First Digital Democracy Conference Bangkok

This conference aims to explore a wide field of digital democracy from different points of view. We would like to initiate a new multidisciplinary research field to explore the arising issues related to digital democracy, especially in Southeast Asia.

Furthermore, we would like to reach policy makers and IT-professionals, in order to cross communicate between both groups, especially in the issues concerning the use of information and communication technologies and strategies in political and governance processes.

This one day conference consists of public and invited sessions. The morning session is open for the public with six 20-minutes talks on different topics concerning digital democracy. The afternoon session will be a discussion round in a closed group with invited guests. We would like to brainstorm new ideas for further field building in digital democracy and research tracks. Engaging trans-disciplinary ideas to formulate a cluster of knowledge excellence in digital technology and democratization.

The conference will be in Thai

Program (Tentative)
Date: November 20, 2012
Public session: Room 310, Maha Chakri Building

9:00 – 9:30 Registration
9:30 – 9:45 Introduction and opening remarks
Dr. Jittiporn Chaisaingmongkol
Speaker session hosted by Dr. Pun-Arj Chairatana
9:50 – 10:10 Socialization of digital technologies: Digital divide
Dr.Kasititorn Pooparadai, NECTEC
10:10 – 10:30 Net Neutrality
Dr. Soraj Hongladarom, Chulalongkorn University
10:30 – 10:50 Digital security
Dr. Teeranan Nandhakwang
10:50 – 11:10 New media and hate speech
(Speaker to be announced)
11:10 – 11:30 Countering Hate Speech: Wikipedia as a
Socio-technical Solution?
Dr. Chanchai Chaisukkosol
11:30 – 11:50 Institutionalization of digital politics: ON-OFF line
Sombat Boonngamanong
11:50 – 12:00 Closing remarks for public session

12:00 -13:00 Lunch

Invited session: Room 815, Maha Chakri Building
13:00 – 14:30 Roundtable discussion I hosted by
Pichate Yingkiattikun
14:30 – 14:45 Coffee break
14:45 – 15:45 Roundtable discussion II hosted by
Pichate Yingkiattikun
15:45 – 16:00 Closing and concluding remark by
Dr. Soraj Hongladarom

Organized by Center for Ethics of Science and Technology, Chulalongkorn University, Siam Intelligence Unit (support by Thai Health Promotion), Thai Netizen Network and Noviscape Consulting Group


Three Questions about the Future

Recently somebody asked me three questions about what I think about the future. I thought it’s interesting so I am posting the questions and answers here.
QUESTION 1: What is your greatest hope for 2021?

My hope is that people will come to their senses and seriously start to trust one another and open up themselves to others. For example, I have talked with both Israelis and Palestinians and they both have valid reasons for their grievances and distrust of the other side. But real peace cannot take place when people like these do not trust each other. They need to move on. I am not saying that they should forget the past. That’s not possible. But they need to realize that the other side are real people with real hopes, concerns, worries, fears, as they do. Most of all people need to open up toward one another completely and without any reservations.

That’s the most important thing. However, in the areas of technology and business I would hope that there’s a new business model for technology innovation that is different from what we are having at the moment. Perhaps in ten years we will be less obsessed with protecting intellectual property rights and are more committed to a newer business model that is more based on altruism; that is, instead of protecting innovation with stringent legal mechanism, people should collaborate and share more. The drive for technological innovation will be more the benefits of all people and the betterment of the world. This will be possible in a context where firms become more fused with one another both domestically and globally.

QUESTION 2: What is your greatest fear about 2021?

My greatest fear is environmental disaster. We are having a very serious flood in Thailand, the like of which has not been seen before. It seems like things have become more disastrous year by year. So if nothing is done now, in ten years the disaster could be much more than just tenfold.

QUESTION 3: What is your greatest expectation (what you think is most likely to happen) in 2021 that is different from 2011?

In politics there is emerging a trend where the people are starting to take matters into their own hands. They are losing their confidence in the politicians and the electoral system. This is not a bad thing, and it points to a birth of a new political system where the elected politicians have more limited role and power than they do now. Power will be more diffused to the normal citizens. The tie between politicians and business corporations will also be loosened. We are seeing this trend not only on the streets of Manhattan, but in the ‘Arab Spring’ phenomenon and other similar events in other parts of the world. I think this trend will continue and will become more mature in the next ten years. Right now things are just starting.

