48 hours at Santo Tomas

A post about education …

Amp Lao

Standing in front of 300 enthusiastic academics and students of the College of Education, University of Santo Tomas, I just finished delivering a Keynote speech to celebrate their big 90th. The title of the talk was “Borrowing quality: Inclusion and exclusion of Asian universities in the global competition.”

As the title suggested, I linked many dots together: globalisation theory, system theory, post coloniality of ambivalence and orientalism, industrial policy and what all of them meant for the past – present and future of Asian higher education.

One and a half hour: a standing ovation.

My second keynote in the afternoon was totally different.

Mellow and personal. I read them one of the blog posts I wrote called “Paddling through”, which encapsulated the darkness of my dissertation, its daunting processes and never ending journey. I told the students how hard it was to pass the threshold from being “good student” to that of…

View original post 489 more words

แนวทางการปฏิบัติธรรม

เมื่อสองสามวันก่อนผมได้รับเอกสารเล่มหนึ่งจากหน่วยงานด้านธรรมะของมหาวิทยาลัย ในนั้นมีอยู่หัวข้อหนึ่งพูดเรื่องแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งบอกว่ามีอยู่สองแนวใหญ่ๆ คือแนวที่เน้นศรัทธา กับแนวที่เน้นการศึกษาด้วยตัวเอง แนวแรกก็คือว่าผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติไปศึกษากับครูโดยตรง และจุดเน้นของการศึกษากับครูแบบนี้ก็คือศรัทธาที่เรามีในตัวครูรูปนั้น ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะด้วยตนเอง หนังสือที่ผมได้รับมาบอกว่า แนวทางที่สองออกจะดีกว่าแนวแรกเพราะแม้ว่าการศึกษาธรรมะด้วยตนเองจะเป็นเรื่องยาก แต่หากศึกษาจนเกิดความเข้าใจก็จะ “สามารปฏิบัติธรรมได้อย่างอิสระ และพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง” ในขณะที่การปฏิบัติกับครูในแบบแรก หากได้ครูที่ไว้ใจไม่ได้ และเน้นที่ศรัทธาในตัวครูมากจนเกินไป โอกาสที่จะปฏิบัติไปในทางที่ผิดก็จะมีอยู่สูง ต้องเฟ้นหาครูที่ไว้ใจได้จริงๆ ต่างจากแนวที่สองที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้น ไตร่ตรองใคร่ครวญด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตกลงใจเชื่อและเข้าใจจริงๆ

ladakh_photos_NRIDZONG_0000

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการปฏิบัติธรรมโดยอ่านหนังสือคนเดียว ที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงมากนัก ก็คือว่า หากผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจไปในทิศทางที่ผิดไปจากที่ผู้เขียนต้องการ ก็จะเข้ารกเข้าพงไปได้ง่ายมากๆ เนื่องจากไม่มีใครคอยชี้แนะ เราอาจคิดว่าการอ่านที่ผิดไปจากความต้องการสื่อสารของผู้เขียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือเกิดขึ้นได้ง่ายมาก แม้แต่งานเขียนที่เป็นเรื่องพื้นๆธรรมดาๆก็ยังเกิดเหตุการณ์ว่าคนอ่านอ่านแล้วเข้าใจผิดไปจากเจตนาของผู้เขียน เช่นผู้เขียนตั้งใจจะสื่ออย่างหนึ่ง แต่ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจว่าอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ส่วนมากก็มาจากว่าตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในเล่มหนังสือนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันได้เลยว่า จะสื่อความจากผู้เขียนถึงผู้อ่านไปได้ครบหมดร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งหากเป็นงานที่ยากมากๆมีความเป็นนามธรรมซับซ้อนอย่างคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว โอกาสที่จะเข้าใจผิดก็ยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นการเรียนธรรมะแล้วไปปฏิบัติด้วยตนเอง จึงเป็นอะไรที่ต้องระวังมากเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้การเรียนธรรมะกับครูที่มีชีวิตจึงมีภาษีมากกว่าในแง่นี้ เพราะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยน ซักถาม ซักซ้อมทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการเรียนและปฏิบัติธรรมะจากการอ่านเพียงอย่างเดียว

