หมุนกงล้อธรรม

ผมตั้งใจว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังๆนี่ไม่ค่อยเขียนอะไรเกี่ยวกับธรรมะมากนัก มัวแต่ไปพูดกับเขียนเรื่องอื่นๆ เลยต้องกลับมาที่ธรรมะก่อนที่จะห่างออกไปเรื่อยๆ

ผมจำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชามาแล้วในบล๊อกนี้ แต่เนื่องจากเป็นวันสำคัญก็เลยต้องคิดหาหัวข้อใหม่ที่ไม่ซ้ำกับหัวข้อเดิมมาเขียน แต่เราก็คิดได้ว่าหัวข้อธรรมะไม่เคยล้าสมัย เรื่องเดียวกันสามารถเอามาพูดใหม่ได้ตลอด เพราะหัวใจอยู่ที่การทำซ้ำๆ พูดซ้ำๆ จนกว่าจะซึมซับเข้าไปในกระแสเลือดกับในกระดูก หัวข้อธรรมะต่างจากหัวข้อพูดคุยเรื่องอื่นๆตรงนี้แหละ ฟังธรรมต้องฟังซ้ำๆบ่อยๆจนกว่าความหมายของถ้อยคำจะซึมเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเราจากภายใน

วันอาสาฬหะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง “หมุนกงล้อธรรม” เป็นครั้งแรก พูดอีกอย่างก็คือเป็นวันเกิดของพระพุทธศาสนา ผมอยากจะมองว่าวันนี้สำคัญกว่าวันวิสาขะเสียด้วยซ้ำ เพราะวันวิสาขะเน้นที่ตัวบุคคลของพระพุทธเจ้าเพียงคนเดียว แต่วันอาสาฬหะเป็นวันเกิดของ “ศาสนา” ใหม่ของโลก อันเป็นศาสนาที่มุ่งเสนอว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไพร่หรือผู้ดี พราหมณ์หรือศูทร ผู้หญิงหรือผู้ชาย คนรวยหรือคนจน ต่างก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้เขาปฏิบัติตามคำสอนอย่างเข้าใจและอย่างมีความเพียรเท่านั้น

ลักษณะนี้ทำให้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณของอินเดียอย่างสิ้นเชิง หลักของคำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่ที่ว่า คนที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้ จะต้องเป็นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อ่านและศึกษาพระเวท แนวคิดพื้นฐานก็คอว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะบรรลุธรรมได้ ต้องเป็นบุคคลที่มีสิทธิพิเศษ สิทธิพิเศษนี้ก็มาจากชาติกำเนิดเป็นหลัก ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าการแบ่งคนออกเป็นวรรณะต่างๆ เป็นพื้นฐานความจริงของโลกและจักรวาล พราหมณ์มีหน้าที่สาธยายพระเวทและประกอบพิธีกรรมเพราะถือกำเนิดมาจากปากของพระพรหม ส่วนวรรณะอื่นๆก็มีหน้าที่อื่นๆในสังคมเพราะถือกำเนิดมาจากอวัยวะส่วนอื่นๆของพระพรหม ความจริงพื้นฐานของจักรวาล (พระพรหม) เป็นตัวกำหนดว่าใครจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม โดยที่เจ้าตัวไม่มีบทบาทอะไรแม้แต่น้อย ถึงคุณจะขยันทำความเพียรจนสิ้นใจ ถ้าคุณไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีสิทธิจะไปฟังหรือไปจับคัมภีร์พระเวท ก็ขยันไปเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้นหากคุณขืนไปจับคัมภีร์เข้าทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ ก็จะเป็นการทำบาปอย่างรุนแรง เทพเจ้าจะไม่ให้อภัยแน่ๆ

