ปัญญากับบารมีหก

manjushriกุงกาซังโปริมโปเชมาบรรยายธรรมและมาร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิพันดาราเป็นเวลาสิบกว่าวันในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ กิจกรรมแรกที่ท่านทำได้แก่การบรรยายธรรมเรื่อง “ปัญญากับพระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ที่บ้านมูลนิธิฯ ถนนลาดพร้าว เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา ริมโปเชได้บรรยายเกี่ยวกับบทบาทของปัญญากับการปฏิบัติบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สำคัญมีประโยชน์แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมาก จึงคิดว่าเอามาเล่าให้ฟังกันในที่นี้

ก่อนอื่นก็ต้องปูพื้นก่อน สำหรับคนที่อาจยังไม่คุ้นกับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ในหนังสือเรื่อง “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” หรือ “โพธิจรรยาวตาร” ของท่านศานติเทวะ ท่านได้วางแนวทางการประพฤติปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ตามหลักของบารมีหกประการเอาไว้ ซึ่งได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา บารมีทั้งหกนี้เป็นเหมือนจุดผ่านหกจุดที่ผู้ปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์จะต้องผ่านและจะต้องสั่งสม เพื่อที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมาย ได้แก่การบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้หมดสิ้น ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นหัวใจของพระโพธิสัตว์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการปฏิบัติธรรมตามแนวของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีพระคุณแก่เราทั้งหมด และก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตอบแทนคุณของสัตว์โลกเหล่านี้ ซึ่งวิธีการตอบแทนดังกล่าวแบบสูงสุดก็ได้แก่การนำมาสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ให้พ้นจากทุกข์ของสังสารวัฏ

พระมัญชุศรีเป็นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา หรือพูดอีกอย่างก็คือว่าพระองค์ทรงเป็นพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่งแสดงตัวออกมาเป็นองค์พระโพธิสัตว์ การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรีก็คือการน้อมนำเอาพระปัญญาธิคุณนี้มาไว้ในตน ให้ตนเองมีคุณสมบัตินี้ซึ่งจะสมบูรณ์แบบในท้ายที่สุด กุงกาซังโปริมโปเชเริ่มการบรรยายด้วยการพูดถึงปัญญาในการปฏิบัติธรรม ปัญญามีอยู่สามระดับ ได้แก่ปัญญาจากการฟังหรือการอ่าน ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง และปัญญาจากการภาวนาหรือการทำสมาธิ ทั้งสามอย่างต้องอิงอาศัยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะมีปัญญาระดับสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาที่เกิดจากการอ่านการฟังและการคิดใคร่ครวญ ดังนั้นการอ่านการฟังกับการนำมาคิดใคร่ครวญไตร่ตรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราอย่าเห็นว่าการฟังธรรมเป็นเรื่องธรรมดาๆ แล้วมุ่งไปที่การทำสมาธิเลย ถ้าทำอย่างนั้นมีโอกาสสูงที่แนวทางของสมาธิของเราจะไปผิดทาง ซึ่งจะเป็นการออกนอกแนวทางของพระพุทธเจ้าไปได้

การปฏิบัติให้เกิดปัญญา ก็ทำควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติสั่งสมบารมีหกของพระโพธิสัตว์ได้ เราเริ่มด้วยทานบารมี การให้อย่างมีปัญญาได้แก่การให้ที่ประกอบไปด้วยการเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการให้ ความหมายที่แท้จริงของการให้ก็คือเรารับรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ท้ายที่สุดแล้วตัวตนของเรานั้นไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้นการให้โดยหวังผลตอบแทนกลับเข้ามาหาตัวเรา จึงเป็นการให้ที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา ซึ่งจะทำให้ออกนอกแนวทางของพระโพธิสัตว์และจะทำให้เราไม่บรรลุถึงเป้าหมายทางธรรม ในทางตรงข้ามเราควรตระหนักว่าการให้นั้นเป็นการช่วยเหลือใครก็ตามที่เราให้ ให้เขาได้พ้นจากความทุกข์ เราเห็นผลประโยชน์ของสัตว์โลกมากกว่าของเราเอง ท่านศานติเทวะได้ให้แนวทางการคิดไว้ว่า ให้เราพยายามคิดทบทวนให้เห็นตระหนักถ่องแท้ว่า ตัวเรากับสัตว์โลกทั้งมวลนั้นเสมอเหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างหรืออยู่ในสถานะที่พิเศษมากกว่าใคร นอกจากนี้ท่านก็ยังแนะนำอีกว่า ให้เราลองพยายามแลกเปลี่ยนตัวเราเองกับสัตว์โลกอื่นๆ คือคิดว่าสัตว์โลกเป็นเรา และเราเป็นสัตว์โลก อะไรที่เป็นสิ่งดีๆแก่เรา ที่เราเคยคิดแสวงหามาบำรุงบำเรอความสุขชั่วครู่ชั่วยามของเรา เราก็คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งดีๆแก่สัตว์โลก มอบสิ่งเหล่านั้นให้แก่สัตว์โลกทั้งหมด การทำทานจากมุมมองเช่นนี้ เป็นการทำจากมุมมองของปัญญาที่แท้จริง และจะเป็นการสร้างสมบารมีอันจะนำไปสู่การบรรลุพระพุทธภูมิที่ถูกต้อง