ในบทสนทนาเรื่อง เฟดรัส ของเพลโต โสกราตีสได้เสนอเหตุผลให้เฟดรัสฟังว่า การพูดมีน้ำหนักมากกว่าการเขียน เพราะในการพูด ผู้ฟังสามารถซักถามและโต้เถียงกับผู้พูดได้ทันที ทำให้การศึกษาปรัชญามีชีวิต ไม่เหมือนกับการอ่านงานเขียนที่มีนักปรัชญาเขียนเอาไว้ เมื่อมีข้อสงสัยหนังสือก็ไม่สามารถตอบอะไรได้ เพราะเป็นแค่กระดาษกับน้ำหมึก ในทำนองเดียวกันการอ่านธรรมะก็เหมือนกับฟังความอยู่ข้างเดียว ไม่มีการโต้ตอบสนทนา ซึ่งยากมากที่จะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ขึ้นมาได้

นอกจากนี้ การเรียนกับครูที่มีชีวิตโดยเฉพาะในการเรียนและการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังมีประโยชน์มากที่สุดตรงที่ว่า ผู้เรียนจะได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ได้เรียนและได้ปฏิบัติตามคำสอนนี้มาจนเห็นผล และมองเห็นด้วยตาของตนเองว่า ผลของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไรจริงๆ และผลนั้นก็ปรากฏตัวออกมาเป็นรูปธรรมในตัวบุคคลของผู้ที่เป็นครูของเราที่เราศึกษาอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด ในยุคของเรานี้มักมีเรื่องเกิดขึ้นเกี่ยวกับวงการของพระสงฆ์ ที่ทำให้ผู้คนมักเกิดความสงสัยว่าพระที่แท้จะยังเหลืออยู่อีกหรือ คำตอบก็คือว่า มีอยู่อีกมาก เราไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการมองเห็นได้ทันทีว่าใครเป็นพระอรหันต์ ใครไม่ใช่ เพราะมีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้ แต่ที่เรามีก็คือศรัทธาในตัวครูของเรา และจากศรัทธานี้เองที่จะนำไปสู่่ความเชื่อมั่น และการเห็นผลอันเป็นรูปธรรมที่ปรากฏอยู่ในตัวครูของเรา

เมื่อพูดเช่นนี้ คำถามที่เกิดขึ้นทันทีก็คือว่า แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระภิกษุรูปนี้ ที่เราคิดว่าควรจะฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ มีคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น? เรื่องนี้ก็เป็นวงจรกลับไปกลับมา คือหากเราไม่สามารถมองเห็นคุณสมบัติในตัวครู เราก็จะไม่รู้ว่าควรเลือกครูรูปไหนดี แต่ถ้าเราไม่ยอกเลือกเรียนกับครูรูปใดเลย เราก็จะไม่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นปฏิบัติธรรมกับครูเป็นๆที่มีชีวิตเลือดเนื้อได้เลย เพื่อทำลายวงจรนี้เราจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นตัวนำไปก่อน ซึ่งก็คือศรัทธา ในประเพณีพระพุทธศาสนาของทิเบต มีหลักอยู่ว่าครูจะเลือกผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ คือไม่ใช่ว่าใครมาขอเรียนวิชาด้วยครูจะรับหมด เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยากมากๆในทิเบต ที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือว่า ครูจะพิจารณาบุคคลที่จะรับเป็นศิษย์อย่างละเอียด บางทีใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะตัดสินใจ และในทำนองเดียวกันศิษย์ก็จะเลือกผู้ที่จะมาเป็นครูของตนเองด้วย บางทีก็ใช้เวลาเป็นปีๆเช่นเดียวกัน ประโยชน์ของวิธีการแบบนี้ก็คือเป็นการคัดกรองคุณภาพของทั้งผู้ที่จะมาเป็นศิษย์และเป็นอาจารย์

