พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์

คำถามหนึ่งที่มีคนถามญีมาถักปาริมโปเชในการบรรยายของท่านที่บ้านมูลนิธิพันดาราเมื่อวานก็คือว่า ในพระพุทธศาสนาทิเบตมีเรื่องเกี่ยวกับพระอาจารย์ที่บรรลุกลายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก แล้วพระอาจารย์ที่บรรลุเหล่านี้จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับพระพุทธเจ้าศากยมุนี คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ ก็เลยคิดว่าจะเอามาพูดในรายละเอียดในที่นี้

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า การเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีร่างกายร่างนี้หรือเป็นคนๆนี้เท่านั้น เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าเองตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ซึ่งก็หมายความว่าการเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่การมีร่างกายร่างนี้ มีหน้าตาแบบนี้ มีชาติกำเนิดแบบนี้ สวมใส่จีวรแบบนี้ พวกนี้ไม่เกี่ยวข้องแต่ประการใด ใครที่คิดว่าเกี่ยวก็หมายความว่ายังไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าดีพอ

แล้ว “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” หมายความว่าอย่างไรกันแน่? การเห็นธรรมคือการเข้าใจคำสอนอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เดินตามเส้นทางของศีล สมาธิ ปัญญา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เราทำ คนที่ทำเช่นนี้ได้ชื่อว่า “เห็นพระพุทธเจ้า” เพราะว่าเขามีจิตที่น้อมนำไปสุ่การหลุดพ้นจากทุกข์ มีจิตที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและปัญญา

แล้วเหตุใดคนที่เห็นเช่นนี้จึเรียกว่าเห็นพระพุทธเจ้า? ก็เพราะว่าความเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยุ่ที่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่เช่นนั้นเวลาเรากราบพระพุทธรูป เราก็กำลังกราบก้อนอิฐก้อนปูน หรือก้อนทองเหลืองเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเวลาเรากราบพระพุทธรูป ใจของเราน้อมนำไปที่คุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเรามองพระพุทธรูป เราเห็นมากไปกว่าก้อนทองเหลืองหรือก้อนปูน แต่เราเห็นตัวแทนของคุณสมบัติที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า นี่ต่างหากที่พระพุทธองค์ทรงอยากให้เราเห็น ไม่ใช่มาเห็นรูปร่างภายนอกของท่านเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครก็ตามที่เข้าถึงคุณสมบัติเหล่านี้อย่างเต็มที่ ก็ย่อมไม่ต่างจากพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ต่างกัน เพราะต่างก็บรรลุถึงคุณสมบัติข้อนี้เหมือนกัน เป็นไปไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าที่มีคุณสมบัติอะไรที่พระอรหันต์ไม่มี เพราะคุณสมบัติของการหลุดพ้นเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นสาธารณะ ทุกคนก็ย่อมเข้าถึงและเอามาเป็นของตัวได้เหมือนกันหมดทั้งสิ้น

เมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วตกลงพระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ เราต้องคอยระวังตัวอย่าให้ภาษามาหลอกลวงเราได้ การที่เราถูกภาษาหลอกเอาแสดงว่าเรายังอยู่ภายใต้อวิชชาอยู่ ที่สำคัญก็คือว่า เราคิดไปว่าภาษาหรือถ้อยคำเป็นอย่างไร ความเป็นจริงต้องเป็นอย่างนั้น ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ภาษามักปรากฏตัวออกมาเป็นรูปประโยค ซึ่งต้องประกอบด้วยภาคประธานกับภาคแสดง หากเราไม่ระวังตัว เราก็คิดไปว่า โลกภายนอกนั้นก็แบ่งตัวออกเป็น “ภาคประธาน” กับ “ภาคแสดง” ไปด้วย หรือตามที่อาริสโตเติล (ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีของการคิดตามภาษา) บอกว่า สรรพสิ่งประกอบไปด้วย “องค์ประธาน” หรือ “แก่นสารสาระ” (substance) กับ “คุณสมบัติ” (property) ซึ่งจริงๆแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสิ่งที่เราสมมติปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น ไม่ได้มีรากฐานอยู่บนความเป็นจริงที่แท้แต่ประการใด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำหนดขึ้นเป็น “องค์ประธาน” นั้น ก็ต้องตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่มีสาระประจำใดๆที่จะทำให้กำหนดได้ว่าเป็นสิ่งนี้จริงๆไม่ใช่สิ่งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ขัดแย้งกับการคิดแบบอาริสโตเติลโดยตรง

