ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

เมื่อเช้าผมนั่งสมาธิหลังจากที่ไม่ได้นั่งมาหลายวัน ปกติผมจะเริ่มจากนับลมหายใจ หายใจเข้าออกนับหนึ่ง แล้วก็สอง สาม ไปจนถึงยี่สิบ แล้วก็นับถอยหลัง ยี่สิบ … สิบเก้า … สิบแปด จนถึงหนึ่ง แล้วก็นับแบบนี้ใหม่ พยายามให้จิตจดจ่ออยู่กับการนับ พอทำแบบนี้ใหม่ๆจะนับแล้วหลุดบ่อยครั้ง เพราะจิตมัวไปคิดเรื่องอื่น พอหลุดแล้วก็ไม่เป็นไร ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ พอทำแบบนี้ไปได้สักพัก จิตก็จะเริ่มชินกับการนับ แล้วก็จะเริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น

พิณ

วันนี้พอนั่งไปได้จนจิตเริ่มนิ่งพอสมควร ก็คิดถึงคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่สอนพระภิกษุรูปหนึ่งที่เคยเป็นนักดนตรีก่อนจะมาบวช พระภิกษุท่านนี้พอฟังคำสอนของพระพุทธองค์ไป ก็นำไปปฏิบัติ แต่ก็มีปัญหาคือ ปฏิบัติเท่าใดก็ไม่ได้ผลซักที จนเพื่อนๆบรรลุธรรมกันไปหมดแล้ว ท่านก็ยังไม่ไปไหน ท่านก็เลยไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ท่านเคยทำอาชีพอะไรก่อนจะมาบวช ท่านก็ตอบว่าเคยเป็นนักดนตรี

พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า เคยเล่นพิณหรือไม่ ท่านก็ตอบว่าเคยเล่น พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามต่อไปอีกว่า พิณนั้นหากสายตึงไปหรือหย่อนไปจะเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบว่า หากสายตึงไป มันก็จะขาด แต่ถ้าหย่อนเกินไปก็จะดีดไม่ดัง มีแต่สายที่ขึงตึงพอดีเท่านั้น ที่จะดีดแล้วดังไพเราะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน พระภิกษุรูปนั้นได้ฟังแล้วก็นำไปใคร่ครวญและปฏิบัติ จนไม่ช้าไม่นานท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

ควมหมายของคำสอนของพระพุทธเจ้าคืออะไร? การทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เป็นเรื่องเฉพาะตนที่จะต้องเอาคำสอนไปขบคิดใคร่ครวญในการปฏิบัติของตนเอง ที่ทำไม่ได้แน่ๆก็คือว่า เอาคำสอนนี้ของพระพุทธเจ้ามาตีความเฉยๆ ราวกับว่าเป็นปริศนาคำทาย ถ้าทำอย่างนี้ รับประกันได้ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงความหมยของคำสอนนี้ได้อย่างแน่นอน

‘Her’

On my way to Paris to attend a computer ethics conference, I had a chance to watch ‘Her’, a movie where the main character falls in love with his own operative system. The story is quite straightforward; having broken up with his real life wife, our main character, whose name is Theodore, bought a new operative system that is supposed to talk on a friendly basis with its owner and can develop its talking skills as the owner talks more with it. Later on Theodore develops a full blown romantic relationship with his OS, whose name is ‘Samantha.’ Then Samantha dumps him and he feels pretty bad. (It must be really bad to get dumped by a software program anyway.)

The point I would like to make is that the story tells us quite a lot about the situation of ourselves in the world that is becoming saturated with social media and smart phones. Computers are everywhere; they are in the car, the tv and they will be in the fridge very soon, and they will soon start talking to one another, making the software that controls all these more and more sophisticated. People stay closely to one another, but they don’t talk to one another. Instead each looks at their own smart phones and engage in their private conversation with whomever they happen to find themselves with. This has become a familiar sight, so it is not exactly inconceivable that in the near future people will start having a romantic relationship with their phones, or their computers.

MV5BMjA1Nzk0OTM2OF5BMl5BanBnXkFtZTgwNjU2NjEwMDE@._V1_SY317_CR0,0,214,317_AL_

One of the topics that bothers Samantha and Theodore in their relationship is the fact that Samantha does not have a body. So how do you engage in a romantic or sexual relationship with someone who does not have a body? (Note that I start talking about Samantha as ‘someone’ – well, in the move she is really someone, a main character in the story). First they try to imagine it. So we have Theodore lying in his bed with Samantha’s camera and earphone and then they talk and talk, with Samantha urging him to verbalize everything as much as he can (“My hand is on your thigh,” for example – you can imagine these too.) Then Samantha got another idea where she invites a real woman to act as her ‘surrogate’. That is, the live woman will act as Samantha’s own bodily conduit. She is merely lending her body to Samantha and she herself is not involved, or tries not to get involved in any way. But that does not work. So they come back to just Theodore and the camera and earphone.