ในบริบทของไทยเราก็ไม่ต่างกันมาก ปัญหาของคนไทยที่สนใจปฏิบัติธรรมก็คือว่า มีทางเลือกให้เลือกเป็นจำนวนมาก แล้วผู้จะเรียนก็มักจะเดินท่องไปสำรวจสำนักต่างๆ เข้าที่นั่นที ที่นี่ที แต่ไม่มีการสร้าง “ความผูกพัน” และ “การตกลงปลงใจ” (commitment) ที่จะศึกษาปฏิบัติกับสำนักใดสำนักหนึ่งอย่างจริงจัง ผลก็คือปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าไปไหน สิ่งที่อยากจะแนะนำผู้ปฏิบัติในท้ายที่สุดนี้ก็คือว่า หลังจากที่ได้ศึกษาทางเลือกของสำนักต่างๆมาระยะหนึ่ง ผู้เรียนต้องตัดสินใจเลือกและตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตทางธรรมกับสำนักใดสำนักหนึ่งที่ตนเองพิจารณาแล้วเป็นสำนักที่เหมาะกับตนเองที่สุด หากไม่ทำเช่นนี้แล้วโอกาสที่จะปฏิบัติธรรมได้ผล เช่นจากการอ่านด้วยตัวเอง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

การบรรยายของคีลุง ริมโปเช

เมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมา คีลุง ริมโปเชได้มาร่วมสนทนากับกลุ่มอาจารย์กับนิสิตและบุคคลทั่วไปที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เราคุยกันเรื่อง “สติ” หรือ mindfulness โดยเฉพาะเรื่องการเอาการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานมาประยุกต์ในการทำงาน หรือเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพ ซึ่งมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ
Jpeg

อย่างไรก็ตาม คีลุงริมโปเชก็ได้พูดเกี่ยวกับบทบาทของการทำสมาธิแบบสติปัฏฐานตามแบบของพระ พุทธศาสนาแบบทิเบตไว้อย่างน่าฟังมาก ท่านกล่าวว่าการฝึกสติ ไม่ได้มีเพียงแต่การรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกาย หรือรับรู้ความรู้สึก หรือความคิดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรับรู้ความสัมพันธ์ กันอย่างเป็นโยงใยของสรรพสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกว่า dependent co-origination หรือในภาษาบาลีว่า “อิทัปปัจจยตา” ความหมายก็คือว่า แทนที่เราจะรับรู้ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา เรารับรู้สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราด้วย
คีลุงริมโปเชกล่าวว่า การฝึกสติปัฎฐานจะไม่สมบูรณ์เลย หากเราละเลย “โพธิจิต” ซึ่งได้แก่ความตั้งใจว่าจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ท่านกล่าวว่าการฝึกสติปัฏฐาน ควรจะทำให้เกิดสภาพที่ใจของเราเปิดโล่ง รับรู้ถึงความทุกข์ของสรรพสัตว์มาไว้ แทนที่จะเป็นการปิดกั้นตัวเราออกจากสิ่งอื่นๆในธรรมชาติ เรามีสติต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สภาวะความเป็นไปของสิ่งรอบตัว รับรู้ถึงปัจจุบันขณะของทั้งตัวเราและธรรมชาติ
จริงๆเรื่องที่ท่านเสนอก็ไม่ได้แปลกอะไร ทั้งหมดมีอยู่แล้วในพระบาลี สติปัฏฐานมีอยู่สี่ประการ คือ กาย เวทนา (ความรู้สึก) จิต (ความคิด) แล้วก็ธรรม อย่างหลังก็หมายถึงการรับรู้ความเป็นไปของธรรมชาติรอบๆตัวแบบที่คีลุงริมโป เชพูดนั่นแหละ ธรรมชาติประกอบด้วยไตรลักษณ์ ตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพียงแต่เวลาเราฝึกสติปัฏฐาน ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเน้นสติปัฏฐานอันสุดท้ายตรงนี้ ไปเน้นแต่สามอย่างแรกกันเกือบหมด