เรื่องการที่ภาษามาหลอกลวงเรากับเรื่องพระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ มาเกี่ยวกันก็เพราะว่าภาษามักบอกเราว่า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของศาสนาพุทธ หรือพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสรรพสัตว์ ทำให้เกิดภาพว่าผู้สอนก็สิ่งหนึ่ง ผู้ถูกสอนก็อีกสิ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงที่แท้นั้นผู้สอนก็ไม่มี ผู้ถูกสอนก็ไม่มี การคิดไปว่ามีผู้สอนกับผู้ถูกสอนก็มาจากการอุปโลกน์ความเป็นจริงโดยภาษาเท่านั้น คือเมื่อมีคำว่า “ผู้สอน” ก็เกิดความคิดว่ามีสิ่งหนึ่งที่เป็นผู้สอน ซึ่งก็ย่อมต่างจากผู้ถูกสอน ผลก็คือการคิดแบบแยกแยะนี้ไปขัดกับความเข้าใจที่ว่าคุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้าหรือการบรรลุธรรมมีเหมือนกันทั้งในพระพุทธเจ้าและในพระอรหันตสาวก

แล้วตกลงมีพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ คำตอบคือมันขึ้นกับเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยเป็นแบบหนึ่ง เช่นต้องการจะเน้นเรื่องศาสนาของพระพุทธศาสนา หรือเจ้าชายสิทธัตถะที่บำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมแล้วสังสอนสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าก็มีหนึ่งเดียว แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่น่าสนใจ เพราะเรากำลังมุ่งไปที่ตัวบุคคลหรือร่างกายเนื้อหนัง ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของพระพุทธองค์ในการสั่งสอนเราเลย เราควรมุ่งไปที่คุณลักษณะของความเป็นพระพุทธเจ้าหรือสภาวธรรมที่เป็นอยู่เอง สภาวะดังกล่าวนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีมากกว่าหนึ่งหรือน้อยกว่าหนึ่ง เพราะทั้งหมดตั้งอยู่บนการไม่แบ่งแยกออกเป็นสอง ซึ่งได้บอกไปแล้วว่ามาจากการถูกภาษาหลอกเอา

หรือมองอีกแง่หนึ่ง จำนวนพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้มีนับไม่ถ้วน มีมากมายมหาศาลสุดจะนับได้ มีอยู่ในทุกอณูของอากาศธาตุ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละอณูของอากาศธาตุนั้นมีความแตกต่างกัน และเป็นจักรวาลในตัวมันเองทั้งหมด ดังนั้นเนื่องจากในแต่ละจักรวาลจะมีพระพุทธเจ้าประจำอยู่อย่างน้อยหนึ่งพระองค์ จำนวนของพระพุทธเจ้าจึงมากมายมหาศาล สุดจะสรุปออกมาเป็นตัวเลขได้

Advertisements

พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน

งานประชุม/เสวนาเพื่อฉลองปีพุทธชยันตี
“พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน”
วันเสาร์ 27 ตุลาคม 2555 เวลา 09.00-17.30น.
ห้อง105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัดโดย มูลนิธิพันดารา ร่วมกับ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักการและเหตุผล
มูลนิธิพันดารา องค์กรส่งเสริมภูมิปัญญาทิเบต/หิมาลัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างนิกายต่างๆในพระพุทธศาสนาและศาสนาต่างๆ โดยความร่วมมือกับศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดกิจกรรมประชุม เสวนาและบรรยายธรรมมาอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติธรรม กับประชาชนผู้สนใจทั่วไปและเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในสังคมเกี่ยวกับความสำคัญของความรักความกรุณาและมิติทางจิตวิญญาณในชีวิตสมัยใหม่

เนื่องจากในปีพุทธศักราช 2555 เป็นปีมหามงคลเพราะครบรอบการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าสมณโคดม 2,600 ปี คณะผู้จัดจึงเห็นความสำคัญของการจัดเสวนาเรื่อง “พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน” เพื่อมอบความรู้ให้เป็นวิทยาทานแก่สังคม เพื่อให้เกิดการสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่พุทธธรรมนำมาให้กับชีวิต ตลอดจนการประสานธรรมะกับการดำรงชีวิต

