำอันตรายเราได้ เพราะเรามีจิตของพระโพธิสัตว์เป็นเกราะกำบังเราอยู่ แต่หากเราไม่มีโพธิจิตเราก็ต้องบ่มเพาะให้เกิดโพธิจิตก่อน โดยการนึกถึงบุญคุณและความทุกข์ของพ่อแม่อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น จากนั้นจึงค่อยนึกถึงสัตว์อื่น

พระอาจารย์อติศะกล่าวไว้ว่าเมื่อเราหายใจเข้า ไม่เพียงแต่จะมีธาตุทั้ง 5 เท่านั้นที่เข้าไปในร่างกาย แต่ยังมีความคิดเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนความคิดหรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ให้เป็นกุศลได้ เมื่อเรามีโพธิจิตเหล่าเทพทั้งทางโลกและทางธรรมก็จะอนุโมทนาและปีติกับเรา ที่เราเรียกว่าจิตแบบพระโพธิสัตว์นั้นจริงๆ มีอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าเราได้บ่มเพาะฝึกปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน เมื่อเราตั้งจิตแบบนี้และฝึกปฏิบัติแบบนี้เราสามารถช่วยสัตว์โลกได้นับจำนวนไม่ถ้วน พระอาจารย์อติศะได้เผยแผ่พระธรรมในลักษณะเช่นนี้และมีลูกศิษย์คนแรก คือ ท่านตมเตินปะ วันหนึ่งพระอาจารย์มีแผลที่มือก็บอกให้ศิษย์ช่วยเป่าให้เพราะศิษย์มีจิตแบบโพธิสัตว์ย่อมมีผลให้แผลหายได้ ซึ่งคนอื่นๆ ที่ไม่มีโพธิจิตทำไม่ได้ เมื่อเป่าแล้วก็หายจริงๆ หรือตัวอย่างของพระอาจารย์อาดรัก ริมโปเช ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านกุงกา ริมโปเช ท่านฝึกสมาธิทงเลนและทำให้สัตว์อื่นหายทุกข์ได้ ท่านอาดรัก ริมโปเช เลี้ยงสุนัขไว้หลายตัว วันหนึ่งมีคนปาก้อนหินไปที่สุนัขตัวเมีย เป็นแผลใหญ่ที่คอ ท่านสงสารสุนัขตัวนั้นจึงนั่งสมาธิทงเลนให้ จากนั้นแผลของสุนัขก็หายแต่ที่คอของท่านอาดรัก ริมโปเช มีรอยแดงใหญ่ปรากฏอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน เรื่องเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเห็นได้แม้ในปัจจุบัน การฝึกสมาธิแบบนี้เท่ากับเป็นการฝึกทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือผู้อื่นได้รับความสุข ทางธรรมคือเราบ่มเพาะโพธิจิตซึ่งเป็นหนทางบรรลุธรรม

คำถาม: การรับเอาความทุกข์ของคนอื่นเข้ามาในตัวเรา จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ และถ้าหากเราไม่มีบุญกุศลเพียงพอจะสามารถรับเอาความทุกข์ของคนอื่นไหวหรือ ?