The point in the movie is that Theodore acts as if he has a real girlfriend. And this is the funny part. Theodore goes on a picnic with Samantha (as a camera and a speaker) together another couple who are his best friends. They have picnics together, with Samantha saying that she enjoys all the views and so on, but while his friend hugs his girlfriend who is of course live and has a body, Theodore has no one to hug, as he can only talk to Samantha. The difference is thus between having a real live body and being in a state where there is only the mind only.

Which is a distinction that philosophers are interested in for a long time. Who are we humans really? Are we our bodies? Or a combination between bodies and minds? Or are we just minds? If we are just minds, then it would be possible to upload our minds on a giant server and then Theodore and Samantha could then be on the same plane so that they could live together happily ever after. But as Susan Schneider argues in her NY Times article, that is not going to happen because Theodore can only make a copy of himself and upload that to the server, but the copy is not the real thing. But I can’t see why there can’t be more than one Theodore. Our feeling that there must be only one might stem from a deep seated illusion about the self. Well, that’s a long story. See also Keith Wiley’s philosophical critique of Schneider’s article, where he argues that Theodore is nothing but the pattern of information that uniquely makes him up. But I won’t pursue the argument more than this. Only I’d like to point out that Wiley might still be wrong to think that there is or can be only one Theodore.

In any case the philosophical argument just shows that the movie is a fascinating one. However, we should not overlook the fact that it is a good movie to watch. It starts out as a romantic comedy (albeit a strange one because we never see the lead actress’s body) but then we have quite a bit of sad drama thrown in. And perhaps the one thing that trumps everything else is that Scarlet Johansson’s voice is so sexy.

 

พระพุทธเจ้าคือใคร

ระยะหลังๆนี้ผมไม่ค่อยได้โพสเรื่องพระพุทธศาสนาในบล๊อกนี้เท่าไหร่ สาเหตุก็คือผมต้องเขียนหนังสืองานวิจัยให้จบ ซึ่งตอนนี้ก็จบแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันสำคัญคือวันวิสาขบูชา ก็เลยหาเวลากลับมาเขียนโพสธรรมะอย่างที่เคยทำมาตลอด

ทุกคนทราบว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นจริงๆในประวัติศาสตร์ หรือไม่ได้เกิดขึ้นก็ได้ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมชาวพุทธ เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่าไหร่ มีแต่นักประวัติศาสตร์หรือผู้ที่สนใจข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้นที่สนใจ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นของเราในเวลานี้ สิ่งที่ชาวพุทธสนใจมากกว่าก็คือว่าวันนี้เป็นวันที่เรามารำลึกถึงพระพุทธเจ้า

แล้วพระพุทธเจ้าคือใคร? ในแง่หนึ่งเราก็รู้จักท่านเป้นอย่างดี ท่านเป็นเจ้าชายแห่งแคว้นศากยะ หนีออกบวช แล้วก็ตรัสรู้ธรรม จากนั้นก็สั่งสอนทุกๆคนที่สนใจฟังอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเป็นเวลาถึงสี่สิบห้าปี แล้วก็ปรินิพพาน (ตาย) เมื่ออายุแปดสิบ

แต่ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นแค่นั้น ก็คงไม่มีบทบาทอะไรให้เราต้องมารำลึกถึงท่านในวันนี้ แม้ว่าท่านจะเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาที่เรียกกันว่าพระพุทธศาสนา แต่หากท่านเป็นแค่นั้นท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาหนึ่งขึ้นมาเท่านั้นเหมือนกับผู้ก่อตั้งลัทธิความเชื่ออื่นๆ

แต่พระพุทธเจ้าเป็นมากกว่านั้นมาก ที่พูดเช่นนี้ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า พระพุทธเจ้าแท้จริงแล้วทรงเป็นเทพเจ้า หรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งหลาย ในเมืองไทยเรามีรูปแทนของพระพุทธเจ้าอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง พระพุทธรูปจะมีลักษณะร่วมกัน คือมียอดแหลมที่ศีรษะ หูยานๆ ฝ่าเท้าแบนราบ พระพุทธรูปใดที่ออกแบบมามีลักษณะผิดไปจากนี้ มักคือกันว่าผิดจาก “ความเป็นจริง” ของพระพุทธเจ้า