นอกจากนี้ ในเสวนานี้จะมีการสนทนาเกี่ยวกับภูเขาไกรลาศ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานจาริกแสวงบุญของศาสนาฮินดู ศาสนาเชน และศาสนาพุทธ (ทั้งนิกายพุทธทั่วไปและนิกายพุทธเพิน) แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและความปรองดอง คณะผู้จัดจึงเห็นสมควรให้มีการสนทนาเกี่ยวกับข้อคิดทางธรรมที่ได้จากการเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ภูเขาลูกนี้ โดยประเด็นหลักของการสนทนาจะเน้นการเดินทางภายในและการเปลี่ยนแปลงจิตใจอันมีผลต่อการดำเนินชีวิตหลังการจาริก

อาหาร
ทางการประชุมจะมีอาหารว่างและเครื่องดื่มบริการ ส่วนอาหารกลางวันผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับประทานได้ที่โรงอาหารคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ติดกับห้องประชุม

การลงทะเบียน
การประชุมนี้ไม่เก็บค่าลงทะเบียน แต่ขอให้ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าที่
Email:1000tara@gmail.comโทร. 0878299387, 0833008119 โทรสาร025114112

กำหนดการเสวนา
วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555
8.45 น. ลงทะเบียนและรับเอกสาร
9.15 น. เปิดงาน
อาจารย์โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ (อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและผู้อำนวยการ ศูนย์
จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
9.30 น. “ปรัชญาปารมิตา”
อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ (อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จาริกแสวงบุญ
ด้วยการเดินสู่อิสรภาพ)
10.30 น. ซักถาม/พักรับประทานเครื่องดื่ม
10.50 น. รายงาน “ความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการพระศานติตารามหาสถูป”
11.00 น. “พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน”
คุณรสนา โตสิตระกูล (สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร)
12.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. ธรรมะจากทิเบตกับมุมมองของชีวิต
อาจารย์กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (อาจารย์ด้านทิเบตศึกษา ผู้จาริกแสวงบุญ)
14.00 น. แนะนำวัฒนธรรมชาทิเบตและชวนชิมชา
อาจารย์มิว เยินเต็น/ Mr. Meu Yonten Tongdrol (อาจารย์ด้านวัฒนธรรมทิเบต)
รับประทานอาหารว่าง
15.00 น. เสวนาเรื่อง “ไกรลาศ : ธรรมะจากการจาริก”
อาจารย์สิริเกียรติ บุญวรเศรษฐ์ (อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ค้นหาปรมัตถ
สัจจะจากทั้งภายนอกและภายใน), คุณวราวุธ ศรีโสภาค (นักเดินทาง
-ถ่ายภาพ), อาจารย์กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ดำเนินรายการโดยคุณกุณฑ์ สุจริต
กุล (นักศึกษามหาวิทยาลัยนาโรปะ ผู้แสวงหาภูมิปัญญาทิเบต/หิมาลัย)
17.30 น. จบกิจกรรม

ประวัติวิทยากร

รศ. ดร. ประมวล เพ็งจันทร์
อาจารย์ประมวล เกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จบการศึกษาตรี-เอกด้านปรัชญา จากประเทศอินเดีย เคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (พ.ศ. 2532-2548) เป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อาจารย์ประมวลเดินเท้า 66 วันเพื่อแสวงหาสัจธรรมและประสบการณ์ด้านจิตวิญญาณจากเชียงใหม่ถึงเกาะสมุย และได้ถ่ายทอดประสบการณ์นั้นเป็นหนังสืองดงามชื่อว่า “เดินสู่อิสรภาพ”

คุณรสนา โตสิตระกูล
คุณรสนาเคยเป็นนักพัฒนาองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ ได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับการทุจริตยา การสกัดกั้นการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย งานพัฒนาสมุนไพรและสาธารณสุของค์รวม ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร คุณรสนายังเป็นนักคิดคนสำคัญของประเทศไทย มีผลงานแปลและเขียนหลายเล่ม อาทิ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” โดยมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ “เดิน : วิถีแห่งสติ” โดย ติช นัท ฮันท์ “จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ” โดยฟริตจ๊อป คราปร้า เป็นต้น

รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
อาจารย์กฤษดาวรรณ เคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลา 14 ปี ลาออกใน ปี พ.ศ. 2550 เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับมูลนิธิพันดาราและเพื่อการปฏิบัติธรรม ได้เดินทางจาริกแสวงบุญด้วยการกราบอัษฎางคประดิษฐ์ในทิเบตสองครั้งรวมระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร งานสำคัญของชีวิตคือการสร้างพระสถูปแบบทิเบตและจัดอบรมภาวนาเพื่อพัฒนาจิตใจของผู้คน ณ ศูนย์ขทิรวัน หัวหินอันเป็นบ้านเกิด อ.กฤษดาวรรณมีงานเขียนหลายเล่ม อาทิ “ทิเบต : ขอบฟ้าที่สูญหายไป” “แสงจันทร์เหนือยอดสนกับความทรงจำอันงดงาม” “แทบธุลีดิน 18 วัน 80 กิโลเมตรกับการจาริกบนหลังคาโลก” และงานแปลเรื่อง “ประตูสู่พุทธเพิน : แสงธรรมจากทิเบต” โดยลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเช

อาจารย์มิว เยินเต็น (Aj. Meu Yonten)
อาจารย์เยินเต็น เคยบวชเป็นพระภิกษุเป็นเวลาถึง 27 ปีที่วัดตกเต็น เมืองงาวา แคว้นอัมโด ทิเบตตะวันออก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ในขณะที่บวชเรียน ได้ทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสารชื่อ “แสงธรรมจากภูเขาหิมะ” ต่อมาได้มีโอกาสไปเรียนภาษาจีนและภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยชนชาติกลุ่มน้อย นครเฉิงตู ตัดสินใจลาสิกขาเพื่อให้สามารถทำงานเพื่อสังคมได้มากขึ้น อาจารย์ เยินเต็น ทำงานกับมูลนิธิพันดารามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบันโดยทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาและศิลปวัฒนธรรมทิเบต และผู้จัดการโครงการ ศูนย์ขทิรวัน

อาจารย์สิริเกียรติ์ บุญวรเศรษฐ์
อาจารย์สิริเกียรติ์ อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาศึกษารากฐานของศาสนาสำคัญหลายศาสนา รวมถึงการไปเยือนสถานที่สำคัญของศาสนาหลักของโลก ทั้ง กรุงเยรูซาเลม กรุงโรม กรุงปักกิ่งและอินเดีย/เนปาล รวมถึงใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาพุทธนิกายมหายาน แบบทิเบต ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมจากสมเด็จองค์ดาไลลามะและท่านรินโปเชสำคัญของทิเบต ล่าสุด อ สิริเกียรติ์ เยือนภูเขาไกรลาศเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา

คุณวราวุธ ศรีโสภาค
นักเดินทาง-ถ่ายภาพ (มือสมัครเล่น) จบการศึกษาด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยทำงานเป็นนักเขียนบทและโปรดิวเซอร์รายการสารคดีโทรทัศน์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และครีเอทีฟงานออกแบบพิพิธภัณฑ์ รักการเดินทางไปในโลกกว้างเพื่อเปิดโลกทัศน์ สะสมประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลายให้คุ้มค่ากับที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ และถ่ายทอดเรื่องราวสิ่งที่พบเห็นลงในภาพถ่าย เชื่อว่าการเดินทางท่องเที่ยวช่วยสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อกันระหว่างผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ของโลก

คุณกุณฑ์ สุจริตกุล
นักศึกษาด้าน Contemplative Education มหาวิทยาลัยนาโรปะ ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยงานพุทธเพื่อคนรุ่นใหม่ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ พร้อมกับเป็นไกค์มือสมัครเล่นพาผู้คนไปเรียนรู้ภูฐาน เพราะหลงรักดินแดนพุทธหิมาลัย

นายช่างเรือน

เมื่อวานผมได้ไปร่วมงานของมูลนิธิพันดาราหัวข้อ “เยิรไกรลาศ: ลำนำมนตราหิมาลัย” โดยมีแขกรับเชิญคนสำคัญได้แก่แม่ชีเชอยิง เตรอมา ผู้มีชื่อเสียงจากการร้องเพลงธรรมะไปทั่วโลก การมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเธอ และเธอก็ได้รับเชิญจากหลวงพี่อนิล วัดบวรนิเวศที่คิดว่าเหตุใดแม่ชีเชอยิงถึงไปโด่งดังอยู่ทั่วโลกแต่ในประเทศไทยที่อยู่ใกล้ๆเนปาลบ้านเกิดของท่านทั้งสองแล้ว กลับไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลย หลวงพี่อนิลก็เลยเชิญแม่ชีมาร่วมงานพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก แล้วในวันสุดท้ายของการมาเยือนประเทศไทย ก็ได้เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าร่วมฟังการบรรยายและการขับขานลำนำของท่าน