Free Speech vs. Hate Speech

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมได้รับเชิญให้ไปพูดในงานเรื่อง “ความท้าทายของสื่อใหม่กับการเมืองไทย” จัดโดยมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์และคณะรัฐศาสตร์ จุฬา โดยพูดเรื่อง “Hate Speech กับ Free Speech” ร่วมกับ อ. พิรงรอง และ อ. พรสันต์ จากคณะนิติศาสตร์ ม. อัสสัมชัญ ในการพูดมีโจทย์ที่น่าสนใจมากๆเกี่ยวกับพรมแดนระหว่างสองอย่างนี้ ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังพร้อมกับคิดอะไรเพิ่มจากที่พูดวันนั้นด้วย

พูดง่ายๆ free speech ได้แก่เสรีภาพในการพูดการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมไปถึงการแสดงออกทางอื่นๆเช่นการวาดรูป ฯลฯ ด้วย เสรีภาพดังกล่าวได้รับการประกันในรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ เนื่องจากเป็นเสรีภาพพื้นฐานอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาธิปไตย เมื่อประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยประชาชนที่ปกครองกันเอง การที่แต่ละคนมีเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดงถึงความเท่าเทียมกันของแต่ละคนในฐานะพลเมือง ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใครโดยธรรมชาติ ดังนั้นทุกคนก็ต้องมีเสรีภาพเท่าเทีียมกันในการแสดงความเห็นของตนเอง นอกจากนี้การเปิดกว้างให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ก็ยังเป็นเปิดโอกาสให้ความคิดต่างๆถูกเสนอขึ้นมาแม้จะเป็นความคิดที่แปลกประหลาดเพียงใดก็ตาม เราเรียกสภาวะที่ความคิดต่างๆไหลเวียนเช่นนี้ว่า “ตลาดความคิดเสรี” สถานการณ์แบบนี้ย่อมดีกว่าสถานการณ์แบบตรงข้ามที่มีการปิดกั้นมิให้มีความคิดที่แตกต่างมีการไหลเวียน เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อใดเรามีความจำเป็นต้องใช้ความคิดแปลกๆที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ถ้ามีการปิดกั้น เราก็ไม่รู้ว่าความคิดที่ถูกปิดไปจะกลายมาเป็นประโยขน์มากๆหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก็มีบางฝ่ายใช้เสรีภาพนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นที่มุ่งทำร้ายผู้อื่น แทนที่จะเป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อเสนอความคิดเข้ามาในตลาดความคิดเสรีอย่างเดียว การใช้คำพูดเพื่อมุ่งทำร้ายผู้อื่น เช่นทำให้คนอื่นหรือกลุ่มคนบางกลุ่มถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม เรียกรวมๆว่า “hate speech” ในปัจจุบันยังไม่มีใครบัญญัติคำนี้เป็นภาษาไทยที่ทุกฝ่ายยอมรับกัน ก็เลยต้องใช้ภาษาอังกฤษไปก่อน

ปัญหาก็คือว่า เราควรมีเส้นแบ่งสองอย่างนี้ออกจากกันหรือไม่ อย่างไร และเราควรมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพื่อมิให้มีการใช้เสรีภาพนั้นสร้าง hate speech ขึ้นมาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมากมาย แต่เรากำลังพยายามจะหาหลักการที่น่าจะใช้ได้แก่สังคมไทย ก็เลยอยากจะเสนอความคิดไว้ตรงนี้

ในบางประเทศอย่างเช่นเยอรมนี มีกฎหมายที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับ hate speech เพราะเขามีประสบการณ์อันขมขื่นมากมายเกี่ยวกับพรรคนาซีและสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในประเทศสหรัฐ กลับไม่มีการควบคุม hate speech เพราะถือว่า hate speech เป็น free speech แบบหนึ่ง พูดอีกอย่างก็คือว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯมีการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมาก จนกระทั่งหากไม่มีเหตุอันชัดเจนแจ่มแจ้งว่าเป็นการทำร้ายกันด้วยถ้อยคำจริงๆแล้ว คำพูดหรือการแสดงออกต่างๆย่อมได้รับความคุ้มครองเสมอ