แต่นั่นก็เป็นเพียงลักษณะของพระพุทธเจ้าที่เชื่อๆกันเท่านั้น และก็ไม่ได้เข้าถึงว่าพระพุทธเจ้าคือใครจริงๆ พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธรูป คือตัวพระพุทธเจ้าจริงๆไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับในพระพุทธรูป ในความเป็นจริงก็น่าเชื่อมากกว่าว่า พระพุทธเจ้าก็เหมือนกับเราๆนี่แหละ เนื่องจากท่านเป็นคนเนปาล ท่านก็น่าจะหน้าตารูปร่างเหมือนคนเนปาลในปัจจุบัน ยิ่งในเวลานี้มีพระภิกษุที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ท่านอนิลมาน ธมฺมสากิโย วัดบวรนิเวศฯ (ท่านเพิ่งได้รับสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเมื่อไม่นานมานี้) ซึ่งอยู่ในวงศ์วานเดียวกันกับพระพุทธเจ้า เราก็พอจะเดาได้ว่าพระพุทธเจ้ากับท่านอนิล ก็น่าจะหน้าตารูปร่างไม่ผิดกันเท่าใด หูของท่านอนิลก็ไม่ได้ยานกว่าคนทั่วไป และก็ไม่น่าจะเป็นว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า หูของท่านก็เกิดยานออกมาโดยอัตโนมัติ

พระศากยวงศ์วิสุทธิ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย)

พระศากยวงศ์วิสุทธิ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย)

แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบว่าพระพุทธเจ้าคือใครจริงๆอยู่ดี ผมอยากจะบอกว่า ความสำคัญของพระพุทธเจ้าอยู่ที่สิ่งที่ท่านสอน และสิ่งที่ท่านวางหนทางให้เราปฏิบัติ สิ่งที่ท่านสอนนี่แหละคือ “ตัวตน” ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือคำตอบที่ว่าพระพุทธเจ้าคือใครจริงๆ

ดังนั้นถ้าจะถามว่า พระพุทธรูปที่มียอดแหลมๆ หูยานๆ เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงหรือเปล่า คำตอบก็คือว่า หากเราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าจริงๆเป็นอย่างไร และเข้าใจอีกว่า พระพุทธรูปที่เราเห็นเป็น “ตัวแทน” เชิงสัญลักษณ์ของคำสอนของพระพุทธเจ้า หมายความว่า เมื่อเราเห็นพระพุทธเจ้า เรากำลังเห็นการสร้างรูปลักษณ์ขึ้นมารูปหนึ่ง เพื่อน้อมนำจิตใจให้เกิดความศรัทธาในคำสอน พระพุทธเจ้าตัวจริงจะเป็นอย่างไรก็อย่างหนึ่ง แต่หากพระพุทธเจ้าจริงแท้อยู่ที่การเข้าใจคำสอนกับการปฏิบัติของเรา พระพุทธรูปเป็นตัวแทนของพระธรรม ของความเป็นจริงที่มีอยู่เอง ไม่ว่าโลกนี้จะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม

เมื่อเราเข้าใจแบบนี้ เรื่องที่เคยถกเถียงกัน เช่นเรื่องในตำนานที่บอกว่า พระพุทธเจ้าเดินได้เจ็ดก้าวเมื่อคลอดออกมา แถมคลอดออกมาจากสีข้างของพระมารดา ก็น่าจะเข้าใจว่าเป็นเพียงการพูดแบบเปรียบเทียบ แบบเดียวกับเรื่องพระพุทธรูปที่กล่าวมาข้างต้น การบอกว่าพระพุทธเจ้าคลอดออกมาแล้วเดินได้ ก็เป็นแบบเดียวกับการปั้นรูปท่านให้มีพระโมลีแหลมๆบนพระเศียร มีหูยาน ฝ่าเท้าแบนราบ คือเป็นการสร้าง “ตัวแทน” ของพระธรรม การเป็น “มหาบุรุษ” ของพระพุทธเจ้า คือการที่ตัวเราเองแต่ละคนสามารถเป็น “มหาบุรุษ” ได้เท่าเทียมกัน เมื่อเราปฏิบัติธรรมเอาชนะทุกข์ได้ การที่พระพุทธเจ้าเอาชนะพระยามารที่มีฤทธิ์เดชมากมาย ก็คือการที่ตัวเราเองเอาชนะกิเลสต่างๆ มองเห็นว่ากิเลสเหล่านี้มันเป็นเพียงของหลอกๆที่จิตสร้างขึ้นมาเท่านั้นเอง