การมาเยือนของท่านแม่ชีในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฉลอง “พุทธชยันตี” ซึ่งปีนี้เชื่อกันว่าเป็นปีที่ครบรอบ ๒,๖๐๐ ปีของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า กาาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านับเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ทำให้ชาวโลกได้มองเห็นหนทางที่จะเอาชนะความทุกข์ทั้งมวลที่มารุมเร้าอยู่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงยิ่ง ในการเสวนากันช่วงแรกหลวงพี่อนิลได้กล่าวถึงคำอุทานแรกของพระพุทธเจ้าหลังจากที่เพิ่งได้ทรงตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ คำอุทานนี้มีความสำคัญยิ่งในการเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนา จึงขอยกมาทั้งหมดดังนี้

อะเนกะชาติสังสารัง    สันธาวิสสัง อนิพพิสัง
เมื่อเรายังไม่พบญาณ  ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นเอนกชาติ

คะหะการัง คะเวสันโต    ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน; การเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ร่ำไป

คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ    ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน!  เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว;  เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป

สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา    คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว;  ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว

วิสังขาระคะตัง จิตตัง    ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป  มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา

และเมื่อแม่ชีเชอยิงได้ยินคำแปลของการสนทนากันในหัวข้อนี้ ก็เลยกล่าวขึ้นมาว่า ตนเองรู้จักเพลงพื้นบ้านของเนปาลอยู่บทหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาตรงกันกับคำอุทานนี้ของพระพุทธเจ้า และท่านก็ได้กรุณาร้องให้เราฟังสดๆดังต่อไปนี้

Ani Choying Singing

หากเราพิจารณาเนื้อหาของคำอุทานของพระพุทธเจ้าตรงนี้ เราก็จะเห็นว่าเนื้อความบอกว่า นายช่างที่สร้างบ้านให้ท่านอยู่นี้ได้สร้างบ้านให้ท่านอยู่มาเป็นเวลาหลายภพหลายชาติ และเหตุที่ท่านยังทรงอยู่ในสังสารวัฏก็เพราะว่านายช่างนี่แหละเป็นคนคอยสร้างบ้านให้ท่านอยู่มาเรื่อย และเมื่อท่านได้ทรงตรัสรู้ ก็พบตัวนายช่าง รู้แล้วว่านายช่างจะทำอะไร อย่างไร ก็เลยหักพังบ้านของนายช่างเสีย นายช่างก็สร้างบ้านไม่ได้อีกต่อไป

เราอาจสงสัยว่าทำไมจึงต้องทำลายบ้านของนายช่างด้วย คนทั่วไปมักจะคิดว่าทำไมต้องทำลายบ้านด้วย มีบ้านอยู่ดีๆไม่ชอบหรือ? คำตอบก็คือว่าการมีบ้านก็คือการว่ายวนอยู่ในสังสารวัฎ ชาติหนึ่งก็มีบ้านหนึ่ง เช่นชาตินี้เราเป็นมนุษย์ (ถึงอ่านบล๊อกนี้รู้เรื่อง) แต่ชาติก่อนเราอาจเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเทวดา หรือเป็นอย่างอื่นๆ แล้วชาติหน้าก็จะเป็นอย่างอื่นเรื่อยๆไป เหมือนกับบ้านที่ว่านี้ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง แต่เปลี่ยนไปเรื่อยๆเหมือนเราท่องเที่ยวไปแล้วก็แวะพักค้างคืนตามโรงแรม เพียงแต่ว่าไม่ว่าเราจะไปโรงแรมที่ไหน ก็จะมีนายช่างที่ว่าคอยสร้างให้เรื่อย ทำให้เราคิดอยู่ทุกครั้งว่าห้องที่เราอยู่ครั้งนี้เป็นบ้านของเราจริงๆ

ปัญหาก็คือ นายช่างคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงคอยมาปลูกเรือนให้เราอยู่ทุกครั้งที่เราท่องเที่ยวไป จริงๆแล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวเราเองนี่แหละ การค้นพบที่สำคัญของพระพุทธเจ้าก็คือว่าค้นพบว่านายช่างที่คอยสร้างบ้านให้อยู่ในแต่ละชาตินั้น ก็คือตัวของเราแต่ละคน การคิดไปว่ามีตัวเราทำให้เกิดการแบ่งแยกว่านี่คือตัวเรา นี่ไม่ใช่ตัวเรา และขอบเขตของตัวเราก็คือขอบเขตของ “บ้าน” ที่นายช่างปลูกให้เรานี่เอง