แล้วเราควรจะทำอย่างไร โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อใหม่อย่าง Facebook Twitter หรืออื่นๆกันมากมาย ก่อนที่เราจะได้ข้อสรุป เราอาจต้องลองดูก่อนว่า หากตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะเกิดผลอะไรตามมา แล้วผลนั้นๆเรายอมรับได้หรือไม่ ในทางหนึ่ง เราอาจมีมาตรการที่เข้มงวดมากๆในการควบคุม hate speech อาจถึงขั้นดำเนินคดีทางอาญาหรือปิดเว็บนั้นๆไปเลย เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยทำอยู่ในกรณ๊ของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตาม ป. อาญามาตรา 112 แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือว่า เรามีมาตรอะไรไปวัดว่า คำพูดแบบใดเป็น hate speech แบบใดไม่ใช่ อาจมีคนตอบว่าคำพูดไหนมุ่งทำร้ายคนอื่นหรือกลุ่มอื่นน่าจะเข้าข่าย แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นการทำร้ายจริงๆ สมมติมีคนๆนึงโพสรูปบนเฟสบุ๊ค เป็นรูปอภิสิทธิ์ทำท่าคิกขุ เป็นเหมือนเด็กผู้หญิง กำลังถือหางเปีย อย่างที่เห็นในรูป การแสดงออกแบบนี้จะเข้าข่าย hate speech หรือไม่ ถ้าตีความแบบหนึ่งก็มองได้ว่าเข้า เพราะรูปนี้เป็นการ “ทำร้าย” อภิสิทธิ์โดยตรง เพราะทำให้ภาพพจน์เสียหาย

แต่ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง การที่สังคมมีการเปิดให้ผู้คนมีเสรีภาพที่จะล้อเลียนนักการเมืองของตนเองได้ ก็เป็นสัญญาณที่แสดงว่าประชาธิปไตยในสังคมนั้นเบ่งบานงอกงามดี ถ้ามีการออกกฎหมายปิดกั้นมิให้มีการสื่อสารภาพทำนองนี้ออกสู่สาธารณะ ผลที่จะตามมาก็คือว่าประชาชนถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้ว่าความคิดเห็นบางอย่างอาจไม่ถูกใจบางฝ่าย แต่นั่นก็เป็นหัวใจของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การมีเสรีภาพนี้ไม่ได้หมายความว่า ความคิดเห็นที่แสดงออกมาจะต้องถูกใจทุกๆคนในสังคม นั่นมันเป็นไปไม่ได้ และใครที่คาดหวังเช่นนั้นก็กำลังทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้อีกเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงควรระวังมากๆในการมีกฎเกณฑ์ใดๆที่จะจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็คือว่า ในตลาดความคิดเสรีนั้น ความคิดเห็นใดหรือการแสดงออกใดที่ต่างไปจากของคนส่วนใหญ่มากๆ จะตายไปเองตามธรรมชาติ เนื่องจากความคิดเหล่านั้นไม่ได้รับการ “หล่อเลี้ยง” จากผู้ฟัง จะเปรียบก็เหมือนกับคนที่ออกไปตะโกนอยู่ปาวๆกลางถนน แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจเลย อาจมีคนหยุดฟังบ้าง แต่พอรู้ว่าพูดเรื่องอะไรก็เดินหนีไป ความคิดเห็นที่ต่างจากส่วนใหญ่มากๆโดยทั่วไปก็จะเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะไปปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยอ้างว่าจะเป็น hate speech หรือจะอ้างเหตุผลอื่นอย่างไรก็ตาม ถ้าเราเห็นว่าตลาดความคิดเสรีมีคุณค่า มีความจำเป็นแก่ประชาธิปไตย ก็ควรที่เราจะต้องระวังมากๆในการจำกัดเสรีภาพนี้

Buddhism and Thai Society

I just read a transcription of a talk on “Buddhism and Thai Society” by Vichak Panich, Sirote Klampaiboon and Sulak Sivaraksa. The talks are really insightful and one learns a lot from it. Basically these three intellectuals agree that Thai Buddhism as it stands now is out of touch with the changing reality of Thai society, and it functions now mainly as a prop for the state power only. Furthermore, they also agree that Thai Buddhism is also being used as a prop for capitalism. Monks themselves are sucked into the whirlwind of capitalistic desire, either by the demand of the people who see no other ideology or belief except for capitalism and consumerism, or by the monks themselves who in this regard are no different from the people themselves.