คำตอบ: ถ้าเราฝึกปฏิบัติด้วยความต้องการแบ่งเบาความทุกข์ของคนอื่นด้วยใจจริง ไม่มีการลังเลสงสัย ไม่มีการ เสแสร้งแกล้งคิดแม้เพียงน้อยนิด ความทุกข์ทั้งหลายของคนอื่นจะไม่สามารถกระทบเราได้ เพราะเรามีโพธิจิตเป็นเกราะกำบังอยู่และเมื่อฝึกจนกระทั่งจิตละเอียดขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกว่าฝึกอยู่ในขั้นสูง เราก็จะไม่ได้รับความทุกข์ใดๆ เลย แต่หากเราไม่มีโพธิจิตก็ยิ่งจำเป็นต้องบ่มเพาะให้มีเพราะโพธิจิตเป็นหัวใจของการทำสมาธิทงเลน บางคนมีโพธิจิตมาแต่กำเนิด บางคนไม่มี ก็จำเป็นต้องฝึกให้มี เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ โพธิจิตจะเกิดขึ้นเอง สมาธิทงเลนช่วยให้โลกมีสันติสุข เพราะคนเห็นแก่ตัวน้อยลง โกรธกันน้อยลง อิจฉาริษยากันน้อยลง ขณะที่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเพิ่มขึ้น โลกจึงมีความสุขมากขึ้น ในพระสูตรหลายเล่มกล่าวว่าผู้ใดคิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น ผู้นั้นคือพระโพธิสัตว์ ผู้ใดคิดถึงแต่ตัวเองผู้นั้นเป็นสัตว์โลก ถ้ามีความกรุณาเกิดขึ้นในจิต ความกรุณานั้นเองจะเป็นเกราะกำบังภัยอันตรายทั้งปวง และเมื่อฝึกปฏิบัติทงเลนไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีศัตรูและจะเป็นที่รักของผู้อื่น เนื่องจากเราไม่มีจิตคิดร้ายผู้ใด มีแต่จิตอยากให้เขามีความสุขไม่มีความทุกข์ ยกตัวอย่างเช่น หมอกับคนไข้ ถ้าหมอมีความเมตตากรุณารักษาคนไข้และอยากให้คนไข้หายอย่างแท้จริง คนไข้ย่อมรับรู้ความรู้สึกเมตตากรุณาของหมอ รู้คุณหมอ และเป็นเพื่อนกันได้ในที่สุดแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อเราผูกมิตรกับใครด้วยความรู้สึกให้ เขาย่อมเห็นเราเป็นเพื่อนและเราก็ได้ประโยชน์จากมิตรภาพนั้น ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันต่อไป แต่ถ้าหากเราอยากแต่จะสาปแช่งผู้อื่น อิจฉาริษยาผู้อื่น อยากได้ของของผู้อื่น เราก็จะมีแต่ศัตรู เพราะเขาย่อมรู้สึกถึงเจตนาที่ไม่ดีจากเรา และเมื่อเป็นศัตรูกันก็มีแต่ความเกลียด ความอาฆาต ความไม่ชอบ ดังนั้น ควรคิดถึงผู้อื่นในทางที่ดีคิดถึงแต่ประโยชน์สุขของคนอื่นเพราะทำให้จิตเรามีความสุขกว่าคิดแต่จะเกลียดชังกัน และหลักการนี้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สังคมมีความสุขในทุกระดับ และไม่ได้หมายความว่าการฝึกแบบนี้เป็นการมอบกายมอบใจของเราให้คนอื่นจริงๆ แต่ในขั้นนี้เป็นเพียงการฝึกตั้งจิต เป็นการบ่มเพาะโพธิจิตให้เกิดขึ้นเท่านั้น ในขั้นของการฝึกมอบกายมอบใจของเราให้ผู้อื่นจริงๆ นั้นเป็นขั้นสูงมาก เป็นการฝึกขั้นละเอียด ซึ่งไม่สามารถที่จะเรียนรู้กันได้โดยง่าย โดยเฉพาะหากเราไม่เคยบ่มเพาะโพธิจิตมาก่อน

คำถาม: ตอนที่เรานึกถึงบุญคุญของพ่อแม่นั้น จะเรียกว่าเป็นการทำสมาธิได้หรือ เพราะจิตเรามัวแต่คิดไม่ได้อยู่กับความว่าง จิตเราไม่ได้สงบจากความคิดเลย และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนจิตเราเป็นสมาธิแล้ว ?

คำตอบ: การที่เรานึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นกุศลถือได้ว่าเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะการคิดแบบนี้ไม่ใช่การคิดฟุ้งซ่าน การคิดตามแนวทางนี้ต้องอาศัยสมาธิจึงสามารถน้อมนำให้โพธิจิตเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าคิดแบบฟุ้งซ่านโพธิจิตก็ไม่เกิด การทำสมาธิมีหลายแบบ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้มากมายทั้งสมาธิแบบที่จิตสงบไม่คิดสิ่งใดเลย หรือ สมาธิแบบซกเช็น และสมาธิที่เกิดจากการนึกคิดสิ่งที่เป็นกุศลหรือสมาธิทงเลน การที่จิตเกาะอยู่กับสิ่งที่เป็นกุศลนั่นก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการปฏิบัติสมาธิเพื่อสิ่งใดและในช่วงเวลาใด ความเหมาะสมของการทำสมาธิจึงอยู่ที่จุดประสงค์ของการฝึก การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เป็นการฝึกบ่มเพาะความเมตตา เพื่อให้กลายเป็นบุคลิกลักษณะของเราอย่างเป็นธรรมชาติต่อไป ดังนั้น การนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่เพื่อบ่มเพาะความเมตตานั้นก็ต้องอาศัยสมาธิในการน้อมนำจิตให้เกิดความเมตตาด้วย การฝึกสมาธิทงเลนในตอนแรกๆ ให้ทำทีละ 9 ครั้ง คือ หายใจเข้าออก 9 ครั้ง แล้วหยุด แล้วเริ่มทำอีก 9 ครั้งแล้วหยุด