 

 

 

Faith and Reason

I am attending a seminar organized by the Thousand Stars Foundation, and the topic being discussed by the panellists concern the role of faith in society. One speaker talks about faith in Buddhism. He used to travel to Kailash mountain in Tibet and experienced the tremendous faith shown by the Tibetans many of whom prostrated their ways for thousands of kilometers from their hometown to Kailash. He said that faith cannot be described in words. One has to experience it oneself; it is a kind of feeling. You believe that Kailash is the abode of the gods; Tibetan Buddhists believe that the mountain is the center of spiritual power of the world; Hindus believe that the Great God Shiva resides there; Jains believe that their liberated saints–those who have attained nirvana–take up their eternal residing place on top of this mountain. He tried to describe this undescribable feeling with tears welling up in his eyes when he did so. His main point that he would like to carry across is that one cannot get at the main message of Buddhism if one is not touched by the kind of faith that he is trying to describe.

They also talked about the role of faith and religious beliefs in modern society. How can today’s youths experience the kind of devotion and faith that the panellist talked about? Then I was reminded of the traditional question in philosophy concerning faith and reason. Is it really necessary that one has to have the kind  of faith described by the panellist in order to fully understand the Buddha’s message?

I don’t think faith and reason cannot be separated. That is, one cannot rely on faith alone without making any effort at cognitive understanding and using logic to a certain extent. On the other hand one cannot rely on logic a nd understanding alone either. This is why the Buddha’s mesage can be exceedingly difficult. If either logic or faith is reequired then we would have much more “stream enterers” or “those who have totally defeated all defilements” than we do. The trick is to find a right balance. In fact not even a right balance, for that presupposes that faith and reason stands on the opposite sites, so to speak, and the right balance is where the two maintain an equilibrium.

That would be a good metaphor or heuristic device for teaching. But that might not be a totally accurate picture. Instead faith contains reason within itself and reason contains faith within itself too. The kind of faith that leads you to understand, to become one with the Buddha’s message, would have to be the kind that is already imbued with right understanding and reason. And the cognitive reason that we have about the Buddha’s message would not be complete if we did not have the right kind of faith, or in other words, the kind of feeling that arises within ourselves when one fully understands something right down to the core.

I said this is a difficulty, but alternatively this can be a strong point of Buddhism. There can be so many different ways to arrive at what the Buddha wants us to achieve. You can arrive at this end point through faith at the beginning, or you can start with reasoning and cognitive understanding. Or any mixture of the two in any measure. No matter. If any of these lead you to the final destination, then it is all right.

ปัญญากับบารมีหก (ตอนจบ)

บารมีประการสุดท้ายที่กุงกาซังโปริมโปเชได้บรรยายไว้คือปัญญาบารมี หรือในภาษาสันสกฤตว่า “ปรัชญาปารมิตา” ปัญญาบารมีเป็นขั้นสุดท้ายของบารมีทั้งหกของพระโพธิสัตว์ และก็เป็นขั้นตอนที่ทำให้การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นไปได้ อาจกล่าวได้ว่าบารมีห้าประการแรก ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ และสมาธิ เป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การบรรลุบารมีที่หกนี้ ดังนั้นในแง่นี้ปัญญาบารมีจึงถือได้ว่าเป็นบารมีที่สำคัญที่สุดของพระโพธิสัตว์ อย่างไรก็ตามหากไม่มีบารมีที่มาก่อนทั้งห้า ปัญญาบารมีก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ด้วยเหตุนี้บารมีทั้งหกจึงมีสถานะเท่าเทียมกัน เนื่องจากไม่อาจขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่ถึงกระนั้้นปัญญาบารมีก็ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะเป็นแก่นแท้ของการบรรลุธรรม