เราจึงเห้นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการปฏิวัติสังคมอย่างรุนแรง และก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหล่าพราหมณ์ต้องปรับตัวสู้กับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน จนในที่สุดพระพุทธศาสนาก็สูญสิ้นไปจากอินเดีย แต่ไปเจริญงอกงามในดินแดนแถบอื่นๆแทน สาเหตุที่ผมคิดว่าวันอาสาฬหะน่าจะสำคัญมากกว่าวันวิสาขะก็คือว่า หากพระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนสิ่งที่ทรงค้นพบในคืนวันตรัสรู้ โลกก็จะไม่มีพระพุทธศาสนา ก็ไม่รู้ว่าผู้คนจะมืดบอดกันต่อไปอีกกี่ร้อยกี่พันปี เราเป็นหนี้พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่งตรงนี้

การสอนพระธรรมมักจะเปรียบกับการหมุนกงล้อธรรม คำสอนแรกของพระพุทธเจ้าก็คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ก็แปลตรงตัวได้ทำนองว่า “คำสอนว่าด้วยการหมุนกงล้อธรรม” นี่เอง หัวใจของพระสูตรนี้ก็คือหัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้แก่เรื่องทางสายกลาง อริยสัจสี่ กับมรรคมีองค์แปด ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจสี่ ในระดับต้นๆมักจะสอนกันว่าทางสายกลางได้แก่การละเว้นจากสุดโต่งสองข้าง ได้แก่การทรมานตนเองมากเกินไป กับการบำรุงบำเรอความเพลิดเพลินทางกายมากเกินไป คนที่เพิ่งเริ่มศึกษาก็เลยอาจเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องของการแสวงหาทางเดินตรงกลาง เหมือนกับนักไต่ลวดที่พยายามอยู่ตรงกลาง ไม่หล่นไปข้างซ้ายหรือขวา แต่หากเราพิจารณาให้ละเอียดยิ่งขึ้น จะพบว่า การปฏิบัติตามทางสายกลางมีอะไรมากกว่านั้น หลักการไม่ใช่แต่เพียงว่าไม่ทรมานตัวเองมากไป แล้วก็ไม่ตามใจตัวเองมากไป ราวกับว่าต้องเอาสองข้างนี้มาบวกกันแล้วหารสอง (เช่นไม่กินมากไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่กินเลย) แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจหลักการพื้นฐานของคำสอนเรื่องนี้ การไม่ทรมานตัวเองมากไป กับการไม่ตามใจตัวเองมากไป มาจากว่าหากเราทำสุดโต่งทั้งสองข้าง จะเท่ากับว่าเราไปยึดถือหรือไปจับเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วไปยึดว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงๆ หรือการไม่ยึดถืออะไรเลยเพราะเชื่อไปว่าไม่มีอะไรอยู่เลย การทรมานตัวเองก็หมายความว่า เราเชื่อว่าการอดข้าว หรือทรมานตัวเองแบบอื่นๆ เป็นเหตุให้บรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้าทรงทำมามากแล้ว จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็เลยพบว่าทางนี้ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จริงๆแล้วทางนี้ก็คือการไปยึดเอาว่า มีวิธีการหรือมีสิ่งของบางอย่างที่จะนำพาเราไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เช่นการอดข้าว แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อีกแนวทางหนึ่งก็คือการบำรุงบำเรอตัวเองจนมากไป ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยทำมาแล้วเช่นเดียวกัน ตอนยังเป็นเจ้าชายอยู่ในวัง ได้รับการปรนเปรอมากมายจากบรรดาข้าราชบริพาร จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรมากกว่านี้ได้อีก ก็ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์เช่นเดียวกัน จุดที่ทรงค้นพบก็อยู่ตรงนี้เอง คือแทนที่จะคิดว่ามีอะไรให้ยึดมั่น หรือไม่มีอะไรเลยแล้วเลยไม่ยึดมั่นอะไรเลย (หรือไปยึดมั่นเอาความไม่มีเข้า) ก็คิดใหม่ว่าสิ่งต่างๆก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้นต่างก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยทั้งสิ้น การไปรับเอาสิ่งเหล่านั้นเข้าไปเต็มๆ หรือการปฏิเสธหันหลังให้สิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ต่างก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้องทั้งสิ้น คำสอนเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในศาสดาผู้ใด นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในพระสูตรมีบอกว่า ทางสายกลางนี้ก็ได้แก่มรรคมีองค์แปดนั่นเอง “มรรค” แปลว่า “เส้นทาง” ก็คือเส้นทางไปสู่ความดับทุกข์ตามอริยสัจสี่ ใครก็ตามที่เดินตามทางที่พระองค์ทรงชี้ไว้ให้ จะถึงเป้าหมายแน่นอน ไม่มีผิดพลาด หน้าที่ของชาวพุทธ (ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า) ก็คือเดินตามเส้นทางนี้ แต่พระพุทธศาสนาก็มีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือไม่บังคับให้ใครเดินตามทางที่ชี้เอาไว้ ไม่ใช่ว่าใครไม่เดินตามแล้วจะถือเป็นบาปเพราะไปขัดโองการของพระพุทธเจ้าที่ “สั่ง” ให้ผู้คนเดิน อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าแน่นอน ทางมีอยู่แล้ว ใครเห็นว่าสำคัญแก่ชีวิตตน ก็เลือกเดิน ใครยังเห็นว่ายังไม่อยากเดิน ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของคนมีปัญญา คนที่มีปัญญาใคร่ครวญด้วยตนเอง ไม่ช้าไม่นานก็จะเห็นว่า ต้องเดินตามทางนี้เท่านัน ถึงจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