โพธิจิต

คำสอนของท่านอสังคะว่าด้วยมหากรุณา

เพื่อตั้งจิตที่อธิษฐานแน่วแน่ไปสู่การหลุดพ้นเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ หรือที่เรียกว่าโพธิจิต ท่านควรพัฒนาจิตอันเป็นอุเบกขาต่อสัตว์โลกทั้งมวล จากนั้นจึงพิจารณาคำสอนว่าด้วยสาเหตุและผลเจ็ดประการที่พระโพธิสัตว์ไมเตรยะได้ให้ไว้แก่ท่านอสังคะ ในเบื้องแรกขอให้ท่านคิดอยู่เบื้องหน้าของท่าน ว่ามีสัตว์โลกผู้หนึ่งที่ไม่เคยช่วยเหลือท่าน และก็ไม่เคยทำร้ายท่าน คิดว่าจากมุมมองของสัตว์ผู้นี้ เขาต้องการได้ความสุข และไม่ต้องการความทุกข์ เหมือนกับคนอื่นทุกๆคน ข้าพเจ้าจะทำตนเองให้ปลอดจากความผูกพันและความรังเกียจ ข้าพเจ้าจะไม่รู้สึกใกล้ชิดกับคนบางคนกับช่วยเหลือเขา ในขณะที่รู้สึกห่างเหินจากคนอื่นๆกับทำร้ายเขา ข้าฯจะพัฒนาจิตอุเบกขาต่อสัตว์ทั้งมวล ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่เป็นกลางๆกับท่านแล้ว ก็ขอให้นึกถึงผู้ที่น่ารักใคร่ น่ายินดี ซึี่งท่านรู้สึกผูกพันด้วย พยายามตั้งจิตอันเป็นอุเบกขากับคนผู้นี้ คิดว่าความรู้สึกลำเอียงที่ข้าพเจ้ามีเกิดมาจากความผูกพัน เนื่องจากข้าพเจ้าได้เคยอยากได้สิ่งสวยงามน่าดังดูดใจมาตลอด ข้าพเจ้าจึงต้องเกิดใหม่มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ไม่จบสิ้นด้วยวิธีนี้ขอให้ท่านยับยั้งความปรารถนาและทำจิตให้เป็นสมาธิ

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่ท่านผูกพันด้วยแล้ว ก็ขอให้นึกถึงผู้ที่ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่ายินดี พยายามตั้งจิตอันเป็นอุเบกขาต่อคนผู้นี้ คิดว่าเนื่องจากเคยมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งระหว่างเราทั้งสอง ข้าพเจ้าจึงมีจิตรังเกียจคนผู้นี้ จึงไม่มีอุเบกขา หากไม่มีอุเบกขาแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่สามารถตั้งอธิษฐานไปสู่การหลุดพ้นได้เลย!” ด้วยวิธีนี้ขอให้ท่านยับยั้งความรังเกียจนั้นและทำจิตให้เป็นสมาธิ

เมื่อท่านรู้สึกว่าจิตเป็นอุเบกขาต่อผู้ที่ท่านรังเกียจแล้ว ก็ขอให้คิดถึงคนทั้งคู่นี้ ได้แก่ผู้ที่ท่านรู้สึกผูกพันด้วย กับผู้ที่ท่านรังเกียจ แล้วคิดว่าคนทั้งสองนี้ก็เหมือนๆกันตรงที่จากมุมมองของตนเอง ต่างก็ต้องการความสุข และไม่ต้องการความทุกข์ จากมุมมองของข้าพเจ้า ผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกผูกพันด้วยได้เคยเกิดมาเป็นศัตรูของข้าพเจ้าเป็นจำนวนชาติอันประมาณมิได้ และผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกรังเกียจ ไม่ชอบก็เคยเกิดมาเป็นมารดาที่ได้เอาใจใส่ดูแลข้าพเจ้าด้วยความรักเป็นจำนวนนับชาติไม่ถ้วน ข้าพเจ้าควรชอบคนไหน? ข้าพเจ้าควรเกลียดคนไหน? ข้าพเจ้าจะรู้สึกเป็นอุเบกขาและหลุดพ้นจากความผูกพันและความรังเกียจ ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายโปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าให้เป็นเช่นนี้ด้วยเถิด!”

เมื่อท่านรู้สึกเป็นอุเบกขาเช่นนี้แล้ว ก็แผ่ขยายความรู้สึกนี้ให้แก่สัตว์โลกทั้งมวลสัตว์โลกทั้งหลายเสมอเหมือนกัน ต่างก็อยากได้ความสุขและไม่ต้องการความทุกข์ สัตว์โลกทั้งหลายเป็นญาติของข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจะเรียนรู้การตั้งจิตเป็นอุเบกขา และหลุดพ้นจากความรู้สึกผูกพันและรังเกียจที่มีต่อสัตว้ืโลกไม่ว่าใกล้หรือไกล จากการช่วยเหลือบางคนและทำร้ายบางคน ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายโปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าให้ประสบความสำเร็จด้วยเถิด!”