ต่อจากนั้นริมโปเชก็พูดถึงการปฏิบัติศีล ศีลมีสามแบบกว้างๆ ได้แก่ศีลปาฏิโมกข์ ศีลพระโพธิสัตว์ และศีลตันตระ อย่างแรกได้แก่การปฏิบัติแบบสำรวมระวังและข้อห้ามต่างๆอันเป็นของนักบวชทั่วไป อย่างที่สองได้แก่แนวทางการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ อย่างหลังสุดคือศีลที่ผู้ปฏิบัติตันตระต้องยึดถือ ในการบรรยายนี้ริมโปเชเน้นที่ศีลของพระโพธิสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยการประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ดำรงตนอยู่ในเส้นทางของพระโพธิสัตว์ ได้แก่การไม่ทำร้ายสัตว์โลกและมุ่งมั่นที่จะนำพาสัตว์โลกนั้นให้พ้นทุกข์ ที่สำคัญคือการถือศีลไม่ใช่การมีกรอบจากภายนอกมาบังคับเรา แต่เราควรคิดว่าศีลออกมาจากภายใน มาจากความเข้าใจของเราเองว่าต้องสำรวมระวังไม่ให้กาย วาจา ใจของเราไปทำอะไรที่เป็นการทำร้ายสัตว์โลก และระวังไม่ให้สิ่งภายนอกเข้ามารบกวนหรือทำให้เราต้องไขว้เขวออกจากเส้นทางหรือเปิดโอกาสให้กิเสลเข้ามารบกวนจิตใจเราได้ นอกจากนี้ก็มาจากการเข้าใจว่าภูมิต่างๆในสังสารวัฏต่างก็มีแต่ความทุกข์ไม่จบสิ้น การเข้าใจเช่นนี้นำไปสู่การตั้งใจมั่นว่าจะรักษาศีล เพื่อที่จะไม่ทำร้ายและยังประโยชน์ให้แก่สัตว์โลกอย่างดีที่สุด  การปฏิบัติด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องเช่นนี้ ก็คือการปฏิบัติศีลบารมีด้วยปัญญาอันแท้จริง

ริมโปเชยังได้กล่าวถึงบารมีอื่นๆอีก แต่เวลาหมดเพียงแค่นี้ในคราวนี้ บารมีอื่นๆจะมาพูดถึงในโพสหน้า การบรรยายของริมโปเชเราสามารถฟังได้ด้วยการ คลิกที่นี่

กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ
กุงกาซังโปริมโปเชกับ อ. กฤษดาวรรณ
Advertisements

Don’t Think about the Result

A trick in practicing the Dharma is that when you do it, you should not expect any result to come by. To do so would mean that you are thinking ahead and do not focus on the present, which is what you need to do. Many people who are interested in practicing seem to be more interested in getting the result rather than just practicing. For them they want to know whether they are already a Stream Enterer (sotapanna) or not, and what he needs to be in order to become one. But the point of practicing is not just to become a Stream Enterer it is to focus one’s mind so that one gets rid of defilements so that we are free from suffering.

So don’t think of whether you have achieved any level of accomplishment. Just stay in the present. If you think of whether you have become this or that, or what you must do in order to become this or that, you won’t get very far in your practice. It’s like when you practice the piano. Instead of focusing on the piece you are practicing at the moment, you are worried about whether you have achieved the same level of accomplishment as this or that pianist. But then you won’t be focusing on the actual practice of the piece, which is the real point.

แลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆ

Buddha11การปฏิบัติสำคัญอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนามหายาน ได้แก่การปฏิบัติ “การแลกเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น” หรือกับสัตว์โลกอื่นๆ ซึ่งเรียกในภาษาทิเบตว่า “ตงเล็น” (tong len) เราได้เคยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปบ้างแล้วในโพสก่อนหน้า หลักการก็คือว่า เรารับเอาความทุกข์ของสัตว์โลกมาไว้ที่ตัวเรา แล้วแผ่ความสุขกับบุญกุศลของราทั้งหมดไปให้แก่สัตว์โลก

ในการสนทนาธรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 30 ที่ผ่านมา มีผู้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า “ถ้าเราจะเอาความสุขของเราไปให้สัตว์อื่น แล้วเรามีความสุขนั้นจริงๆหรือเปล่า?” คำถามนี้เป็นคำถามดีมากๆ และช่วยให้เรากระจ่างแจ้งมากขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมอันสำคัญยิ่งนี้

หัวใจของการปฏิบัติ “ความเสมอเหมือนของตนเองกับสัตว์โลกอื่น” กับ “การแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆ” ก็คือว่า เรามุ่งภาวนาให้เกิดโพธิจิตขึ้นในจิตใจ โพธิจิตได้แก่จิตที่มุ่งมั่นปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งปวง เหตุที่เราตั้งจิตเช่นนี้ก็เพราะว่า มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์จากสังสารวัฏได้ ด้วยการจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ตามแต่จริตของสัตว์นั้นๆ และการทอดทิ้งสรรพสัตว์เอาตัวรอดแต่ผู้เดียวไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมที่สูงสุด แนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดโพธิจิตขึ้นมาในจิตใจอย่างแท้จริง ไม่เสแสร้ง ก็คือการปฏิบัติเกี่ยวกับความเสมอเหมือนของตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆ และการแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆนี้เอง

ในที่นี้ผมจะพูดเฉพาะเรื่องการแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆ หัวใจของการปฏิบัตินี้อยู่ที่ว่า ในระหว่างที่เราทำสมาธิ เราตั้งจิตมั่นว่าจะรับเอาความทุกข์ของสัตว์โลกทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเรา และแผ่ความสุข แผ่บุญบารมี บุญกุศลของเราทั้งหมดให้แก่สัตว์โลก เราทำเช่นนี้ก็เพราะเราปรารถนาที่จะให้สัตว์โลกทั้งหลายมีความสุขและพ้นจากทุกข์ และที่สำคัญก็คือเป็นการชำระล้างกำจัดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรืออัตตาของเราเองด้วย

ทีนี้กลับมาที่คำถาม เราตั้งใจจะให้สัตว์โลกประสบกับความสุขสูงสุดเช่นเดียวกับเรา คือเราแผ่กระจายความสุขออกไปจากตัวเรา เหมือนกับเราเปล่งแสงแห่งความสุขแผ่ซ่านไปยังสรรพสัตว์ ที่เมื่อสัตว์ใดได้รับแสงนี้แล้ว ก็จะมีความสุขอย่างสูงสุด แต่คำถามก็คือว่า เรามีความสุขนั้นหรือเปล่า?

คำตอบก็คือว่า มีแน่นอน เพราะในประการแรกจิตใจของเราเป็นสิ่งแปลกประหลาดยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจ “ใจเป็นหัวหน้า ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ” ดังที่กล่าวไว้ในพระธรรมบท ดังนั้นเมื่อเราตั้งจิตอย่างจริงใจให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข สรรพสัตว์ก็จะมีความสุขจริงๆ

ประการที่สอง ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นั้น เราไม่ได้มองโลกจากมุมมองส่วนตัวของเราเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากของการปฏิบัติแบบนี้ คือว่าเราไม่ได้มองออกไปจากมุมมองอันได้แก่ตัวตนของเรา ที่เราเคยมองแบบนี้มาตลอด ซึ่งก็เป็นเหตุให้เรายังมัวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏเช่นนี้ เราไม่ได้มองออกจากตัวตนของเรา แต่เรามองออกจากมุมมองของสรรพสัตว์อื่นๆทั้งหมด นี่เป็นเคล็ดลับสำคัญของการปฏิบัติแบบนี้ เหตุที่การปฏิบัตินี้ได้ชื่อว่า “การแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลกอื่นๆ” ก็เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เราไม่มองโลกจากมุมมองส่วนตัวของเรา แต่เรามองจากมุมมองของผู้อื่น

การทำเช่นนี้ฟังดูเหมือนง่ายๆ แต่ของง่ายๆนี้แหละที่เราไม่ยอมทำกัน จนทำให้เราต้องทนทุกข์อยู่ในสังสารวัฏ รวมทั้งสัตว์โลกอื่นๆด้วย การมองออกจากมุมมองของผู้อื่นก็คือการมองว่า ตัวเรานั้นเองก็คือผู้อื่น เราจะเกิดความรู้สึกนี้ได้ง่ายกับคนที่เรารักมากๆเช่นลูก พ่อแม่จะมีความสุขเมื่อเห็นลูกมีความสุข เมื่อได้ให้อะไรแก่ลูกและลูกมีความสุข พ่อแม่ก็มีความสุขแล้ว เราก็ขยายความรู้สึกนี้ออกไปให้แก่สัตว์โลกทั้งหมด เหมือนกับว่าสัตว์โลกทั้งหมดเป็นลูกของเราเอง