ดังนั้นการที่พระพุทธเจ้าพบกับคนสร้างบ้าน ก็คือกลับมาเผชิญหน้ากับตัวตนของท่านเอง เหมือนกับพระพุทธเจ้ากลับมาเจอกับ “เจ้าชายสิทธัตถะ” หรือ “โอรสองค์เดียวของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายา” หรือ “อาจารย์ของปัญจวัคคีย์” แล้วก็รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวตนของท่านที่คอยสร้างที่อยู่ให้แก่ท่านเพื่อหลอกล่อให้ท่านติดอยู่กับบ้านเหล่านี้ ให้คิดไปกว่าบ้านเหล่านี้เป็นของจริง เป็นที่พักอาศัยที่ปลอดภัยสุขสบาย ซึ่งแท้จริงแล้วมีแต่ทำให้เกิดความทุกข์มากมาย ซึ่งความทุกข์เหล่านี้เองที่เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อหาทากำจัดถอนรากถอนโคนโดยสิ้นเชิง

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงกล่าวว่า ” เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว;  เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป”? ก็เพราะว่าหากนายช่างที่ว่านี้เป็นคนอื่น การเพียงแต่รู้จักจะไม่ทำให้นายช่างนี้มาทำเรือนให้ท่านไม่ได้อีก แต่เนื่องจากนายช่างก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อยู่ด้วยกันกับท่านมาตลอดทุกภพทุกชาติ การ “รู้จัก” นายช่างเรือนก็คือว่า “รู้ทัน” ว่าบ้านที่นายช่างคอยสร้างมาให้ตลอดนี้ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากการที่ตัวตนของท่านถูกสร้างขึ้นมา และก็สร้างมายาหลอกท่านว่านี่คือความจริง ซึ่งเป็นเหตุเบื้องแรกที่สุดของการเกิดความทุกข์

นี่เป็นเหตุที่ว่าทำไมการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งมวล การเผชิญหน้าและรู้จักเท่ากันกับ “นายช่างเรือน” ซึ่งก็คือตัวตนของเรานี่เอง และทำลายการสร้างภาพมายาของนายช่างเสียได้เป็นความก้าวหน้าอย่างสำคัญยิ่งของมนุษย์ และเป็นเหตุที่ว่าทำไมเราถึงควรมาฉลอง ๒.๖๐๐ ปีของการตรัสรู้กัน การฉลองนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทำตามกระแสหรือทำอะไรตามที่สื่อต่างๆชักชวนให้เราทำ แต่เราควรกลับมาหา “นายช่าง” ประจำตัวของเราแต่ลคนให้พบแบบเดียวกับที่พระพุทธเจ้าได้ทำให้ดู แล้วก็บอกนายช่างคนนี้ว่า “เรารู้จักท่านแล้ว ต่อไปนี้ท่านสร้างบ้านให้เราไม่ได้อีกต่อไปแล้ว” หากเราเริ่มทำได้แบบนี้ก็นับได้ว่าเราฉลองพุทธชยันตี และเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

 

 

เอาชนะความตาย

วันนี้เป็นวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาคริสต์ เป็นวันที่พระเยซูฟื้นคืนชีพมาจากความตาย ชาวคริสต์เชื่อว่าหลังจากที่พระเยซูถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการถูกจับตรึงบนไม้กางเขนแล้ว อีกสามวันต่อมาพระองค์ก็ทรงฟื้นขึ้นมา และออกจากที่ฝังศพมาพูดคุยใช้ชีวิตกับเหล่าสาวกเป็นเวลาสี่สิบวัน ก่อนจะเสด็จขึ้นสวรรค์ทั้งร่างกาย และไปประทับอยู่ทางขวาของพระบิดาบนสวรรค์

สาระสำคัญของวันอีสเตอร์จึงอยู่ที่การฟื้นจากความตายและการเอาชนะความตาย การที่พระเยซูทำเช่นนีแสดงว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริง และได้ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์จริงๆอยู่กับเราๆท่านๆ ความเชื่อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาวคริสต์ เพราะหากไม่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริง แล้วเสด็จลอยขึ้นสวรรค์ทั้งตัวไปจริง ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเป็นชาวคริสต์ การเป็นชาวคริสต์หมายความว่าเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้าและเป็นผู้ช่วยให้รอด เหตุการณ์ที่พระเยซูฟื้นคืนชีพมาเป็นหลักฐานเช่นนั้นในสายตาของชาวคริสต์