เมื่อท่านได้พัฒนาจิตอันเป็นอุเบกขาแล้ว ก็ขอให้ท่านปฏิบัติขั้นแรกของคำสอนเจ็ดประการเพื่อบรรลุถึงพระโพธิจิต ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน ทำสมาธิพิจารณาดังนี้เหตุใดสัตว์โลกทั้งหลายจึงเป็นญาติของข้าพเจ้า? เนื่องจากสังสารวัฏไม่มีการเกิด การเกิดมาในชาติต่างๆของข้าพเจ้าจึงมีจำนวนไม่อาจประมาณได้ ในการดำเนินชีวิตจำนวนนับชาติไม่ถ้วนเช่นนี้ จึงไม่มีชีวิตรูปแบบใดเลยที่ข้าพเจ้าไม่เคยถือกำเนิดมาเป็น และก็ไม่มีประเทศหรือดินแดนใดที่ข้าพเจ้าไม่เคยเกิดมาในนั้น ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายไม่มีใครเลยที่ไม่เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามาเป็นเวลานับครั้งไม่ถ้วน และต่างก็ได้เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน และก็จะมาเป็นมารดาของข้าพเจ้าอีกเป็นจำนวนนับชาติไม่ถ้วนอีกในอนาคต

เมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความรักความกรุณาที่สัตว์โลกทั้งหลายมีให้แก่ท่านเมื่อสัตว์เหล่านั้นเป็นมารดาของท่าน ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน แล้วก็ทำสมาธินึกภาพมารดาของท่านในชาตินี้ให้แจ่มชัดที่สุด ทั้งในเวลาที่ท่านยังสาวอยู่กับในเวลาที่ท่านมีอายุมากแล้วไม่เพียงแต่ท่านจะเป็นมารดาของเราในชาตินี้เท่านั้น แต่ท่านยังได้ดูแลฟูมฟักเลี้ยงดูเรามาในชาติต่างๆอันประมาณมิได้ ในชาตินี้ท่านได้ปกปักรักษาเรามาอย่างดีในมดลูกของท่าน และเมื่อข้าพเจ้าเกิดมาก็อุ้มเราวางบนฟูกกับหมอนอันอ่อนนุ่ม กับอุ้มข้าพเจ้าไว้แนบอกอันอบอุ่น กับให้ข้าพเจ้าดูดนมอันมีรสหวานโอชะ ท่านต้อนรับข้าพเจ้าด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความรัก และมองข้าพเจ้าด้วยสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความสุข ท่านเช็ดน้ำมูกออกจากจมูก กับเช็ดอุจจาระของข้าพเจ้า เมื่อยามที่ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคอันใดแม้แต่น้อย ท่านก็เป็นทุกข์เสียยิ่งกว่าจะสูญเสียชีวิตของท่านเอง ท่านดูแลข้าพเจ้าอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่คำนึงถึงร่างกายของท่านเองว่าจะเจ็บปวดทรมานเพียงใด ท่านให้อาหารกับที่พักแก่ข้าพเจ้าอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะหามาได้ ท่านได้มอบความสุขกับประโยชน์อันประมาณมิได้แก่ข้าพเจ้า กับทั้งปกป้องข้าพเจ้าจากภัยอันตรายทุกสิ่งทุกอย่างขอให้ท่านพิจารณาความกรุณาอันใหญ่ยิ่งของมารดา จากนั้นก็พิจารณาความกรุณาของบิดา และคนอื่นๆที่ใกล้ชิดกับท่าน ซึ่งต่างก็เคยเป็นมารดาของท่านมานังครั้งไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน

เมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาสรรพสัตว์ที่ท่านรู้สึกเป็นกลางๆแม้จะดูเหมือนว่าสัตว์โลกเหล่านี้มิได้มีความผูกพันอันใดเป็นพิเศษกับข้าพเจ้า แต่สัตว์เหล่านี้ก็เคยเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วน ในชาติเหล่านั้นสัตว์โลกนั้นก็ได้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยความรักความกรณาเมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาสรรพสัตว์ที่เป็นศัตรูกับท่าน นึกถึงสัตว์เหล่านี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดว่ามาอยู่ต่อหน้าท่าน พิจารณาดังนี้ข้าพเจ้าจะรู้สึกได้อย่างไรว่าสัตว์เหล่านี้เป็นศัตรูของข้าพเจ้า? เนื่องจากชาติต่างๆในสังสารวัฏมีจำนวนมากจนไม่อาจประมาณได้ สัตว์เหล่านี้ก็ย่อมเคยเกิดมาเป็นมารดาของข้าพเจ้ามานับชาติไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน เมื่อสัตว์เหล่านี้เป็นมารดา ท่านก็ได้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยความสุขและประโยชน์อันประมาณมิได้ และก็ได้ปกป้องข้าพเจ้าจากความทุกข์และภัยอันตรายทั้งปวง หากไม่มีท่านเหล่านี้ข้าพเจ้าก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้แม้เพียงชั่วขณะ และเช่นเดียวกันหากไม่มีข้าพเจ้าท่านเหล่านี้ก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้แม้เพียงชั่วขณะ เรามีความผูกพันต่อกันอย่างมากมาเป็นเวลานับชาติไม่ถ้วน การที่ท่านเหล่านี้มาเป็นศัตรูของข้าพเจ้าในเวลานี้ ก็เป็นแต่ด้วยเหตุของกรรมที่ได้เป็นมาจากอดีต ในเวลาหนึ่งในอนาคตท่านเหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นมารดาของข้าพเจ้าผู้ดูแลฟูกฟักข้าพเจ้าอีกเมื่อท่านตระหนักถึงความจริงข้อนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความกรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ

หลังจากนั้นก็ทำสมาธิพิจารณาการตอบแทนความกรุณาของสัตว์ทั้งหลายผู้ต่างก็เป็นมารดาของท่าน ขอให้ท่านตั้งนิมิตนึกภาพพระอาจารย์กับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน แล้วพิจารณาว่า​จากเวลาอันประมาณไม่ได้ในอดีต มารดาเหล่านี้ได้ปกป้องข้าพเจ้ามาด้วยความกรุณา แต่ด้วยเหตุที่จิตของท่านถูกรบกวนจากปิศาจอันได้แก่กิเลสทั้งหลาย ท่านจึงไม่ได้รับรสของความเป็นอิสระและก็ยังเฝ้าวนเวียนอยู่ราวกับได้เสียสติไป ท่านไม่มีดวงตาสำหรับมองเห็นหนทางสู่สถานะอันสูงของมนุษย์และเทวดา หรือหนทางสู่พระนิพพานอันเป็นสุดยอดของความดี ท่านไม่มีพระอาจารย์คอยดูแล ผู้เป็นดั่งผู้นำทางให้แก่คนตาบอด ท่านถูกทุบถองอยู่ตลอดเวลาด้วยผลของอกุศลกรรม ท่านจึงลื่นไถลลงไปในหุบเหวอันน่าสะพรึงกลัวของการเกิดใหม่และสังสารวัฏ โดยเฉพาะในแดนอบาย การละเลยไม่เอาใจใส่มารดาเหล่านี้เป็นสิ่งน่าละอายอย่างยิ่ง เพื่อตอบแทนบุญคุณที่มารดาเหล่านี้ได้เคยเลี้ยงดูข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะปลดปล่อยพวกท่านออกจากความทุกข์ของสังสารวัฏ กับทั้งให้ท่านเหล่านี้ได้ตั้งมั่นอยู่ในบรมสุขอันเกิดจากการหลุดพ้น ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

จากนั้นขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาความรัก นึกภาพผู้ที่ท่านมีความรู้สึกรักผูกพันด้วยอย่างมาก เช่นมารดาของท่านเองท่านจะมีความสุขอันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินได้อย่างไร ในเมื่อท่านมิได้มีแม้กระทั่งความสุขแปดเปื้อนในสังสารวัฏ? สิ่งที่ท่านจะคุยได้ว่าเป็นความสุขก็ไหลออกไป มีความทุกข์เข้ามาแทนที่ ท่านอยากได้ ไฝ่ฝัน พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะได้ความสุขมา แม้จะเป็นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งก็ตาม แต่ท่านก็ยังสร้างเหตุแห่งทุกข์ในอนาคตกับการเกิดใหม่ในสังสารวัฏต่อออกไปในอบายภูมิ ในชีวิตนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านแสนจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ท่านก็ยังสร้างเหตุแห่งทุกข์ต่อไปอีก ท่านมิได้มีความสุขที่แท้จริงเลย จะน่าอัศจรรย์เพียงใดหากท่านมีความสุขและเหตุทั้งหลายแห่งความสุข! ขอให้ท่านมีเหตุเหล่านั้น! ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย

เมื่อท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งนี้แล้ว ก็ทำสมาธิต่อไป ในเบื้องแรกพิจารณาถึงผู้คนอื่นๆที่อยู่ใกล้ชิดกับท่าน เช่นบิดา ต่อจากนั้นก็พิจารณาผู้ที่เป็นกลางๆ แล้วก็ศัตรู และในท้ายที่สุดก็พิจารณาสัตว์โลกทั้วมวล

จากนั้นก็ทำสมาธิเกี่ยวกับมหากรุณากับความรับผิดชอบต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ ดังนี้:

บิดาและมารดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งจำนวนของท่านมีมากมายจนเต็มท้องฟ้า ต่างก็ถูกพันธนาการอยู่ด้วยวิบากกรรมและกิเลสต่างๆ แม่น้ำทั้งสี่อันได้แก่โลภะ โทสะ โมหะ และอวิชชา ได้พัดพาพวกท่านไปในกระแสของสังสารวัฏ จนทำให้พวกท่านต้องทนทุกข์อยู่กับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พวกท่านถูกผูกมัดอยู่ด้วยเชือกอันได้แก่วิบากกรรมประเภทต่างๆอย่างแน่นหนา ยากที่จะหลุดไปได้ นับตั้งแต่กาลเวลาอันไม่มีจุดตั้งต้นพวกท่านได้เดินเข้าไปสู่กรงเหล็กของการยึดมั่นว่ามีตัวกูและของกูในหัวใจ กรงเหล็กนี้เปิดออกได้ยากอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกท่านถูกม่านหมอกอันได้แก่อวิชชามาปิดบัง จึงทำให้การตัดสินความดีความชั่วผิดพลาดไป และพวกท่านจึงมองไม่เห็นแม้แต่หนทางสู่การมีความสุข อย่าว่าแต่หนทางไปสู่การหลุดพ้นและการตรัสรู้เลย

สรรพสัตว์เหล่านี้ทนทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้จบสิ้นอยู่ด้วยความทุกขเวทนา ความทุกข์อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง และความทุกข์ทั่วไปของสรรพสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมา ข้าพเจ้าได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย มารดาทั้งหลาย ต้องทนทรมานอยู่ในทะเลของการเวียนว่ายตายเกิด หากข้าพเจ้าไม่ช่วยท่านเหล่านี้ ใครเล่าจะช่วยได้? หากข้าพเจ้าจะละเลยไม่สนใจท่านเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็จะเป็นคนไร้ยางอายและอยู่ในที่ๆต่ำที่สุด ความปรารถนาของข้าพเจ้าที่จะเรียนมหายานจะเป็นเพียงแค่คำพูดกับลมปาก และข้าพเจ้าจะไม่สามารถไปปรากฏตัวต่อเบื้องหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้ากับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะสั่งสมความสามารถที่จะดึงมารดาผู้ทนทุกข์ของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ให้พ้นจากทะเลของสังสารวัฏ และนำพาพวกท่านให้ตั้งมั่นอยู่บนเส้นทางอันนำไปสู่พระพุทธภาวะ

ขอให้ท่านคิดพิจารณาประเด็นนี้ และสร้างจิตอันเข้มแข็งและใสสะอาดที่มุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ

ท้ายที่สุด ขอให้ท่านทำสมาธิพิจารณาโพธิจิต อันเป็นจิตตั้งมั่นที่จะไปสู่การตรัสรู้ ถามตัวท่านเองว่าท่านจะนำพาสัตว์ทั้งหลายไปสู่พระพุทธภาวะได้หรือไม่ แล้วคิดคำนึงว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากำลังไปทางไหน แล้วจะนำพาสัตว์แม้แต่ตนหนึ่งไปสู่พระพุทธภาวะ เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? แม้แต่ผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ยังสามารถทำได้เพียงช่วยให้สรรพสัตว์บรรลุเป้าหมายเล็กๆของตนเองเท่านั้น และไม่สามารถนำพาสัตว์เหล่านี้ให้ไปสู่การเป็นพระพุทธเจ้าได้ มีแต่เพียงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเท่านั้นที่จะนำพาสรรพสัตว์ไปสู่การตรัสรู้ได้หมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าจะบรรลุถึงพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขอให้พระอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย!”

(จาก สารพันดารา เล่ม 2)

ความเป็นเลิศสามประการ

ในการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติควรคำนึงถึงความเป็นเลิศสามประการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายอันได้แก่พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ได้

ความเป็นเลิศประการแรกได้แก่ ความเป็นเลิศของความตั้งใจ การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การฟังการบรรยายธรรม ก็คือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ การนำเอาคำสอนมาพิจารณาไตร่ตรอง อ่านหนังสือธรรมะ อธิบายหัวข้อธรรมะให้แก่ผู้อื่น ทำบุญให้ทาน เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยทำงานทางธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ ถือศีล ต่างก็เป็นการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราควรมีทำการนั้นเพื่อเป็นการมุ่งหน้าไปสู่การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อจะได้สามารถยังประโยชน์อันแท้จริงสูงสุดให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ได้อย่างบริบูรณ์ นี่ถือเป็นความเป็นเลิศประการแรก

เหตุที่การปฏิบัติของเราควรมีความเป็นเลิศประการนี้ก็คือว่า หากความตั้งใจหรือแรงจูงใจของเรา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สูงสุดของเหล่าสรรพสัตว์แล้ว แต่กลับเป็นเหตุผลส่วนตัวของเรา ซึ่งจะยังประโยชน์ให้แก่เราเพียงคนเดียว การกระทำนั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติที่สมบูรณ์ และไม่อาจพาเราไปสู่เป้าหมายสุดท้ายนี้ได้ ตัวอย่างเช่น หากเราฟังธรรม แต่แทนที่จะคิดว่า เราจะเข้าใจธรรมะเพื่อยังประโยชน์ให้แก่สัตว์โลก แต่เรากลับคิดว่า ฟังธรรมไปเพื่อเอาไปอวดภูมิรู้กับคนอื่นๆ แรงจูงใจของเราก็เรียกได้ว่า “เป็นพิษ” และไม่อาจเป็นการปฏิบัติที่จะให้ผลอย่างแท้จริงได้