**

ก่อนจบ ก็มีคลิปวิดิโอเพลง “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” สำเนียงอินเดีย เอาไว้ฟังให้ชื่นใจ

Heart Sutra

I planned to blog about the Heart Sutra for quite some time, and now I am attending a seminar at my Faculty and there is a computer at the back so I got the opportunity to write about it now.

The key message of the Heart Sutra is nothing less than the key message of Buddhism itself. Let’s look at some of the most important passages from the Sutra:

Body is nothing more than emptiness,
emptiness is nothing more than body.
The body is exactly empty,
and emptiness is exactly body.

Volumes and volumes have been written on what the Sutra is supposed to mean, but the key here is that words alone are never enough. One will not be able to attain Nirvana through intellectual understanding alone. That is, attaining Nirvana is not something you can achieve by thinking and ratiocinating. One has to “see” reality, but it is not the kind of reality that we are accustomed to. It’s on the one hand the same reality, but on the other hand it’s completely different. It’s the kind of reality that one sees when one goes beyond all conceptual distinctions. This is not something that we can do just by deciding to do. It’s a highly advanced skill that requires a lot of effort and practice. The Buddha laid down the path toward realizing this skill through his teaching of morality, meditation and wisdom.

But the point I would like to emphasize here is the ultimately paradoxical character of the Buddha’s teaching: Emptiness is form; form is emptiness. What is there is exactly speaking what is not there, and what is not there is what is there. This way of speaking is not a play on words; it is the most direct expression of the core of the Buddha’s teaching. Some scholars try to interpret the paradox away, saying that the ultimate message beyond the paradoxical sentences is devoid of the paradox. But in fact the paradox is there, staring us at the face. Our task is not to shy away from it, but to face it and live with it and ultimately try to realize that the real truth is the paradox itself. The truth is what the Sutra says: Form (or the body in this translation) is emptiness and emptiness is form. We try to see the truth of the paradox, trying to realize its inevitably impossible and contradictory nature. It is through the contradiction that the point of the Buddha is carried through.

So this is all I can say about the Heart Sutra. So this is not quite a commentary because the point is that no commentary is possible. The Heart Sutra can also be used as a tool for those who meditate. You can memorize the whole text and when the mind is stilled within deep meditation, perhaps a breakthrough can happen. But that is not what we are looking for. The spirit of the Heart Sutra is that there is no goal while in fact there is a goal. It’s of course difficult, but one can certainly try.