ภัยพิบัติกับปัญหาเรื่องความชั่วร้าย

เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาลกำลังเป็นข่าวใหญ่ในขณะนี้ ผู้คนจากทั่วโลกต่างก็เห็นอกเห็นใจผู้ประสบภัย และมุ่งหน้าไปยังเนปาลเพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม เรื่องแผ่นดินไหวนี้ก็ทำให้การพูดแบบเก่าๆหวนกลับมา นั่นคือเกิดคำถามว่า คนเนปาลทำบาปกรรมอะไรไปหรือเปล่า ถึงได้ประสบกับเคราะห์กรรมแบบนี้?

ในวิชาเทววิทยา มีปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งได้แก่ “ปัญหาเรื่องความชั่วร้าย” คือว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่ทรงพระมหากรุณาสูงสุด และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดด้วย การเป็นผู้ทรงความกรุณาสูงสุดหมายความว่า พระเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักแก่สัตว์โลกที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาอย่างเสมอกัน ไม่มีประมาณ และการเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดก็คือว่า พระเจ้าสามารถทำได้ทุกสิ่ง ไม่มีอะไรจะมาขัดขวางอำนาจของพระองค์

แต่ปัญหาก็คือว่า ในโลกนี้มี “ความชั่วร้าย” อยู่ ทั้งความชั่วร้ายที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่นสงคราม แล้วก็ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นเอง เช่นแผ่นดินไหว โรคระบาด หรือสึนามิ ไม่ว่าจะเป็นความชั่วร้ายแบบไหน ก็ทำให้ผู้คนต้องทนทุกข์ทรมาน ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ทรัพย์สินเสียหาย ฯลฯ ทั้งนั้น แต่พระเจ้าเป็นผู้ทรงความกรุณากับทรงมีอำนาจสูงสุด แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงปล่อยให้เกิดความชั่วร้ายเหล่านี้ขึ้น? หากพระองค์มีความกรุณาสูงสุดจริง รักสัตว์โลกจริง และมีอำนาจทำได้ทุกอย่างจริง แล้วทำไมจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น?

ปัญหานี้นับว่าเป็นปัญหาที่ท้าทายศรัทธาของผู้ที่เชื่อในพระเจ้ามากที่สุด แล้วก็แก้ได้ยากที่สุดในบรรดาปัญหาทางเทววิทยาทั้งหลาย อย่างไรก็ตามนักปรัชญากับนักเทววิทยาก็แก้ว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์มาในฉายาของพระองค์ หมายความว่ามนุษย์มี “เสรีภาพ” ที่จะทำอะไรก็ได้ แม้พระเจ้าก็ห้ามไม่ได้ ดังนั้นถ้าใครคนหนึ่งอยากทำชั่ว พระเจ้าก็ห้ามไม่ได้ คนทำก็ต้องรับผิดชอบผลการกระทำของตัวเอง

แต่คำตอบนี้ก็ใช้ไม่ค่อยได้กับความชั่วร้ายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหว เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนจะทำให้เกิดได้ ในแง่นี้คำตอบก็คือว่า มนุษย์อย่างเราๆไม่สามารถเข้าใจจิตใจหรือแผนการของพระเจ้าได้ บางสิ่งบางอย่างเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของมันเองตามธรรมชาติ พระเจ้าสร้างโลกมาเป็นแบบนี้ มีหินเหลวร้อนอยู่ใต้เปลือกโลกแบบนี้ มีเปลือกโลกเป็นแผ่นๆเคลื่อนไหวไปตามหินเหลวข้างล่าง แล้วเปลือกโลกก็มาชนกัน มันก็ต้องเกิดแผ่นดินไหวอยู่แล้ว เมื่อมีคนมาอาศัยอยู่ตรงที่เกิดแผ่นดินไหว ก็ต้องเกิดความสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา พระเจ้าไม่สามารถลงมาบอกมนุษย์ล่วงหน้าได้ว่าตรงนั้นตรงนี้จะเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ เป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้กันเอง

คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ได้นับถือศาสนาที่มีพระเจ้า ก็คิดได้ทำนองเดียวกัน คือเมื่อเกิดภัยพิบัติ ปัญหาก็คือว่าหลายต่อหลายครั้งคนที่ประสบภัยพิบัติ เขาเป็นคนดีมากๆ ไม่เคยทำบาปกรรมอะไรใหญ่โต คนที่โดนแผ่นดินไหวเสียชีวิตไป ก็มีทั้งผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาว แล้วก็เด็ก แล้วเด็กจะไปทำบาปกรรมอะไรได้? หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่าตั้งแต่ชาติก่อน ก็คุณไปอยู่ตรงนั้น เวลานั้น ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวพอดี ก็ต้องมีกรรมเก่าบางอย่างผลักดันคุณให้ไปอยู่ตรงนั้นใช่หรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่กรรมชาตินี้ (เพราะคนดีๆคนบริสุทธิ์ต้องตายลงไปมากมาย) ก็ต้องเป็นชาติก่อนนั่นแหละ

สิ่งที่ชาวพุทธควรคิดก็คือว่า เรามีกรรมเก่ากันหมดทุกคนแหละครับ ไม่ใช่มีแต่ชาวเนปาลที่สูญเสียเท่านั้นที่มีกรรมเก่า มีกันหมดทุกคน เพียงแต่ว่ากรรมเก่าของแต่ละคนส่งผลออกมาคนละอย่าง เราๆที่นั่งอ่านบล๊อกนี้อยู่ ไม่แน่ว่าบางคนอาจอยู่ดีๆป่วยเป็นโรคร้าย (ไม่ได้แช่งนะครับ) บางคนอาจโชคดีถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ เรื่องของเรื่องก็คือไม่มีใครสามารถรู้อนาคตของชีวิตของเราได้ คนเนปาลเขาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหว เราเองก็ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของเรา แม้กระทั่งวันพรุ่งนี้ จะเป็นอย่างไร ดังนั้นการไปว่าเขาบอกว่าเขาทำกรรมเก่าไม่ดีเอาไว้ จึงไม่เป็นเรื่องสมควรครับ ตัวเราเองก็เหอะ เราเองก็ไม่รู้หรอกว่า ตัวเราเอง ได้ทำกรรมเก่าอะไรไว้ สิ่งที่ทำไปนั้นอาจหนักมากๆก็ได้ แล้วที่ผ่านมามันยังไม่ส่งผล แต่ก็ไม่แน่ อาจจะส่งผลพรุ่งนี้มะรืนนี้ก็ได้

ดังนั้นท่าทีที่ถูกต้องของชาวพุทธก็คือว่า เราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท หมายความว่าเรารู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า พรุ่งนี้เราอาจถึงแก่ความตายเอาง่ายๆก็ได้ ดังนั้นต้องดูตัวเองในเวลานี้ว่า ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ที่ตัวเองทำอยู่น่ะ เป็นประโยชน์แก่ตัวของตัวเองหรือแก่ผู้อื่น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ไม่คิดว่าสิ่งร้ายๆจะเกิดแก่ตัวเอง อย่างนั้นคือประมาทแหละครับ เรื่องร้ายๆไม่มีใครหนีได้ ทุกคนต้องพบเข้าไม่วันนี้ก็วันต่อๆไปสักวัน พอคิดอย่างนี้จิตใจก็จะอยู่กับสติ การกระทำต่างๆของเราก็จะมีความหมายขึ้นมา เป็นประโยชน์แก่ตัวเราเอง