There is a talk about how to return Thai Buddhism to the primal state of “pure Theravada” Buddhism that presumably existed during the time of the Buddha. I don’t think this is really possible, and I don’t think that there existed such a thing as “pure Theravada” version either. Obviously there was a kind of Buddhism that was practiced by the Buddha himself and his followers, but I don’t know if this was really “Theravada” as what is usually regarded as “Theravada” is more an adaptation by monks in later period than what existed during the Buddha’s lifetime. For example, state supported Buddhism first took shape in the reign of Emperor Asoka, some three hundred years after the Buddha’s death. Hence I doubt that we can actually return to the state when the Buddha and his followers roams the Indian countryside. The social situation just does not allow it any longer.

Or perhaps the call for the return to “pure Theravada” is a critique of the current situation, where the destination is put forward as an ideal state into which the current situation should be changed. The one who called for the return envisioned that “pure Theravada” meant that the monks are free from state organization, where they really follow and practice the Buddha’s teaching in order to attain cessation of all sufferings. But that is not exactly speaking “Theravada” because what is known as “Theravada,” at least in the Thai context, is always tied up inextricably with state power and state ideology.

There was also talk about how Buddhism and politics could be related. This has always been a problem for Buddhism, because when the Buddha started teaching, he was not affiliated with any state mechanism. In fact he explicitly turned away from such trappings when he escaped the confine of his own palace to seek Liberation. It is when Buddhism became “state religion” that the issue of Buddhism and politics became an issue. In Christianity the issue was solved when Constantine proclaimed that Christians were free to practice their religion and he himself became a Christian, and when later emperor decreed it to be the official religion of the Roman Empire. Then church and state became one. This lasted for many centuries until the rise of liberalism and modernity, which led to the idea of separation between Church and State. In fact the relation between Christianity and the State is an interesting one because Jesus himself was crucified precisely because he was regarded as an insurgent, a rebel who rose up to challenge Rome’s power.

In the case of Buddhism, of course the Buddha was not arrested and sentenced to death. He simply led a mendicant’s life, challenging no authority at all. The Buddha and his followers lived around the margins of society, accepting alms from the people and invitations from them, kings included, to eat at their houses or palaces. But later on Buddhism was not accepted as “state religion” in the same way that Christianity was. Some Indian kings were Buddhists, and during their reigns they supported Buddhism materially, building temples and providing food to the monks. Buddhist monks did not seek to attain temporal power in the same way as the Christian pope did. The situation in Tibet where the Dalai Lama had temporal power came much later, in a very different circumstance that existed in Tibet.

What happened was that, instead of the monks themselves having political power as the catholic Church did during the Middle Ages, the monks were coopted by kings in Buddhist kingdoms as a prop of their state power. And the monks accepted this in return for state support and protection. This has been the norm in India, Sri Lanka, Burma, Thailand and in other Buddhist kingdoms (except Tibet where there were no kings, so monks had to assume political power).

But the situation changed with the coming of democracy, and more intensely with globalization. In Thailand, the institutions of Buddhism were made more subservient to the state and the king through the efforts of King Rama IV and his sons Rama V and Prince Vajirayana, who was a very influential abbot during the reign of Rama V. All these resulted in Buddhist institutions becoming more “organized” and bureaucratic, but on the other hand it made them much more resistant to change. Thus when the globalization, post-modern age comes, the monks did not know what to do. Hence all the problems the panel talked about.

I think Thai people are smart enough to figure out a solution by themselves. In fact this is what they are actually doing. They are beginning to listen less and less to the mainstream monks and starting to form their own “Sangha” with no support from the state and certainly none from the Sangha Establishment. This is very welcome. If anything it signifies the spirit of the Buddha when he broke away from his palace. Buddhism in Thailand is becoming more of the property of the people again, and not solely that of the royal court.