การที่เราพ่อแม่มีความสุขได้เมื่อเห็นลูกมีความสุขก็เพราะว่า พ่อแม่ไม่แยกตัวเองออกจากลูก คงไม่มีพ่อแม่คนไหนทำเช่นนี้เพราะนั่นแปลว่าไม่รักลูกเท่าใด รักตัวเองมากกว่า เป้าหมายของการปฏิบัติได้แก่การทำให้ความรู้สึกรักตัวเอง เห็นแก่ตัวเองนี้เบาบางลง จนหมดไปในที่สุด

และนี่ก็คือคำตอบว่า ทำไมเราจึงมีความสุขมากมายไม่จบสิ้นให้แก่สัตว์โลก ก็เพราะว่าสัตว์โลกมีมากมายไม่จบสิ้น และแต่ละคนก็มีความสุขสูงสุดทั้งนั้นด้วยความตั้งใจจริงของเรา ไม่ใช่ว่าเรามีความสุขอยู่แล้วปริมาณหนึ่ง แล้วไปแจกให้แก่สัตว์โลก คนทั่วไปที่ยังไม่ปฏิบัติหรือเพิ่งเริ่มปฏิบัติอาจคิดเช่นนี้ แต่ความจริงก็คือว่า เรามองออกมาจากมุมมองภายในของสัตว์โลกแต่ละคน แต่ละคน ซึงเมื่อแต่ละคนมีความสุขสูงสุด เราก็ย่อมมีความสุขสูงสุดไปด้วย เพราะเรานั้นแหละคือสัตว์โลกนั่นเอง

Why Do We Practice?

One of the main topics during my talk yesterday was around the question why we came to Buddhism and became a practitioner in the first place. This is important because it points to our motivation in taking up the practice. What are our motivations?

For Thai people, this question may a bit sound strange. Since most of Thais are born into the Buddhist world, there does not seem to be a question of the motivation in coming to Buddhism. The religion pervades all aspects of the culture, so in a way one actually “comes” to Buddhism once one is born into a Buddhist Thai family.

This does not mean, however, that every child born in such a family immediately knows what there is to be known about Buddhism. Otherwise everybody would then become an arahat, and there would be no need to engage in the practice or to teach the Dharma. Furthermore, most Thais nowadays are caught up with works and daily living that they somehow ignore Buddhism. They come to get in touch with it only through rituals and ceremonies like making merits when they got a new house, a new position, or when they go to funerals. Rituals gradually lose their meanings.

This is why there is the growing phenomenon of Thai people coming “back” to Buddhism. I say “back” because Buddhism is pervasive as I have said, but somehow they have lost touch with it and due to some emerging circumstances they are realizing the value of Buddhism in their lives.

Many come to Buddhism this way because they suffer. Either they lost their loved ones, or have problems with their jobs, and so on. They believe that the Buddha’s teachings can provide a relief and a cure for their ills. This is perhaps the main motivation.

This is a good beginning. One has to realize the value of something before embarking upon it. Practicing Buddhism is a serious thing to do. One has to dedicate one’s whole life to it. It is not something that can gratify you in a short time. Nyima Dakpa Rinpoche once said that Buddhism had one big disadvantage over the other pain or suffering relievers such as Prazac or surfing the Net in that these provide instant gratification or relief. But it is short term, whereas if one succeeds in following the Buddha’s guidelines, then one achieves real, lasting relief, not only for this present life, of course, but forever.

The motivation for relieving one’s suffering, while a good beginning, is not nearly enough, however. Those who come to Buddhism because they have personal problems usually don’t go very far in their practice, simply because they are not really committed in devoting their lives into the practice. They want easy fixes, not unlike Prozac, something you pop up and voila, the pain is gone. But as we have seen Buddhism does not work like that.

This may be due to the fact that people are different. One kind of teaching is suitable to one kind of persons, but not others. But in any case in order to get anything substantial from the Buddha’s teaching, one has to go all the way. There may be some small benefits here and there if one practices only a little (even a little practice is better than no practice at all), but the real benefit is possible. And this is something most people do not realize.

Thais are brought up to believe that the lasting happiness, nirvana, is far away, forever out of their reach. So they are content with lesser aims. But when the lesser aims fail (which they very often do), they become disillusioned with the Buddha’s teachings. This is a pity, for the lasting happiness is there within their grasp. They just have to take a bit more effort.