The Buddha’s Teaching Style

I have returned from a conference in Penang, Malaysia since last Friday. It was a big conference with more than 10 parallel sessions for three days and more than three hundred papers (I think). The theme is “Exploring Learning and Leadership Theories in Asia” (www.ellta.org). It was quite strange that they put leadership and learning as themes of the conference, and from the beginning it appeared that the two did not quite blend with each other, so what happened was that the conference was divided into two halves. People who talked about learning were mostly from education, and those who discussed leadership were from management. Perhaps there was a reason behind this, but in fact they conference could have been divided into two according to these main topics.

The main question of the conference was that they would like to look at how Asia could come up with their own theories or perspectives on either leadership or learning. On the first day there was a panel discussion on the perspectives of the main Asian religions on these topics. This gave me an opportunity to think a little about the Buddha’s own style of teaching, so I would like to share what I have been thinking on this topic.

The Buddha were first and foremost a teacher. This was what he did for his entire forty-five year career after he attained Enlightenment. So it was interesting to how the Buddha taught. We have been talking a lot about what the Buddha taught, but not as much on how he did it. Perhaps the most outstanding characteristic of his way of teaching was that he taught according to the needs and backgrounds of those he was teaching. The Buddha knew the person he was going to teach and adapted his way of teaching accordingly. This could be the most important lessons for educators – teaching should be custom made for each individual learner. Since each learner is different, the way he or she is taught should be adapted according to his or her own individual propensity.

This can be an antidote to the situation at present where education has become a mass enterprise and custom education has been all but lost. I think, however, that the room is still there for custom teaching, and we can still learn from the Buddha on how this is done. It does not look as difficult or impracticable as it appears.

Let us look at some of the stories of the Buddha’s teachings that appeared in the text. One of the Buddha’s students-monks used to be a musician. He was having a problem concentrating and meditating. The Buddha asked him what he was before he became a monk and he answered that he was a musician. The Buddha then asked him what happened when he tightened his stringed instrument too much. The monk answered that the string would not sound good and it would break. The Buddha then asked him what would happen if the strings were too lax, and the monk answered that they would not sound good at all. The Buddha then told the monk that meditation was the same — you should not be too tight or too lax, just find a middle way where the tune is just right. The monk followed the Buddha’s advice and then became an arahat.

In another story, the Buddha was teaching his cousin Nanda. Nanda was very attached to sensual pleasure. He told the Buddha that he wanted to get to heaven in order to enjoy all the pleasures there. The Buddha wanted to wean him from this addiction so he could finally attain Liberation. The Buddha took him to see the heavens, which Nanda liked very much, but then the Buddha showed what happened after someone like Nanda enjoyed his time in heaven – they eventually fell down to hell and suffered intense pain. Nanda then became disillusioned with all the pleasures and took the monk’s duties seriously. He also became an arahat afterwards,

This shows that the Buddha always know the character and the backgrounds of those he was teaching very well. And this is his teaching style that we should emulate. We might not be as good as he is in knowing our students, but we can certainly start doing this.

Buddhism and Culture

One thing that Lewis Lancaster talked about in his lecture at Berkeley (see here) is that Buddhism is a “portable” religion. This means that Buddhism was the first “global” religion which was followed by Christianity. The core or the essence of Buddhism is not tied up with any particular place, or a race of people. Earlier religions, such as Brahmanism and Judaism, were very much tied up to particular places and people. You can’t become a Hindu; you have to be born one. That is, you have to have already a context in which you are a Hindu. You have to belong to a certain caste, and foreigners are always outside of the caste system. Hinduism, then, is not a proselytizing religion.

What interests Lancaster is that you can always take Buddhism with you, everything that enables you to set up and have a fully functioning religions practice and doctrines so that you can transplant the whole religion in a far away land. This is also in accordance with the teaching about no-self; there is no self, no core thing that one gets attached to. Buddhism in this sense does not have a core. Of course the Buddha said that there were important places for Buddhists to travel to in order to commemorate the Buddha’s time on this earth — his birthplace, the place where he attained Enlightenment, and so on. But those are not necessary for accomplishing the highest goal of the religion. For Hindus, on the other hand, the river Ganges is a “real” source of blessing. No other river can even come close. But there is no such river in Buddhism.