ดังนั้นอย่าไปว่าชาวเนปาลว่าเขาทำกรรมเก่ามาเลยครับ ที่เขาประสบอยู่นี่ก็หนักมากแล้ว ยังมาโดนว่าหาว่าไปทำกรรมชั่วเข้าให้อีก ในท้ายที่สุดคนที่ว่าเองนั่นแหละครับ กำลังประกอบอกุศลกรรมข้อใหญ่เข้าให้แล้ว และกำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาท ทางที่ดีก็คือ เราเห็นอกเห็นใจเขา เพราะเขาก็เป็นเพื่อนร่วมโลกกับเรา ถ้าเราจะช่วยเหลือทางใดทางหนึ่งได้ เราก็ควรทำ เราควรคิดกันแบบนี้มากกว่าครับ

How successful people work less—and get more done

Very nice suggestion on how to get more done with less or equal effort:)

Quartz

This post originally appeared at LinkedIn. Follow the author here.

As co-founder of Hotwire.com and CEO of Zillow for the last seven years, 39-year-old Spencer Rascoff fits most people’s definition of success. As a father of three young children, Spencer is a busy guy at home and at work.

What’s the one thing that Spencer refuses to do on the weekend? Work—at least, in the traditional sense. Rascoff says:

I never go into the office on weekends, but I do check e-mail at night. My weekends are an important time to unplug from the day-to-day and get a chance to think more deeply about my company and my industry. Weekends are a great chance to reflect and be more introspective about bigger issues.

new study from Stanford shows that Rascoff is on to something.

The study found that productivity per hour declines sharply when the workweek exceeds 50…

View original post 1,120 more words

Substance and Emptiness

One of the questions I got from my paper on Spinoza and Buddhism on the Self that I gave at the symposium on “Philosophies in Dialog” the other day was that how could I compare Spinoza’s Substance and Nagarjuna’s Emptiness. The issue is a very large one and by itself it deserves a whole project of its own. But here in this blog I can only give a very brief sketch of what I am thinking at the moment.

First a little bit of background, Spinoza’s Substance is the totality of everything. It’s the only thing that exists by itself without being dependent on any other. In fact there is no *other* because Substance is the only thing that exists. Other things are just parts of Substance. Another name of Substance is God; another one is Nature. This is the ultimate reference point in Spinoza’s system, the starting point where everything in his thought follows.

Nagarjuna’s Emptiness, on the other hand, is not so straightforward. In fact Buddhist philosophy does not seem to want to say anything directly about this totality of all things taken as one big entity. In fact “Emptiness” is strictly speaking an aspect, or one could perhaps say at “attribute”, of this ultimate reality. Reality is by nature “empty” – this is a basic tenet of all schools of Buddhist philosophy. But even though it is considered as an attribute, then I think something interest could emerge when we compare it with Spinoza’s Substance.

When Buddhists talk about ultimate reality, it is usually couched in terms of its main characteristics; that is, that ultimate reality is interdependent, always changing, lacking in substance, and so on. This seems to point to a strong contrast with Spinoza’s Substance. If ultimate reality in the Buddhist views “lacks substance” then how could it even be comparable to Substance in Spinoza’s system? Aren’t we then comparing light and darkness, a pair of totally opposite qualities? But things are not that straightforward. For Spinoza’s Substance also cannot be directly described. This is not possible because for a thing to be describable (as, for example, a car is described as a vehicle with four wheels) there has to be a more general concept which is then qualified down to the level of the thing to be described. This is simple Aristotelian logic. But Spinoza’s Substance is the whole totality and “there is nothing greater” (Spinoza’s own words from the Ethics). So it can only be understood through the two possible “Attributes” that we can conceive, namely extension and thought. And even thought it cannot be described we know that it necessarily exists.

The Buddhist is not so metaphysical in this respect. Of course there are things like rocks and chairs, but their identity depends on others. I think Spinoza would agree on this point. So the problem boils down to: How would a Buddhist, or Nagarjuna himself, say anything about the totality of everything? What is the equivalence of Spinoza’s Substance in Buddhist philosophy?

