Non-abiding Nirvana

An important concept of Mahayana Buddhism which is not there in Theravada is that of “non-abiding nirvana” or apraḍiṣṭhita nirvāṇa in Sanskrit. The word ‘apraḍiṣṭhita’ actually means ‘non-stationary’ or ‘not fixed in one place’ or something like that, so the translation as ‘non-abiding’ seems quite appropriate. Many Theravada followers, when they hear about non-abiding nirvana […]

Time is empty.

One point that attracted quite a lot of attention during the class on Nagarjuna last weekend was about time. Basically what Nagarjuna is saying is that time itself is empty. What this means is not that time itself has no content of its own, nor that time is in the Newtonian sense of being a […]

Four Points for Accumulation of Merit

Last night Phakchok Rinpoche gave an empowerment of the Buddha Vajrasattva at the DMG Books office on the 22nd floor of the Sogo Building on Ploenchit Rd. There was a crowd of around sixty people, which filled up the hall. The empowerment went on for about an hour and there was a lively question and […]

Buddhism and Fear

During the question and answer period at the World Buddhist University after Kris’s talk on the Bodhisattva Tara, a member of the audience asked about whether Buddhism was governed by fear as is, according to him, Christianity. In Christianity, he said, people are motivated because they fear the fires of hell and the like, and […]

Hell Beings, Hungry Ghosts and the Like

Last Sunday I accompanied Krisadawan to her talk at the World Buddhist University, which was on the third floor of the World Fellowship of Buddhism Building behind the Benjasiri Park in Bangkok. She talked about “Practice of Tara in the Absolute and Relative” to about twenty or so audience in a rather small meeting room. […]

Avatamsaka Sutra

In my earlier post on “All the past and future lives” I refer to a Sutra where the Buddha emits all encompassing light rays that transmit infinite wisdom to an infinite number of sentient beings in the universe. That was from Bob Thurman’s podcast. Well, I did some searching and the Sutra was “The Flower […]

Who are Avalokiteshvara, Manjushri and Others?

พระโพธิสัตว์อย่างเช่น พระอวโลกิเตศวร พระมัญชุศรี พระแม่ตารา และองค์อื่นๆแบบเดียวกัน คือใคร? พระโพธิสัตว์เหล่านี้ได้แก่ผู้ที่เคยตั้งจิตปรารถนาจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า และก็ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่แทนที่ท่านเหล่านี้จะดำรงอยู่ในพระนิพพานและไม่ข้องเกี่ยวกับโลกสังสาระอีกต่อไป ท่านเหล่านี้กลับดำรงอยู่ในสังสารวัฏเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ แต่การดำรงอยู่ในสังสารวัฏของท่านเหล่านี้ไม่เหมือนกับเราๆท่านๆที่เวียนว่ายตายเกิด คือท่านหลุดพ้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่กลับเลือกที่จะไม่อยู่ในพระนิพพาน และดำรงอยู่ในสังสารวัฏอย่างที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลาและสถานที่ ซึ่งทั้งสองนี้เป็นเพียงมาตรการแบ่งแยกภายในสังสารวัฏเท่านั้น

Who is a Bodhisattva? (contd.)

พระโพธิสัตว์แบ่งออกได้เป็นสามกลุ่ม ๑. พระโพธิสัตว์แบบพระราชา พระโพธิสัตว์จะเข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณก่อนแล้วจึงช่วยเหลือสัตว์โลก เหมือนกับพระราชาที่ทรงอำนาจเต็ม และมีอำนาจที่จะช่วยเหลือสัตว์โลก ๒. พระโพธิสัตว์แบบนายเรือ พระโพธิสัตว์ทำหน้าที่เหมือนนายเรือที่พาสัตว์โลกข้ามฝั่งไปพร้อมๆกัน กล่าวกันว่าพระศรีอารยเมตไตรยทรงเป็นพระโพธิสัตว์ประเภทนี้ ๓. พระโพธิสัตว์แบบคนเลี้ยงแกะ พระโพธิสัตว์ทำหน้าที่ต้อนฝูงแกะอันได้แก่สัตว์โลก ให้บรรลุพระนิพพานก่อน และตนเองจะไม่บรรลุพระนิพพานจนกว่าสัตว์โลกตัวสุดท้ายจะบรรลุไปแล้ว กล่าวกันว่า พระโพธิสัตว์ผู้เป็นพระมหาสัตว์ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์แบบนี้ ได้แก่ พระอวโลกิเตศวร พระแม่ตารา พระมัญชุศรี พระวัชรปาณี ไม่ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์แบบใด สิ่งสำคัญก็คือว่าเราควรจะปฏิบัติตนเพื่อให้เป็นพระโพธิสัตว์ เรื่องนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนามหายาน เรามองเห็นว่าสัตว์โลกทั้งหลายต่างก็มีพระคุณแก่เราอย่างมหาศาล การที่เรามีตัวมีตนมีเนื้อหนังอยู่ได้ ก็เพราะเรากินอาหาร และอาหารหากเป็นเนื้อ ก็คือเนื้อของสัตว์โลกที่อุทิศชีวิตของมันมาเป็นอาหารของเรา ก็คือสัตว์เหล่านี้เสียสละชีวิตเพื่อเป็นอาหารให้เราดำรงชีพอยู่ได้ แม้ผู้ที่เป็นมังสวิรัติก็ยังต้องพึ่งพาสัตว์อื่นๆ เพราะพืชจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออกของสัตว์ และเติบโตจากปุ๋ยที่มาจากสัตว์ นอกจากนี้ผู้ที่ปลูกอาหาร ผลิตอาหารให้เรากิน ก็มีพระคุณแก่เราอย่างมากมาย เพราะหากไม่ได้ท่านเหล่านี้เราก็ต้องอดตาย คำพูดที่เราใช้พูดหรือใช้คิดในใจ ก็ไม่ใช่อะไรที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเอง แต่เป็นคำพูดที่คนอื่นๆ ได้แก่แม่ พ่อ คนรอบข้าง ฯลฯ พูดให้เราฟัง เราถึงเข้าใจภาษาได้ ดังนั้น ความคิดของเราก็คือความคิดหรือภาษาของคนอื่น ไม่ว่าจะมองตรงไหนของตัวเรา ก็มีที่มาจากสัตว์อื่นๆทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อเรามองเห็นว่าสัตว์โลกเหล่านี้ต่างก็ทนทุกข์เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ เราจึงไม่สามารถทนอยู่เฉยๆได้ […]

Who is a Bodhisattva (Thai)?

พระโพธิสัตว์คือใคร? พระโพธิสัตว์คือผู้ที่ตั้งจิตปรารถนาจะบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ เหตุที่พระโพธิสัตว์ตั้งจิตอธิษฐานเช่นนี้ก็เพราะว่า สัตว์โลกในสังสารวัฏต่างก็ทนทุกข์ด้วยประการต่างๆ บ้างก็ทนทรมานอยู่ในนรก บ้างก็หิวกระหายเป็นเปรต บ้างก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ถึงแม้มนุษย์กับเทพจะได้ชื่อว่าอยู่ใน “สุคติภูมิ” แต่ก็ยังหนีไม่พ้นทุกข์อยู่ดี พระโพธิสัตว์มองเห็นว่า ไม่มีความแตกต่างอะไรระหว่างสัตว์โลกเหล่านี้กับตัวท่าน ท่านรับรู้และรู้สึกถึงความทุกข์ของสัตว์เหล่านี้อย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้น ท่านจึงตั้งจิตว่าจะต้องช่วยเหลือสัตว์เหล่านี้ให้พ้นจากทุกข์ และให้ถึงฝั่งของพระนิพพาน อันเป็นความสุขอย่างยิ่งที่ไม่มีความทุกข์ใดๆมาเจือไปเลย การช่วยเหลือสรรพสัตว์นั้นมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ช่วยเหลือได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่เป็นเหตุว่าทำไมจึงต้องอธิษฐานให้ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่บรรลุธรรมในระดับรองๆลงมา ก็สามารถช่วยเหลือสัตว์โลกได้เพียงบางระดับเท่านั้น แต่เนื่องจากสัตว์โลกมีมากมายมหาศาล ต่างก็ต้องการคำสอนที่แตกต่างกันออกไป การอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้าจึงจำเป็น เพราะมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะสอนและช่วยเหลือสัตว์โลกที่แตกต่างกันด้วยวิธีการที่แตกต่างกันได้อย่างบริบูรณ์ ความปรารถนาเช่นนี้เรียกว่า “โพธิจิต” ซึ่งมีอยู่สองประเภท คือ “โพธิจิตอธิษฐาน” กับ “โพธิจิตปฏิบัติ” โพธิจิตอธิษฐานได้แก่จิตที่ตั้งปณิธานว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ ส่วนโพธิจิตปฏิบัติได้แก่การลงมือปฏิบัติเพื่อให้ปณิธานเป็นความจริงในท้ายที่สุด (นอกจากนี้ โพธิจิตยังแบ่งได้อีกแบบหนึ่งเป็น “โพธิจิตสมมติ” กับ “โพธิจิตปรมัตถ์” โพธิจิตสมมติได้แก่จิตที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งรวมเอาทั้งการอธิษฐานและการปฏิบัติเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนโพธิจิตปรมัตถ์ได้แก่ปัญญาที่มองเห็นความเป็นจริงตามที่เป็น ได้แก่การเป็นของว่างหรือศูนยตา) กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พระโพธิสัตว์คือผู้ที่มีโพธิจิต ทั้งที่เป็นสมมติและปรมัตถ์

Bodhisattvas’ Garland of Gems (Thai)

โพธิสัตตวมณียาวลี (มาลัยแก้วของพระโพธิสัตว์) ท่านอตีศะทีปังกรศรีชญาณ รจนา อเล็ก เบอร์ซินแปลจากภาษาทิเบตเป็นภาษาอังกฤษ (โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ แปลเป็นภาษาไทย) ข้าพเจ้ากราบพระมหากรุณา ข้าพเจ้ากราบพระคณาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้ากราบเหล่าพระตถาคต อันข้าพเจ้าเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ๑. ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความลังเลสงสัย ขอให้ข้าพเจ้าเอาใจใส่กับการปฏิบัติอยู่เสมอ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความง่วงซึม ความมึนงงและความเกียจคร้าน และเพียรปฏิบัติอยู่เสมอด้วยความปิติ ๒. ขอให้ข้าพเจ้าระวังรักษาทวารอันได้แก่อายตนะ ด้วยสติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะ และการหมั่นตรวจตรา ดังนั้น ขอให้ข้าพเจ้าสำรวจกระแสของจิตอยู่เสมอ อย่างน้อยสามครั้งตลอดวันคืน ๓. ขอให้ข้าพเจ้าประกาศความผิดพลาดของข้าพเจ้าให้ปรากฏ และไม่แสวงหาความผิดพลาดของผู้อื่น ดังนั้น ขอให้ข้าพเจ้าเก็บรักษาความดีของข้าพเจ้าซ่อนเอาไว้ และประกาศความดีของผู้อื่นให้โลกรับรู้ ๔. ขอให้ข้าพเจ้ากำจัดความปรารถนาวัตถุธรรมและเกียรติยศ และกำจัดความปรารถนากำไรกับชื่อเสียง ดังนั้น ขอให้ข้าพเจ้ามีความต้องการเพียงเล็กน้อย สันโดษ และยินดีกับการกระทำอันเป็นกุศลที่มีผู้ทำไว้แล้ว ๕. ขอให้ข้าพเจ้าทำสมาธิถึงเมตตาและกรุณา และทำจิตให้สงบด้วยปณิธานอันได้แก่พระโพธิจิต ดังนั้น ขอให้ข้าพเจ้ากำจัดอกุศลกรรมบถทั้งสิบประการ และทำจิตของข้าพเจ้าให้มั่นคงตั้งมั่นด้วยศรัทธา ๖. ขอให้ข้าพเจ้าเอาชนะความโกรธและความทะนงตน และขอให้ข้าพเจ้าเปี่ยมไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ดังนั้น ขอให้ข้าพเจ้ากำจัดการใช้ชีวิตที่ไม่เที่ยงตรง และดำเนินชีวิตในหนทางที่สอดคล้องกับพระธรรม ๗. ขอให้ข้าพเจ้ากำจัดภาระทั้งหลายอันได้แก่วัตถุต่างๆ และประดับกายของข้าพเจ้าด้วยแก้วมณีของพระอริยเจ้า […]