Kunga Sangbo Rinpoche

Kunga Sangbo Rinpoche

ปัญญาบารมีได้แก่การรู้แจ้งเห็นจริงถึงสภาวธรรมตามที่เป็นอยู่จริงๆ และหัวใจของการรู้แจ้งนี้ก็คือการมองเห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเป็น “ของว่าง” หรือ “ศูนยตา” คำว่า “ศูนยตา” (หรือเขียนว่า “สุญญตา” ในภาษาบาลี) ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและการตีความที่ไม่ถูกต้องเป็นอันมาก บางคนเข้าใจไปว่าอะไรที่เป็นของว่างก็คือไม่มีอะไรเลย สูญไปหมด ไม่เหลืออะไรไว้ ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง การเป็น “ของว่าง” ไม่ได้หมายความว่าของต่างๆล่องหนไปแบบถูกเสกโดยนักมายากล บางคนก็คิดว่าการเป็น “ของว่าง” หรือ “ศูนยตา” นี้เป็นสภาวะในระดับหนึ่งที่แยกออกจากโลกธรรมชาติที่เรามองเห็นรับรู้อยู่ เช่นมีสวรรค์ของศูนยตาที่บรรดาของว่างทั้งหลายไปรวมกันอยู่ แล้วคนที่เข้าถึงศูนยตาได้ก็คือคนที่ได้รับสิทธิให้เข้าไปท่องเที่ยวในสวรรค์แห่งนี้ ความคิดนี้ยิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปใหญ่ แท้จริงแล้วศูนยตาไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลตัวจากเรา แต่อยู่ที่นี่ เวลานี้ อยู่กับตัวเราทุกเวลานาที เพียงแต่ว่าเราไม่ได้สนใจที่จะไปรับรู้ศูนยตานี้ ก็เลยคิดไปว่าอยู่ไกลไปจากเรามาก

จะว่าไปศูนยตาก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งต่างๆในโลกธรรมชาติที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ของพื้นฐานต่างๆเช่นโต๊ะ เก้าอี้ ก็เป็น “ของว่าง” หรือจะพูดให้ถูกก็น่าจะบอกว่าเป็น “ความว่าง” เพราะการเป็น “ของว่าง” เท่ากับมีของอยู่ แล้วของนั้นมีคุณสมบัติว่าง แต่ความเป็นศูนยตาหมายถึงว่า ไม่มีของอะไรเลยที่อยู่เป็นแก่นสาร ดังนั้นจึงไม่มี “ของ” อะไรให้ “ว่าง” แต่การพูดเช่นนี้ก็ต้องระวังว่าไม่ใช่การยืนยันว่าจริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ ต่างก็มีอยู่จริง เพียงแต่ว่ามันไม่มีมีอยู่จริง จริงๆ เท่านั้นเอง

การที่โต๊ะเก้าอี้มีอยู่จริงในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีอยู่จริงจริงๆ เป็นตัวอย่างของ “ความจริงสองระดับ” ที่กุงกาซังโปริมโปเชพูดถึงในการบรรยายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ความจริงสองระดับนี้ได้แก่ความจริงขั้นสูง (“ปรมัตถสัจจะ”) กับความจริงพื้นๆหรือความจริงธรรมดา (“สมมติสัจจะ”) ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ว่าความจริงขั้นสูงจะแยกตัวออกไปเป็นอีกโลกหนึ่ง โต๊ะเก้าอี้ก็เป็นทั้งความจริงขั้นสูงและความจริงธรรมดาไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งโต๊ะกับเก้าอี้ต่างก็ไม่ได้มีความเป็นแก่นแท้ของตัวเอง หมายความว่าโต๊ะตัวนี้ไม่ได้เป็นโต๊ะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เพิ่งมาเป็นโต๊ะเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อไม้ท่อนนี้ถูกเปลี่ยนรูปในเป็นโต๊ะในโรงงาน เก้าอี้ตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน และเราก็เข้าใจว่าในอนาคตอีกไม่นาน ทั้งโต๊ะกับเก้าอี้ตัวนี้ก็จะไม่มีอยู่ ถ้าไม่ถูกขายทอดตลาดเป็นขยะ ก็อาจจะถูกไฟเผา หรือพังทลายสูญสลายไปด้วยวิธีอื่น ดังนั้นที่มันเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้อยู่ได้ ก็เพราะเราไปมองมันแล้วก็ไปยึดถือว่ามันเป็นเช่นนั้น

