Substance and Emptiness

One of the questions I got from my paper on Spinoza and Buddhism on the Self that I gave at the symposium on “Philosophies in Dialog” the other day was that how could I compare Spinoza’s Substance and Nagarjuna’s Emptiness. The issue is a very large one and by itself it deserves a whole project of its own. But here in this blog I can only give a very brief sketch of what I am thinking at the moment.

First a little bit of background, Spinoza’s Substance is the totality of everything. It’s the only thing that exists by itself without being dependent on any other. In fact there is no *other* because Substance is the only thing that exists. Other things are just parts of Substance. Another name of Substance is God; another one is Nature. This is the ultimate reference point in Spinoza’s system, the starting point where everything in his thought follows.

Nagarjuna’s Emptiness, on the other hand, is not so straightforward. In fact Buddhist philosophy does not seem to want to say anything directly about this totality of all things taken as one big entity. In fact “Emptiness” is strictly speaking an aspect, or one could perhaps say at “attribute”, of this ultimate reality. Reality is by nature “empty” – this is a basic tenet of all schools of Buddhist philosophy. But even though it is considered as an attribute, then I think something interest could emerge when we compare it with Spinoza’s Substance.

When Buddhists talk about ultimate reality, it is usually couched in terms of its main characteristics; that is, that ultimate reality is interdependent, always changing, lacking in substance, and so on. This seems to point to a strong contrast with Spinoza’s Substance. If ultimate reality in the Buddhist views “lacks substance” then how could it even be comparable to Substance in Spinoza’s system? Aren’t we then comparing light and darkness, a pair of totally opposite qualities? But things are not that straightforward. For Spinoza’s Substance also cannot be directly described. This is not possible because for a thing to be describable (as, for example, a car is described as a vehicle with four wheels) there has to be a more general concept which is then qualified down to the level of the thing to be described. This is simple Aristotelian logic. But Spinoza’s Substance is the whole totality and “there is nothing greater” (Spinoza’s own words from the Ethics). So it can only be understood through the two possible “Attributes” that we can conceive, namely extension and thought. And even thought it cannot be described we know that it necessarily exists.

The Buddhist is not so metaphysical in this respect. Of course there are things like rocks and chairs, but their identity depends on others. I think Spinoza would agree on this point. So the problem boils down to: How would a Buddhist, or Nagarjuna himself, say anything about the totality of everything? What is the equivalence of Spinoza’s Substance in Buddhist philosophy?

The Buddhist talks about reality in this sense too. This is clear from the fact that Buddhists often talk about the whole totality of things when they characterize it as being always changing, lacking in substance, and so on. So ultimate reality is whatever that lacks substance, always changing, being such that any part of it is always dependent on others, and so on. This “whatever” is one and the same as rocks and chairs in one way of looking at it, but in another it is not the same because rocks and chairs are always parts of it. One way to look at this is to conceive the totality of everything here as whatever that consists of rocks, chairs, stars and also all mental episodes. This has to exist because there has to be something that possesses those characteristics of always changing, lacking in substance, and so on. And then we need to bear in mind that when we talk of this whatever we are not reifying it. This whole totality also share the same characteristics as all its parts.

However, that it is the totality of all things – this is not changing. Or to put it in another way, that it is a fact that all things do change all the time, this fact does not change. And in this point we can, I think, still compare this ultimate reality according to the Buddhist with Spinoza’s unchanging Substance. After all Substance for Spinoza is nothing more that a collection of all things, and all things do also change continuously. It is the whole collection, taken by itself, that does not change.

พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน

งานประชุม/เสวนาเพื่อฉลองปีพุทธชยันตี
“พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน”
วันเสาร์ 27 ตุลาคม 2555 เวลา 09.00-17.30น.
ห้อง105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัดโดย มูลนิธิพันดารา ร่วมกับ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักการและเหตุผล
มูลนิธิพันดารา องค์กรส่งเสริมภูมิปัญญาทิเบต/หิมาลัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างนิกายต่างๆในพระพุทธศาสนาและศาสนาต่างๆ โดยความร่วมมือกับศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดกิจกรรมประชุม เสวนาและบรรยายธรรมมาอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติธรรม กับประชาชนผู้สนใจทั่วไปและเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในสังคมเกี่ยวกับความสำคัญของความรักความกรุณาและมิติทางจิตวิญญาณในชีวิตสมัยใหม่