The Buddhist talks about reality in this sense too. This is clear from the fact that Buddhists often talk about the whole totality of things when they characterize it as being always changing, lacking in substance, and so on. So ultimate reality is whatever that lacks substance, always changing, being such that any part of it is always dependent on others, and so on. This “whatever” is one and the same as rocks and chairs in one way of looking at it, but in another it is not the same because rocks and chairs are always parts of it. One way to look at this is to conceive the totality of everything here as whatever that consists of rocks, chairs, stars and also all mental episodes. This has to exist because there has to be something that possesses those characteristics of always changing, lacking in substance, and so on. And then we need to bear in mind that when we talk of this whatever we are not reifying it. This whole totality also share the same characteristics as all its parts.

However, that it is the totality of all things – this is not changing. Or to put it in another way, that it is a fact that all things do change all the time, this fact does not change. And in this point we can, I think, still compare this ultimate reality according to the Buddhist with Spinoza’s unchanging Substance. After all Substance for Spinoza is nothing more that a collection of all things, and all things do also change continuously. It is the whole collection, taken by itself, that does not change.

Interstellar

My son and I went to watch the movie Interstellar last Friday, which was Father’s Day in Thailand and a national holiday. It was a long movie, full three hours. I had to admit that I fell asleep a little toward the middle part of the movie when they were going on the interstellar flight. The movie has received some negative reviews lately, and I can understand why. It’s long and lacks the drama that keep people on the edge of their seat. And there is no romantic tension between the main actor and actress. The main relationship in the movie is between the father and his daughter, not the kind of relationship that fills up theaters. But with all those negative reviews I think the movie does contain some positive aspects.

An alien world.
An alient world.

One thing is that it makes use of a lot of scientific knowledge of space flight. You see, there is no air in space. Air conducts sound waves, so no air, no sound. There is a scene where a guy tries to run his ship into a space station, causing an explosion. Once the explosion is on the sound suddenly goes out. It is a dramatic contrast. We expect there to be a loud sound coming with the explosion, but instead of a loud bang, we get a sudden silence instead. It is a kind of explosion in reverse.

Another thing is that the movie plays with the concept of time a lot. According to the Theory of Relativity, if you are moving very, very fast compared to those who are stationary, the watch on your hand will move more slowly than the watch on those who are at rest. The faster you move, the more slowly your watch run. So the father who travels to another galaxy in the end remains a relatively young guy whereas his daughter, whom he met toward the end, is very, very old.

But what makes a movie a good one is not that it correctly follow scientific knowledge. It’s the dramatic content that counts. The core of the movie revolves around the father and his daughter, whom we see her entire age, from a young girl when the movie opens to a very old lady surrounded by her children and grandchildren at the end. And there is this play on the concept of time again. Apart from clocks moving more slowly, we are also presented with the idea that time itself could be laid bare as if it were some kind of width of a material thing. That is, we tend to think of time as moving inexorably forward, with no turning back. But the movie shows us another possibility where all the scenes that we experience in time are all laid bare for us all at the same time. It is as if all the scenes of our lives are laid down together. If our lives are recorded in a film, then we can cut all the frames and lay them down together so that we can have a look at all the scenes of our lives happening all at the same time. That’s the idea I am talking about. Somehow the father got into this higher dimension where all the scenes are laid out like this, and he tries to communicate with his 10-year-old daughter while in fact she is past her thirties just a few moments before.

But still we need to talk about the dramatic content. Well, there is little I can talk about that. There is no conflict that reaches a climax and resolves itself as the movie winds down. Instead we have an ongoing movie that goes on and on, just as life. Perhaps that is the intention of the screenplay writer and the director. Movie should imitate life. As life goes on and on, so should the movie. Now we are back to talking about time again. So if I am to summarize this movie in only one word, I would say that it is about time…