การมีจิตตั้งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ เพื่อการตรัสรู้ของเหล่าสรรพสัตว์ในท้ายที่สุด เรียกว่า “โพธิจิต” โพธิจิตจะทำให้เรามีกำลังใจเอาชนะอุปสรรคทุกประการ ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะหนักหนาสาหัสเพียงใดก็ตาม แม้แต่คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างหนัก โพธิจิตก็จะทำให้เขาแช่มชื่นสดใส เพราะการเจ็บไข้ของเขานั้นเท่ากับว่าเขาได้รับเอาความเจ็บไข้ของสัตว์โลกมาไว้ สัตว์โลกจะได้ไม่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยอีก ความสุขของสัตว์โลกที่พ้นจากความเจ็บไข้นั้นก็คือความสุขของเราเอง (เพราะไม่มีตัวเรา ไม่มีสัตว์โลกที่แบ่งออกจากกัน) และเมื่อเรามีความสุขหรือเกิดปิติจากบุญกุศลใดๆ ความสุขหรือความปิตินั้นก็เป็นของสัตว์โลกทั้งมวล แทนที่จะมีเพียงคนเดียวที่มีความสุขนั้น ก็เป็นสัตว์โลกทั้งหมดในจักรวาลที่มีความสุข ลองคิดดูว่าบุญกุศลจากการคิดอย่างจริงใจเช่นนี้จะมีมากเพียงใด

ความเป็นเลิศประการที่สอง ได้แก่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติ ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศลนั้น ไม่ว่าจะเป็นฟังธรรม ถือศีล ให้ทาน หรือนั่งสมาธิ เราทำไปโดยรู้อยู่ว่า โดยแท้จริงแล้ว แม้ตัวเราผู้ปฏิบัติก็ไม่มีอยู่ ผู้รับการกระทำของเราก็ไม่มีอยู่ ตัวการกระนั้นก็ไม่มีอยู่ ตัวอย่างเช่นการให้ทาน เราที่เป็นผู้ให้แท้จริงแล้วก็ไม่มีอยู่ ผู้รับของที่เราให้ก็ไม่มีอยู่ ของที่ให้ก็ไ่ม่มีอยู่ แม้บุญกุศลที่เกิดขึ้นก็ไม่มีอยู่ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองของปรมัตถธรรม อันเป็นความเป็นจริงอันแท้จริงที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ข้อดีประการหนึ่งของการตระหนักเช่นนี้ก็คือว่า จะเป็นการหยุดยั้งหรือทำลายความคิดผิดๆที่คิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะก่อให้เกิดบุญกุศลแต่ตนเอง หลายคนที่ปฏิบัติธรรมมักมีความคิดเช่นนี้ เช่นคิดว่าจะปฏิบัติธรรมไปเพื่อให้ตนเองได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเพื่อให้ตนเองได้รับผลทางโลก เช่นมีชื่อเสียง หรือได้รับยกย่องในทางต่างๆ การคิดเช่นนี้จะทำให้การปฏิบัติธรรมของเรา หรือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดบุญกุศลใดๆ เสียไปหมด ตัวอย่างเช่น เราให้ทาน หากเราให้เพื่อหวังว่าจะได้รับชื่อเสียงจากการให้นั้น เช่นจะได้มีคนมามองว่า เรานี้เป็นคนดี ชอบให้ทาน แทนที่จะคิดว่า การให้ทานนั้นเป็นการฝึกตัวเราเองให้ละจากการยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้ก้าวหน้าไปบนเส้นทางสู่พระพุทธภาวะ ก็จะทำให้การให้ทานของเราเป็นการทำกุศลที่บกพร่อง ขาดปัจจัยที่จะทำให้การกระทำของเรานี้เป็นกรรมอันบริสุทธิ์ ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายอันแท้จริงได้ ดังนั้นเราคิดว่า แม้บุญกุศลก็ไม่มีจริง เพราะที่เราคิดว่าเป็น “บุญกุศล” นั้นก็เป็นเพียงการปรุงแต่งไปด้วยคำพูด เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็ปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศลไปได้อย่างอิสระ ไร้ข้อผูกมัดใดๆว่าจะต้องมีบุญกุศลเท่านั้นเท่านี้

ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นเลิศของการปฏิบัตินี้ยังบอกเราว่า แม้แต่ตัวเราก็ไม่มี ดังนั้นเมื่อมีการประกอบกุศลกรรมหรือปฏิบัติธรรม ก็ไม่มีความคิดว่า “นี่คือตัวเราผู้กำลังปฏิบัติ” นอกจากการคิดเช่นนี้จะทำให้เราเกิดความหลงผิดว่า มีตัวมีตนแล้ว ยังจะก่อให้เกิดภัยอันใหญ่หลวงขึ้นมาได้แก่ผู้ปฏิบัติ ได้แก่การคิดว่าตนเองดีกว่า เก่งกว่า เหนือกว่าคนอื่น การประจักษ์แจ้งชัดว่าแท้จริงแล้ว เราผู้ปฏิบัติไม่มีอยู่ เป็นการกำจัดต้นตอของการที่อาจจะคิดไปว่า ตัวเราจะดีกว่า หรือเหนือกว่า หรือแม้แต่จะคิดว่าตัวเราด้อยกว่า หรือเท่าเทียมกับผู้อื่น ทั้งนี้เพราะไม่มีตัวเราให้เปรียบแต่อย่างใดเลยนั่นเอง

ความเป็นเลิศประการสุดท้ายได้แก่ความเป็นเลิศของการลงจบ ในการปฏิบัติธรรมหรือประกอบกุศลกรรมใดๆ เช่น ถือศีล ให้ทาน นั่งสมาธิ ฟังธรรม ภาวนาหัวข้อธรรม เมื่อถึงเวลาที่จะจบการกระทำนั้น เราต้องไม่ลืมอุทิศบุญกุศลที่เกิดขึ้นให้แก่สรรพสัตว์เสมอ เราทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เราไม่อาจเก็บบุญกุศลนั้นไว้ที่เราเพียงผู้เดียว แต่เรากำลังเดินทางสู่การบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ดังนั้นที่เราทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพียงเพื่อเหล่าสัตว์โลกนี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีเหตุผลอันมีน้ำหนัก ที่เราจะต้องอุทิศบุญกุศลนี้ให้แก่สัตว์โลก หลังจากการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง

ตัวอย่างเช่น หลังจากให้ทาน เช่นถวายของแก่พระ เสร็จแล้ว เราก็อุทิศบุญกุศลให้แก่สรรพสัตว์ด้วยการคิดว่าขอให้บุญกุศลที่ได้จากการถวายของแก่พระภิกษุนี้ จงเป็นปัจจัยให้สรรพสัตว์ทั้งปวงจงเข้าถึงเป้าหมายอันสูงสุด อันเป็นประโยชน์สูงสุดทุกคนๆหรือทุกตัวๆ เราทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เราเข้าใจว่าไม่มีตัวเราที่จะเป็นผู้รับบุญกุศลนั้น แต่บุญกุศลนั้นกลับเป็นประโยชน์แก่เหล่าสัตว์โลกในสังสารวัฏอย่างมหาศาล เพราะสัตว์โลกเหล่านี้ยังมีกิเลสปิดบังดวงตา ทำให้มองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้วตัวตนของพวกเขามิได้มีอยู่จริง แต่เมื่อพวกเขายังถูกปิดบังอยู่เช่นนี้ เราก็ช่วยเหลือพวกเขาด้วยการให้อำนาจของบุญกุศลที่เราทำนี้แผ่ไปยังสัตว์โลกทั้งมวล ให้สัตว์โลกได้รับประโยชน์สุขจากบุญกุศลของเรานี้ทั้งหมด

นอกจากนี้ประโยชน์และความเป็นเลิศของการอุทิศบุญกุศลก็คือว่า จะทำให้การปฏิบัติธรรมของเรานั้นได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งก็ต้องทำไปควบคู่กับความเป็นเลิศสองประการแรกด้วย เหตุที่ทำให้มีประสิทธิภาพเช่นนี้ก็เพราะว่า แทนที่เราจะเก็บบุญกุศลไว้ที่ตัวเราคนเดียว ซึ่งจะทำให้บุญกุศลนั้นเหือดแห้งไปเพราะแปดเปื้อนไปด้วยการยึดมั่นกับตัวตน เรากลับแผ่บุญกุศลนั้นออกไปทุกทิศทุกทาง บุญกุศลนั้นก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล เพราะประกอบไปด้วยการไม่ยึดมั่นกับตัวตน และด้วยความปรารถนาอันจริงใจที่ยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์

(จากคำสอนของเตชุง ริมโปเชใน การเห็นทั้งสาม)

นำพาพ่อแม่ไปด้วย

ผมเพิ่งแปลบทที่ยี่สิบเจ็ดของหนังสือ Three Levels of Spiritual Perception ของเตชุง ริมโปเช เสร็จเรียบร้อย เนื้อหาของบทนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน เพื่อพัฒนาความเมตตากรุณา และโพธิจิต อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนามหายาน ผู้ที่สนใจอ่านบทนี้ เข้าไปได้ที่

http://1000stars.wikispaces.com/Taking%20your%20parents%20along