Another religion that is closely related to Buddhism, Jainism, has aboutthe same apparatus that could have made it as portable, but Jainism is not portable. This is not because of the doctrine in itself. There is no holy river in Jainism either. What has made Jainism much tied up with the land of India is instead its injunctions that the Jain monks may not make use of any vehicle. They have to walk wherever they want to go. So they cannot go far. This severely limits the range at which Jainism can fully spread.

Later religions, Christianity and Islam, all partake of this “portability” feature of Buddhism. You can have everything about Christianity without being tied up to, say, Jerusalem. All you need is a Bible and a set of practices. These practices even do not have to be exactly the same. As is the case in Buddhism, the practices serve to carry on the message of the religion, and they don’t have to be the same. All that matters is that they help to realize the purpose. For Buddhism, all you need is the set of the scriptures and a group of monks who follow the Vinaya rules. The monks are the ones who embody the teaching, so to speak. And even the monks themselves are not absolutely necessary, because one can gain Realization without becoming one. This is a rather controversial point, but even if the monks are necessary, one can become a monk only when certain minimal rules are followed. All this helped the spread of Buddhism far and wide.

What makes all this possible is the emphasis on the mind. And this shows how universal the religion really is. Since all of us possess our own individual mind and the capability of thinking and understanding, all of us have the potential to become fully realized. This is one of the important messages of the Buddha.

Rarity of Human Birth

Here is another treasured Dharma snippet from Luang Pu Doon:

“The Buddha’s 84,000 dharma teachings are only skillful means so that people start looking at their own minds. The reason why the Buddha taught so many things is because people’s defilements are so varied. But there is only one way to eliminate suffering, which is nirvana. It is very rare for us to have a chance to practice the Dharma, so if we let this chance go we will lose the opportunity to become liberated in this lifetime. And then you will live with ignorance for a tremendously long time before you will have this chance again. Therefore, when we are born so that we meet Buddhism, we need to be diligent in practice to realize nirvana. Otherwise you will lost this very rare opportunity. When the Dharma is forgotten, sentient beings will live in total darkness for a very, very long time.”

Malcolm David Eckel and “To See the Buddha”

This December Malcome David Eckel, noted scholar of Mahayana Buddhism, will travel to Thailand and give a lecture at the Department of Philosophy, Chulalongkorn University. This is a very welcome occasion as Buddhist scholars in Thailand do not have much chance to listen to and interact with scholars who work in other traditions of Buddhism. Eckel is known for his work on lesser known Indian masters. His book, To See the Buddha: A Philosopher’s Quest for the Meaning of Emptiness, is a study of the work of Bhavaviveka, one of the greatest masters of Indian Mahayana Buddhism. This is a translation and study of Bhavaviveka’s main work, Tarkajvāla (The Flame of Reason), and is filled with his interpretations. The theme of the book is on the various dimensions of “seeing the Buddha.” By doing so one gains an insight into the nature of the Dharma and thereby moving further along in the path toward Liberation.

“Seeing the Buddha” has been a problem for Buddhists ever since the Buddha himself entered parinirvana. What does it actually mean for one to “see the Buddha”? Surely just seeing the Buddha himself before he entered parinirvana (before he died) was not enough, because that would mean seeing him is not different from seeing any normal, sentient being in samsara. But there is something very special in seeing the Buddha. Is it the same as seeing a statue of the Buddha, as in Buddhist temples? That will come back to the same question. Seeing the Buddha is not the same as seeing you or me. But then what is so special with seeing the Buddha?

Eckel subtitled the book “A Philosopher’s Quest for the Meaning of Emptiness.” The ‘philosopher’ in question could be Bhavaviveka, who is after all the subject matter of the study in the book. Or it could mean Eckel himself. So by reflecting on what it means by seeing the Buddha, one enters on a quest for the maning of emptiness. But how are the two related? Is seeing the Buddha the sme as seeing emptiness?