ระยะนี้ข่าวเรื่องการบวชพระภิกษุณีเริ่มร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่พระอาจารย์บราห์มถูก “อัปเปหิ” ออกจากคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ที่พระอาจารย์บราห์มสังกัดอยู่ หลังจากที่อาจารย์อนุญาตให้มีการบวชพระภิกษุณีในวัดของท่าน ที่เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อไม่นานมานี้

ในโพสนี้เราคงจะไม่ลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการบวชพระภิกษุณีที่เพิร์ธ หรือเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพระภิกษุสายวัดหนองป่าพง แต่จะมาดูประเด็นเกี่ยวกับหลักการของการบวชพระภิกษุณี ซึ่งน่าสนใจมากกว่า

หัวใจของเรื่องนี้ก็คือ ในพระพุทธศาสนาสายเถรวาทที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศไทยนั้น (ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่า การบวชพระภิกษุณีเริ่มเป็นที่ยอมรับในศรีลังกา ซึ่งก็เป็นเถรวาทเหมือนกัน) ยังไม่ยอมรับการบวชพระภิกษุณี เหตุผลที่ให้กันก็ซ้ำๆเดิมๆ คือ “สายการบวชพระภิกษุณีได้ขาดลงไปแล้ว” ทีนี้การอ้างเช่นนี้เป็นการอ้างข้อเท็จจริง และเป็นที่น่าสังเกตว่า ฝ่ายที่อ้างว่าไม่ควรมีการบวชพระภิกษุณีนั้นมักจะอ้างข้อเท็จจริงนี้ แทนที่จะอ้างหลักการว่าไม่ควรมีการบวชดังกล่าว ทั้งนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการบวชพระภิกษุณีไว้โดยตรงในพระไตรปิฏก ดังนั้นการบวชพระภิกษุณีจึงมีความชอบธรรม เหตุผลเดียวที่เหลืออยู่ที่จะห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้นได้ ก็คืออ้าง “ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับสายการบวช

สำหรบท่านที่อาจจะยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อน การบวชพระนั้นจะต้องมีพระผู้ใหญ่เรียกว่า “อุปัชฌาย์” เป็นผู้บวชให้ และอุปัชฌาย์ท่านนั้นก็จะต้องบวชจากอุปัชฌาย์ของท่านเองมาก่อน เป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนถึงพระพุทธเจ้า แต่ประเด็นที่ฝ่ายไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงบวชก็คือว่า เราหาพระภิกษุณีมาเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ทำตามพระวินัยไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือว่า เราหาพระภิกษุณีมาเป็นพระอุปัชฌาย์ไม่ได้จริงๆหรือ? “ข้อเท็จจริง” ของฝ่ายต่อต้านที่สำคัญก็คือว่า “ในปัจจุบันไม่มีพระภิกษุณีเหลืออยู่อีกแล้ว”

การอ้างของฝ่ายไม่สนับสนุนภิกษุณีนี้เป็นการมองข้อเท็จจริงไม่รอบด้าน เพราะความจริงที่ปรากฏอยู่ก็คือว่า ปัจจุบันมีพระภิกษุณีจำพรรษาอยู่ตามวัดต่างๆในโลกนี้มากมายหลายรูป ดังนั้นที่บอกว่าปัจจุบันไม่มีพระภิกษุณีอีกแล้วจึงไม่เป็นความจริง ปัจจุบันมีการประชุมใหญ่ระดับโลกที่พระภิกษุณีจากทั่วโลกมาประชุมกัน ได้แก่การประชุมของ International Association of Buddhist Women ซึ่งได้จัดการประชุมใหญ่ไปที่ประเทศเวียตนามเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อมีหลักฐานชัดเจนเช่นนี้แล้วว่ามีพระภิกษุณีอยู่เป็นจำนวนมากในโลกในปัจจุบัน ข้ออ้างที่บอกว่าพระภิกษุณีหมดไปแล้วจึงไม่ตรงกับความจริง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต่อต้านก็อ้างอีกว่า แม้ว่าจะมีพระภิกษุณีอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ท่านเหล่านั้นก็มิใช่พระภิกษุณีตามสายการปฏิบัติของประเทศไทย กล่าวคือไม่ได้บวชในประเทศไทย แต่นี่เป็นการอ้างเหตุผลแบบงูกินหาง กล่าวคือเราหาพระภิกษุณีไม่ได้ เพราะไม่มีในประเทศไทย แต่พอมองออกไปนอกประเทศไทยที่มีพระภิกษุณีอยู่เป็นจำนวนมาก กลับไม่ยอมรับเพราะไม่ได้บวชในประเทศไทย การคิดเช่นนี้วางอยู่บนข้อฐานที่ว่า เฉพาะผู้ที่บวชในประเทศไทยเท่านั้น ที่มีความชอบธรรมในการเป็นพระอุปัชฌาย์บวชคนอื่นต่อไปได้ ซึ่งความข้อนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงรับรอง และก็มิได้มีบัญญัติไว้ในพระไตรปิฏกแต่ประการใด (แม้กระทั่งชื่อประเทศไทย ก็ยังไม่มีในพระไตรปิฏก)