อย่างไรก็ตาม เราชาวพุทธก็สามารถเอาเหตุการณ์วันอีสเตอร์มาเป็นคติสอนใจได้ ความหมายของการฟื้นคืนชีพของพระเยซูนอกจากจะเป็นเรื่องของพระเยซูแล้ว ยังเป็นคติเตือนใจพวกเราแต่ละคนว่า เรามีความสามารถที่จะเอาชนะความตายได้ ชาวพุทธก็มีหนทางเอาชนะความตายเช่นเดียวกัน การเอาชนะนี้ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความหวังว่าวันหนึ่งเทคโนโลยีนี้จะกำจัดต้นตอของความแก่เฒ่าและความอ่อนแอต่างๆของร่างกายที่ตามมาได้หมด แต่หมายความถึงว่าเราใช้ปัญญากำจัดความหลงผิดว่าเป็นตัวเรา เป็นตัวเป็นตนไปเสีย เมื่อไม่มีตัวตน ก็ไม่มีใครตาย

พูดอีกอย่างก็คือว่า ความตายจะเกิดเฉพาะแก่สัตว์โลกที่ยังว่ายเวียนในสังสารวัฏเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ตายจริง เพราะเมื่อตายจากภพนี้ก็ไปเกิดในภพใหม่ ไม่จบสิ้นจนกว่าจะบรรลุนิพพาน เมื่อเข้าใจความเป็นจริงอย่างถ่องแท้ เมื่อมองเห็นว่าที่คิดว่าเป็น “ตัวตน” ของเรานั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าภาพลวงตา ก็ไม่มีใครตาย เมื่อไม่มีใครตายก็ไม่มีใครเกิดใหม่ เป้าหมายของการเป็นชาวคริสต์คือมีส่วนร่วมในชีวิตของพระเยซู ไม่ใช่ว่ามองเห็นพระเยซูลอยขึ้นสวรรค์แล้วแค่นั้น แต่เราแต่ละสามารถเป็นแบบพระเยซู คือเอาชนะความตายได้ ชาวพุทธก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเราฟังคำสอนเรื่องกำจัดตัวตนแล้วก็แค่นั้น แต่เราต้องเอาคำสอนนี้มาพยายามทำให้เข้าถึงไปยังแก่นรากของชีวิตของเรา เพื่อที่ในท้ายที่สุดเราจะเห็นความจริงข้อนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็จะมองความตายว่าเป็นเพียงสิ่งที่เป็นไปเองตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น การฟื้นคืนชีพของพระเยซูในวันอีสเตอร์จึงเป็นคติเตือนใจของชาวพุทธว่าสามารถ “ฟื้นคืนชีพ” ได้เช่นกันด้วยการกำจัดความหลงผิดที่เกาะกินเรามาเป็นเวลาอันนับภพชาติไม่ถ้วนนั่นเอง

Mantra of Buddha Shakyamuni

We are still on the topic of Buddha Shakyamuni. He is the historical Buddha, meaning that he lived among us in flesh and blood, setting the Wheel of Dharma going for us in our days and age. He was the founder of Buddhism and was the first teacher of the unbroken lineage of monks that come down to us today. His mantra is at once a homage to him as well as an expression of the supreme quality of Enlightenment that the Buddha embodies. This supreme quality is not limited to Buddha Shakyamuni himself; on the contrary anybody can have this quality, can become one with this quality, if they follow the Buddha’s teachings wholeheartedly. So when you recite this mantra, you reflect on the quality of the Buddha and express this quality out loud by yourself. So it is a very, very powerful mantra. It says “Om Muni Muni Mahamuni Shakyamunaye Soha.”  The chant is sung by Ani Choying Drolma:

 

Buddhism and Civic Consciousness

I have just read a very good post on Buddhism and the need for taking care of our fellow human beings by a Thai author. He argues that ‘suffering’ or ‘duhkha’ is a fundamental conflict, such as one between our desire and the world — we suffer when the two do not connect; and he also says that Buddhists need to be more mindful of the plight of their fellow human beings, since we are all “suffering beings.” We are in the same boat, so to speak.

Here is a criticism of the kind of Buddhism that is being practiced in Thailand today. I am not talking about Theravada Buddhism, because Theravada Buddhists can be very kind to other human beings and all sentient beings too. This is not unique to Mahayana as pundits seem to believe. Caring for others is at the heart of Buddhism. The Buddha decided to come out of his Enlightenment to teach all of us simply because he cared for us. It is his love for us samsaric beings that prompted him to spend forty-five years tirelessly showing the way, teaching each of us differently according to our individual backgrounds and abilities, all in order that we “get it” and see that the lives we have been living for so long is pointless and there is a way out of this pointlessness which is achievable by everybody.