แต่ในระดับของความจริงสมมติ โต๊ะเก้าอี้ก็มีความเป็นจริงแบบเดียวกับสิ่งอื่นๆที่อยู่ในสถานะเดียวกัน ความจริงสมมติหรือความจริงธรรมดา ก็คือความจริงที่เราคุ้นเคยอยู่เป็นอย่างดี โต๊ะกับเก้าอี้ในระดับความจริงธรรมดานี้ ก็คือโต๊ะกับเก้าอี้ตามปกตินั่นเอง ความจริงสองระดับนี้แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือโต๊ะกับเก้าอี้เป็นทั้งตัวมันตามที่ปรากฏ และเป็นความว่างไปด้วยในขณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความว่างหรือศูนยตาที่สามารถกำจัดอวิชชาได้นั้น จะต้องเป็นปัญญาที่มาจากการทำสมาธิและประกอบด้วยการเห็นความจริงตามที่เป็นอยู่จริงๆ การเห็นเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการคิดตามหลึกของตรรกวิทยาเท่านั้น คนบางคนอาจมีความสามารถในการคิดตามหลักเหตุผลหรือตรรกวิทยาเป็นอย่างมาก เขาอาจอธิบายเรื่องความว่างได้เป็นคุ้งเป็นแคว แต่ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำสมาธิแลไม่ได้เห็นความว่างด้วยจิตอันสงบเป็นสมาธิ ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเขาเข้าถึงปัญญาบารมีจริงๆ เรื่องนี้เปรียบได้กับการว่ายน้ำ คนที่ว่ายน้ำเป็นจะทราบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างการลงไปว่ายน้ำให้น้ำสัมผัสตัวจริงๆ กับการพูดถึงการว่ายน้ำในเชิงทฤษฎีแต่ไม่ได้ลงไปว่าย ในทำนองเดียวกันการอธิบายความว่างหรือศูนยตาตามหลักของเหตุผล กับการมีประสบการณ์ตรงหรือการเห็นความว่างโดยตรงก็แตกต่างในแบบเดียวกัน

ปัญญาในปัญญาบารมี ก็คือการปฏิบัติปัญญาบารมีอย่างถูกต้อง ด้วยความเข้าใจและด้วยจิตมุ่งมั่นที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อประโยชน์สูงสุดของสัตว์โลกอย่างแท้จริง การทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าผู้ปฏิบัติได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระมัญชุศรี

ในตอนท้ายของการบรรยายริมโปเชได้พูดถึงพระมัญชุศรี และก็ได้สอนให้ผู้ฟังสวดมนตราประจำพระองค์ไปด้วยกัน มนตรานี้ก็คือ “โอม อา รา ปา ชา นา ธี” หรือในสำเนียงของริมโปเชว่า “โอม อา รา ปา ซา นา เตอ” และก่อนจะจบ อ. กฤษดาวรรณก็ได้ประกาศว่า มูลนิธิพันดาราจะจัดการบรรยายครั้งใหญ่รวมทั้งพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุศรีในปีหน้า เมื่อกุงกาซังโปริมโปเชเมตตากลับมาสอนลูกศิษย์ลูกหาในเมืองไทยอีกครั้ง

 

ปัญญากับบารมีหก (ต่อ)

ในโพสที่แล้วเราพูดกันเกี่ยวกับการบรรยายธรรมของกุงกาซังโปริมโปเช เรื่องปัญญากับบารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศซึ่งได้ขอให้เขียนบทความต่างๆนี้ใหม่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็จะทำตามนั้น แต่คงหลังจากโพสเรื่องนี้เสร็จสักระยะหนึ่ง

(I wrote about the teaching of Kunga Sangbo Rinpoche in the last post, and it generated quite a lot of interest from non-Thai speakers who requested me to translate or to write about the teaching again in English. This I will certainly do soon after finishing writing about the other four perfections that Rinpoche talked about last week.)

ริมโปเชได้พูดถึง “ปัญญาในบารมีหกประการ” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติบารมีหกประการอย่างมีปัญญา ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ารวดเร็วบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ บารมีหกประการของพระโพธิสัตว์ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา ในโพสนี้เราก็จะพูดถึงบารมีอีกสี่ประการที่เหลือ

Shantideva

ท่านศานติเทวะ

ริมโปเชกล่าวว่าขันติบารมีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนตนเองในแนวทางของพระโพธิสัตว์ หััวใจของการปฏิบัติตามเส้นทางนี้ก็คือ การมุ่งมั่นบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อให้มีความสามารถเต็มเปี่ยมในการช่วยเหลือสัตว์โลกให้ก้าวข้ามพ้นจากสังสารวัฏเข้าไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง อันได้แก่ฝั่งของพระนิพพาน การมีจิตใจที่มุ่งมั่นเช่นนี้เรียกว่า “โพธิจิต” และเนื่องจากเส้นทางเป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ก้ได้แก่การมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและกรุณาแก่สรรพสัตว์ การมีจิตใจเช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการฝึกปฏิบัติขันติบารมี ขันติบารมีได้แก่การที่เราฝึกฝนสั่งสมบ่มเพาะในจิตใจ ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและไม่ถือโกรธ ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาทใดๆแม้แต่น้อยแตสัตว์โลก ไม่ว่าสัตว์โลกนั้นจะมาให้ร้ายหรือทำร้ายเรามากเพียงใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าขันติบารมีเป็นแก่นกลางของการปฏิบัติตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ก็ว่าได้ ริมโปเชได้กล่าวถึงข้อเขียนของท่านศานติเทวะใน “วิถีชีวิตของพระโพธิสัตว์” ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า อันความโกรธนั้นหากเกิดขึ้นแม้เพียงชั่ววูบเดียว ก็อาจทำลายบุญบารมีที่ตนเองได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันนับชาติไม่ถ้วน แต่หากความโกรธวูบเดียวนั้นก็จะเหมือนกับเพลิงที่เผาผลาญบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาให้หายไปหมดสิ้นในเวลาชั่วพริบตา

ริมโปเชเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่ทิเบตจะแตกแก่จีนไม่นาน มีพระอาจารย์รูปหนึ่งปฏิบัติธรรมจนมองเห็นอนาคตได้ ท่านได้มองเห็นอนาคตอันน่ากลัวที่ทิเบตจะต้องได้รับและก็ได้กล่าวตักเตือนผู้คนถึงภัยคุกคามที่กำลังมาเยือน เมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ก็มีคนผู้หนึ่งคนไม่ได้ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เมื่อเขาได้ยินว่าทิเบตจะประสบภัยหายนะอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เกิดความโกรธเป็นกำลัง และก็ได้ลุกขึ้นมาชกหน้าพระอาจารย์ท่านนี้เข้าอย่างแรง พระอาจารย์มิได้ตอบโต้ใดๆ และก็มิได้มีความรู้โกรธเคืองใดๆ ตรงกันข้ามท่านกลับกล่าวขึ้นว่าท่านได้ปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกขันติบารมีอย่างจริงๆจัง เพิ่งมีคราวนี้นี่แหละที่ได้มีโอกาสปฏิบัติบารมีข้อนี้อย่างจริงจัง

การปฏิบัติขันติบารมีมิได้หมายความเพียงแค่ว่า เมื่อมีใครมาทำร้ายเรา เราจะไม่ทำร้ายตอบและข่มความโกรธขึ้นในใจไว้ แต่หมายความว่าเมื่อเกิดอะไรร้ายแรงหรือเจ็บปวดแก่ตัวเรา เราจะรับเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ และมองความเจ็บปวดนั้นว่าเป็นครูของเรา ที่มาช่วยเหลือเราให้เดินทางไปบนเส้นทางแห่งโพธิจิตอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเรา แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงหรือความเจ็บปวดขึ้น เราก็จะไม่เสียใจหรือร้องโวยวายว่าเหตุใดโรคร้ายกับความเจ็บปวดนี้จึงเกิดแก่เรา ทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นบ้าง ทำไมต้องมาเป็นเรา การคิดเช่นนี้สวนทางกับการฝึกปฏิบัติขันติบารมีอย่างยิ่ง แทนที่จะคิดว่าทำไมต้องเป็นเราที่เกิดมาเจ็บป่วยตรงนี้ เราก็คิดว่าความเจ็บป่วยและเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกระทำในอดีต ซึ่งสัตว์โลกที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏทุกตัวตนต้องประสบทั้งสิ้น แทนที่เราจะมาเสียใจหรือโกรธเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราน่าจะมองความเจ็บปวดนี้ว่าเป็นบททดสอบที่มาทดสอบว่า เราผ่านการปฏิบัติหัวช้อขันติบารมีหรือยัง การปฏิบัติเช่นนี้ที่ประกอบไปด้วยความเข้าใจแจ้งถึงบทบาทหน้าที่และความสำคัญยิ่งของโพธิจิตและแนวทางของพระโพธิสัตว์ ก็คือการปฏิบัติขันติบารมีด้วยปัญญาอันยิ่งนั่นเอง

บารมีหัวข้อต่อไปได้แก่วิริยบารมี วิริยะก็คือความพากเพียร ท่านศานติเทวะกล่าวว่าความพากเพียรนี้ไม่ได้หมายความแต่เพียงความไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และตั้งใจจริงที่จะทำให้สำเร็จ แต่ยังหมายถึงการมีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ไม่ท้อถอยแม้งานข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด วิริยบารมีจึงไปควบคู่กับขันติบารมีในแง่นี้ การดูว่าผู้ปฏิบัติคนใดเกิดมีวิริยบารมีแล้วก็คือดูว่าเขามีจิตใจที่เบิกบานในการปฏิบัติของเราหรือไม่ หรือว่าปฏิบัติไปเพียงเพราะถูกบังคับ หรือเพราะมีจิตปรารถนาเป้าหมายอื่นใดอันไม่ใช่เป้าหมายทางธรรม เช่นบางคนปฏิบัติธรรมเพราะอยากขึ้นสวรรค์ แบบนี้ริมโปเชบอกว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ถูกต้องของวิริยบารมี จริงอยู่คนที่อยากขึ้นสวรรค์นั้นอาจมีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติมาก แต่เนื่องจากแรงจูงใจและเป้าหมายของเขาไม่ถูกต้อง เขาจึงไม่มีจิตใจที่เบิกบานอย่างแท้จริง การจะมีจิตใจที่เบิกบานไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆของการปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาจากความเข้าใจที่ถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิบัติ และความสำคัญของการปฏิบัตินี้ ซึ่งก็คือปัญญาในวิริยบารมี