ฝ่ายต่อต้านอาจจะอ้างว่า “พระภิกษุณี” ที่มีอยู่ในโลกนั้น ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นพระภิกษุณี เพราะสายการปฏิบัติได้สูญไปก่อนหน้าแล้ว แต่ปัญหาของการอ้างแบบนี้ นอกจากว่าจะเป็นดูหมิ่นดูแคลนพระสงฆ์ ซึ่งเป็นบาปแล้ว ยังเป็นการหลงผิดอย่างมาก เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า พระภิกษุณีที่มีอยู่ในประเทศต่างๆนั้น ท่านมิได้บวชจากอุปัชฌาย์ของท่าน และรู้อีกได้อย่างไรว่า อุปัชฌาย์ของท่านมิได้บวชจากอุปัชฌาย์ก่อนหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เราต้องไม่ลืมว่าในพระไตรปิฏกเองมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าทรงบวชให้แก่พระน้านางของพระองค์เป็นท่านแรก และต่อจากนั้นก็ทรงบวชพระภิกษุณีมาตลอดพระชนมายุของพระองค์ มีหลักฐานว่าสายของพระภิกษุณีได้แพร่กระจายจากอินเดียไปยังจีนเมื่อหลายร้อยปีหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดังขันธ์ปรินิพพาน และก็ได้ลงหลักปักฐานสืบทอดการบวชมาตลอด ดังนั้นเราจะอ้างได้อย่างไรว่าสายของพระภิกษุณีขาดไปแล้ว (บทความหนึ่งที่กล่าวถึงหลักฐานดังกล่าว แม้จะไม่ใช่หลักฐานชั้นต้นแต่ก็มีเหตุผลน่ารับฟัง อ่านได้ที่นี่)

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต่อต้านก็อาจจะจำนนต่อหลักฐานนี้ แต่ยังอ้างต่อไปอีกว่าพระภิกษุณีจากประเทศจีนนั้นเป็นสายมหายาน ไม่สามารถบวชให้แก่กุลธิดาในประเทศไทยที่เป็นสายเถรวาทได้ แต่ประเด็นตรงนี้มิได้อยู่ที่มหายานหรือเถรวาท ประเด็นอยู่ที่ว่าพระภิกษุณีในประเทศจีนนั้น สืบสายการบวชมาจากพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ถ้าไม่มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าสายดังกล่าวได้ขาดลงไปจริงๆในช่วงใดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ เราก็ต้องยอมรับว่าพระภิกษุณีในประเทศจีนสืบสายมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง การเป็นมหายานหรือเถรวาทเป็นเพียงเรื่องของพระสูตรที่ใช้ศึกษา หรือวิธีการปฏิบัติบางประการ แต่ในทางพระวินัยแล้วไม่มีหลักฐานอะไรที่จะแสดงได้เลยว่า ไม่มีพระภิกษุณีที่สืบสายโดยตรงมาจากพระพุทธเจ้า

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต่อต้านก็ยังมีการอ้างถึงเหตุผลเกี่ยวกับ “สัญลักษณ์” หรือ “ความเคยชิน” ที่คนไทยเคยชินกับผู้ชายในผ้าเหลืองมาตลอด หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม (เช่นใน บทความนี้) ซึ่งเสนอว่าการที่ผู้หญิงห่มผ้าเหลืองของพระ จะทำให้พลังทางวัฒนธรรมสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความดังกล่าวก็มิได้ยกตัวอย่างหรือเหตุผลมาแสดงให้เห็นว่า การให้ผู้หญิงบวชนั้นทำให้วัฒนธรรมอ่อนด้อยลงไปอย่างไร ในทางตรงกันข้าม การให้ผู้หญิงบวชกลับน่าจะทำให้พลังทางวัฒนธรรม (ไม่ว่าจะหมายความว่าอย่างไรกันแน่) เข้มแข็งมากขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มสิ่งใหม่เข้ามาให้แก่สังคมไทย ทำให้สังคมไทยมีชีวิตชีวามากขึ้น สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่แข็งทื่อเหมือนกับของในพิพิธภัณฑ์