Many Buddhists, Theravada and Mahayana alike, know the famous sentence from one of the Sutras where the Buddha said, “Those who see the Dharma, see me; those who see me, see the Dharma.” This is considered to be the standard way of the Buddha’s own idea about seeing him. Stricken with terminal illness and lying on his bed, the Buddha was asked who should succeed him as the Teacher and Leader of the Order. The Buddha, as is well known, did not name any successor. Instead he enjoined his students to take up the teaching itself, the Dharma, as their guide and their leader. The important thing is not that there be any leader of the Order, or any living supreme teacher or authority, but the Dharma itself. It is the task of the Buddha’s students to study, understand and take up the Dharma in their practices to eliminate suffering. So those who really see the Dharma see the Buddha because they really follow the Buddhist path.

To see the dharma comes in very different levels. It also includes seeing what Emptiness is, seeing Emptiness directly, coming face to face with it. So in a way the Buddha himself and Emptiness is one and the same. That is why Eckel’s and Bhavaviveka’s quest to see the Buddha is also their quest to “see” the nature of Emptiness.

*

Now let us consider some passages from Bhavaviveka himself as translated by Eckel in the book. The interpretations given here are entirely my own, not Eckel’s or Bhavaviveka’s. This is my own engagement with the text. You call it my own personal meditation of the meanings of the text — perhaps my own quest for the meaning of “Emptiness”:

269-270. Without apprehending [equality as an object], [the Buddha] understands the equality of different dharmas, because [dharmas] are equal in the sense that they do not arise or cease. Or [the Buddha] understands the equality of self and other. Therefore [the Buddha] is called Sambuddha among gods and human beings because [the Buddha] understands the equality without understanding equality.

Thoroughly understanding the ultimate nature of things as empty of their inherent characteristics, the Buddha sees everything to be the same. This is seeing without any conceptualization. The Buddha just “sees”. He sees everything as equal; none has any special feature that sets it apart from any other thing. In fact the word “thing” itself is inappropriate because the Buddha’s seeing does not differentiate one thing from another at all. This is why he does not see any differences in self and others. There is no self; there is no other. However, he sees all this without engaging in the conception of “being equal” for that would be just another conceptualization. Hence he “understands the equality without understanding equality.”

So this is how the Buddha sees the world. With neither self nor other, the Buddha does not distinguish himself (or herself) from what he (or she) sees. Hence the Buddha and reality is one and the same. So in the context what does it mean to see the Buddha? It is to see him or her as he or she sees the world. So in a way we become a Buddha ourselves. The dichotomy between subject (one who sees) and object (things seen) completely break down. To see the Buddha is to see things as the Buddha himself sees them.

Bhavaviveka goes on:

273. [The Buddha] is immeasurable because he understands the immeasurable. [The Buddha] is incalculable because he cannot be grasped. [The Buddha] is unthinkable because he cannot be an object of thought. [The Buddha] is incomparable because he cannot be compared.

The Buddha cannot be measured because any act of measurement presupposes dividing reality into parts, but since the Buddha does not see things to be composed of parts, and since there is nothing that divides subject from object, any act of measuring the Buddha fails to see the Buddha from the beginning. Likewise, he is not able to be calculated or thought of. The Buddha cannot be an object of thought, because being an object of though requires one to be engaged in a system of linguistic categorization and conceptualization. But the Buddha does not see things divided into concepts. He just “sees.”

So the Buddha herself is coextensive with the whole of reality. All that is, is the Buddha, and the Buddha is all that is. I am a Buddha; you are a Buddha. And in the same vein Bhavaviveka goes on:

274ab. [The Buddha] is indefinable because it is utterly impossible to specify that he is one thing rather than another.

Eckel emphasizes that Buddhist texts such as Bhavaviveka’s exists primarily to facilitate meditation of the meaning of reality as a means toward gaining Liberation. These are religious texts and one fails to grasp their true meanings if one overlooks these practical purposes for which the texts were written. So one practicies the Dharma by closely reading these texts and reflect on the meaning. One also does this in the context of meditation.

*

I will give the details of Eckel’s talk at Chulalongkorn University later on here in this blog. Please stay tuned.