บารมีประการที่ห้าได้แก่การปฏิบัติสมาธิ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ฌานบารมี” (ภาษาสันสกฤตว่า “ธฺยานปารมิตา”) ฌานบารมีหรือการปฏิบัติสมาธิในที่นี้ได้แก่การปฏิบัติสมถสมาธิ จิตใจของเราจะจดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ริมโปเชกล่าวว่าแนวทางหนึ่งของการปฏิบัติได้แก่การนั่งสมาธิมองดูองค์พระพุทธรูป หรือไม่ก็มองดอกบัวสีน้ำเงิน เป้าหมายคือให้จิตใจแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ริมโปเชได้เน้นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิสองแบบ คือแบบที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิธีการทำสมาธิว่าถูกหรือไม่ถูก แต่อยู่ที่เป้าหมายและแรงจูงใจในการปฏิบัติเป็นสำคัญ หากเป้าหมายถูกต้อง คือปฏิบัติสมาธิไปเพื่อให้เข้าถึงความสามารถที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในพ้นจากสังสารวัฏ ก็จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเป็นเป้าหมายอื่น เช่นเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง เช่นปฏิบัติไปเพื่ออยากขึ้นสวรรค์ ก็จะเป็น “มิจฉาสมาธิ” คือสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ริมโปเชเล่าถึงพระญาติของพระพุทธเจ้าท่านหนึ่ง ชื่อว่าพระนันทะ พระนันทะเป็นพระภิกษุที่หลงติดยึดกับรูปรสกลิ่นเสียงเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าต้องการให้พระนันทะถอนตัวออกจากเรื่องเหล่านี้ ในขณะนั้นพระนันทะกำลังหลงรูปของผุ้หญิงคนหนึ่งเป็นอย่างมาก เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สวยที่สุดไม่มีใครเสมอเหมือน พระพุทธเจ้าทรงถามพระนันทะว่าอยากเห็นคนที่สวยกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าหรือไม่ พระนันทะบอกผู้หญิงแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าบอกว่ามี แล้วก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ซึ่งบนนั้นมีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่สวยกว่าผู้หญิงของพระนันทะคนนั้นอย่างที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ พระนันทะเมื่อเห็นสาวงามบนสวรรค์แล้วก็เกิดจิตใจอยากครอบครองสาวๆเหล่านั้น และก็ลืมผู้หญิงคนเดิมเสียสนิท เมื่อกลับมายังโลกพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างแข็งขันด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่า จะไปเสวยสุขกับสาวงามบนสวรรค์เมื่อถึงเวลา แต่พระพุทธเจ้าก็พาพระนันทะไปท่องเที่ยวบนสวรรค์อีก และก็เร่งเวลาให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่เทพบุตรเทพธิดาบนสวรรค์ เมื่อเทพเหล่านี้หมดบุญต้องออกจากสวรรค์ เทพเหล่านี้เมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่บนสวรรค์อีกต่อไป ก็เกิดอาการเศร้าโศกเสียใจต่างๆนานา ด้วยผลกรรมของความรู้สึกเช่นนี้เหล่าเทวดาจึงต้องไปเกิดในนรกภูมิ พระนันทะเห็นเช่นนี้แล้วจึงมองเห็นว่า ความสวยงามของมนุษย์หรือเทพธิดานั้นเป็นของลวงตาเท่านั้น ไม่มีสาระอะไร ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติ คราวนี้ไปตามแนวทางที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์อีกรูปหนึ่ง

บารมีประการสุดท้ายได้แก่ “ปัญญาบารมี” ซึ่งถือเป็นการสุดสิ้นเส้นทางของการปฏิบัติบารมีของพระโพธิสัตว์ ผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อจากโพสนี้ในเวลาอีกไม่นาน