เราต้องไม่ลืมว่า จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้แก่การละเว้นจากบาป ทำการอันเป็นกุศล และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ขาวรอบ จุดมุ่งหมายนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหากมีพระภิกษุณีมาเป็นกำลังอีกแรงหนึ่ง? ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มองไม่เห็นว่าจะทำให้ลดลงไปได้อย่างไร สิ่งที่ชาวพุทธไทยควรทำก็คือ สลัดความเคยชินเก่าๆทิ้งไป อันที่จริงเรื่องนี้ก็ทำไม่ยาก เพราะถึงแม้มหาเถรสมาคมจะยังไม่ยอมรับ แต่ก็เกิดสำนักพระภิกษุณีมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมไทย ดังนั้นเรื่องพระภิกษุณีก็อาจจะไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆในสังคมไทย คือมีการห้ามไม่ให้ทำในระยะแรก แต่พอคนทำมากๆเข้าเพราะการห้ามนั้นไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ก็ต้องมีการยอมรับอย่างเป็นทางการเองในภายหลัง แต่เราคงไม่อยากให้รอจนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเองจากการสุกงอม เพราะเรามองเห็นว่าการยอมรับให้มีพระภิกษุณีอย่างเป็นทางการในสังคมไทย มีแต่จะทำให้สังคมวัฒนธรรมไทย และที่สำคัญคือจิตวิญญาณกับการปฏิบัติธรรมของคนไทยเองเข้มแข็งมากขึ้น

My Political Stance

Thanks to my friend at, I came across this quiz for political viewpoint from the Okcupid website. After taking the test here is the result. I would not disagree with it 🙂

Your results are in!

You are a
Social Liberal
(60% permissive)

and an…

Economic Liberal
(35% permissive)

You are best described as a:


Link: The Politics Test on Ok Cupid
Also: The OkCupid Dating Persona Test

A Sad Day for Thailand

Yesterday was one of the worst nightmares in Thai history. It was worse than 14 October 1973, 9 October 1976 or 17 May 1992 because this time Thai people were deeply divided. Not only did the majority of the people in Bangkok not support the protesters when they were attacked by the army, but they turned against them too. This time the protest was regarded as a riot. Instead of a group of people fighting for democracy, some from among this group did a lot of violent action, leading to their being branded by the government as rioters.

This is the worst incident also because this is the first time (I believe it will not be the only time) that people from the provinces came to Bangkok to demand democracy. The previous three times were the works of the people of Bangkok themselves. This explained the situation yesterday quite a lot. It is almost as if the only ones who can fight for democracy are the people of Bangkok themselves.

There are many questions in all this. First of all, what exactly did the red shirted protesters fight for. They came out in tens of thousands to demand a real change for Thailand. I know that deep down most of them were realistic enough to realize that this was too much. But in any case they made their power felt.

It was when there were incidents at the ASEAN summit in Pattaya when things turned badly against them. They barged inside the main venue of the meeting, causing the meeting to be canceled. A deep embarrassment for the government. This, plus their blockade of several key junctions in busy Bangkok contributed to the resentment of the Bangkokians too. And when the army turned against them, the red shirts then fought back, using guerrilla tactics. This is really troubling because it may mean that the unrest will continue.

So this gave the pretext and the justification for Abhisit to use force. This was indeed a sad situation. What the red shirts are demanding is legitimate. They are Thais and they want to voice their views as to how this country should be governed. But now they are branded as rioters.

What we can only hope is that there is no more violence and that everybody wakes up and realizes that violence from either side would only drag Thailand down to the failed state status sooner. The guerrilla tactics have to stop. The legitimate demands of the red shirts need to be seriously addressed. This will cancel any reasons they have for protesting. People need to talk. Let’s hope that Thais come to understand and respect one another.