So the reason why we practice is that we would like to attain the goal that the Buddha talked about and spent his entire working life teaching us to attain. No other aim, such as going to heaven, is not ultimately satisfactory. The point is that once one really understands some aspect of the teaching at the beginning, one is well on the Path toward the eventual Liberation. One just needs to continue further.

And of course there is the further goal of attaining Buddhahood for the benefits of beings. But more on that later…

Thought and Meditation

Those who have practiced meditation may have been told to stop thinking processes while doing the meditation. However, there are also other instructions where the practitioner is encouraged to think, such as thinking about impermanence, rarity of human birth, law of karma, and so on. So how can the two be reconciled? That is, when one is doing meditation the goal is, apparently, to stop thinking, but then there are these instructions where one should be thinking. So what should the practitioner do?

This pertains to the whole topic of Buddhist practice. A short answer is that the purpose of the two kinds of practice are not exactly the same. In encouraging one to think about such topics as impermanence and so on, the goal is to train the mind in such a way that the mind become familiar with these basic and important topics which are the backbone of the Buddhist teaching. How could one gain an appreciation of the need to practice and to release oneself from samsara if one does not fully appreciate impermanence?  Impermanence is a key concept in understanding what suffering is all about. So the purpose of such thinking is to engage the mind, to familiarize it, so that it has the habit of thinking along such lines. In other words, we are training the mind so that the mind realizes the truth and fully internalizes it.

One very effective way of training the mind in this respect is to constantly tell the mind about such topics as impermanence, rarity of human birth and so on. One can do this in a meditation setting. That is, one sits cross-legged and puts one’s hands on the lap, and so on. Then one reflects on these topics, aiming at fully understanding them. The terminology for this is “bhavana“, which literally means “to make happen.”

All this naturally involves thinking. So in a way thinking is necessary in meditation. But there is another kind of meditation, which is part of a more advanced practice. In this other kind one is advised to stop the thinking processes. The thinking process is likened to a waterfall, and the aim of the meditator is to stop the waterfall, to clear the mind so that the cascading thought processes stop. The aim is to realize the basic clarity of the mind which will enable the practitioner to see the absolute truth directly.

Now during the meditation should the meditator be thinking? Not if the goal is to stop thinking, of course. But there is a trick. If you are intent on stopping thinking, you won’t succeed because to be conscious of the desire to stop thinking is just another thought process, so you end up traveling in a circle. Instead the trick is to let the mind go and when thoughts arise you are only observing them. Notice when a thought arises and notice when it ends. Meanwhile do not develop another thought about those thoughts. Try to see the gap after a thought ends and before a new thought arises. At first this gap may be very short, but after a while when you are more skillful the gap will widen. This is what the masters have been teaching. Through this gap one can ultimately perceive absolute reality, or in other words Emptiness, or the Primordial Mind, directly.

Emptiness and Practice

Many people seem to think that the teaching is emptiness is perhaps only for intellectual exercise. They think that talks about emptiness are for those who study Buddhism academically and have little to do with practice.

However, emptiness is at the heart of practice. Your practice won’t go anywhere without realization of emptiness, and in fact fully knowing emptiness is the mark of your practice. It is the ‘benchmark’ that tells if your practice has reached the intended goal or not.

The Buddha taught that there are three main components of practice — morality (or Sila), concentration, and wisdom. Without morality, concentration is not possible, and without concentration, wisdom is not possible. There can be no concentration without morality because if you live a very sinful life then your mind will be scattered too much and you will be distracted by all the immoral things you are doing, so it is not possible to concentrate at all. The mind that is free from these sinful acts (killing, stealing, committing sexual misconduct, lying, taking intoxicants and perhaps others in some cases) is the mind that free from distractions, and hence is ripe for meditation practice.

Furthermore, there can be no wisdom without concentration because we are talking about the kind of wisdom that is so close to us that we in fact become the wisdom. This is not mere reception of information, but the wisdom here has to penetrate deeply into your heart so that you are changed because of it. And this is not possible at all if you do not do meditation practice.

But here is the point: The wisdom I am talking about is nothing other than the realization of emptiness. Here all schools of Buddhism concur. You can study about emptiness in a classroom but then you would merge yourself into it and become one and the same with the teaching unless you take the emptiness to your heart. Then, and only then, will your defilements be eradicated and you be established on the Path.

So emptiness cannot be separated from meditation practice. Without the wisdom of emptiness, no Buddhahood is possible. And without meditation practice, no such wisdom is possible. This is why the study of emptiness cannot be separated from practice in any way.