So the kind of Buddhism that the author is criticizing is not Theravada per se, but a social form of Buddhism that is being practiced in Thailand. Thai people emphasize the “merit making” aspect of Buddhism, so much so that somehow they seem to forget that this is only a path toward the goal. It seems that most Thai Buddhists mistake the path for the goal. We make merit not as an end in itself, but the merit helps us eventually “see” the way that the Buddha wanted us to see. Instead most Thai Buddhists see practicing Buddhism as little more than making merit and storing it in order to quality for some goodies that will happen afterwards. But that is not the heart of Buddhism.

We will understand the heart of Buddhism if we look at what the Buddha himself is doing. He left his princely, luxurious life to become a poor mendicant. This is terribly shocking, but when Buddhism is taught to Thai students this aspect is not emphasized much. The Buddha’s life story is related straightforwardly without letting this point seep into the listener’s mind. What does it mean for someone to abandon a wife, a son, a career, a home, a host of staffs and servants, a father, a mother, a bright future, to become a beggar? Why did the Buddha do that? What is the whole meaning of it? Reflecting on this and we eventually see how kind and compassionate the Buddha is to us. He took great sacrifice on himself so that all of us benefit. Not only did he abandon his palace, but during his practice he undertook very austere practices. We all know the story of how the Buddha tormented himself and was on the brink of death because he wanted to achieve Liberation. He wanted to know how to get rid of the sufferings — birth, old age, sickness and death — that afflict us all.

We don’t have to become exactly like the Buddha. But at least we can emulate him a little bit. Even this tiny bit will do us tremendously good. The whole point is that the Buddha did not all this for himself. It is not like, he wanted to become the Buddha, the Enlightened One, one that will be revered by millions of people. No, he did not want us to prostrate to him day in and day out. He did not want people to build gilded images of him and held him in highest respect either. All that he wanted was that we see the point and get it. He did all these sacrifices for us!

So this is what we can do. Instead of thinking only of ourselves — oh I am making this much merit today, so I will be eligible for even higher rewards afterwards, especially after I die — we should instead think of others and put their interests above our own. In fact this is the point of making merit, such as giving (dana). We give because we want others to be happy; we share what we have so that others can enjoy what we are enjoying too. We rejoice when others are happy. This is the real merit.

So what about civic consciousness? The author of the Thai article I mentioned earlier says that Buddhists should be more civic minded. He means Buddhists should not think only of themselves but they should care for others. When others in society are suffering we should not ignore them. We should understand, according to him, that suffering does not occur only at individual level, but at the structural level too. For example, there is an unjust system of distribution in society which leaves some very rich and some very poor. This is a simple example of the structural kind of suffering. Buddhists should strive to end that kind of suffering too. Thai Buddhists are usually blind to this, and in fact they have been programmed by the power-that-be that what they are doing (making merit and obtaining individual positive karmic results) is about the only thing they can do.

When we understand that injustice and structural kind of suffering all arise from human decision and intention, we realize that the individual level and the structural level are not that remote from each other. A good Buddhist, then, should do what he or she can to address both the individual and structural level of suffering. However, in Thailand Buddhists, especially monks, have been conditioned so much that they are expected to remain aloof from society and attend to their individual business only. That is wrong,and that is not what the Buddha taught.

So having strong civic consciousness is part of being a good Buddhist. Some Thai Buddhists may think that this is Mahayana. In fact ‘Mahayana’ or ‘Theravada’ are just labels, and neither term appears in the entire canon of the Tripitaka. The Buddha was neither with Theravada nor Mahayana nor Vajrayana nor what have you. He is with us. He wants us to get the point! It is the responsibility of those who can see something to help others who have not seen. This requires caring and helping others. This is what the Buddha taught us his students.

Praise of the Twenty-One Taras

It is quite well known that the Bodhisattva Tara has twenty-one emanations so that she could help sentient beings in every which way possible. The praise of Twenty-One Taras is one of the most widely chanted and universally loved by Tibetan Buddhists. The first video here presents translated texts of the Praise, accompanied by beautiful pictures and music:

Here is another praise, very beautifully chanted. The words you see in the pictures are those of the Praise to Twenty-One Tara while the words chanted — Om Tare Tuttare Ture Soha — is Tara’s seed mantra: