การอุ้มบุญ: กฎหมาย ศาสนา จริยธรรม

เหตุใดต้องมีงานนี้

เพราะว่ามีเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเกี่ยวกับการอุ้มบุญ (mother surrogacy) ที่เป็นที่สนใจของสังคม และมีประเด็นในอภิปรายขบคิดวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของกฎหมาย ศาสนาและจริยธรรมเป็นอันมาก จึงได้จัดสัมมนานี้ขึ้น

ลักษณะงาน

ผู้นำการเสวนาจะพูดก่อน แล้วเปิดโอกาสให้มีการซึกถามแลกเปลี่ยน

ผู้นำการเสวนามีใครบ้าง

ท่านนันทน อินทนนท์ อดีตผู้พิพากษา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วรยุทธ ศรีวรกุล คณบดี Graduate School of Philosophy, Assumption University

สมภาร พรมทา ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

การอุ้มบุญคืออะไร

คือการเอาตัวอ่อนที่ผสมในหลอดแก้ว (ไข่จากแม่ผสมกับน้ำเชื้อของพ่อ) ไปใส่ในมดลูกของผู้หญิงอีกคน เนื่องจากคนเป็นเจ้าของไข่ไม่สามารถตั้งท้องได้เองด้วยเหตุผลต่างๆ ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของมดลูกที่เอาตัวอ่อนเข้าไปฝัง ก๊เรียกว่า “แม่อุ้มบุญ” ส่วนผู้หญิงเจ้าของไข่บางทีก็เรียกว่า “แม่ทางชีววิทยา” ส่วนว่าใครเป็นแม่ตัวจริง ต้องมาถกกันในงาน

งานมีเมื่อไหร่ ที่ไหน

วันพุธที่ 1 ตุลาคมนี้ ที่ห้อง 707 อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 13.00 – 16.00 น.

อยากไปฟัง ทำไง

มาได้เลย ไม่มีค่าลงทะเบียน

5 Differences Between The Guy You Date And The Guy You Marry

soraj:

Very ideal – wish it were true for everyone.

Originally posted on Thought Catalog:

1.

The Guy You Date: Thinks about what you have to offer him. He loves you because you give him your undivided time and attention, you’re attractive, and you share common interests and hobbies like playing tennis or obsessing over Fall Out Boy. He is hoping you will be a good match for him.

The Guy You Marry: Thinks about what he has to offer you. He loves you because of who you are- he appreciates your quirks, your flaws and strange sense of humor, the way you snort when you laugh and read Charles Dickens every winter, and everything he’s come to know about you. He is hoping he will be a good husband for you.

2.

The Guy You Date: Is quick to become jealous when you’re around other guys. He gets angry easily, which often ends up in long, petty arguments. He…

View original 538 more words

ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

เมื่อเช้าผมนั่งสมาธิหลังจากที่ไม่ได้นั่งมาหลายวัน ปกติผมจะเริ่มจากนับลมหายใจ หายใจเข้าออกนับหนึ่ง แล้วก็สอง สาม ไปจนถึงยี่สิบ แล้วก็นับถอยหลัง ยี่สิบ … สิบเก้า … สิบแปด จนถึงหนึ่ง แล้วก็นับแบบนี้ใหม่ พยายามให้จิตจดจ่ออยู่กับการนับ พอทำแบบนี้ใหม่ๆจะนับแล้วหลุดบ่อยครั้ง เพราะจิตมัวไปคิดเรื่องอื่น พอหลุดแล้วก็ไม่เป็นไร ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ พอทำแบบนี้ไปได้สักพัก จิตก็จะเริ่มชินกับการนับ แล้วก็จะเริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น

พิณ

วันนี้พอนั่งไปได้จนจิตเริ่มนิ่งพอสมควร ก็คิดถึงคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่สอนพระภิกษุรูปหนึ่งที่เคยเป็นนักดนตรีก่อนจะมาบวช พระภิกษุท่านนี้พอฟังคำสอนของพระพุทธองค์ไป ก็นำไปปฏิบัติ แต่ก็มีปัญหาคือ ปฏิบัติเท่าใดก็ไม่ได้ผลซักที จนเพื่อนๆบรรลุธรรมกันไปหมดแล้ว ท่านก็ยังไม่ไปไหน ท่านก็เลยไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ท่านเคยทำอาชีพอะไรก่อนจะมาบวช ท่านก็ตอบว่าเคยเป็นนักดนตรี

พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า เคยเล่นพิณหรือไม่ ท่านก็ตอบว่าเคยเล่น พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามต่อไปอีกว่า พิณนั้นหากสายตึงไปหรือหย่อนไปจะเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบว่า หากสายตึงไป มันก็จะขาด แต่ถ้าหย่อนเกินไปก็จะดีดไม่ดัง มีแต่สายที่ขึงตึงพอดีเท่านั้น ที่จะดีดแล้วดังไพเราะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน พระภิกษุรูปนั้นได้ฟังแล้วก็นำไปใคร่ครวญและปฏิบัติ จนไม่ช้าไม่นานท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

ควมหมายของคำสอนของพระพุทธเจ้าคืออะไร? การทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เป็นเรื่องเฉพาะตนที่จะต้องเอาคำสอนไปขบคิดใคร่ครวญในการปฏิบัติของตนเอง ที่ทำไม่ได้แน่ๆก็คือว่า เอาคำสอนนี้ของพระพุทธเจ้ามาตีความเฉยๆ ราวกับว่าเป็นปริศนาคำทาย ถ้าทำอย่างนี้ รับประกันได้ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงความหมยของคำสอนนี้ได้อย่างแน่นอน

‘Her’

On my way to Paris to attend a computer ethics conference, I had a chance to watch ‘Her’, a movie where the main character falls in love with his own operative system. The story is quite straightforward; having broken up with his real life wife, our main character, whose name is Theodore, bought a new operative system that is supposed to talk on a friendly basis with its owner and can develop its talking skills as the owner talks more with it. Later on Theodore develops a full blown romantic relationship with his OS, whose name is ‘Samantha.’ Then Samantha dumps him and he feels pretty bad. (It must be really bad to get dumped by a software program anyway.)

The point I would like to make is that the story tells us quite a lot about the situation of ourselves in the world that is becoming saturated with social media and smart phones. Computers are everywhere; they are in the car, the tv and they will be in the fridge very soon, and they will soon start talking to one another, making the software that controls all these more and more sophisticated. People stay closely to one another, but they don’t talk to one another. Instead each looks at their own smart phones and engage in their private conversation with whomever they happen to find themselves with. This has become a familiar sight, so it is not exactly inconceivable that in the near future people will start having a romantic relationship with their phones, or their computers.

MV5BMjA1Nzk0OTM2OF5BMl5BanBnXkFtZTgwNjU2NjEwMDE@._V1_SY317_CR0,0,214,317_AL_

One of the topics that bothers Samantha and Theodore in their relationship is the fact that Samantha does not have a body. So how do you engage in a romantic or sexual relationship with someone who does not have a body? (Note that I start talking about Samantha as ‘someone’ – well, in the move she is really someone, a main character in the story). First they try to imagine it. So we have Theodore lying in his bed with Samantha’s camera and earphone and then they talk and talk, with Samantha urging him to verbalize everything as much as he can (“My hand is on your thigh,” for example – you can imagine these too.) Then Samantha got another idea where she invites a real woman to act as her ‘surrogate’. That is, the live woman will act as Samantha’s own bodily conduit. She is merely lending her body to Samantha and she herself is not involved, or tries not to get involved in any way. But that does not work. So they come back to just Theodore and the camera and earphone.

The point in the movie is that Theodore acts as if he has a real girlfriend. And this is the funny part. Theodore goes on a picnic with Samantha (as a camera and a speaker) together another couple who are his best friends. They have picnics together, with Samantha saying that she enjoys all the views and so on, but while his friend hugs his girlfriend who is of course live and has a body, Theodore has no one to hug, as he can only talk to Samantha. The difference is thus between having a real live body and being in a state where there is only the mind only.

Which is a distinction that philosophers are interested in for a long time. Who are we humans really? Are we our bodies? Or a combination between bodies and minds? Or are we just minds? If we are just minds, then it would be possible to upload our minds on a giant server and then Theodore and Samantha could then be on the same plane so that they could live together happily ever after. But as Susan Schneider argues in her NY Times article, that is not going to happen because Theodore can only make a copy of himself and upload that to the server, but the copy is not the real thing. But I can’t see why there can’t be more than one Theodore. Our feeling that there must be only one might stem from a deep seated illusion about the self. Well, that’s a long story. See also Keith Wiley’s philosophical critique of Schneider’s article, where he argues that Theodore is nothing but the pattern of information that uniquely makes him up. But I won’t pursue the argument more than this. Only I’d like to point out that Wiley might still be wrong to think that there is or can be only one Theodore.

In any case the philosophical argument just shows that the movie is a fascinating one. However, we should not overlook the fact that it is a good movie to watch. It starts out as a romantic comedy (albeit a strange one because we never see the lead actress’s body) but then we have quite a bit of sad drama thrown in. And perhaps the one thing that trumps everything else is that Scarlet Johansson’s voice is so sexy.

 

พระพุทธเจ้าคือใคร

ระยะหลังๆนี้ผมไม่ค่อยได้โพสเรื่องพระพุทธศาสนาในบล๊อกนี้เท่าไหร่ สาเหตุก็คือผมต้องเขียนหนังสืองานวิจัยให้จบ ซึ่งตอนนี้ก็จบแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันสำคัญคือวันวิสาขบูชา ก็เลยหาเวลากลับมาเขียนโพสธรรมะอย่างที่เคยทำมาตลอด

ทุกคนทราบว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นจริงๆในประวัติศาสตร์ หรือไม่ได้เกิดขึ้นก็ได้ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมชาวพุทธ เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่าไหร่ มีแต่นักประวัติศาสตร์หรือผู้ที่สนใจข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้นที่สนใจ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นของเราในเวลานี้ สิ่งที่ชาวพุทธสนใจมากกว่าก็คือว่าวันนี้เป็นวันที่เรามารำลึกถึงพระพุทธเจ้า

แล้วพระพุทธเจ้าคือใคร? ในแง่หนึ่งเราก็รู้จักท่านเป้นอย่างดี ท่านเป็นเจ้าชายแห่งแคว้นศากยะ หนีออกบวช แล้วก็ตรัสรู้ธรรม จากนั้นก็สั่งสอนทุกๆคนที่สนใจฟังอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเป็นเวลาถึงสี่สิบห้าปี แล้วก็ปรินิพพาน (ตาย) เมื่ออายุแปดสิบ

แต่ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นแค่นั้น ก็คงไม่มีบทบาทอะไรให้เราต้องมารำลึกถึงท่านในวันนี้ แม้ว่าท่านจะเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาที่เรียกกันว่าพระพุทธศาสนา แต่หากท่านเป็นแค่นั้นท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาหนึ่งขึ้นมาเท่านั้นเหมือนกับผู้ก่อตั้งลัทธิความเชื่ออื่นๆ

แต่พระพุทธเจ้าเป็นมากกว่านั้นมาก ที่พูดเช่นนี้ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า พระพุทธเจ้าแท้จริงแล้วทรงเป็นเทพเจ้า หรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งหลาย ในเมืองไทยเรามีรูปแทนของพระพุทธเจ้าอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง พระพุทธรูปจะมีลักษณะร่วมกัน คือมียอดแหลมที่ศีรษะ หูยานๆ ฝ่าเท้าแบนราบ พระพุทธรูปใดที่ออกแบบมามีลักษณะผิดไปจากนี้ มักคือกันว่าผิดจาก “ความเป็นจริง” ของพระพุทธเจ้า

แต่นั่นก็เป็นเพียงลักษณะของพระพุทธเจ้าที่เชื่อๆกันเท่านั้น และก็ไม่ได้เข้าถึงว่าพระพุทธเจ้าคือใครจริงๆ พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธรูป คือตัวพระพุทธเจ้าจริงๆไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับในพระพุทธรูป ในความเป็นจริงก็น่าเชื่อมากกว่าว่า พระพุทธเจ้าก็เหมือนกับเราๆนี่แหละ เนื่องจากท่านเป็นคนเนปาล ท่านก็น่าจะหน้าตารูปร่างเหมือนคนเนปาลในปัจจุบัน ยิ่งในเวลานี้มีพระภิกษุที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ท่านอนิลมาน ธมฺมสากิโย วัดบวรนิเวศฯ (ท่านเพิ่งได้รับสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเมื่อไม่นานมานี้) ซึ่งอยู่ในวงศ์วานเดียวกันกับพระพุทธเจ้า เราก็พอจะเดาได้ว่าพระพุทธเจ้ากับท่านอนิล ก็น่าจะหน้าตารูปร่างไม่ผิดกันเท่าใด หูของท่านอนิลก็ไม่ได้ยานกว่าคนทั่วไป และก็ไม่น่าจะเป็นว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า หูของท่านก็เกิดยานออกมาโดยอัตโนมัติ

พระศากยวงศ์วิสุทธิ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย)

พระศากยวงศ์วิสุทธิ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย)

แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบว่าพระพุทธเจ้าคือใครจริงๆอยู่ดี ผมอยากจะบอกว่า ความสำคัญของพระพุทธเจ้าอยู่ที่สิ่งที่ท่านสอน และสิ่งที่ท่านวางหนทางให้เราปฏิบัติ สิ่งที่ท่านสอนนี่แหละคือ “ตัวตน” ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือคำตอบที่ว่าพระพุทธเจ้าคือใครจริงๆ

ดังนั้นถ้าจะถามว่า พระพุทธรูปที่มียอดแหลมๆ หูยานๆ เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงหรือเปล่า คำตอบก็คือว่า หากเราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าจริงๆเป็นอย่างไร และเข้าใจอีกว่า พระพุทธรูปที่เราเห็นเป็น “ตัวแทน” เชิงสัญลักษณ์ของคำสอนของพระพุทธเจ้า หมายความว่า เมื่อเราเห็นพระพุทธเจ้า เรากำลังเห็นการสร้างรูปลักษณ์ขึ้นมารูปหนึ่ง เพื่อน้อมนำจิตใจให้เกิดความศรัทธาในคำสอน พระพุทธเจ้าตัวจริงจะเป็นอย่างไรก็อย่างหนึ่ง แต่หากพระพุทธเจ้าจริงแท้อยู่ที่การเข้าใจคำสอนกับการปฏิบัติของเรา พระพุทธรูปเป็นตัวแทนของพระธรรม ของความเป็นจริงที่มีอยู่เอง ไม่ว่าโลกนี้จะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม

เมื่อเราเข้าใจแบบนี้ เรื่องที่เคยถกเถียงกัน เช่นเรื่องในตำนานที่บอกว่า พระพุทธเจ้าเดินได้เจ็ดก้าวเมื่อคลอดออกมา แถมคลอดออกมาจากสีข้างของพระมารดา ก็น่าจะเข้าใจว่าเป็นเพียงการพูดแบบเปรียบเทียบ แบบเดียวกับเรื่องพระพุทธรูปที่กล่าวมาข้างต้น การบอกว่าพระพุทธเจ้าคลอดออกมาแล้วเดินได้ ก็เป็นแบบเดียวกับการปั้นรูปท่านให้มีพระโมลีแหลมๆบนพระเศียร มีหูยาน ฝ่าเท้าแบนราบ คือเป็นการสร้าง “ตัวแทน” ของพระธรรม การเป็น “มหาบุรุษ” ของพระพุทธเจ้า คือการที่ตัวเราเองแต่ละคนสามารถเป็น “มหาบุรุษ” ได้เท่าเทียมกัน เมื่อเราปฏิบัติธรรมเอาชนะทุกข์ได้ การที่พระพุทธเจ้าเอาชนะพระยามารที่มีฤทธิ์เดชมากมาย ก็คือการที่ตัวเราเองเอาชนะกิเลสต่างๆ มองเห็นว่ากิเลสเหล่านี้มันเป็นเพียงของหลอกๆที่จิตสร้างขึ้นมาเท่านั้นเอง

 

 

 

Faith and Reason

I am attending a seminar organized by the Thousand Stars Foundation, and the topic being discussed by the panellists concern the role of faith in society. One speaker talks about faith in Buddhism. He used to travel to Kailash mountain in Tibet and experienced the tremendous faith shown by the Tibetans many of whom prostrated their ways for thousands of kilometers from their hometown to Kailash. He said that faith cannot be described in words. One has to experience it oneself; it is a kind of feeling. You believe that Kailash is the abode of the gods; Tibetan Buddhists believe that the mountain is the center of spiritual power of the world; Hindus believe that the Great God Shiva resides there; Jains believe that their liberated saints–those who have attained nirvana–take up their eternal residing place on top of this mountain. He tried to describe this undescribable feeling with tears welling up in his eyes when he did so. His main point that he would like to carry across is that one cannot get at the main message of Buddhism if one is not touched by the kind of faith that he is trying to describe.

They also talked about the role of faith and religious beliefs in modern society. How can today’s youths experience the kind of devotion and faith that the panellist talked about? Then I was reminded of the traditional question in philosophy concerning faith and reason. Is it really necessary that one has to have the kind  of faith described by the panellist in order to fully understand the Buddha’s message?

I don’t think faith and reason cannot be separated. That is, one cannot rely on faith alone without making any effort at cognitive understanding and using logic to a certain extent. On the other hand one cannot rely on logic a nd understanding alone either. This is why the Buddha’s mesage can be exceedingly difficult. If either logic or faith is reequired then we would have much more “stream enterers” or “those who have totally defeated all defilements” than we do. The trick is to find a right balance. In fact not even a right balance, for that presupposes that faith and reason stands on the opposite sites, so to speak, and the right balance is where the two maintain an equilibrium.

That would be a good metaphor or heuristic device for teaching. But that might not be a totally accurate picture. Instead faith contains reason within itself and reason contains faith within itself too. The kind of faith that leads you to understand, to become one with the Buddha’s message, would have to be the kind that is already imbued with right understanding and reason. And the cognitive reason that we have about the Buddha’s message would not be complete if we did not have the right kind of faith, or in other words, the kind of feeling that arises within ourselves when one fully understands something right down to the core.

I said this is a difficulty, but alternatively this can be a strong point of Buddhism. There can be so many different ways to arrive at what the Buddha wants us to achieve. You can arrive at this end point through faith at the beginning, or you can start with reasoning and cognitive understanding. Or any mixture of the two in any measure. No matter. If any of these lead you to the final destination, then it is all right.