เนื่องจากในปีพุทธศักราช 2555 เป็นปีมหามงคลเพราะครบรอบการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าสมณโคดม 2,600 ปี คณะผู้จัดจึงเห็นความสำคัญของการจัดเสวนาเรื่อง “พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน” เพื่อมอบความรู้ให้เป็นวิทยาทานแก่สังคม เพื่อให้เกิดการสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่พุทธธรรมนำมาให้กับชีวิต ตลอดจนการประสานธรรมะกับการดำรงชีวิต

นอกจากนี้ ในเสวนานี้จะมีการสนทนาเกี่ยวกับภูเขาไกรลาศ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานจาริกแสวงบุญของศาสนาฮินดู ศาสนาเชน และศาสนาพุทธ (ทั้งนิกายพุทธทั่วไปและนิกายพุทธเพิน) แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและความปรองดอง คณะผู้จัดจึงเห็นสมควรให้มีการสนทนาเกี่ยวกับข้อคิดทางธรรมที่ได้จากการเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ภูเขาลูกนี้ โดยประเด็นหลักของการสนทนาจะเน้นการเดินทางภายในและการเปลี่ยนแปลงจิตใจอันมีผลต่อการดำเนินชีวิตหลังการจาริก

อาหาร
ทางการประชุมจะมีอาหารว่างและเครื่องดื่มบริการ ส่วนอาหารกลางวันผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับประทานได้ที่โรงอาหารคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ติดกับห้องประชุม

การลงทะเบียน
การประชุมนี้ไม่เก็บค่าลงทะเบียน แต่ขอให้ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าที่
Email:1000tara@gmail.comโทร. 0878299387, 0833008119 โทรสาร025114112

กำหนดการเสวนา
วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2555
8.45 น. ลงทะเบียนและรับเอกสาร
9.15 น. เปิดงาน
อาจารย์โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ (อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและผู้อำนวยการ ศูนย์
จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
9.30 น. “ปรัชญาปารมิตา”
อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ (อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จาริกแสวงบุญ
ด้วยการเดินสู่อิสรภาพ)
10.30 น. ซักถาม/พักรับประทานเครื่องดื่ม
10.50 น. รายงาน “ความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการพระศานติตารามหาสถูป”
11.00 น. “พุทธธรรมกับการเปลี่ยนแปลงภายใน”
คุณรสนา โตสิตระกูล (สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร)
12.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. ธรรมะจากทิเบตกับมุมมองของชีวิต
อาจารย์กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (อาจารย์ด้านทิเบตศึกษา ผู้จาริกแสวงบุญ)
14.00 น. แนะนำวัฒนธรรมชาทิเบตและชวนชิมชา
อาจารย์มิว เยินเต็น/ Mr. Meu Yonten Tongdrol (อาจารย์ด้านวัฒนธรรมทิเบต)
รับประทานอาหารว่าง
15.00 น. เสวนาเรื่อง “ไกรลาศ : ธรรมะจากการจาริก”
อาจารย์สิริเกียรติ บุญวรเศรษฐ์ (อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ค้นหาปรมัตถ
สัจจะจากทั้งภายนอกและภายใน), คุณวราวุธ ศรีโสภาค (นักเดินทาง
-ถ่ายภาพ), อาจารย์กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ดำเนินรายการโดยคุณกุณฑ์ สุจริต
กุล (นักศึกษามหาวิทยาลัยนาโรปะ ผู้แสวงหาภูมิปัญญาทิเบต/หิมาลัย)
17.30 น. จบกิจกรรม

ประวัติวิทยากร

รศ. ดร. ประมวล เพ็งจันทร์
อาจารย์ประมวล เกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จบการศึกษาตรี-เอกด้านปรัชญา จากประเทศอินเดีย เคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (พ.ศ. 2532-2548) เป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อาจารย์ประมวลเดินเท้า 66 วันเพื่อแสวงหาสัจธรรมและประสบการณ์ด้านจิตวิญญาณจากเชียงใหม่ถึงเกาะสมุย และได้ถ่ายทอดประสบการณ์นั้นเป็นหนังสืองดงามชื่อว่า “เดินสู่อิสรภาพ”

คุณรสนา โตสิตระกูล
คุณรสนาเคยเป็นนักพัฒนาองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ ได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับการทุจริตยา การสกัดกั้นการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย งานพัฒนาสมุนไพรและสาธารณสุของค์รวม ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร คุณรสนายังเป็นนักคิดคนสำคัญของประเทศไทย มีผลงานแปลและเขียนหลายเล่ม อาทิ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” โดยมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ “เดิน : วิถีแห่งสติ” โดย ติช นัท ฮันท์ “จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ” โดยฟริตจ๊อป คราปร้า เป็นต้น

รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
อาจารย์กฤษดาวรรณ เคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลา 14 ปี ลาออกใน ปี พ.ศ. 2550 เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับมูลนิธิพันดาราและเพื่อการปฏิบัติธรรม ได้เดินทางจาริกแสวงบุญด้วยการกราบอัษฎางคประดิษฐ์ในทิเบตสองครั้งรวมระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร งานสำคัญของชีวิตคือการสร้างพระสถูปแบบทิเบตและจัดอบรมภาวนาเพื่อพัฒนาจิตใจของผู้คน ณ ศูนย์ขทิรวัน หัวหินอันเป็นบ้านเกิด อ.กฤษดาวรรณมีงานเขียนหลายเล่ม อาทิ “ทิเบต : ขอบฟ้าที่สูญหายไป” “แสงจันทร์เหนือยอดสนกับความทรงจำอันงดงาม” “แทบธุลีดิน 18 วัน 80 กิโลเมตรกับการจาริกบนหลังคาโลก” และงานแปลเรื่อง “ประตูสู่พุทธเพิน : แสงธรรมจากทิเบต” โดยลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเช

อาจารย์มิว เยินเต็น (Aj. Meu Yonten)
อาจารย์เยินเต็น เคยบวชเป็นพระภิกษุเป็นเวลาถึง 27 ปีที่วัดตกเต็น เมืองงาวา แคว้นอัมโด ทิเบตตะวันออก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ในขณะที่บวชเรียน ได้ทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสารชื่อ “แสงธรรมจากภูเขาหิมะ” ต่อมาได้มีโอกาสไปเรียนภาษาจีนและภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยชนชาติกลุ่มน้อย นครเฉิงตู ตัดสินใจลาสิกขาเพื่อให้สามารถทำงานเพื่อสังคมได้มากขึ้น อาจารย์ เยินเต็น ทำงานกับมูลนิธิพันดารามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบันโดยทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาและศิลปวัฒนธรรมทิเบต และผู้จัดการโครงการ ศูนย์ขทิรวัน

อาจารย์สิริเกียรติ์ บุญวรเศรษฐ์
อาจารย์สิริเกียรติ์ อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาศึกษารากฐานของศาสนาสำคัญหลายศาสนา รวมถึงการไปเยือนสถานที่สำคัญของศาสนาหลักของโลก ทั้ง กรุงเยรูซาเลม กรุงโรม กรุงปักกิ่งและอินเดีย/เนปาล รวมถึงใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาพุทธนิกายมหายาน แบบทิเบต ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมจากสมเด็จองค์ดาไลลามะและท่านรินโปเชสำคัญของทิเบต ล่าสุด อ สิริเกียรติ์ เยือนภูเขาไกรลาศเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา

คุณวราวุธ ศรีโสภาค
นักเดินทาง-ถ่ายภาพ (มือสมัครเล่น) จบการศึกษาด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยทำงานเป็นนักเขียนบทและโปรดิวเซอร์รายการสารคดีโทรทัศน์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และครีเอทีฟงานออกแบบพิพิธภัณฑ์ รักการเดินทางไปในโลกกว้างเพื่อเปิดโลกทัศน์ สะสมประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลายให้คุ้มค่ากับที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ และถ่ายทอดเรื่องราวสิ่งที่พบเห็นลงในภาพถ่าย เชื่อว่าการเดินทางท่องเที่ยวช่วยสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อกันระหว่างผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ของโลก

คุณกุณฑ์ สุจริตกุล
นักศึกษาด้าน Contemplative Education มหาวิทยาลัยนาโรปะ ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยงานพุทธเพื่อคนรุ่นใหม่ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ พร้อมกับเป็นไกค์มือสมัครเล่นพาผู้คนไปเรียนรู้ภูฐาน เพราะหลงรักดินแดนพุทธหิมาลัย

New design

I have changed the design of the blog again. This time it should be easier on the eyes. This kind of shows how computer has evolved during these years. Perhaps some of us still remember the time when all texts on the screen are white or green under the black background of the screen itself. Yes, I am talking about the old DOS era when all that the screen could show was the text based letters.

So this will perhaps be the template for the blog for a while. Unless, of course newer designs come along…